Accidentally Possessive Part 11 (2/2)
posted on 23 Jan 2012 00:56 by asuka-jan in AccidentTitle: Accidentally Possessive
Part: 11 (2/2)
Casts: Jin x Kazuya
Author: Asuka
Rate: G
**อ่าน 1/2 ก่อนนะคะ**
“คุณล่ะ” จินถาม
“ผมหรือครับ ผมรู้ตัวว่าเป็นเกย์ตั้งแต่เด็กแล้ว”
ต้องบอกว่าตั้งแต่รู้ความเลยมากกว่า คาซึยะนึกถึงตนเองในวันวาน ช่วงวัยที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ ที่ทำอะไรทั้งแสบและแผลงมากมายด้วยความมั่นใจว่าถูกต้อง
“ผมอยู่ชมรมเบสบอล นอกจากชอบเล่นเบสบอลแล้วผมก็ชอบหนุ่มๆ ในชมรมด้วย” ร่างเล็กวางหน้าก๋ากั่น “ผมไม่เหมือนคุณ ไม่มานั่งกลัวว่าใครจะรับได้หรือไม่ได้ ผมคิดถึงตัวเองมากกว่า ว่าทำยังไงพ่อแม่ถึงจะไม่ว่าอะไร ไม่ห้ามในสิ่งที่ผมอยากทำหรือบังคับให้ทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ...”
“ผมน่ะ แสดงออกเต็มที่ว่าชอบผู้ชาย ผมคบกับรุ่นพี่ในชมรมคนหนึ่ง ควงเขาอวดทุกคน ทำนองชิงลงมือก่อนได้เปรียบน่ะครับ ผมมัดมือชกให้พ่อแม่ต้องยอมรับ หรือต่อให้ไม่ยอมก็ต้องยอมเพราะห้ามอะไรไม่ทัน ก็น่าเสียดาย... ผมอุตส่าห์เห็นแก่ตัวหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ความรู้สึกของพวกท่านขนาดนั้น ผมแต่ก็คบกับเขาได้เทอมเดียวเอง”
ร่างเล็กนิ่วหน้าน้อยๆ
“ทำไมล่ะครับ”
“หมอนั่นนอกใจผมน่ะสิ” คาซึยะเฉลยเสียงเข้ม “ผมงี้โกรธเป็นไฟไหม้ป่าเชียวล่ะ มาทำผมเสียหน้า แถมยังทำให้ผมต้องทำเป็นเฮิร์ตหนักเพื่อไม่ให้ใครมาพูดอะไรใส่อีก ไม่ต้องมองผมอย่างนั้นหรอกครับ ผมก็เฮิร์ตจริงเหมือนกัน แต่ไม่มาก เจ็บใจมากกว่า พอเลิกกันนี่แหละทำให้ผมรู้ว่าไม่ได้รักเขาเท่าไหร่... แค่ชอบว่าหล่อเท่านั้น”
จินได้ยินอย่างนั้นก็หวังให้ทั้งชายคนนั้นและคู่หมั้นของเขาอโหสิกรรมให้แก่กันในที่สุด
“แต่ก็ต้องขอบคุณเขานะครับ” คนเล่าเปลี่ยนเสียง “...เพราะเขาทำให้พ่อผมสงสารมากกว่าอยากซ้ำเติม แล้วก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ทันทีที่พ่อเสนอให้ไปเรียนต่อเมืองนอก ใจจริงผมกลัวจะตายที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียว แต่ให้เทียบกันแล้วผมอยากเชิดใส่คนที่กล้าหักหลังผมมากกว่า... แล้วก็ผมอยากเรียกความน่าเชื่อถือกลับมาด้วย”
ร่างเล็กว่าด้วยน้ำเสียงจริงใจแม้ใบหน้ายังฉายรอยแค้นนิดๆ
“พอผมไปอยู่เมืองนอก คุณรู้มั้ย ผมฮอตสุดๆ” ตบอกตัวเองปุๆ “เพราะผมตัวเล็ก หน้าใส มีทั้งฝรั่งทั้งเอเชียมาช่วยสอนภาษาฝรั่งเศสผมเพียบ รวมถึงภาษาอื่นๆ ด้วย ผมน่ะจัดตารางแทบไม่ไหว ก่อนไปหลงลมอยู่คนหนึ่ง เป็นหนุ่มฝรั่งเศสแท้ จอมโรแมนติกยังกับหลุดออกมาจากในหนังเลยล่ะครับ ผมส่งรูปไปให้แม่ดูแม่ยังกรี๊ดเลย...”
“แล้ว...” จินทิ้งเสียงถามหลังได้รับสัญญาณบางอย่างว่าเขาต้องอยากรู้
“เพราะเหมือนหลุดจากในหนังเกินไปน่ะสิ เอะอะก็จะจูบ เอะอะก็จะลวนลาม คบกันได้แค่อาทิตย์ก็เอาแต่ตื๊อขอมีเซ็กส์ด้วย” คาซึยะเบ้ปาก “ผมทนรำคาญไม่ไหวก็เลยบอกเลิกไป แต่หมอนั่นก็ตามดราม่าอีกเป็นเดือน ทำผมแหยงการมีแฟนไปเลย”
“จริงๆ นะคุณ ผมเป็นโสดจนจบไฮสคูลเลย มาเลิกโสดก็ตอนเข้ายูแล้ว” คนพูดรีบสำทับเมื่อเห็นคนฟังทำหน้านิ่งๆ ไม่ค่อยอินตาม
แม้จะยอมยิ้มให้แล้ว ก็ไม่วายถูกวางค้อนลูกเล็กใส่
เจ้าของค้อนกระแอมเบาๆ ก่อนเล่าต่อ
“แฟนคนที่สามของผม ที่จริง...ผมอยากนับว่าเป็นคนแรกมากกว่า เพราะเขาเป็นคนแรกที่ผมให้ใจ ทำให้ผมรู้จักคำว่ารัก... จะไม่ถามผมสักหน่อยหรือครับว่าเกิดอะไรขึ้น”
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
หนุ่มน้อยก้มหน้า...ยิ้มบางพลางขยับตัว น้ำเสียงที่ใช้ต่อไปมีความจริงจังมากขึ้น
“เขาเป็นคนที่ผมรักมากจริงๆ แล้วผมก็เชื่อว่าเขารักผมมากเหมือนกัน เราคบกันมาสามปี เป็นคนที่ผมอยากพากลับไปแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จัก เราเข้ากันได้ดี ทะเลาะกันบ้างแต่ก็ถือว่าเป็นความรักที่ดีมากๆ... ผมเคยคิดว่าเขาเป็นคู่แท้ของผมด้วยซ้ำ”
คาซึยะนึกย้อนไปยังวันเวลาเหล่านั้น เขาจินตนาการความรักยิ่งใหญ่ของอาคานิชิ จินกับอุเอดะ ทัตสึยะไม่ออก และไม่รู้ด้วยว่าความรักของเขาครั้งนั้นจะสามารถเทียมเทียบกับกับคู่นี้ได้หรือไม่
แต่ในช่วงชีวิตหนึ่ง เขาก็มีความปลื้มปิติและภาคภูมิใจแบบนั้น เคยเชื่อแบบนั้น...
“คุณจิน คุณเคยคิดมั้ยว่าความรักของเกย์มันไม่มีจริง”
จินแปลกใจกับคำถาม แต่เขาก็ใช้เวลาไม่นานในการบอกความเชื่อของตน
“ไม่นะ ผมคิดว่าชายหรือหญิงก็เหมือนกัน ถ้าใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่”
ร่างเล็กพยักหน้า
“ผมเคยคิดว่าเขาใช่... จนกระทั่งเขามาบอกผมว่าจะแต่งงาน”
คาซึยะแหงนชมพระจันทร์บ้าง ขณะที่จินหันมามองคู่หมั้นอย่างแปลกใจ
เรื่องน้ำเน่า...ที่เคยคิดว่าเกิดขึ้นกับเขาทั้งสองเป็นครั้งแรก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ คาเมนาชิ คาซึยะเคยผ่านมาก่อน... ได้สัมผัสทั้งตำแหน่งผู้มาใหม่...และเจ้าของเดิม
“เขาบอกว่า ถึงเขาจะแต่งงานแต่ก็ขอให้เราเป็นเหมือนเดิม เขาขอให้ผมคบกับเขาเหมือนเดิม เป็นแฟนกันเหมือนเดิม ...เหมือนเดิมทุกอย่าง ...เพิ่มแค่เขามีภรรยาอีกคนรออยู่ที่บ้าน”
“เขาเห็นผมเป็นอะไรก็ไม่รู้สิ”
คำถามที่ไม่ต้องการให้ใครช่วยตอบ และแววตาของร่างเล็กที่มองขึ้นไปบนฟ้าก็เป็นแววตาที่เต็ม...เข้มแข็ง แต่ถึงอย่างนั้นจินก็เอ่ยประโยคที่คนทั้งโลกคงเข้าใจเหมือนๆ กัน
“เขาคงไม่ต้องการเสียคุณไป...”
“โดยการจับปลาสองมือหรือครับ ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการหรอก”
ไม่ใช่แค่คาซึยะที่รู้ จิน...ก็ย่อมรู้...
“ผมมองโลกแง่ร้ายกว่าคุณ ชายกับชาย...ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ ก็ไม่แน่ว่าจะลงเอยกันได้ ยังไงผู้ชายก็มีหน้าที่สืบสกุล และถ้าต้องเลือกระหว่างตระกูลกับคนรัก...ไม่มีทางเลยที่เราจะโอบอุ้มทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน”
“ผมเผื่อใจเรื่องเหล่านี้มาตลอด ไม่ว่าจากทางเขาหรือทางตัวผมเอง แต่ผมก็ยังอุตส่าห์...พลาด” หนุ่มน้อยเค้นเสียง “เรื่องของผมมันแย่ตรงที่เขาเป็นคนอินเดีย ผมเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่าคนอินเดียยังยึดถือวรรณะอยู่มาก โดยเฉพาะครอบครัววรรณะกษัตริย์ของเขา...ต้องแต่งงานกับคนจากวรรณะกษัตริย์ด้วยกันเท่านั้น รวยดีมาจากไหน ถ้าไม่ได้มีเชื้อมีสายเหมือนกันก็ฟาวล์ ...มันหมายความว่ายังไงรู้มั้ยครับคุณจิน”
เอ่ยประโยคคำถามโดยไม่มองหน้าคนตอบ
“มันหมายความว่า ต่อให้ผมเป็นผู้หญิงที่มีฐานะเท่าเทียมกัน ผมก็ไม่มีทางสมหวังกับเขาได้”
บางอย่างที่ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน แต่ถ้าต่างเหตุผล...ความรู้สึกก็แตกต่างไป
“ผมรู้สึกเหมือนถูกหลอกยังไงก็ไม่รู้”
“ตอนที่เขาย้ำว่ารักผมคนเดียว เขาขาดผมไม่ได้ ทั้งที่ผมควรจะดีใจ...แต่ผมกลับขยะแขยง ผิดหวังในตัวเขาที่สุด เขารู้แก่ใจมาตั้งแต่ต้น... ผู้หญิงคนนั้นผิดอะไร เขาจึงสมควรจะมีสามีที่นอกใจไปกับผู้ชายด้วยกัน แล้วผม...คนที่เขาบอกว่ารัก แต่ต้องกลายเป็นชู้ ผมไม่ได้อยากให้ศักดิ์ศรีอยู่เหนือความรัก แต่ผมก็มีพ่อมีแม่เหมือนกัน...”
ใบหน้าของคาซึยะไม่ฉายแววสับสนดังคำพูด หากมีเพียงตัวเขาเองที่รู้ ว่าก่อนจะผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นและตัดสินใจเลือกคำตอบสุดท้ายได้...มันยากเย็นเพียงใด
รัก กับความถูกต้อง
รักของตน กับคนรอบข้าง
และรัก...กับคนที่มีค่าพอ
“เขาไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย เอาแต่ต่อว่าว่าผมไม่รักเขาจริง ไม่เข้าใจเขา ตอนนี้แหละครับ...ผมถึงได้รู้ว่าเขาไม่ใช่”
“ผมไม่เสียใจเลยที่สุดท้ายเขาก็เลือกแต่งงานมากกว่าผม แต่ผมเสียใจ...ที่เราไม่ได้จากกันด้วยดี”
แทนที่จะเป็นความทรงจำที่แสนหวาน อวดใครได้ว่าเคยมีรักแท้ แต่ทุกอย่างกลับเป็นภาพลวงตา...
เขาไม่เคยเป็นเพื่อนใครได้หลังจากเลิกรา อาจจะเป็นสิ่งนี้...ที่แยกของจริงกับลวง
“ผมเสียใจจริงๆ นะ...”
คนพูดเอียงหน้ามาเหมือนจะอ้อน ส่วนคนฟังอย่างจินไม่มีคำใดจะพูด ความเจ็บปวดบางอย่างช่วยเหลือก็ได้เพียงรับฟัง และมันก็เป็นเพียงความเจ็บปวดที่เบาบางหลังผ่านเวลาที่ยาวนาน ...คนอย่างคาซึยะเข้มแข็งกว่านั้น
อีกทั้ง เขาเคยเป็นแต่คนตรงกลาง...ที่ทำร้ายคนรอบข้าง ไม่ใช่คนที่เหมาะสม...
จินโชคดี ที่คาซึยะเข้มแข็งมากมายจริงๆ
“แต่ผมก็ต้องขอบคุณเขาอีกนั่นแหละครับ เขาทำให้ผมเต็มใจที่จะกลับมาญี่ปุ่นแทนที่จะตามเขาไปอินเดียหรือตั้งรกรากด้วยกันที่ฝรั่งเศส เขาทำให้ผมสามารถทำตามข้อตกลงที่มีไว้กับพ่อได้ ถ้าผมไม่อกหัก ผมคงอดเป็นลูกกตัญญูแล้วก็อดมีหน้าที่การงานที่เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้”
น้ำเสียงสดใสพลิกขั้วจากเมื่อครู่ทำให้จินอดยิ้มตามไม่ได้
“ข้อตกลงอะไรหรือ” ชายหนุ่มถามด้วยความกระตือรือร้นโดยไร้สัญญาณกระตุ้นเป็นครั้งแรก
คาซึยะตอบด้วยการถามอีกครั้ง
“คุณจิน คุณเคยคิดหรือเปล่าว่าถ้าไม่ต้องสืบทอดกิจการของพ่อคุณ ไม่ต้องเรียนอย่างที่พ่อคุณต้องการ คุณอยากจะเป็นอะไร”
“ผมหรือ...ตอนที่บ้าถ่ายวีดีโอมากๆ ผมก็คิดว่าการเป็นตากล้องหรือผู้กำกับก็น่าสนใจ” ชายหนุ่มเลือกตอบอะไรที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุด ซึ่งความเป็นจริงการปลูกฝังของพ่อก็ทำให้เขาไม่เคยฝันถึงอนาคตอย่างอื่นเลย
“คนละเรื่องกับที่เป็นอยู่ตอนนี้เลยนะครับ” คาซึยะยิ้มทะเล้น
“ผมโชคดีกว่าคุณหน่อยหนึ่ง พ่อผมบอกว่า อยากเรียนอะไรก็เรียนไป อยากเป็นอะไรก็เป็นไป... แค่มาทำงานที่ AK-Dengasei ก็พอ บริษัทนี้รองรับแกได้ทุกอาชีพ นักการตลาด นักโฆษณา ประชาสัมพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แม้แต่ ครูหรือหมอ ก็เป็นได้ทั้งนั้น แค่ต้องทำงานที่นี่ ...พ่อให้เหตุผลว่า ครอบครัวเราเป็นหนี้อาคานิชิ ต้องทำงานตอบแทนอาคานิชิ ...ฉันไม่ใจร้ายบังคับอะไรแกนอกจากนี้ ฉันขอแกแค่นี้ กับอย่าทำให้บริษัทเขาล่มจมก็พอ”
จินกระพริบตาอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่รู้ความคิดคำนึงของคุณอาผู้ชายในข้อนี้ เพราะไม่ว่าเขาหรือพ่อของเขาก็ไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย กลับมองว่าทุกคนต่างหากที่มีบุญคุณกับอาคานิชิ หากปราศจากการร่วมแรงร่วมใจ AK-Dengasei ก็ไม่สามารถเติบใหญ่ได้อย่างมั่นคง
“นี่แหละครับข้อตกลงของผมกับพ่อ รักคุดๆ ทำให้ผมได้ตอบแทนบุญคุณอย่างที่พ่อหวัง ทำให้ผมอยากกอบกู้คุณค่าของตัวเองด้วยการรับทำงานแทนตำแหน่งของพ่อจนกลายเป็นบัณฑิตจบใหม่ที่ได้เงินเดือนสู้งสูง...”
และยิ่งไปกว่านั้น...
สิ่งที่คาซึยะไม่ได้นึกมาก่อน แต่คิดได้พร้อมๆ กับตอนที่พูดออกมา
“แล้วก็ทำให้ผมได้รู้ว่าคนที่ไม่เคยบอกว่ารักผมขาดใจ แต่คอยดูแลความเป็นไป ใส่ใจความรู้สึก และช่วยเหลือทุกอย่าง...คือใคร”
แม้บ่อยครั้งจะมีเรื่องขัดใจกัน ถกเถียงกัน แต่ก็จริงใจ มีแต่ความปรารถนาดีให้
“ไม่มีใครรักเราจริง เท่าพ่อแม่ของเราอีกแล้วนะครับ”
จินมองคาซึยะที่กำลังยิ้มน้อยๆ แต่สวยงามที่สุด ชายหนุ่มตัวเล็กๆ ที่ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความดื้อรั้น ทว่ารู้จักรับฟังและมีเหตุผล
แม้จะเป็นคนตรง แรง แต่ก็เป็นคนเข้าใจ และมีน้ำใจ...
แล้วก็เป็นเด็กดี...
“ใช่...”
เขาประทับใจเด็กดี
เวลาที่ผ่านทำให้พระจันทร์ลอยสูงจนนั่งแหงนมองไม่ไหว ร่างเล็กยอมเอนลงนอนตะแคงข้างหาคนคู่สนทนา ตั้งศอกรองศีรษะ มองตา...สลับมองท้องฟ้า ลมหนาวก็หนาวไม่น้อย แต่ผ้าห่มของโรงแรมหนาก็พอสู้ไหว
คนทั้งคู่ไม่รู้ว่าดวงกลมๆ สีเหลืองดวงเดียวมีมนต์อะไร ถึงสามารถดึงดูดสายตาและปลอบกล่อมจิตใจของผู้คนได้เสมอ
“ผมควรโทรไปขอโทษพ่อ”
หนุ่มน้อยเอ่ยขึ้นมาในความเงียบ
หลังจากผ่านการแลกเปลี่ยนเรื่องราวในอดีตแก่กันจนนำไปสู่เรื่องเล่าว่าด้วยบุญคุณของบุพการี คาซึยะยิ่งนึกเสียใจในการกระทำของตนเอง
ไม่มีมูลแน่ชัดอะไรเลยที่บอกว่าพ่อของเขาเป็นคนทำ หรือต่อให้ความจริงปรากฏว่าท่านทำ... คนอายุยี่สิบกว่าๆ อย่างเขาเอาอะไรไปตัดสินเหตุผลของคนอายุใกล้เกษียณ ...ที่มีแต่รักและห่วงใย
จินเปลี่ยนคำพูดให้เป็นการกระทำด้วยการกอบผ้าห่มแล้วหมุนตัวเข้าห้อง ร่างเล็กหนาววูบจนต้องตามเข้าไปอย่างไร้ทางเลือก โทรศัพท์เครื่องบางนอนนิ่งเป็นเป้าสายตาของคนทั่งคู่ จินบุ้ยใบ้ให้อีกคนทำอย่างที่คิดเสีย พลางนั่งกอดอกมองด้วยสายตาอ่อนโยนแกมบังคับ
หนุ่มน้อยหยิบโทรศัพท์มาไว้ในมือแล้ว หากยังไม่ทันกดหมายเลข ตัวเครื่องก็มีแสงไฟ ทำให้คนปฏิกิริยาไวกดรับสายทันทีอย่างไม่รู้ตัว
แต่ก็พอทันเห็นชื่อคนโทรเข้า
“พ่อ...”
คาซึยะได้ยินเสียงตัวเองสั่นแบบปอดๆ อย่างไม่อยากเชื่อ
“นี่แม่เองนะลูก”
เสียงปลายสายทำให้ร่างเล็กรู้สึกเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม หากแต่คำพูดร้อนรนหลังจากนั้นก็พาให้เขางุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
“แม่ขอโทษนะ เป็นเพราะแม่เอง แม่ไม่ดีเอง ไม่เกี่ยวกับพ่อเขาเลย เป็นเพราะแม่คนเดียว”
“อะไรกันครับแม่”
“รูปนั่นน่ะ มัน...หลุดไปเพราะแม่เองจ้ะ”
รูป...?
“อะไรนะครับ!” หนุ่มน้อยร้องด้วยความตกใจ รูปหลุด...แปลว่าอะไร แล้วก็เพราะแม่...แม่อย่างนั้นหรือ
“แต่แม่ไม่ได้ตั้งใจนะ แม่ชอบรูปของลูกก็เลยขอให้พ่อเขาเอาเข้ามือถือแม่ไว้...แม่จะได้ดู” นางคาเมนาชิเสียงลนด้วยกลัวลูกชายจะโกรธ “แล้วแม่ออกไปเจอเพื่อนๆ แม่...แม่อยากอวดว่าลูกแม่น่ารัก คู่หมั้นของลูกก็หล่อ...สมกันที่สุด”
“แล้ว...ยังไงครับ” ส่วนคนเป็นลูกถามเสียงงง
“แม่ก็ไม่รู้... คงเป็นตอนแม่ไปเข้าห้องน้ำแล้วทิ้งมือถือไว้... เพราะนอกจากนั้นแม่ก็นึกไม่ออกแล้วจ้ะว่ารูปจะหลุดไปได้ยังไง ส่วนพ่อเขาก็อยู่บ้านทั้งวัน”
“........”
“คาซึยะ...แม่ขอโทษนะจ๊ะที่สะเพร่า ทำให้ลูกและทุกคนเดือดร้อน คาซึยะจะโกรธแม่ว่าแม่ก็ได้นะลูก แม่ผิดเอง พ่อเขาไม่เกี่ยวอะไรหรอก พ่อเขาไม่ได้ทำจริงๆ อย่าเข้าใจพ่อเขาผิดนะลูก มันคงเกิดขึ้นเพราะแม่นี่แหละ แต่แม่ก็ขอโทษจริงๆ นะ แม่มันแย่ ก่อเรื่องขนาดนี้ยังไม่รู้ตัวเลย นี่ถ้าแม่ไม่ลงมาดูพ่อแม่ก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ปล่อยให้ลูกกับพ่อทุกข์ใจกันอยู่สองคน แม่นี่แย่จริงๆ คาซึยะว่าแม่เลยลูก ว่าแม่เลยแม่ผิดเอง”
“แม่ครับ แม่... ไม่เป็นไรหรอกครับ แม่ไม่ได้ตั้งใจ”
เมื่อฟังความทั้งหมดคาซึยะก็ได้แต่อยากถอนหายใจแรงๆ ถึงจะรู้สึกปวดขมับจี๊ดๆ ตอนแม่ของเขาเล่าว่าเอารูปพวกนั้นไปอวดเพื่อนด้วยความภาคภูมิใจ แต่ด้วยสำนึกรักครอบครัวที่เพิ่งได้รับการกระตุ้น และสภาพอารมณ์ที่กำลังเย็นพอๆ กับสภาพอากาศ... คำขอโทษซ้ำๆ ของคนเป็นแม่ก็ทำให้เขาอยากหายตัวไปกอดแม่มากกว่าจะคิดอะไรอย่างอื่น
เรื่องจริงจะเป็นอย่างไร...ก็ช่างมัน
“แต่เกิดเรื่องขึ้นก็เพราะแม่ แม่ไม่สนใจหรอกนะลูกว่าจะมีใครมาว่าเรายังไง เพราะแม่รู้แก่ใจดีว่าลูกแม่กับตาจินเป็นเด็กดีที่สุด ครอบครัวเราบริษัทเราก็ดี ดีที่สุดในญี่ปุ่นเลยด้วย” คาซึยะได้ยินเสียงสูดน้ำมูกของปลายสาย “แต่...แต่แม่เสียใจ แม่ทำให้ลูกโกรธ ทำให้ลูกกับพ่อทะเลาะกัน...”
คาซึยะรู้สึกหัวใจฟีบลงไปตามน้ำเสียงแสนหง็อย นึกรู้แน่ชัดว่าบทสนทนากับพ่อก่อนหน้านี้ส่งผลอะไรบ้าง ความตึงเครียด...บรรยากาศแย่ๆ ที่ทำให้แม่เขาถึงกับร้องไห้และโทรมาหาพูดจาละล่ำละลัก
“ผมไม่โกรธแล้วครับแม่” เขาปลอบแม่ด้วยความจริง “ผม...ขอคุยกับพ่อได้มั้ยครับ”
“คาซึยะเชื่อแม่หรือเปล่าลูกว่าพ่อเขาไม่เกี่ยวจริงๆ พ่อไม่ได้ทำนะลูก แม่ยืนยันได้”
“ครับๆ ผมเข้าใจแล้ว ผมแค่อยากคุยกับพ่อ อยาก...ขอโทษ”
“จริงหรือจ๊ะ! โอเคๆ แม่จะเอาโทรศัพท์ให้พ่อเดี๋ยวนี้”
นางคาเมนาชิว่าด้วยความปรีดา ขณะที่ลูกชายของเธอต้องเงยหน้ามองเพื่อนร่วมห้องอย่างขอกำลังใจ
ในความเงียบที่ดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง หนุ่มน้อยรู้ว่าคนเป็นพ่อถือสายคุยกับเขาแล้ว ร่างเล็กเม้มปากรอให้ปลายสายพูดอะไรออกมา
เริ่มต้นด้วยเสียงกระแอม
“ฉันเจอกระทู้ที่แกพูดถึงแล้วนะ แต่เมื่อกี้กดดูอีกทีมันก็หายไปละ แต่ฉันยืนยันนะว่าฉันกับแม่แกไม่เกี่ยว”
เสียงเข้มเอ่ยอย่างราบเรียบ ปกป้องทั้งตนเองและภรรยา
“ผมรู้แล้วครับพ่อ” ...รู้ทั้งว่าทำไมมันหายไป และคำพูดใดที่เขาควรเอ่ยต่อจากนี้
“ผม...ผมขอโทษพ่อ ขอโทษนะครับ ที่ผมกล่าวหาพ่อ แล้วยังพูดไม่ดี”
คำพูดของพ่อที่ปราศจากคำตำหนิ คำประชดประชันชวนทะเลาะ ขณะที่ตัวเขา...ทำให้พ่อเสียใจ ทำให้แม่ร้องไห้
“แกไม่เข้าใจผิดอีก...ก็ดีแล้ว” นายคาเมนาชิเอ่ยขึ้นมาหลังความเงียบงัน น้ำเสียงคล้ายโล่งใจว่าคนเป็นลูกเชื่อใจในที่สุด
คาซึยะกำกระบอกโทรศัพท์แน่นขึ้น ...ทั้งที่จะต่อว่าสักคำก็ได้
เขาได้รับการให้อภัยโดยง่าย...เหมือนเคย มันจะมาจากสิ่งใด
ถ้าไม่ใช่ความรักความเมตตา กับลูกชายที่นิสัยแย่ไม่เคยเปลี่ยนคนนี้
“ผมรักพ่อนะครับ”
ความจริงจากหัวใจที่ไม่เคยเอ่ยออกจากปากแข็งๆ เขาหวังจะพอใช้ชดเชยคำพูดร้ายๆ ที่ออกจากปากเป็นประจำ
“เฮ้ย มาปากหวานอะไรตอนนี้วะ” คนเป็นพ่อร้องเสียงหลงด้วยความตกใจจริงๆ อาการครั่นเนื้อครั่นตัวที่จินตนาการได้ทำให้ร่างเล็กต้องยิ้ม
“ก็ชดเชยที่ผมปากเสีย แต่ผมรักพ่อจริงๆ นะ” พูดไปใช่ว่าจะไม่เขิน ซ้ำยังพูดแล้วมีบุคคลที่สามได้ยิน
แต่ถ้าไม่พูดในตอนที่สถานการณ์เอื้ออย่างนี้...แล้วจะได้พูดตอนไหน
“เออ รู้แล้วๆ ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย ฉันกับแม่แกจะได้ไปนอนต่ออีกหน่อย”
“งั้น...ฝากบอกรักแม่ด้วยนะครับ”
“เออๆ แค่นี้นะ”
คนเป็นพ่อรีบวางสายไปด้วยไม่ชินกับการรับมือในบรรยากาศหวานซึ้ง คนเป็นลูกเองก็โล่งใจ เขาไม่ชินเช่นกัน แต่ก็ได้ทำอย่างที่ต้องการไปแล้ว แล้วมันก็ผ่านไปด้วยดี
ไม่ยากอย่างที่คิดไว้
แต่น้ำตานองกว่าที่คิดไว้
...นิดหน่อย
ร่างเล็กเช็ดความเปียกชื้นตรงข้ามแก้มโดยพยายามไม่ยี่หระต่อสายตาที่มองมา ท่องไว้ในใจว่าทำดีไม่ต้องอาย แต่รอยยิ้มที่มอบให้ทำให้คาซึยะรู้สึกไม่ชินกับตัวเองมากเกินไป
เขาแทบไม่เคยเสียน้ำตาให้ใครเห็น และไม่เคยทำตัวเป็นลูกผู้สำนึกผิดให้ใครได้ยิน
“ขอบคุณนะครับเรื่องกระทู้...”
“ผมทำเพื่อตัวเองและบริษัทด้วย”
จินยิ้มอย่างยินดีที่ได้ทราบว่าคำสั่งของเขาได้ผลรวดเร็วทันใจ แต่ไม่หรอกคาซึยะไม่ได้รู้สึกสงบมากขึ้น
หนุ่มน้อยเม้มปากจนรู้สึกว่าเขาเม้มมันบ่อยเกินไปแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับความรู้สึกแบบนี้ แบบที่อยากจะน้ำตาแตกอีกสักหน่อย อ้อน (ใครก็ได้) อีกสักนิด แต่จะทำได้อย่างไร มันไม่ใช่นิสัยเขาเลยที่จะทำอะไรแบบนั้นอย่างพร่ำเพรื่อและไม่มีเหตุผล
โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งสนิทกันได้ไม่นาน
“เราไม่น่าเป็นเพื่อนกันเลยนะครับ” หนุ่มน้อยพยายามเอ่ยด้วยเสียงธรรมดา ทั้งที่ในใจสับสนงุนงงน้อยๆ ด้วยเรียบเรียงความคิดตัวเองไม่ทัน
“หืม?”
“ก็...ทั้งที่พ่อแม่ของเรานับถือสนิทสนมกันมานาน เราไม่น่าเป็นเพื่อนกัน เพิ่งจะมาเป็นเพื่อนกัน” ด้วยชะตาชีวิตที่ขีดเส้นทางคนรุ่นลูกให้ก้าวเดินกันไปอย่างไม่มีทางร่วมหรือจุดตัดกันตอนไหนเลย ทำให้เขาทั้งสองแทบไม่เคยเห็นหน้า ไม่ได้พูดคุย
ทั้งที่ครอบครัวแนบแน่นกันขนาดนั้น
“คุณแก่กว่าผม ถ้าเราสนิทกัน คงต้องเป็นพี่น้องกัน คุณว่า เราเป็นพี่น้องกัน แทนที่จะเป็นเพื่อน ดีหรือเปล่า”
ที่รู้สึก ที่ต้องการอยู่ตอนนี้ มันจะได้ไม่แปลก
“........”
หลักการและเหตุผลที่ทำให้ร่างเล็กละอายแก่ใจน้อยๆ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปเพราะคงคาดไม่ถึง ก็ยิ่งรู้สึกอาย
ก็ทำไมล่ะ... ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายมีพี่ชาย เขาก็อยากมีบ้าง
“ผมอิจฉาที่คุณมีพี่ชาย...”
ความต้องการทุกอย่างย่อมต้องมีแรงจูงใจ
ตลอดมาเขาคิดว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ ฉลาด และไม่งี่เง่า แต่ก็ไม่ปฏิเสธตนเองว่าเป็นคนใจร้อน ชอบใช้อารมณ์นำไปก่อนเสมอ เขาคาดหวังลึกๆ... ว่าจะมีใครสักคนคอยเตือน คอยรั้ง คอยบอกว่าสิ่งที่เขาทำลงไปแล้วดีหรือไม่ดีอย่างไร คอยช่วยเหลือ แก้ไข
ขณะเดียวกันก็เข้าใจเขา เห็นดีกับเขา และเห็นว่าเขาดี...
“ไม่ได้หรือครับ...”
ตั้งแต่ที่ต้องไปอยู่เมืองนอกคนเดียวตอนเด็ก จนตอนนี้...ก็ยังรู้สึกขาด
“...โอเค”
คนที่จะโวยวายใส่ได้ และเอาแต่ใจ (ให้มากขึ้นไปอีก) ได้
“งั้นในฐานะพี่ชาย คุณกอดผมหน่อยสิ นะ”
คนสุขุมเสมอได้ยินแล้วก็ตาเบิกกว้าง
อย่าว่าแต่จินที่จะตกใจ คนที่เอ่ยปากขออย่างเขาสิตกใจยิ่งกว่า แต่อารมณ์มันพาไปจริงๆ และถึงยังไงคาซึยะก็ไม่ได้ร้องขอเกินไป อยู่ในขอบเขตที่พี่ชายน้องชายพึงกระทำได้
ใช่มั้ย...
โดยที่ร่างสูงได้แต่กระพริบตาปริบๆ ไม่ทันให้คำอนุญาต ร่างเล็กก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปหาแล้ววาดแขนรัดตัว
ลำตัวหนาพอดีวงแขน กระไอร้อนพอดีความอบอุ่น กลิ่น...โอเค ตำแหน่งบ่าของพี่ชายกับใบหน้าของน้องชายก็พอดี
ลงตัว...
สัญญาณชีวิต...เต้นเร็วไปนิด
ลักษณะแบบนี้มีอยู่สองเหตุผล ตื่นเต้นกับรังเกียจ คนเป็นพี่...รังเกียจน้องได้ที่ไหน
“ลูบหัวผมด้วย...”
น้องชายหมาดๆ ออกคำสั่งเสียงอ้อน ไม่รู้ไม่ชี้... ก็เขาอยากมีพี่ชายจริงๆ... และคนคนนี้คุณสมบัติเหมาะสม
มีความเป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง พอประมาณ ค่อนไปในทางใจเย็น มีสติมากกว่าเขาหนึ่งเท่าครึ่ง
พ่อแม่ก็ชอบ...
ร่างเล็กฝังตัวลงไปในอ้อมอกหนาลึกเข้าไปอีก ก็นอกเหนือจากความน่าอายทุกอย่างก็มีเหตุผลมากพอ ความรู้สึกของอีกฝ่าย...เขาก็ไม่แคร์อยู่แล้ว
คนที่ไม่ได้รับการใส่ใจปฏิบัติหน้าที่แรกของพี่ชายด้วยอาการแข็งน้องๆ หุ่นโรบอท อาคานิชิ จินไม่ใช่พวกทำอะไรโดยไม่ตรึกตรองให้รอบคอบ แต่สถานการณ์อันรวดเร็ว สวนทางกับการทำงานของสมองที่เชื่องช้าผิดปกติ ทำให้เขาอยู่ในภาวะ ‘รอประมวลผล’ อยู่อย่างนั้น
มือเรียวลูบกลุ่มผมนุ่มทั้งที่คิ้วยังขมวด อีกมือลูบที่หลังเป็นจังหวะประสานกันตามหลักกายวิภาค
ร่างสูงรับรู้ถึงความเหมาะเจาะลงตัวไม่ต่างจากอีกคน อีกทั้งการได้รับการยอมรับถึงขั้นยกให้เป็นพี่ชาย...ไหนเลยจะไม่ปลาบปลื้ม
แต่มัน...จะดีหรือ
ดีหรือไม่ดี คาซึยะเองก็ไม่แน่ใจ
เขารับรู้แต่เพียงความรู้สึกอบอุ่น นับว่าการใช้อารมณ์นำแลกกับความอายครั้งนี้ถือว่าคุ้ม
การมีพี่ชายมันดีอย่างนี้เอง
“เข้านอนกันเถอะครับ”
แต่เขาก็ไม่ไร้เดียงสา
ไม่มีคำว่าเพื่อนระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวฉันใด ก็ไม่มีคำว่าพี่น้องในหมู่เกย์ฉันนั้น...
คาซึยะถอนตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน ส่วนจินไปควานหาวิตามินรวมในกระเป๋ามากินบำรุงร่างกาย เขาเป็นนักธุรกิจที่มีโรคพักผ่อนไม่พอและโรคเครียดประจำตัวอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนสาเหตุก็อาจหมายถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหรือแย่ลง
แต่ไม่ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ขึ้นชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง ถือว่าแย่ทั้งนั้น
...............................................................................................
เพราะอันตรายต่อหัวใจ ฮิ้วววววว 555+
คิดเรื่องที่จะทอล์กมากมายไว้ตั้งแต่ตอนแต่งฟิก พอมาถึงตอนนี้ ลืมไปหมดแล้วค่ะ (ฮา...)
อืมมม คิดใหม่แล้วกัน
ฟิกเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าพล็อตมันไม่มีอะไรเลย แต่งๆ ไปก็กลัวคนอ่านจะเบื่อเหมือนกันนะคะ
ตัวละครน้อย (มาก) ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเฉือนคม คอนฟลิกมีมาแบบเรื่อยๆ แล้วก็ผ่านไปแบบเรื่อยๆ วิธีการเล่าก็ตามปฏิทินชิลๆ
แต่เพราะจุดเริ่มต้น หรืออินสไปร์ของเรื่องมันน้อยจิ๋ว มันก็เลยเป็นฟิกเบาๆ ที่ถึงจะยาว (ยืด) แต่ก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากพัฒนาการความสัมพันธ์ของพระนางเพียงอย่างเดียว
ก็พยายามใส่รายละเอียดที่ทำให้คนอ่านอ่านไปเรื่อยๆ แล้วลืมว่าฟิกมันเบาหวิวอยู่นะคะ 555 หวังว่าพอจะได้ผล (แหะๆ)
ตอนนี้คนแต่งกำลังให้ข้ออ้างตัวเองอยู่ค่ะ ว่าชักจะใช้ฮาวายเป็นฉากมาหลายพาร์ทเกินไปแล้ว 55
แต่ถึงจะยืด ก็มีพัฒนาการที่เป็นก้าวใหญ่ๆ (คิดเอาเอง) อยู่นี่นา ไม่เป็นไรหรอก (มั้ง)
(พิมพ์ลบๆ หลายทีมากค่ะ เพราะหลายอย่างอยากเมาท์อยากอธิบาย แต่ก็เป็นพวกไม่ชอบชี้นำความคิดคนอ่าน เพื่อที่คนอ่านจะได้รู้สึกและคอมเมนท์ให้อย่างเสรี)
ตอบเมนท์ดีกว่าเนอะ -*-
พี่ก้อย - ขอโทษทีค่ะพี่ที่จินไม่เท่ 555 จินไม่เน้นกีฬากลางแจ้งค่ะพี่ เป็นเกย์แท้ประเภทชอบเข้าฟิตเนส (ถ้ามีเวลา ซึ่งก็ไม่ค่อยมี) เรื่องรูปพวกนั้นเสียใจด้วยนะคะ มือไอทีของคุณจินเก็บเรียบแล้วค่ะ (แต่จะเซฟไว้ดูเองหรือเปล่าอีกเรื่องนึง หุหุ)
senseless - ขอบคุณค่ะสำหรับกำลังใจ มีค่ามากๆ ค่ะ ตอนที่แล้วบอกว่าจินเป็นคนดี ตอนนี้จะเปลี่ยนความคิดมั้ยคะ 555
chocosymphony - ดีใจนะคะที่คุณช็อกโก้ฯ ละเอียดกับการอ่านฟิกมาก คอยสังเกตตัวละครในฟิกตลอดเลย เรื่องจินใช้คาเมะเป็นเครื่องมือนั้น...จินก็ทำมาตลอดนะคะ แล้วคาเมะก็เคยด่าจินเอาไว้แล้วในพาร์ท 5 ด้วย 555 ส่วนที่คาเมะหายเคืองไว ก็อาจเพราะคาเมะเป็นคนแบบนั้น... อีกอย่าง ก็ได้ทำโทษไปแล้วตอนดูงานด้วยค่ะ
พี่วี - จินอาจจะงุ่มง่ามไม่ทันใจพี่ แต่คาเมะก็อ่อยตลอดนะพี่ เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ ก่อนนะคะ 55 เอ้อ ที่พี่เคยบอกว่าเหมือนเรื่องเกาหลีตรงที่จินมีแฟนเก่า เพิ่งนึกขึ้นได้ค่ะว่าเปล่าตั้งใจเจรงๆ ตอนเกาหลี ที่ต้องให้จินมีมะพี เพราะซีรีส์เกาหลีทุกเรื่อง พระเอกมันต้องชอบนางอิจฉาก่อนจริงๆ ค่ะพี่ ส่วนเรื่องนี้ที่ให้จินมีเอ้ ก็เพราะฟิกคู่หมั้นถือกำเนิดมาจากแนวคิดว่า "ต่อให้ไม่รัก แต่ถ้าคิดว่าเป็นของเรา มันก็หวงนะ" จินจึงต้องมีใครด้วยประการฉะนี้
อืม...มีข่าวจะแจ้งให้ทราบด้วยล่ะค่ะ
ตอนนี้คนแต่งมีงานเข้าซะแล้ว คือต้องไปเขียนหนังสือ (หนังสือจริงๆ ไม่ใช่ฟิกนะคะ 55)
ข้อเสียของคนแต่งก็คือ เป็นพวกที่ทำอะไรได้ทีละอย่าง เพราะงั้นจึงไม่ค่อยแน่ใจว่าจะสามารถแบ่งใจและแบ่งเวลาตัวเองต่อฟิกได้แค่ไหน
แต่ว่า...ก็มีความตั้งใจอยู่นะคะ หลังจากที่เคยคิดว่าจะทิ้งเรื่องนี้ไปแล้ว ตอนนี้น่ะ มีแต่ความคิดว่าอยากจะเขียนให้จบและรวมเล่มให้ได้ค่ะ
ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากให้บทลงเอยของท่านประธานกับหน.ฝ่ายตปท.เค้าเหมือนกับทุกคน อีกส่วน ก็เพราะความทราบซึ้งใจอย่างที่สุด ที่ฟิกที่ต่อนานๆ ทีเรื่องนี้ยังมีคนตามอ่าน
ขอบคุณในน้ำใจของทุกคนที่มีให้เสมอมาค่ะ
จากหัวใจเลย >////<