Strategic Love part1
posted on 14 Feb 2007 15:52 by asuka-jan in Strategic-Love
“ขอบคุณมากครับ”
“ครับ หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกัน”
การประชุมเคร่งเครียดยาวนานจบลงเมื่อยามตะวันทอดแสงให้เงาอยู่ใต้ฝ่าเท้าพอดิบ พอดี หลังจากเริ่มประชุมมาตั้งแต่เก้าโมง เจ้าของสถานที่ มาร์เก็ตติ้งแพลนเนอร์แห่งบริษัทโฆษณาโมเดิร์นเนียร์เดินออกมาส่งลูกค้าถึง ลิฟต์ การจับมือชนิดแตะปลายเล็บเบาๆ อย่างคนถือเนื้อถือตัวของผู้มาเยือนทำเอาคนส่งทำหน้าเบ้ทันทีหลังประตูลิฟต์ ปิดไปแล้ว
“แม่โว้ย เรื่องมากแล้วยังกระแดะทำตัวผู้ดีอีกนะ”
“บ่นลูกค้าเดี๋ยวจะฟ้องเจ้านาย”
คนกลัวถูกฟ้องสะดุ้งเล็กๆ แต่พอหันไปเห็นเพื่อนตัวดีเท่านั้นก็แทบเสยอาร์มานี่ที่เบื้องล่างถวายให้ไปพักที่ซอกคอ
“ไอ้เวร ไม่มาเป็นฉันสิ แม่คุณเรื่องมากฉิบ”
“คราวนี้อะไรอีกล่ะวะยู”
“แกตามฉันมาเลย เดี๋ยวให้ดูบรีฟงาน แม่คุณเขาระบุมาด้วยนะว่าอยากได้แกครีเอทให้ เขาเห็นผลงานแกเลยเจาะจงมาหาบริษัทเราก่อนที่อื่น”
อาคานิชิ จิน ครีเอทีฟมือพระกาฬของบริษัท เดินตามยูอิจิ พ่อหนุ่มเออีมนุษยสัมพันธ์งามไปรับงานที่ยังวางไว้อยู่ในห้องประชุมโดยดี เมื่อสวนทางกับผู้ที่ได้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ สีหน้าสีตาไม่ได้ต่างจากยูอิจิเลยสักคน ทำเอาจินอยากหัวเราะ
“ทำไมวะ งานมันหินนักหรือ”
“งานฉันเชื่อมือแก แต่ที่แย่น่ะแม่คุณนั่นแหล่ะ พูดญี่ปุ่นคำอังกฤษคำตลอดเลย แล้วก็ไม่ได้ถูกสำเนียงด้วยนะ ไม่พอ ย้ำอยู่นั่นว่าโฆษณาที่ออกมาต้องเลิศ ต้องเข้าเป้า ต้องได้ระดับ ดูดี โฮ้ย...แค่โยเกิร์ตจะเอาให้มันไฮโซอะไรนักหนาวะ ราคาสินค้าก็เท่าตัวอื่นในตลาด ไม่ได้ขายเฉพาะคนมีกะตังค์ซะหน่อย ทาร์เกตกรุ๊ปก็อัปเปอร์โลวเวอร์ถึงอับเปอร์มิดเดิ้ลเอง”
จินฟังคำบ่นยาวเหยียดของเพื่อนก็หัวเราะพรืด เพราะยูอิจิเป็นคนที่เรียกว่าอารมณ์ดีสุขภาพจิตดีที่สุดในบริษัทแล้ว ใครมาไม้ไหนจัดการได้หมด นานๆ จะเห็นออกอาการทนแทบไม่ไหวกับเขาเหมือนกัน
แต่ยังไง ลูกค้าก็คือพระเจ้า ต่อให้ไม่พอใจ อย่างมากยูอิจิก็ต้องมองเป็นเรื่องตลกเสียให้หมด บางครั้งจะตั้งฉายาตลกๆ ให้ลูกค้าเพื่อเอนเตอร์เทนเพื่อนร่วมงาน และโชคดีของจินที่เป็นครีเอทีพ ทำให้นอกจากไปนำเสนองานนิดหน่อยๆ ก็จะไม่เจอลูกค้าโดยตรงบ่อยนัก
ไม่งั้นล่ะก็ งานการของเขาพังราบแน่ๆ จินเป็นคนปากตรงกับใจสุดยอด มีหวังไปสอยกลับจนหน้าม่านกันกันไปเป็นแถบแน่ๆ
“ไหนวะงาน ดูดิ๊”
“เอาไปเลย”
จินรับเอกสารขนาดเอสี่หนึ่งแผ่นมาดู กวาดสายตาอ่านคร่าวๆ พอถึงแค่กลางหน้าเขาก็เริ่มขมวดคิ้ว
“อะไรวะเนี่ย จุดขายมีกี่อันวะ”
“เออ เขาจะชูทุกอัน บอกว่าสินค้าเขาดีทุกอย่าง”
“Firmji โยเกิร์ตรสอร่อย, low fat, high calcium, เต็มไปด้วยผลไม้ลูกเบ้ง มีถึง 12 รสชาติให้เลือกสรร วัตถุดิบดีมีคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบแล้วจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีมาตรฐาน บลาๆๆๆ เฮ่ย นี่ยังดีนะไม่บอกว่ากินแล้วผิวจะขาวได้ด้วย”
“เกือบแล้วล่ะ เขาบอกว่าโยเกิร์ตของเขากินแล้วผิวจะเนียน แต่เห็นว่าเหมือนโลชั่นไปหน่อยเลยเอาออก เขาไม่อยากให้เอาสินค้าของเขาไปทำเครื่องประทินผิว”
แค่ฟังเท่านี้จินก็อยากจะร่อนกระดาษในมือลงไปจากหน้าต่างชั้น 22 ของตึกตะหงิดๆ
“บ้าเปล่าวะ จุดขายมันต้องมีอันเดียวดิ อย่างมากก็แค่สอง”
“บอกเขาไปแล้ว แต่เขาบอกว่าใส่ไปให้ได้มากที่สุด เขาบอกว่าแกทำได้”
“แกไปบอกให้เขาทำเองไป” จินยื่นกระดาษให้เพื่อนชนิดแทบจะฝากไปปาใส่หน้า แม่คุณ ของยูอิจิด้วย
“บ้า รายนี้ใหญ่ว่ะ เจ้านายกระสันมาก ให้เงินดีจริง”
“แต่ไม่รู้เรื่องการโฆษณาเลยเนี่ยนะ”
“เอาเหอะแก เขาออกจะเชื่อในตัวแก แกทำซะอย่างเขาอาจจะไม่มีปัญหาก็ได้”
“เออ ถ้าฉันคิดออกนะ”
จินบรรจงพับบรีฟงานเป็นรูปนก ร่อนไปเก็บไปตลอดทาง อยากบอกเพื่อนตัวดีที่เพิ่งจากมาเหลือเกินว่า พักนี้กึ๋นเขาชักฝืดๆ เสียแล้ว
ดังนั้นเมื่อมาถึงที่โต๊ะจินก็คลี่กระดาษงานขึ้นมาอ่านทบทวนดูอีกครั้ง ก่อนจะหยิบกระดาษเปล่ามาขีดๆ เขียนๆ แล้วขยำทิ้งไปหลายใบ
.....................................................................................................................................................
เวลาผ่านไปจนทรงผมจินไม่เหลือเค้าทรงเดิมจากเมื่อเช้า เนื่องจากพอคิดไม่ออกก็เสยเอาเสยเอา ทั้งสางทั้งขยี้ตามอารมณ์ และถังขยะข้างโต๊ะเริ่มเต็มไปด้วยก้อนกลมๆ แล้ว เสียงเพลงร็อคจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะการเซตผมโดยปราศจากมูสเจลของจิน
“ว่าไง”
“เออ สบายดีมั้ยวะ”
“แกสนใจจะเปลี่ยนอาชีพมาช่วยฉันคิดงานมั้ยล่ะ ฉันจะได้สบายขึ้น”
“บิดาแกสิ แล้วแกจะแบ่งเงินเดือนให้ฉันมั้ยล่ะ ต่ำกว่าแสนหกไม่เอานะเว่ย”
“งั้นก็มารดาแก ทำงานสถาปนิกของแกต่อไปเถอะ”
ทั้งคู่เอ่ยถึงบุพการีของอีกฝ่ายอย่างไม่มีถือสากัน ทั้งที่จริงแล้ว ทั้งพ่อและแม่ของทั้งสองคน ได้เสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่
“เออๆ งั้นเอาเป็นว่าแกเครียดอยู่”
“นิดหน่อย ไม่มีไรมากหรอก แกเหอะ มีไรป่าววะ”
เพราะน้อยกว่าน้อยที่คนงานชุมอย่างจุนโนะจะว่างถึงขนาดโทรมาหาเพื่อนอย่างเขาได้โดยไม่มีธุระสำคัญ อย่างยิ่งในเวลางาน
“ไม่มีไร แค่จะถามว่าบ้านแกถึงไหนแล้ว ใกล้เสร็จยัง”
จุนโนะถามถึงบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ของจิน ที่เริ่มงานตอกเสาเข็มไปเมื่อหน้าหนาวในปีที่แล้ว
“ฉันย้ายเข้าไปอยู่แล้วเหอะ ทำไม จะไปดริ้งที่บ้านใหม่ฉันรึไง บอกก่อนนะเว่ยว่าขนเหล้ามาด้วย”
“อ้าว สัปดาห์ที่แล้วเพิ่งทาสีเสร็จเนี่ยนะ ย้ายแล้วหรือ ทำไมวะ ทนคนบ้านใหญ่ไม่ได้แล้วหรือไง”
“เออ เบื่อ อยากจะเป็นเจ้าของบ้านกันนัก พอใส่เหล็กดัดเสร็จฉันก็ย้ายเลย อยู่ไปก็ตกแต่งไป ตอนนี้มีเตียงให้นอนก็แล้วกัน”
จินลุกขึ้นบิดตัวแรงๆ สามทีก่อนลุกจากโต๊ะไปมองวิวที่หน้าต่าง เขาเห็นนกพิราบตัวหนึ่งที่โบยบินตามฝูงของมันแทบไม่ทันก็ยืนลุ้นเอาใจช่วย
“แล้วเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ล่ะ ขนเอาจากบ้านใหญ่ หรือซื้อใหม่”
“คงซื้อใหม่ ส่วนของเก่า...” พูดถึงตรงนี้จินยกมุมปากขึ้น ทำสีหน้าที่ใครๆ บอกว่า ลองอีแบบนี้หายนะมาเยือนไม่ว่าใครก็ใครสักคนหนึ่ง “จะขายไปพร้อมบ้านเลย”
“เอางั้นเลยหรือวะ ไม่กรี๊ดแตกกันทั้งบ้านหรือไง แล้วพวกนั้นเขาจะไปซุกศีรษะที่ไหนอยู่กันล่ะ”
จุนโนะหมายถึงบรรดาญาติทั้งหลายที่แห่มาขอความช่วยเหลือเลยไปจนขออยู่ร่วมชายคาบ้านของจินหลังจากพ่อแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว
“มาทางไหนก็ไปทางนั้นสิวะ ก่อนหน้านี้ก็อยู่กันมาได้ พอพ่อแม่ฉันตายก็ทำเป็นสัมพเวสีไม่มีที่อยู่กันเชียว”
นี่จุนโนะถือว่าเบาแล้วสำหรับปากคนอย่างจิน ถ้าจะด่าจริง ฟังไม่ได้ยิ่งกว่านี้ และความจริง...จุนโนะก็คิดว่าที่จินพูดก็ไม่ได้เลยความจริงไปนัก เรียกว่าพูดได้ตรงประเด็นมากกว่า
“เออ ระวังบ้านใหม่แกโดนระเบิดแล้วกัน”
“หึ กล้าก็ลอง”
คง มีคนกล้าหรอก... ความจริงทุกคนที่มาอยู่บ้านจินก็กลัวไอ้หลานคนนี้ทั้งนั้น แต่ด้วยความที่เป็นญาติแถมเป็นผู้ใหญ่กว่า จึงพอข่มกันได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อยกพ่อและแม่ของจินมาอ้าง แต่ยามใดที่จินเกิดเสียงแข็งขึ้นมา เป็นอันถอยหมดไม่เป็นกระบวน จุนโนะเชื่อว่าลองจินขาย สมบัติเก่าแก่พ่อและแม่ จริงๆ คงไม่มีใครกล้าหือ แล้วคงไม่มีใครกล้าตามไปอาศัยบ้านใหม่ของจินด้วย
“ว่าแต่แกไม่มีธุระอะไรแล้วใช่มั้ย”
นกพิราบฝูงเดิมที่จินคอยมองตามจนลับตึก วนกลับมาเกาะราวเหล็กบนดาดฟ้าของตึกเตี้ยกว่าที่อยู่ห่างไปไม่ไกล
“อ่อ คือจะถามแกว่า แกติดผ้าม่านรึยัง”
“ยัง ยังยังไม่ได้คิดเลย ทำไม แกจะรับติดให้ฉันหรือไง”
“เออดี ถ้ายังนะ มีร้านดีๆ มาเสนอ”
“อะไรวะ เดี๋ยวนี้เป็นนายหน้าด้วยหรือ” จินเอ่ยล้อเลียนขำๆ เพราะรู้นิสัยจุนโนะดี ว่าเกลียดพวกรับงานหลายอย่างเป็นที่สุด เป็นสถาปนิกไม่พอ แต่ยังรับจ๊อบมีเอี่ยวกับบริษัทเฟอร์นิเจอร์หรือบรรดาช่างรับเหมาด้วย หาประโยชน์เข้าตัวไม่ว่า แต่บางคนถึงขั้นเอาเปรียบลูกค้าและบริษัท
“บ้า พอดีรุ่นน้องของฉันเขามีกิจการขายฝ้าม่านเว่ย แล้วคนนี้เขานิสัยดี ไม่เคี่ยวเหมือนอย่างพวกที่แกเบื่อๆ รับรองซื้อม่านเขาไม่มีเซ็ง แล้วเขามีให้เลือกเยอะ”
“นี่แกแอบนอกใจน้องฮิคารุของแกป่าววะ โฆษณาชวนเชื่อขนาดนี้”
“บิดาแกรอบสอง แกจดเบอร์เขาไปเลยอย่าเรื่องมาก ฉันรักแฟนฉันคนเดียวเว่ย แต่แกเหอะ อย่าไปหลงเสน่ห์รุ่นน้องฉันเข้าแล้วกัน”
ไม่เอ๊าะไม่อึ๋มฉันไม่สนนะเว่ย
“เอ้อ... จะคอยดู ว่าสุดท้ายแกจะไม่สนไม่เอ๊าะไม่อึ๋มคนนี้มั้ย”
จุนโนะบอกเลขโทรศัพท์ทั้งเบอร์บริษัทและเบอร์มือถือเลขสวยให้จินจดรวดเร็ว แต่จินเป็นคนหูดี ฟังแค่รอบเดียวเขาก็คว้าเศษกระดาษที่โต๊ะมาจดตามได้ถูกต้องทั้งสองเบอร์
“แล้วกิ๊กแกชื่ออะไรวะ”
“ไอ้เวร น้องก็น้องสิวะ อ่ะ จำไว้ให้แม่นมั่น น้องเขาชื่อว่า คาเมนาชิ คาสึยะ แต่เรียกเขาว่าคาเมะก็ได้”
“คาสึ...ยะ ชื่อผู้ชายนี่หว่า โห เซ็งเลย”
“แล้วกูจะคอยดูว่าแกจะเซ็ง หรือจะซู้ด แค่นี้แหล่ะ อย่าไปหาเจ้าอื่นซะก่อนล่ะ ไม่งั้นเสียใจทีหลังแน่”
จินไม่ทันท้วงถึงการโฆษณาเกินจริงของเพื่อน แต่อีกฝ่ายดันวางหูไปซะก่อน ไม่งั้นเขาจะได้กระแนะกระแหนให้จุนโนะเปลี่ยนมาทำงานโฆษณาที่บริษัทเขาจริงๆ
อะไรจะขนาดนั้น...
เขาสเป็กสูงพอตัวนะ จะทำให้น้ำลายไหลได้เชียว
.....................................................................................................................................................
ผ่านไปกว่าห้าคืนที่จินอาศัยอยู่ในบ้านแบบไร้ม่าน จนเขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็นส่วนตัวอันบ้านพึงมี ถึงได้เดินไปคุ้ยหาเศษกระดาษที่จดเบอร์ไว้ แต่หาเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เจอสักที จนจินเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายเป็นหาสมุดหน้าเหลือแทน
แต่...ก็ไม่เจอเหมือนกัน
นานพอดู กว่าที่จะนึกได้ว่าบ้านใหม่ของเขายังไม่มีสมุดหน้าเหลือง
วะ ตั้งแต่ได้รับงานตัวใหม่มาสมาธิจินแตกซ่าน สติไม่สมประดีเอาเลย แอดบ้าอะไรวะ คิดไม่ออกสักที ครีเอทีฟมือพระกาฬถึงเวลาตกรุ่นแล้วหรือไง
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์บ้านที่เขาเพิ่งโอนย้ายมาจากบ้านใหญ่ได้เมื่อวานดังขึ้นดับอารมณ์เจ้าของบ้านก่อนที่ข้าวของชิ้นไหนจะถูกเหวี่ยง
“อาคานิชิ จินครับ ถ้าโทรผิดแนะนำให้วางสายไปเลย และถ้าเป็นโรคจิตอย่าโทรมาอีกเป็นครั้งที่สอง”
จินกล้าพูดแบบนี้กับคนปลายสาย เพราะเขาคิดว่าตัวเองบอกเบอร์นี้ให้คนไม่กี่คนเท่านั้น และคนที่จะกล้าโทรมาก่อนเที่ยงวันเสาร์ ก็มีไม่ถึงหยิบมือเช่นกัน จริงๆ แค่จุนโนะกับยูอิจิเท่านั้นเอง
“เอ่อ...”
แต่เสียงที่ เอ่อ อยู่นี้ ไม่ใช่ทั้งสองคนแน่ๆ
“อ่ะ ไม่ทราบว่าใครครับ”
เสียงไม่ได้อ่อนลงไปจากเมื่อครู่นัก แค่เพิ่มคำว่าครับไปนิดหนึ่งก็สุภาพสำหรับคนที่โทรมารบกวนวันหยุดอันหายากของเขาแล้ว
“คาเมนาชิครับ พี่จุนโนะบอกว่าคุณอาคานิชิต้องการติดผ้าม่านสำหรับบ้านใหม่”
จินร้องเสียงลากยาวในใจ จุนโนะมันดันกิ๊กของมันจริงจัง อะไรจะกลัวไม่ได้งานขนาดนั้น... เขาคิดถึงหน้าของเด็กจุนโนะที่ขี้หึงสุดๆ ก็หัวเราะออกเบาๆ ซึ่งจินไม่รู้ว่า ปลายสายที่เขากำลังคุยอยู่นั้น เกลียดเสียงหัวเราะชนิดนี้แค่ไหน
ก็มันฟังเจ้าเล่ห์เสียจนน่าขนลุก
“มีอะไรน่าขำหรือครับ ถึงได้หัวเราะโรคจิตนัก!”
“อ๋อ เปล่าๆ แค่กำลังคิดถึงนายอยู่พอดี นายก็ติดต่อมาเลย ดวงเราท่าจะสมพงศ์กันนะ”
จินเปลี่ยนจาก คุณ เป็นนายทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่คุยเป็นรุ่นน้องของเพื่อน และเอ่ยเย้าแหย่ไปอย่างคนอารมณ์เหมือนจะดี แต่...คนด้อยอาวุโสกว่าไม่ชอบการตีสนิทรวดเร็วแบบนี้เลย
“ไม่ทราบว่าคุณจะว่างเมื่อไหร่ครับ ผมจะได้เอาแคตตาล็อกไปให้คุณเลือกดู”
“ตอนนี้ก็ว่าง ยังคิดงานไม่ออก จะมาเลยก็ได้นะ แต่อย่าเร็วกว่าสิบห้านาที เพราะฉันยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัว”
กริ๊ก
แค่นั้นเองว่าที่ลูกค้าก็เดินไปอาบน้ำแต่งตัว ไม่รอให้เจ้าของบริษัทรับติดผ้าม่านได้ตอบเลยว่าตัวเขาจะว่างเหมือนกันหรือเปล่า
ลูกค้าคือพระเจ้า คาเมะท่องไว้พร้อมกัดฟันกรอดๆ และพยายามจะไม่กระแทกหูโทรศัพท์ให้ตัวเครื่องเสียหายไปเล่นๆ
เพราะเขาไม่รวยขนาดจะไม่ง้อใคร จึงต้องรีบเตรียมแค็ตตาล็อกสามเล่ม พร้อมหยิบแผนที่ที่รุ่นพี่จุนโนะแฟ็กซ์มาให้เสร็จสรรพเดินไปยังรถแมงกะไซ ค์คู่ใจ คาเมะร่ายมนตร์ใส่แค็กตาล็อกทั้งสามเล่มก่อนวางมันอย่างทะนุถนอมในตะกร้า หน้ารถ
เมื่อสวมหมวกกันน็อคแล้ว เขาก็ลูบตัวเครื่องเป็นเชิงปลอบไม่ให้ทรยศกันก่อนกลางทาง
.....................................................................................................................................................
“อ้า ขอโทษ มานานหรือยังเนี่ย”
จินเปิดหน้าต่างรถตัวเองลงทักทายคนที่กอดหมวกกันน็อคนั่งรอเขาอยู่หน้าบ้าน ผู้มาเยือนทำหน้านิ่งทว่าปรายตามองนาฬิกาข้อมือตัวเองผ่านๆ
ก็แค่ให้มารอเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วเท่านั้นเอง...โว้ย
“ไม่ทราบว่าคุณ...ไปไหนมาหรือครับ”
จินยิ้มตาหยีแสดงอาการสำนึกผิดสุดตัวก่อนจะเดินผ่านหน้าแขกไปเปิดประตูรั้ว เชิญให้เข้าบ้าน เขาพยายามไม่หันไปมอง...สำรวจความเอ๊าะอึ๋มใดๆ ที่อาจซ่อนอยู่ภายใต้แจ๊กเก็ตยีนส์ขนาดพอดีตัวนั่น
แต่หน้าตาใช้ได้เลยแหล่ะนะ
แหม เจ้าจุนโนะมันยังจำสเป็กเขาได้ ไม่เสียแรง
“จริงๆ ถ้าคุณมีธุระหรือไม่สะดวก ยังไงผมมาวันใหม่วันหลังก็ได้นะครับW
แขกที่ถูกเชิญยังไม่ยอมก้าวเข้าไปในตัวบ้าน จินจุ๊ปากส่ายนิ้วชี้เป็นเชิงห้ามแล้วรีบวิ่งไปเข้ารถขับเข้าไปจอดเก็บใต้ กัดสาดสีมิลเลเนียม พอจอดรถได้ล้อตรงไม่บิดซ้ายบิดขวาแล้ว เขาก็กุลีกุจอเดินออกมาฉวยเอาแคตตาล้อกในตะกร้าหน้ามอเตอร์ไซค์ของคาเมะไป เป็นตัวประกันไว้ก่อน
“ผมเห็นคุณยังไม่มาเลยแวบไปซื้อหญ้ามาปูสวน ร้านหน้าหมู่บ้านนี่เอง ไม่คิดว่ามันจะเสียเวลามาก”
จากนาย กลับหลายมาเป็น คุณ ทันทีที่ได้เห็นหน้าค่าตา จินมีคติประจำใจว่าต้องสุภาพกับคนสวยเสมอ ยิ่งคนสายตาดุเนี่ย ได้ใจไปกว่าครึ่งแล้ว...
“ซื้อหญ้า?”
“โน่นไง เมื่อวานผมเพิ่งลงต้นไม้เสร็จ นี่ก็เลยไปเอาหญ้ามาคลุมดิน”
จินชี้ไปยังพื้นที่ขนาดห้าตารางเมตรหน้าบ้านติดระเบียง ซึ่งบัดนี้มีไม้ดอกแบบยืนต้นขนาดย่อมๆ อยู่สี่ต้น กับประเภทพืชล้มลุกปลูกล้อมอยู่สี่วง คนมองตามพอจินตนาการถึงความสวยงามในอนาคตของมันได้ในอนาคต แค่นึกถึงสีสันของดอกล้มลุกด้านล่าง กับความหอมและร่มรื่นของพวกยืนต้นทั้งหลาย คาเมะก็นึกชมคนเลือกพันธุ์ไม้ในใจ
ไม่เลวทีเดียว...
“คุณปลูกเองหรือครับ”
“ทำเองทุกขั้นตอนเลย ผมซื้อดินมาถมเองด้วยนะ ใช้เยอะเหมือนกัน พื้นที่แค่นี้เอง”
จินได้ทีคุยโว เขาวางแคตตาล็อกสามเล่มที่กอดไว้ตรงระเบียงหน้าบ้าน แล้วก็เปิดท้ายรถเก๋งขนหญ้าที่อัดอยู่แน่นลงมากองไว้ที่ข้างสวนผืนน้อย คาเมะเห็นแล้วก็อดเข้าไปช่วยไม่ได้ เขาถอดแจ๊กเก็ตพาดวางแล้วไปรับแผ่นหญ้ากองโตต่อจากจินเพื่อวางลงพื้น
จินก็...ส่งให้ไม่รังเกียจรังงอน
ขบวนการขนย้ายหญ้าใช้เวลาร่วมห้านาที จินได้แตะนิ้วคนหน้าสวยถูกใจแต่ไม่เอ๊าะไม่อึ๋มได้ราวๆ สิบกว่าหน กำไรแท้
“ขอบคุณมากนะครับ ให้คุณรอตั้งนานแล้วยังให้คุณช่วยขนหญ้าอีก”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เล็กน้อย” ถ้าจะไม่เบี้ยวไปซื้อผ่าม่านกับเจ้าอื่น
คาเมะพยายามมองข้ามรอยยิ้มไม่รู้ที่มาของจิน อย่างไรก็เห็นว่าไม่ใช่รอยยิ้มหื่นกามแบบที่เขาต้องประสพพบเจอมาตั้งแต่ เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม ก็แค่ เป็นรอยยิ้มปกติ เหมือนพวกคนอารมณ์ดีจัดธรรมดา แค่เพียงมันออกจะดูเบิกบานมากไปหน่อยเท่านั้นเอง
คงเพราะความไม่อยากเสียลูกค้าของคาเมะ ถึงได้ไม่มองให้ลึกลงไปมากกว่าดวงตาใสซื่อของจิน
คนที่ปากกับใจตรงกัน แต่สายตาหลอกลวงคนได้ทั้งโลก!
หลอกไม่ได้ก็แต่บุพการีผู้ให้กำเนิด กับจุนโนะเพื่อนสนิทมาตั้งแต่เกิดนั่นล่ะ
นอกจากนั้น ทฤษฎีว่าด้วยดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจไม่มีวันใช้ได้กับผู้ชายคนนี้เลย
ถ้าอยากได้ความจริงอะไรจากมัน ไม่ต้องไปนั่งสบตาด้วย แค่ถามกันตรงๆ มันก็จะตอบให้ซื่อๆ อยู่แล้ว...
แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อคำจุนโนะนักหรอก
“เข้าไปข้างในดีกว่ามั้ยครับ แดดเริ่มมาแล้ว”
ตัวบ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำให้ระเบียงไม่เหมาะเป็นที่รับแขกตอนก่อนเที่ยง จินเปิดบ้านให้คาเมะได้เข้ามาเยือนเป็นคนแรก คาเมะรีบถอดรองเท้าผ้าใบของตนก้าวตามเจ้าของบ้านไปโดยไว
บ้านทรงเตี้ยที่เห็นภายนอก ข้างในดูโอ่โถงเนื่องจากไม่มีฝาผนังมากั้นส่วนในตัวบ้านเลย นั้นแปลว่าทั้งบ้านหลังนี้มีเพียงห้องเดียว แต่จัดแยกมุมต่างๆ คล้ายคอนโดมิเนียมขนาดกลาง เตียงนอนขนาดคิงไซส์อยู่ลึกสุด ข้างเตียงเป็นตู้เสื้อผ้า และถัดไปหน่อยเป็นโถชักโครก อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำและฝักบัว
บ้านชายโสดของแท้ โสดแบบไม่คิดจะทำเผื่อเชิญให้ใครมาร่วมชีวิตด้วยเลย
แน่นอนว่าทั้งหมดไม่มีการก่อผนังใดๆ กั้นสายตาเลยสักนิด แค่เพียงทำพื้นบริเวณที่เรียกว่าส่วนชำระร่างกายให้ต่ำกว่าพื้นบ้านปกติ ประมาณสิบเซนติเมตร แล้วส่วนที่ควรจะเป็นหน้าต่างถูกแทนที่ด้วยกลาสบล็อกเรียงกันสามแถวแถวละหก อัน ถือว่าเป็นที่พรางตาและเป็นตัวผ่านแสงสว่างจากภายนอกได้บ้าง
แต่ยังไงก็ยังมองเห็นได้จากส่วนอื่นๆ เวลาที่เขานอนแช่น้ำในอ่าง ก็ต้องะวังสายตาจากคนที่เดินผ่านหน้าบ้านเหมือนกัน
“อย่างที่เห็นล่ะนะ ถึงจะมั่นใจในหุ่นก็เถอะ แต่โดนข้างบ้านมองมาบ่อยๆ ผมก็เขินล่ะ”
จินทำเป็นพูดติดตลกเรื่อยเปื่อย แต่คนฟังไม่ค่อยได้วี่แววอนาทรร้อนใจจากสีหน้าคนอารมณ์ดีสักเท่าไหร่
เจ้าของบ้านเชื้อเชิญแขกให้นั่งลงบนเก้าอี้หนังสีขาวตัวนุ่ม ก่อนเอาน้ำเย็นเฉียบในแก้วสีเขียวใสทรงสูงมาเสิร์ฟให้ จากนั้นจินก็เบนไปรินน้ำใส่แก้วทรงเดียวกัน แต่เป็นสีฟ้าสำหรับตัวเอง
คนอารมณ์ดีนั่งลงบนโซฟาขนๆ สีเทา แล้วหยิบหมอนขนๆ สีเทาเข้มมาวางบนหน้าตัก
ผู้มาเยือนมองดูรอบๆ บ้านอีกครั้ง เขาเริ่มสงสัยว่านี่เป็นบ้านคนหรือส่วนจัดแสดงในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากเนื้อที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไร้การก่อผนังกั้นห้องนี้ มีการแบกแยกให้เป็นสัดเป็นส่วนด้วยโทนสีที่แตกต่างกัน
ส่วนที่เป็นที่นอนตกแต่งด้วยโทนสีเขียวแก่ ด้านข้างที่เป็นที่อาบน้ำเป็นโทนฟ้า ส่วนทำอาหารเป็นสีน้ำตาล ตรงที่ทำงาน โต๊ะออกแบบและคอมพิวเตอร์ถูกตกแต่งด้วยสีน้ำเงินกับสีแดง และส่วนที่นั่งอยู่นี้ ที่เจ้าของบ้านคงใช้เป็นที่รับแขกพร้อมนอนดูโทรทัศน์ไปด้วย เฟอร์นิเจอร์เป็นสีขาวไล่ถึงดำ
“เป็นไงครับ คิดว่าบ้านแบบนี้เหมาะกับผ้าม่านแบบไหนดี”
คาเมะสะดุ้ง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าพิจารณาบ้านหลังนี้นานเกินไปหน่อย เลยไม่รู้ว่าถูกอีกฝ่ายยื่นหน้ามาขอความเห็นของเขานานเท่าไหร่แล้ว ก็คงนานแหล่ะ เพราะหน้า ยื่น เข้ามาใกล้พอสมควร
นัยน์ตาวาววับแบบคนอารมณ์ดีทำเอาคาเมะหงายไปพิงหลังลงกับเก้าอี้อัตโนมัติ แม้สัญญาณแจ้งอันตรายใดๆ ไม่ร้องเตือน แต่ด้วยความเป็นคนแปลกหน้า จึงต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ระดับหนึ่ง
ด้วยความนุ่มของเก้าอี้บุหนังแท้ เลยดูเหมือนร่างค่อนข้างเล็กของเขาจะจมหายไปเหมือนแจ็กนั่งเก้าอี้ยักษ์
“คุณลองเลือกดูก่อนดีกว่าครับ ม่านของเรามีหลายแบบ ถ้าไม่ชอบเป็นผ้าอยากได้แบบมู่ลี่ทั้งแนวตรงแนวขวางเราก็มี วัสดุก็มีหลายอย่างครับ” คนขายเสนอแนะทางเลือกให้แก่ลูกค้า
แต่ความจริงแล้ว ด้วยสีวาไรตี้ขนาดนี้คาเมะยังนึกไม่ออกเลยว่าจะแนะนำอย่างไร
“ผมไม่ชอบมู่ลี่ ชัก เอ้ย อ่า...ดึงปิดเปิดยาก ขอดูเป็นผ้าดีกว่านะครับ”
ฟังวาจาแล้วคาเมะก็คร้านที่จะบอกว่ามู่ลี่ของเขา ชัก เอ้ย ดึงเปิดปิดง่ายไม่เหมือนของที่อื่น
“เชิญเลยครับ”
จินยิ้มให้คาเมะอีกทีก่อนจะก้มหน้าพิจารณาสินค้าที่มีมาให้เลือกดูอย่างจริง จัง อย่างช้าๆ และละเอียดลออ ไม่มีหน้าไหนเลยที่จินจะเปิดผ่านโดยไม่ได้ดูให้ถี่ถ้วนก่อน
ก็ แค่หน้าละหกชิ้น เล่มหนึ่งๆ หนาประมาณสามนิ้ว แล้วยังเปิดดูที่ละหน้า มองเทียบกับตัวบ้านไปด้วย กว่าจะครบสามเล่ม คนนั่งรอก็จิบน้ำเพื่อเลี้ยงไม่ให้เหงือกแห้งไปเกือบหมดแก้วเท่านั้นเอง คาเมะถอนหายใจอย่างไหวหวั่น เพราะดูเหมือนลูกค้าไม่ได้ประทับใจตัวอย่างชิ้นไหนสีไหนลายไหนเป็นพิเศษ
ขออย่าให้เขามาเสียเที่ยวเล้ย...เพี้ยง
“คุณคาเมะพอจะแนะนำอันไหนที่เหมาะกับบ้านหลังนี้ได้มั้ยครับ”
เมื่อเงยหน้าขึ้นผู้ชายอารมณ์ดีแสนดีดูเปี่ยมไมตรีจิตเมื่อทีแรกหายไป กลายร่างเป็นคู่เจรจาธุรกิจแสนเคี่ยวแทน จินประสานมือไว้บนหมอนอย่างรอคอยคำตอบ
“อืม... ลักษณะของบ้านดู ผสมผสานนะครับ แต่เพื่อความเป็นเอกภาพ ยังไงเอาผ้าฝ้ายสีพื้นๆ สีเดียวกันดีมั้ยครับ อย่างสีครีม ผมว่าเข้ากันได้กับทุกโทนสีในบ้านคุณ”
“แล้วมันจะไม่กลืนไปกับพื้นสีขาวหรือครับ”
คาเมะเปิดหาหน้าตัวอย่างที่พูดถึงให้จินดู และชี้ไปยังชิ้นที่เขากล่าวถึง
“เรามีให้เลือกหลายโทนครับ เอาสักระดับนี้มั้ยครับ ไม่เข้มเกินไปไม่อ่อนเกินไป”
“แต่ผมกลัวว่าไม่เข้ากับสีพื้น”
จินหมายถึงพื้นหินแกรนิตสีขาว ที่มีพรมกว้างสองเมตรสีเทาเข้มเกือบดำปูพาดกลางตัวบ้านคล้ายเส้นทางเดิน และเส้นแบ่งอาณาเขตซ้ายขวา
“งั้นให้อมเทานิดๆ ก็มีนะครับ นี่ครับ ผมว่าไปกันได้นะ”
คาเมะเปิดไปอีกสามหน้าก็เจอผ้าฝ้ายชิ้นที่ว่า จินมองสีผ้าเทียบกับสีพรมแล้วก็พยักหน้าเบาๆ เป็นการเห็นด้วย แต่ยังไม่ทันที่คาเมะจะยิ้มออก จินก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาอีก
“ผ้าฝ้ายแบบนี้ไม่บางไปหน่อยหรือครับ ผมอยากได้ผ้าที่หนักๆ หน่อย”
“อ่า...จริงๆ ถ้าทำเป็นม่านลักษณะนี้นะครับ คาเมะเปิดหน้าท้ายๆ ของเล่มแรกให้จินดู นี่ นะครับ แบบที่พับเป็นสามทบและชัก เอ้ย ดึงขึ้นลงแบบนี้ ผ้าม่านจะไม่ปลิวง่าย แล้วจริงๆ แบบนี้ค่อนข้างเข้ากับบ้านแบบโมเดิร์นมากกว่าแบบรูดด้วยครับ”
จินมองพิจารณาเปรียบเทียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองคาเมะด้วยท่าทางเหมือนจริงจัง
แต่ก็แน่นอนอีกเหมือนกันว่า สีหน้าที่แสดงออกไม่ได้สอดคล้องกับความรู้สึกแท้จริง จินกำลังสนุกสนานมากเลยต่างหาก
ได้เห็นคนสวยๆ เริ่มเครียดเนี่ย...หึหึ
“แต่ผมว่ามันจะดู...เอ่อ ผมคิดว่าม่านรูด เอ้ย ม่านแบบรูดจะดูหรูหรากว่า แล้วสามารถเล่นกับเสาแขวนผ้าม่านได้ด้วย ผมเห็นมีทั้งที่ทำด้วยพลาสติกแล้วแบบที่ทำด้วยไม้ ทั้งสีดำ สีไม้ เคลือบส่วนหัวเป็นเงินเป็นทอง”
จินพลิกรูปเสาแขวนผ่านม่านแบบรูดมาดู เมินกับม่านแบบดึงขึ้นลงของคาเมะที่มีแต่ตัวยึดที่ทำจากพลาสติก
ความพอใจของลูกค้าต้องมาก่อน คาเมะมองรสนิยมหรูหราของจินด้วยใจเป็นธรรม
บ้านสีวาไรตี้ขนาดนี้ จะเพิ่มสีเงินสีทองไปด้วยจะเป็นไรไป ไม่แปลกหรอก!
“ถ้าผมอยากได้ผ้ากำมะหยี่ล่ะ”
สิ้นคำกล่าวเท่านั้นคาเมะก็แสดงอาการอึ้ง ทึ่ง แบบปิดไม่มิดอย่างที่จินคาดเอาไว้เดี๊ยะ
“จะดีหรือครับ ถ้าบ้านของคุณตกแต่งแบบหลุยส์ก็คงเข้ากัน แต่นี่มันออกแนวโมเดิร์นนะครับ ผมเกรงว่ากำมะหยี่จะหนักเกินไป”
ด้วยความจริงใจอย่างแรงกล้า จินเห็นคาเมะค่อยๆ อ้อมแอ้มบอกเขาอย่างรักษาน้ำใจ
“แต่ผมคิดว่าถ้าได้กำมะหยี่สีแดง คงตัดกับผนังสีขาวและพรมสีเทาเข้มนี่ดี”
คราวนี้คาเมะเริ่มกัดฟันเล็กๆ อย่างอดทน อย่างไรเขาก็ไม่อยากขายม่านออกไปแล้วทำให้บ้านของลูกค้าดูไม่ดีแน่ๆ
“ใช่ครับ ถ้าไม่ดูกับเฟอร์นิเจอร์ อย่างห้องครัว กำมะหยี่สีแดงจะ...เอ่อ จะดูไม่จืดนะครับ”
“คุณว่าผมรสนิยมแย่หรือ”
“เปล่านะครับ ก็แค่...ผมคิดว่ากำมะหยี่สีแดงมันไม่เหมาะจริงๆ แต่ถ้าคุณชอบ...”
“ไม่เหมาะก็ไม่เหมาะสิ จริงใจกับลูกค้าแบบนี้ดีแล้วครับ ผมชอบ”
ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด สัญญาณเตือนภัยของคาเมะดังเบาๆ รอยยิ้มเหมือนล้อเลียนบวกตีสนิทหน่อยๆ ของฝ่ายตรงข้ามทำเอาเขาสับสนไม่น้อย
ตกลงที่จะเอากำมะหยี่นี่ล้อเล่นหรือเรื่องจริงกัน...ฮะ!
“เอ่อ...ครับ งั้น ตกลงคุณจะเลือกแบบไหนครับ”
จินยิ้มพราว การสร้างความปั่นป่วนให้คนอื่นเป็นเรื่องสนุกเหลือเกิ๊น
“แล้วถ้าเป็นบ้านของคุณเอง คุณจะเลือกแบบไหนล่ะ...ครับ”
จะโกรธก็ไม่เชิง รำคาญก็ไม่ใช่ ลูกค้าที่คาเมะเคยเจอคุยยากกว่านี้ก็มี แต่...ทำให้งงขนาดนี้ไม่เคย
“ก็ อย่างที่ชี้ให้ดูทีแรกแหล่ะครับ อันสีครีมอมเทา แล้วก็ทำเป็นม่านสามทบ”
คาเมะชูนิ้วสามนิ้วเป็นรูปโอเคประกอบคำพูด แต่พอคิดว่าดูเหมือนเด็กวัยเอ๊าะไปหน่อยเขาก็ลดมือลงอย่างรวดเร็ว แต่เจ้าตัวไม่รู้หรอกว่า ถูกใจคนชอบเด็กบางคนแถวนี้แค่ไหน
จินยิ้มเบิกบานอีกแล้ว...
“ดีครับ ตามนั้นแล้วกัน”
คาเมะเกือบหลุดอ้าวคำโต แต่ก็ยั้งเอาไว้ทัน เหลือแต่อาการเหวอน้อยๆ และความดีใจที่ได้ลูกค้าชัวร์ๆ มันไหลปรี่มาแทนทับ
“นั่นหมายถึงคุณตกลงจะซื้อม่านกับผมแล้วใช่มั้ยครับ”
จินยิ้มนิดๆ พลางพยักหน้าเหมือนครูที่กำลังปั๊มสามดาวให้ลูกศิษย์ตัวน้อย ลูกศิษย์ก็ยิ้มตาหยีสมกับที่จินหวังไว้จริงๆ
โอย หัวใจคนรักเด็กจะละลาย...
“งั้นเดี๋ยวผมไปวัดกรอบหน้าต่างเลยนะครับ คาเมะควักตลับเมตรของจินแล้วลุกออกไปวัดหน้าต่างบานที่ใกล้ที่สุดโดยไม่รอฟังคำอนุญาต”
จินตามมาดูด้วยความสนใจ แหม...ก็อยากรู้การทำงานของคนขายม่านนี่นา
“สามเมตรสี่สิบ แบ่งเป็นสองอันก็อันละ...เมตรเจ็ดสิบ” วัดแล้วนับนิ้วคำนวณ แต่พอจะหันไปจด แทนที่จะเห็นกระเป๋าตรงโต๊ะกลางของโซฟา กลับเห็นหน้าเจ้าของบ้านแทน
ถ้ามองมุมกว้างก็คือ คาเมะยืนที่กรอบหน้าต่าง แล้วก็ยืนในกรอบแขนของจินอีกที
ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด
“อ่ะ ขอโทษครับ ผมทำให้คุณทำงานไม่สะดวกหรือเปล่า”
ถามเหมือนเกรงใจ แต่จินไม่ได้ถอยไปเลยแม้สักกระดึ๊บเดียว
“ผมจะเอากระดาษกับปากกามาจดน่ะครับ” คาเมะยังคงสุภาพรักษามารยาท ก็สีหน้าของจินมันยังไม่ทำให้เขารู้สึกว่าถูกคุกคามหรือลวนลามแต่อย่างใด จะไปคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้นก็เหมือนเป็นเด็กไปหน่อย
“งั้นคุณวัดไป แล้วผมจดตาม ดีมั้ยครับ”
จินเดินไปหยิบกระดาษกับปากกาที่โต๊ะทำงานของเขา เอ่ยปากช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจสุดๆ กดเสียงเล็กๆ แบบไม่ยอมให้ปฏิเสธ
แล้วอีกฝ่ายจะทำไงได้ ลูกค้าคือพระเจ้านี่!
คาเมะมองหน้าต่างบานอื่นคร่าวๆ พบว่าส่วนรับแขก ครัว และที่ทำงานหน้าต่างมีขนาดเท่ากัน คาเมะจึงไม่วัดซ้ำเพียงแต่บอกให้จินให้จดจำนวนว่าต้องใช้กี่ผ้าผืนเท่านั้น แต่ส่วนที่นอนดูเหมือนหน้าต่างจะยาวกว่าทุกอัน เพราะเป็นแบบบานเลื่อน ไม่เหมือนอันอื่นที่เป็นแบบเปิดปิดธรรมดา
“ขอไปวัดตรงนั้นนะครับ”
“เชิญครับ”
จินผายมือให้คาเมะเดินนำ เพราะถือคติ เดินกับคนสวยต้องตามหลัง เผื่อสะดุดเผื่อล้ม จะได้คอยประคองให้...
“เอ๊ะ ทำบันไดนี่ไว้ทำไมหรือครับ”
คาเมะหมายถึงราวเหล็กสั้นๆ ที่มีเป็นขั้นตั้งแต่ช่วงหัวเข่าขึ้นไปจนจรดเพดาน ดูแล้วคล้ายบันได หรืออาจจะเป็นเทรนด์การตกแต่งบ้านแบบใหม่เขาก็ไม่แน่ใจ คาเมะอดไม่ได้ก็เข้าไปลูบๆ คลำๆ เสียหน่อย
“มันเป็นทางขึ้นห้องใต้หลังคาน่ะครับ แต่ผมยังตกแต่งไม่เสร็จ ถ้าเสร็จแล้วคงต้องรบกวนคุณมาอีกที เพราะผมจะติดผ้าม่านตรงนั้นด้วย”
อ่ะ ครับ เมื่อนึกถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น คาเมะรีบรับปากอย่างยินดี ไม่ได้รู้สึกว่าหลังกำลังแนบกับราวเหล็กเย็น โดยมีเจ้าของบ้างยืนเหมือนประกบอยู่ตรงหน้าเลย
“เอ ไม่ทราบว่าตอนเอาผ้าม่านมาติดนี่คุณจะมาด้วยหรือเปล่าครับ”
สถานการณ์ได้เปรียบขนาดนี้จินก็หาเรื่องชวนคุยได้เรื่อยเปื่อยน่ะสิ!
“มาครับ ผมเป็นมือเจาะผนังเลยล่ะ”
“หรือครับ อย่าเจาะบ้านผมจนทะลุนะ”
เอ่ยมุขพอเรียกเสียงหัวเราะ จินก็ผละออกมาเดินนำไปที่หน้าต่างข้างเตียง
แช่อยู่อย่างนั้นนานมากไม่ได้หรอก เดี๋ยวไก่ตื่น!
เตียงขนาดคิงไซส์ของจิน อยู่ชิดติดผนังด้านหน้าต่างพอดี เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการจะวัดก็ต้องปีนขึ้นเตียงไปวัด คาเมะยกฝ่าเท้าขึ้นมาดูตรวจเช็คความสะอาด เมื่อไม่เห็นฝุ่นผงติดฝ่าเท้าจนดำมากเกินงาม ก็เงยหน้ามองจินเป็นการขออนุญาต
เจ้าของบ้านบางรายถือนักถือหนา ห้ามเอาเท้าเหยียบที่นอน ถึงเขาจะคลานเข่าขึ้นไปก็ยังทำหน้ายักษ์ใส่
แต่จินหนุ่มอารมณ์ดีไม่มีถือสา จะคลานเข่า ยืน นั่ง หรือนอนรับรองจินไม่ว่าสักแอะ
“เชิญเลยครับ”
ยิ้มให้เป็นการสนับสนุนอีกด้วยซ้ำไป
เจ้าของบ้านใจดีอย่างนี้คาเมะก็สบายใจ เขาขึ้นเตียงยืนไปวัดขอบบน ด้วยความที่ค่อนข้างกว้างสักหน่อย มากกว่าความยาวของเตียง คาเมะจึงต้องรบกวนจินให้ถือปลายอีกด้านหนึ่ง
“สามเมตรหกสิบแน่ะครับ”
จินจด... วัดความยาวเสร็จก็วัดความสูง ถึงมองด้วยตาจะเท่ากับบานอื่น แต่เพื่อให้ไม่มีอะไรผิดพลาดคาเมะก็วัดสักหน่อยให้รอบคอบ ไหนๆ ถึงขึ้นเหยียบเตียงเขาแล้ว
“เมตรสิบ บวกกับที่ต้องติดที่ยึดม่านด้านบนอีกก็เป็น...เมตรสามสิบ”
จินจด...
เสร็จสิ้นการวัด คาเมะก็หันหลังจะลง แต่ติดจินที่ยื่นกระดาษจดมาให้เสียก่อน คาเมะพึมพำขอบคุณเล็กน้อยแล้วก็รับกระดาษไป รอจนคาเมะพับกระดาษเก็บใส่กระเป๋ากางเกงเรียบร้อย จินก็เดินถอยให้ แล้วคงจะถึงพื้นโดยดี ถ้าบังเอิญจินเกิดขาพันกันอย่างไม่ค่อยตั้งใจ
ก็พอรู้ตัวว่าจะล้มก็คว้าเอาอีกคนตามไปด้วย จินนึกไม่ถึงเท่าไหร่ว่าแทนที่คาเมะจะจับตัวเขาไม่ให้ล้มได้ กลับเป็นเขาที่ดึงคาเมะล้มไปด้วยกัน
จินคำนวณไม่ทันจริงๆ ว่าน้ำหนักของเขามันมากกว่าที่ขนาดตัวอย่างคาเมะจะดึงเขาไว้อยู่
ก็แค่ช็อตบังคับในหนังรักทุกเรื่องเท่านั้นเอง แค่บังเอิญล้มและนอนทับกัน ทำไมจินจะเอาอย่างเขาบ้างไม่ได้
นี่เขาอุตส่าห์ทำให้เหมือนเปี๊ยบโดยการเลือกพลิกให้ตัวเองอยู่บนเลยนะ หมุนหลุนๆ ตามแรงฟิสิกส์ แต่ไม่ให้ตกเตียง เจ็บไปเดี๋ยวหมดมู๊ด
ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด
สัญญาณเตือนภัยดังกระหน่ำ แต่คาเมะตกใจเกินกว่าจะได้ยินเสียง มันจุกนิดๆ ด้วยเพราะแรงที่ทับมามันไม่ได้เบาเลย
โครม!
แต่พอหายจุก จินก็กระเด็นไปอยู่ตรงพื้นพอดี ถึงสมองไม่รับรู้แต่สัญชาติญาณป้องกันตัวมันรุนแรง
“โอ๊ย...”
“ขะ ขอโทษครับ คุณจินเจ็บมากรึเปล่าครับ คือ ผมไม่ได้ตั้งใจจะถีบคุณนะครับ ผมแค่ ผม... ตกใจมากไปหน่อย คุณจินไม่เป็นไรนะครับ”
เป็น เป็นมาก แล้วถ้าเจ็บจนขอโมเมไปนอนที่ตักเหมือนตอนจบคู่กรรมจะโดนอีกดอกมั้ย
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เจ็บมากหรอกครับ ปกติผมก็นอนตกเตียงบ่อยๆ ฮะๆ”
ความเจ็บยังสดเกินกว่าจะลองดีอีกรอบ จินเลยเลือกที่จะใช้แผน ผมไม่เจ็บ แต่สำออยทำตัวรวดร้าวแทน
“ค่อยๆ ลุกนะครับ”
ถึงไม่ได้นอนตักแต่ก็โดนประคอง พอคุ้มล่ะ คนสวยตาคม แต่ใจดี๊ดี จินชอบ
เจอไอ้เพื่อนจุนโนะเมื่อไหร่คงต้องเลี้ยงหม้อไฟตอบแทน
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ”
คาเมะยิ้มเจื่อนให้อีกครั้งด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งจินทอดยิ้มละไมมาให้อย่างไม่ถือสา คาเมะยิ่งรู้สึกผิดเป็นเท่าตัว
“คือ ขอโทษจริงๆ นะครับ ไม่ได้ตั้งใจถีบคุณแรง เอ้ย ไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณเจ็บเลย”
“บอกแล้วไงครับว่าไม่เป็นไร ว่าแต่ คุณคิดราคาผ้าม่านยังไงหรือครับ” จินเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะถึงจะได้ประโยชน์บ้าง แต่เขาก็เสียฟอร์มอยู่เหมือนกันที่ถูกถีบซะตกเตียง
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องเงิน คาเมะก็เอากระดาษ และหยิบปากกาที่ตกอยู่แถวนั้นขึ้นมาขีดยุกยิกๆ ก่อนที่จะส่งไปให้จินตรวจราคา
“ถ้าเป็นม่านแบบสามทบนะครับ จะใช้เนื้อผ้าน้อยกว่าแบบรูด ราคาก็จะถูกกว่าครับ พอใจราคานี้มั้ยครับ”
จินพยักหน้าพอใจ ซึ่งน้อยครั้งนักที่จินจะตกลงซื้อของใดๆ โดยไม่ต่อสักคำ แต่ด้วยความที่คิดถึงผลประโยชน์ระยะยาว จินก็เซย์เยสทันที ถอนทุนคืนทีหลังไม่สาย...
แต่กลับกลายว่าคนเสนอราคาเป็นฝ่ายเกรงเสียเอง
“แต่ผมทำให้คุณเจ็บ แล้วคุณเป็นเพื่อนของพี่จุนโนะ ผมปัดเศษทิ้งแล้วกันครับ”
“อย่าเลยครับ ของซื้อของขาย เดี๋ยวจุนโนะมันรู้เข้าได้ด่าผมพอดี เอาเป็นว่าผมจ่ายล่วงหน้าเลยแล้วกันนะครับ”
ครั้งแรกตั้งแต่เกิดที่จินยอมเสียเงินก่อนได้สินค้า แต่เพราะคิดถึงผลกำไรภายหลัง จินก็ยื่นเงินสดให้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจตัวเอง
“เข้ามาติดม่านได้เร็วที่สุดวันไหนครับ”
“ปกติก็หนึ่งสัปดาห์หลังตกลงกันได้ครับ แต่ผ้าที่คุณเลือกมีอยู่ในสต็อก ตัดเย็บก็คงใช้เวลาสักสามสี่วัน เอาเป็นหลังวันพฤหัสฯ ก็เข้ามาติดให้ได้แล้วล่ะครับ ว่าแต่คุณจินสะดวกเมื่อไหร่ครับ”
“เอาเป็นวันเสาร์แล้วกันครับ ตอนบ่ายๆ หน่อย”
วันเสาร์ๆๆ ตอนเช้าก็ต้องไปทำหล่อ ผมเขาเริ่มยาวเกินไปแล้วหรือเปล่านะ
“ครับ งั้นถ้าผมจะมาเมื่อไหร่จะโทรบอกคุณล่วงหน้าอีกทีแล้วกันนะครับ อา...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
เก็บตลับเมตร กระดาษลงกระเป๋าเป้เรียบร้อย คาเมะก็ก้มหัวลาเจ้าของบ้านอีกครั้ง แต่โดนจินฉกแคตตาล็อกไปถือเอาซะก่อน
“ผมไปส่งที่รถครับ”
จินหอบแคตตาล้อกสามเล่มกระทิงนั้นเดินไปส่งคาเมะถึงรถมอเตอร์ไซค์ รอจนเลี้ยวโค้งไปอีกซอย เขาถึงเดินเข้าบ้านด้วยความครึ้มใจสุดชีวิต
ไม่ลักกี้อินเกม แต่ลักกี้อินเลิฟแบบนี้พอชดเชย...ลั้น ลัน ลา...
จินเข้าบ้านมารินน้ำเย็นเจี๊ยบซัดเข้าคออีกหนึ่งอึกใหญ่ เจอคนถูกใจทีไรคอมันแห้งกระหายน้ำเสียจริง และเมื่อมองแก้วน้ำใบเปล่าของอีกฝ่ายที่ทิ้งไว้บนโต๊ะ จินก็อดคิดเอาไม่ได้ว่าคนสวยตาคมก็คอแห้งกระหายน้ำเหมือนเขาเหมือนกัน
ว่าแต่ ถีบแรงเป็นบ้า ยังจุกไม่หายเลยนะเนี่ย
ตัวก็เล็กนิดเดียว แรงเยอะเป็นบ้า
ตัวเล็กแรงเยอะ
ตัวเล็กแรงเยอะ
ตัวเล็กแรงเยอะ
Slim but Strong!
นึกออกแล้ว
จินวิ่งพล่านลืมเจ็บไปที่โต๊ะทำงาน จดคำที่เพิ่งนึกออกไว้ตัวเบ้งเป็นศิลาชัย แล้วจึงหันไปขีดๆ เขียนๆ ที่โต๊ะออกแบบ สิบนาทีเท่านั้นที่ความคิดในหัวถูกถ่ายทอดลงกระดาษจนหมด
ดีดนิ้วเป๊าะอีกครั้งด้วยความพอใจ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือกดเบอร์จิกหาเพื่อนที่รักทันที
“เฮ้ย ไอ้ยู ฉันนึกงานออกแล้วเว่ย”
“เออ จริงดิวะ”
“Slim but Strong ก็ยกเอาจุดขายเรื่อง low fat กะ high calcium ไง”
“เออๆ ร่างปริ้นแอดเสร็จแล้ว”
“เออ ทีวีแอดก็คิดแล้ว รับรองเจ๋ง”
“เอางี้แกว่างมั้ย มาคุยรายละเอียดกัน”
“ได้ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน อย่าสายนะเว่ย”
“โอเค”
“เฮ้ยๆ อีกอย่างๆ”
“ฉันมีพรีเซนเตอร์ให้แกแล้วด้วย รับรอง สด”
“เออ อย่าพูดมากน่ะ เสียเวลา เจอกันๆ”
จินสวมหมวกกับแว่นกันแดดอันที่เพิ่งซื้อเสร็จก็นำเอาแผ่นงานที่เพิ่งร่างโยน เข้ารถทันที ล็อกบ้านเปิดประตูรั้วได้ก็ถอยรถที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดปัดเศษหญ้าเศษดิน ที่ท้ายรถลงบ้านรวดเร็ว
อยากขับตามรถมอเตอร์ไซค์ไปหอมแก้มขอบคุณใจจะขาด
ทำให้จินคิดงานออกแท้ๆ เชียว นางฟ้าคาซึยะ
...................................................................................................................................................

น่ารักจังเลย
#1 By Satsuki (61.90.249.246) on 2007-03-26 17:30