Bloody Soul Part1
posted on 16 Feb 2007 01:45 by asuka-jan in Parody-Fiction...Bloody Soul...
คลับเปิดใหม่ที่เป็นแหล่งรวมดอกไม้นานาพันธุ์ไว้หลอกล่อผีเสื้อราตรีกระเป๋าหนัก มีกลิ่นเมรัยและแสงสีคอยยั่วเย้าให้เหยื่อหลายต่อหลายรายยอมจำนนให้กับความหอมหวนของมวลหมู่ไม้มานักต่อนัก
แล้วดอกไม้ดอกนี้เล่า ภุมรีจากที่ไหนจะได้มาคลุกเคล้าดอมดม
ผีเสื้อตัวใดจะมีปีกที่สวยงาม และมีกำลังมากพอจะมาโน้มเอาไปชื่นชมได้...
คุณหรือเปล่า?...
.............................
“ผับนี้หรือไอ้จินที่แกแนะนำ ดูแล้วไม่เห็นจะมีอะไร”
ถ้อยคำสบประมาทสถานที่ดังขึ้นผ่านเครื่องมือสื่อสารในมือ
“แกเข้าไปในร้านรึยัง”
“ยัง แต่ดูหน้าร้านก็ไม่เห็นจะมีอะไร”
“งั้นแกเข้าไปในนั้นก่อนแล้วกันไอ้ยู แล้วถ้าเจออะไรค่อยโทรมาใหม่” จินวางสายทันทีโดยไม่รอฟังคำโวยวายใดๆ ที่จะมีตามมา
ยูอิจิจึงต้องเก็บโทรศัพท์ของเขาลงไปในกางเกงอย่างหงุดหงิด เขาบ่นออกมาอีกนิดหน่อยขณะที่เปิดประตูกระจกที่ติดฟิล์มสีเข้มเพื่อก้าวเข้าไปด้านใน ท่ามกลางแสงสีเสียงแบบผับทั่วไป เขาก็กวาดตามองหาสิ่งพิเศษที่เพื่อนโฆษณาเอาไว้แบบไม่มีคำบอกใบ้อะไรเลยอย่างเซ็งๆ
ก็ไม่เห็นจะมีอะไรสักอย่าง
ยูอิจิเดินไปที่บาร์เครื่องดื่มเพื่อหาอะไรทำแก้เซ็ง
“Gin sling แก้วหนึ่ง”
บาร์เทนเดอร์รับคำสั่งก่อนจะยื่นแก้วเหล้าสีชามาให้อย่างรวดเร็ว
“กินซะหวาน แหย่ะ พี่ ผมเอา Gin fuzz”
ยูอิจิหันไปมองคนที่เอ่ยวาจากระทบเขาข้างๆ ตัว ก็เห็นแต่เสี้ยวหน้าหวานกับริมฝีปากบิดโค้งอย่างคนเบื่อโลกคนหนึ่ง
“แล้วไอ้ Gin fuzz นี่มันจะไม่เปรี้ยวเกินตัวไปหน่อยรึไง เราน่ะ”
นั่นประไร หันขวับทันที ยั่วง่ายเหมือนเด็กห้าขวบซะมัดยาก ความคิดดูถูกกับรอยยิ้มขำๆ หายไปทันทีที่ได้เห็นใบหน้านั้นชัดๆ ยูอิจิเพ่งมองอย่างไม่ค่อยจะเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่
“ยามาชิตะ?”
ก็จะไม่ให้อึ้งได้ยังไง ก็ไอ้คนหัวสูงเย่อหยิ่งเพื่อนรักของแฟนเพื่อนเขานี่หน่า ไอ้เสื้อผ้าแบรนด์ดังมีระดับหายไปไหน ไหงมาใส่ชุดวับแวมไร้รสนิยมแบบนี้ไปได้ เสื้อซีทรูสีดำกางเกงหนังขาสั้นจุ๊ดจู๋ แถมหน้าตาหวานใสที่ปกติจะเคลือบไว้ด้วยเครื่องสำอางบางเบา แต่วันนี้กลายเป็นโบ๊ะหนาเตอะราวกับจะไปเล่นงิ้ว ริมฝีปากอิ่มฉ่ำเยิ้มไปด้วยกลอสสีชมพูสด
จะไปงานแฟนซี หรือคอสเพลที่ไหน
“เสียมารยาท! มองอะไรนักหนา”
ยังดีที่ไม่ทำตัวเป็นนางแมวตามคอนเซ็ปเครื่องแต่งกาย แหวใส่เขาแบบนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย
“นึกยังไงมาแต่งตัวแบบนี้เนี่ย ประสาทกลับหรือ”
“ฉันมาทำงาน” โทโมะเอ่ยอยากภาคภูมิเต็มที่ผิดคาดของยูอิจิไปลิบลับ
“ทำงาน? งานอะไรแต่งตัวแบบนี้” เขาถามออกไปอย่างไม่เชื่อหูกับคำตอบ
“โฮส”
คำเดียวสั้นๆ ที่แทบจะเรียกเบ้าตาให้ถลนออกมาได้ ยูอิจิอ้าปากค้างด้วยไม่ใช่แปลกใจกับคำตอบ แต่เพราะอาการพราวอย่างเหลือแสนที่ประกอบคำพูดนั่นต่างหาก
“โฮสเนี่ยนะ! นึกยังไง”
“ก็ที่บ้านเป็นหนี้ ฉันก็ต้องออกมาทำงานหาเงินตามหลักลูกที่ดี น่าตกใจตรงไหนนางเอกทุกเรื่องเขาก็ทำกัน”
นางเอกทุกเรื่อง?
“ก็แล้วงานพิเศษอื่นไม่มีหรือไง”
“โอ๊ย งานขายของตามมินิมาร์ทน่ะสำหรับคนที่บ้านจนเฉยๆ แต่สำหรับคนเป็นหนี้ต้องอาชีพโฮส นี่ถ้าไม่รู้เรื่องก็เงียบไปเลยไป รำคาญ”
ใครสั่งใครสอนมาแบบนั้นเนี่ย ยูอิจิอยากจะถามออกไปเสียงดังๆ แต่ไอ้ทีท่ากอดอกเชิดหน้าเชิดตาอย่างที่เขารังเกียจมันอุดปากเอาไว้ไม่ให้ต่อความยาวสาวความยืดมากเกินจำเป็น
“อ่ะ งั้นได้ลูกค้ามั่งรึยังล่ะ”
ถามออกไปก็กวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบ อีสภาพแบบนี้คงมีคนมาขอซื้อบ้างแหล่ะ แต่ก็ไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ว่าคนอย่างยามาชิตะจะยอม...ให้ใครก็ได้ง่ายๆ
“มีเยอะแยะ แต่ฉันไม่เอา”
“อ้าว แล้วอย่างนั้นจะหาเงินมาใช้หนี้ได้เมื่อไหร่”
“ก็มันยังไม่มีหล่อๆ รวยๆ ดูเป็นแบดบอยมาเลยสักคน มีแต่เสี่ยแก่ๆ ใครที่ไหนเขาจะเอามาเป็นพระเอกได้ล่ะ”
พระเอก? เกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย ยูอิจิเริ่มไม่เข้าใจหนักข้อ
“ทำอาชีพแบบนี้มันเลือกลูกค้าไม่ได้หรอกนะ”
“ได้สิ คิดว่าคนอย่างฉันจะเสียจิ้นให้ใครก็ได้หรือ ฉันรอเนื้อคู่ของฉันอยู่”
เนื้อคู่? ในสถานบริการ?
งานนี้ยูอิจิงงเป็นโคอาล่าตาแตก นี่ตกลงเพื่อนรักของแฟนเพื่อนเขาคนนี้จะมาหาเงินหรือจะมาหาแฟนกันแน่เนี่ย
“เดี๋ยวนะ นายบอกว่า—“
“นี่ไม่เคยอ่านนิยายเลยใช่ป่ะ ไม่รู้หรือไงว่านางเอกที่เป็นหนี้เขาต้องมาขายตัว เสร็จแล้วเดี๋ยวเขาจะโดนคนบ้ากามลวนลาม แล้วต่อจากนั้นจะมีพระเอกเพลบอยเข้ามาช่วย แล้วนั่นแหล่ะฉันรอให้มันเกิดเรื่องอย่างนั้นอยู่ เข้าใจหรือยัง”
หา.......... นี่เอาอะไรมาคิดเนี่ย
“จะบ้าหรือ รอจนเหงือกแห้งคงจะเจอหรอกนะ”
“เอ๊ะนี่ อย่ามาขัดได้ป่ะ ทุกทีเลย เจอนายทีไรก็อารมณ์เสีย ช่วยอะไรไม่ได้ก็กลับบ้านไปอ่านพงศาวดารต่อเลยไป”
โทโมะเดินจากไปโดยทิ้งให้ยูอิจิถือแก้วเหล้าค้างอยู่อย่างนั้นร่วมสิบนาที ก่อนจะกลับบ้านไปด้วยคำถามหนึ่งที่ถามกับตัวเองเป็นหลายร้อยรอบกว่าจะหลับ
เป็นเขาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว หรือว่าเจ้านั่นมันบ้าวะเนี่ย
............................................................................................................................................
“โคตรเพ้อเจ้อเลยว่ะจิน เกิดมาฉันยังไม่เคยเจอใครเพ้อเจ้อขนาดนี้มาก่อนจริงๆ นะเว่ย”
ยูอิจิวิพากษ์วิจารณ์โทโมะชนิดไม่ไว้หน้าแฟนเพื่อนแต่อย่างใด
“เพื่อนนายสติดีหรือเปล่าคาเมะ ไปขายตัวเพื่อหาเนื้อคู่เนี่ย”
“ยูอิจิอย่ามาว่าโทโมะนะ ที่ฉันกับจินรักกันได้ก็เพราะโทโมะเป็นคนวางแผนให้เลยนะ” คาเมะเอ่ยปกป้องเพื่อนรักของตน แล้วก็สะกิดจินให้ช่วยพูดเข้าข้างไปด้วยอีกคนหนึ่ง ซึ่งจินก็ไม่ขัดใจสุดที่รักแต่อย่างใด
“เขาอาจจะลองทำดูขำๆ ก็ได้นี่หว่า”
“บ้าอ่ะดิ ไม่ขำแล้วนะนั่น วันนี้ก็โดดเรียนไปแต่งตัวอีกสิ ใช่มั้ย”
“เปล่านะ วันนี้โทโมะลองไปเทสหน้ากล้องต่างหาก โทโมะบอกว่ายังเหลืออาชีพนางแบบ เอ้ย นายแบบอีกอย่างหนึ่ง”
“นายแบบ? ยังไงอีกล่ะ”
คาเมะเห็นสีหน้าของยูอิจิก็ลังเลที่จะตอบ
“กะ...ก็ โทโมะบอกว่า นายแบบหน้าสวยๆ อย่างโทโมะจะได้คู่กับตากล้องมือหนึ่ง ที่ถึงแม้จะเจ้าชู้สุดๆ ก็จะหยุดที่โทโมะได้”
คราวนี้ไม่ใช่เพียงยูอิจิ แม้แต่จินเองก็เริ่มตะลึงกับความเพ้อ...ฝันของโทโมะไปอีกคน
“ฉันว่ามันไม่ได้เพ้อแล้วนะ มันบ้า!”
คำกล่าวประณามเพื่อนรักของคาเมะคำนี้แม้จะน่าเจ็บใจแต่เขาก็ไม่สามารถหาอะไรมาเถียงได้ เพราะมันเป็นคำสรุปที่แทงทุกหัวใจของคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งสามคนพอดี
“คาเมะ ยังไงก็เตือนๆ เพื่อนนายบ้างเถอะนะ ถึงฉันจะไม่ค่อยถูกกับเขาเท่าไหร่ แต่อย่างนี้มันชักน่าเป็นห่วงเกินไปแล้ว”
“โทโมะดื้อจะตาย ฟังฉันที่ไหน” คาเมะบอกเสียงอ่อย
“เอางี้ บอกเขานะว่าถ้าเลิกหาแฟนแล้วอยากหาเงินจริงๆ เมื่อไหร่ฉันพอช่วยฝากงานได้”
“งานอะไรหรือ”
“เลขาประธานบริษัท”
....................................................................................................................................................
เย็นวันเดียวกัน คาเมะรับสายของโทโมะที่โทรมาคร่ำครวญขณะที่ต่างฝ่ายต่างเล่นน้ำท่วมขังที่หลังบ้านของตนอันเกิดจากน้ำป่าไหลหลากที่ภาคเหนือ
“คาเมะ ที่โมเดลลิ่งบ้าบอนั่นไม่มีตากล้องหล่อๆ สักคนเลยอ่ะ มือก็ไร้อันดับ รูปที่ถ่ายฉันออกมาก็ดูเนิ๊ดสุดๆ ไม่ได้เซ็กซี่เย้ายวนเปรี้ยวอมหวาน ไม่มีแววจะโด่งดังกอบโกยเงินล้านได้เลย...ฮือๆๆ”
“เงินก็อด เนื้อคู่ก็อดน่ะแก...”
คาเมะรับฟังเพื่อนรักคร่ำครวญโดยไม่ปริปากคัดค้านสักคำ
“ไอ้ที่คลับบ้ามันก็ไล่ฉันออกจากงานแล้วด้วย มันบอกว่าฉันเอาแต่ไล่แขกมันจ้างไว้ไม่ได้...ฮือๆๆ”
“ฉันควรทำไงดีอ่ะ ฉันนึกไม่ออกแล้วอ่ะคาเมะ...ฮือ...” โทโมะพักเหนื่อยโดยการสูดน้ำมูกสองสามครั้ง
“ใจเย็นๆ นะโทโมะ เอางี้มั้ย แกสนใจงานเลขาหรือเปล่า”
“เลขา!” เสียงของโทโมะดังลั่นจนคาเมะต้องเอาหูโทรศัพท์ออก
“ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวเลยคาเมะ นี่ฉันก็จะได้เจอท่านประธานหนุ่มรูปงาม ที่จะดุ จะคอยแกล้งเลขาน่ารักๆ อย่างฉันให้ตะบึงตะบอนโมโห เสร็จแล้วก็จะหึงหวงทำท่าไม่พอใจเวลาที่มีคนอื่นมาขายขนมจีบให้ฉัน ว้าว...รักแบบนี้ก็ดีนะคาเมะ เสียตัวไม่ไวเท่าไหร่ด้วย”
“อ่ะ...เอ่อ โทโมะ”
“บริษัทอะไรหรือคาเมะ” โทโมะถามเพื่อนรักด้วยความกระตือรือร้นอย่างที่สุด
“นากามารุกรุ๊ป” (ทำไมต้องเป็น นามสกุล+กรุ๊ป ทุกทีด้วยวะ – Asuka)
“หา...บริษัทเครือหมีโคล่าอ่ะนะ หมายความว่าฉันก็ต้องไปเป็นเมียหมีหรือแก ไม่เอานะ”
“เอ่อ...ยูอิจิเขายังเรียนไม่จบเลยนะโทโมะ จะไปเป็นประธานบริษัทได้ไง”
“โหย...นิยายกี่เรื่องๆ พระเอกก็นั่งแท่นบริหารเกินหน้ากรรมการแก่ๆ ทั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่ทุกเรื่องน่ะแหล่ะ ไม่เห็นแปลก ...โธ่ นี่ถ้าเจ้าหนี้ฉันหน้าตาดีซะหน่อยนะ ฉันจะยอมเอาตัวเข้าแลกเลยไม่มาลำบากหางานทำอย่างนี้หรอก นี่หน้าตายังกับปลากระโห้ (โปรดนึกหน้านักเทนนิสมือหนึ่งของไทย) ฉันยอมรับไม่ได้ที่จะให้หมอนั่นมาเป็นเนื้อคู่”
“เอ่อ...โทโมะ คือว่า ตอนนี้เจ้าหนี้ของนายเขาก็เร่งรัดจะเอาดอกแล้วไม่ใช่หรือ ยังไงทำงานนี้ไปก่อนนะ เรื่องเนื้อคู่ค่อยว่ากัน”
“ก็ได้ๆ เห็นว่าคาเมะเป็นคนแนะนำหรอกนะเนี่ย เขาจะไปสมัครดู”
“อืม แต่ยูอิจิเขาจะให้เริ่มงานจริงๆ ตอนปิดเทอมนะ ตอนนี้เขาให้สอบให้เสร็จก่อน ส่วนเงินเดี๋ยวเขาจะจ่ายให้ล่วงหน้าเลย”
“ก็ดีเหมือนกันนะ นี่เขาจะต้องเตรียมตัวเพื่อสอบตรงด้วย (เพราะแอดมิดชั่นพึ่งไม่ได้) เขาจะได้มีเวลาอ่านหนังสือก่อนพักหนึ่ง”
“ตกลงว่าโทโมะรับงานนะ เขาจะได้โทรไปบอกยูอิจิ”
“จ้ะ เอ่อ...ฝากขอบใจตานั่นด้วยแล้วกันนะ”
“ได้เลยโทโมะ”
............................................................................................................................
สามอาทิตย์ผ่านไปไวราวจักจั่นรับหมั้น(+เลื่อนแต่ง)ชาคริต
“ผมมาสมัครเป็นเลขาประธานบริษัทครับ ชื่อยามาชิตะ โทโมอิสะ เด็กเส้นของนากามารุ ยูอิจิครับ”
โห...เด็กเส้น ภาคภูมิใจสุดๆ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมองความมั่นใจเกินร้อยของวัยรุ่นยุคปัจจุบันด้วยความทึ่งเล็กน้อย
“อ่ะจ้ะ งั้นหนูขึ้นลิฟต์ไปชั้นแปด เลยนะ ไปพบท่านประธานนะแล้วเดี๋ยวจะมีคนไปสอนงานให้”
“ครับ” โทโมะรับคำเสียงดังฟังชัดก่อนจะแล่นจู๊ดไปที่ลิฟต์ทันที
ชั้นแปด ชั้นแปด อ้า...ถึงละ โทโมะก้าวออกจากลิฟต์ หันซ้ายหันขวาก่องจะมุ่งหน้าตรงไปยังส่วนที่มองแล้วดูจะเป็นห้องทำงานของท่านประธานมากที่สุด
อ๊ะ นั่น นายยูอิจินี่ โหย ไหนคาเมะบอกว่าจะไม่ต้องเจอตานี่ไง
“นี่ฉันต้องมาเป็นเลขาให้นายจริงๆ หรือเนี่ย เลวร้ายสุดๆ”
คำทักแรกของว่าที่เลขาบิดาทำให้ยูอิจิอยากจะเรียกยามให้มาโยนตัวเพื่อนรักของแฟนของเพื่อนคนนี้ออกไปจริงๆ ถ้าไม่เห็นว่าเสียเงินค่าจ้างไปแล้ว เขาไม่เข้าใจจริงๆ นะว่า ทำไมคนเราที่ยังไม่รู้จักกันดิบดีเท่าไหร่ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาพูดจาหาเรื่องกระทบกระแทกแดกดันรูหูกันขนาดนี้ สงสัยจะอ่านนิยายมากไปจนไม่มีเวลาไปอ่านหนังสือสมบัติผู้ดีและการเข้าสังคม
สายตาเหยียดๆ ที่ยูอิจิปรายมาทำให้โทโมะชักสูญเสียความมั่นใจไปร้อยละยี่สิบสอง แต่เขาเลือกแล้วที่จะเป็นหนุ่มมั่นเพราะฉะนั้นโทโมะต้องเปรี้ยวต่อไป เขาบอกตัวเองอย่างแข็งขัน
“มองอะไร ไม่มีมารยาท”
ยูอิจิถอนใจกับคำด่าชนิดไม่ดูตัวเองของโทโมะพลางคิดทบทวนเรื่องที่จะเรียกยามดูอีกที
“นี่เป็นใบ้หรือไง ทำไมปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวล่ะ” ท้ายเสียงของโทโมะอ่อนลงมาจากการเสียเซลฟ์ทำให้ยูอิจิเริ่มมีอารมณ์จะตอบ
“ไม่ได้เป็นใบ้ แต่คำพูดของนายมันทำให้ไม่มีใครอยากจะพูดด้วย ไม่เคยรู้เลยหรือ”
ฉึก! โอ๊ยโทโมะเจ็บจึก ในหัวก็พยายามคิดคำโต้ตอบเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นฝ่ายผิด
“บทเรียนข้อแรกของการเป็นเลขา พูดในสิ่งที่ควรพูด แต่ก่อนจะรู้ว่าควรพูดอะไรคงต้องเริ่มจากที่คิดให้เป็นก่อนล่ะนะ เอ่า นั่งลง”
โทโมะอ้าปากจะเถียงฉับๆ อย่างปกติ แต่พอเห็นสายตาของยูอิจิแล้วมันดูทรงอำนาจจนง้างปากตัวเองไม่ออกไปซะอย่างนั้น เขาจึงต้องนั่งลงอย่างงงๆ ตัวเองนิดหน่อย
“ปกติฉันทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายบุคคลหรือไม่ก็ไปช่วยงานฝ่ายบัญชี แต่พอเลขาคนเก่าของคุณพ่อเขาเกษียณตัวเองออกไปฉันถึงมาเป็นเลขานี่แทนชั่วคราว แต่ตอนนี้พ่อฉันจ้างนายแล้ว เพราะฉะนั้นเดี๋ยวฉันจะสอนงานนายให้ ใช้คอมฯ เป็นใช่มั้ย”
มือก็ไปเปิดคอมฯ ตามคำสั่งแต่ปากก็ไม่วายถามในสิ่งที่สงสัย
“ทำไมนายไปทำงานซะระดับล่างแบบนั้นน่ะ เป็นลูกท่านประธานไม่ใช่หรือ”
“ก็แล้วจะให้ฉันไปทำงานสูงส่งแค่ไหนกัน ที่ทำอยู่นี่ก็เกินที่เรียนอยู่แล้ว นายเองก็เหมือนกัน ถ้าพ่อฉันต้องการเลขาแบบจริงๆ จังๆ ก็ไม่มีทางรับนายง่ายๆ แบบนี้หรอก หมดข้อสงสัยยัง จะได้สอนงานต่อ เอานี่ สมุดบันทึกของเลขา เอาไว้จดนัดหมายที่สำคัญของเจ้านาย พกไว้ติดตัวเสมอ คงไม่ต้องพูดมากใช่มั้ยว่าสมุดนี่ใช้ยังไง”
ยูอิจิโยนสมุดปกหนังสีดำให้โทโมะรับไว้ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
“งานเริ่มเก้าโมง แต่นายต้องมาแปดโมงครึ่งทุกวัน ห้ามเลื่อนห้ามเลทเป็นกระทรวงศึกษา นี่ เวลาคุยกันมองหน้าคู่สนทนาด้วยสิ ว่าแต่คนอื่นไม่มีมารยาทตัวเองน่ะเคยสอนตัวเองมั่งมั้ย”
ยูอิจิเริ่มสอนงานไปพลางดุโทโมะเป็นระยะ เหมือนเป็นวันแห่งชัยชนะยังไงไม่รู้ที่เขาได้เป็นฝ่ายพูดๆๆ ว่าๆๆ โดยคนถือดีอย่างโทโมะไม่มีเถียงซักแอะ ตั้งแต่เช้ามายันเที่ยงเขาก็ได้ยินเพียงคำพูดสองสามคำ อย่าง “เข้าใจแล้ว” “อืม” “รู้เรื่อง” สลับกันไปมา
“นายสงบปากสงบคำแบบนี้ดูดีมาก ใช้ได้ แต่เวลาพ่อฉันถามอะไรอย่าทำเงียบตลอดนะ ท่านไม่ชอบ แต่ก็อย่าพูดแทรกเวลาท่านคุยธุระ เข้าใจมั้ย อืม เข้าใจก็ดี เดี๋ยวพักเที่ยงก่อนแล้วกัน ข้างล่างมีโรงอาหารสำหรับพนักงาน ไปกัน”
โทโมะในชุดสูทเข้ารูปสีเบจเดินตามยูอิจิต้อยๆ อย่างระโหยโรยแรงทั้งที่ผ่านการเรียนรู้งานไปแค่ครึ่งวัน
“นี่ ผักพวกนี้จะเขี่ยทิ้งทำไม กินไม่ได้หรือ”
“กินได้ทุกอย่างก็ไม่น่ารักสิ มันต้องเกลียดอาหารสักอย่างสองอย่างแล้วให้แฟนกินให้ไง” โทโมะตอบไปโดยอัตโนมัติ
“จะบ้าหรือ ถ้ากินได้ก็กินเข้าไปเดี๋ยวนี้เลย สงสารเกษตรกรซะบ้าง”
โทโมะทำหน้าง้ำงอแล้วก็กินผักที่เขี่ยไปไว้ข้างจานแต่โดยดี (เพราะไม่รู้จะอิดออดให้ได้อะไร)
กินเสร็จทั้งสองคนทำไปสอนงานเลาขากันต่อ
“นี่ พ่อนาย เอ้ย พ่อคุณยูอิจิไม่มาทำงานหรือครับ ฉัน เอ้ย ผมยังไม่เห็นท่านเลย”
“ท่านไปประชุมสามวันครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่ท่านจะกลับมา ผมจะสอนให้คุณเป็นงานทุกอย่างก่อนที่จะเริ่มงานจริง”
ภาคบ่ายยูอิจิก็พาไปทั่วบริษัทเพื่อให้เข้าใจถึงระบบการทำงานอย่างคร่าวๆ และให้ทำความรู้จักกับคนที่จะมาติดต่องานด้วยจากฝ่ายต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่ปล่อยไก่และวางตัวถูกว่าคนไหนควรจะรับมืออย่างไร
“ส่วนนี่เป็นห้องประชุม ก่อนการประชุมทุกครั้งคุณต้องเตรียมเอกสารการประชุมและแจกจ่ายให้ทุกคนก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ยังไงถ้าถึงเวลาจริงเมื่อไหร่เดี๋ยวผมจะมาช่วยดูให้อีกที เข้าใจนะครับ”
“ครับ คุณยูอิจิ”
น้ำเสียงของโทโมะเริ่มเนือยจนยูอิจิหันมามอง
“ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่เลขาที่ดีต้องรู้จักเก็บอารมณ์ และอีกอย่างถึงเวลาจริงคุณจะเหนื่อยกว่านี้อีกนะ เข้าใจหรือเปล่า”
“เข้าใจทุกอย่างเลยครับ” โทโมะฉีกยิ้มเฟกๆ ใส่ยูอิจิจนเขาอยากจะดุให้อีกสักที แต่ไปๆ มาๆ ก็นึกขำอยู่บ้างเหมือนกัน
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวคุณลองเอาเอกสารนี้ไปพิมพ์ดูนะ และนี่ตัวอย่าง พิมพ์ไปเรื่อยๆ ปริ้นท์ออกมาแล้วก็ตรวจดูด้วยตัวเองจนกว่าจะไม่มีคำผิดสักคำหรือไม่ก็ถึงเวลาห้าโมงเย็นค่อยกลับบ้าน เข้าใจนะครับ”
“ครับ”
“อ้อ โทรศัพท์ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานกรุณาใช้มือถือของตัวเอง แล้วก็ถ้าไม่จำเป็นอย่าคุยเรื่องส่วนตัวเวลางาน”
“เข้าใจแล้วครับ”
โทโมะเดินลากขาหันหลังให้ยูอิจิก่อนจะไปนั่งจ่อมหน้าคอมพิวเตอร์ แล้วก็หยิบมือถืออกมาตั้งนาฬิกาปลุกเวลาห้าโมงเย็น จากนั้นจึงดูเอกสารคร่าวๆ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ไปตามตัวอย่าง
ยูอิจิมองแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ หวังว่างานหนักๆ คงทำให้เพื่อนรักของแฟนเพื่อนเขาหายเพ้อเจ้อไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
....................................................................................................................................................
“เขารู้แล้วล่ะคาเมะ ว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยชอบตาหมีห้อย”
“ทำไมล่ะ”
“เขาอยู่กับตานั่นทีไรเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวตลก ด้อยค่า ไม่ได้เรื่องสักอย่าง แถมเหมือนโดนสูบไฟแห่งจินตนาการของเขาไปหมดเลยอ่ะ”
“ขนาดนั้นเลยหรือโทโมะ”
“อืม”
“แล้วโทโมะจะทำงานต่อมั้ยอ่ะ ถ้าลำบากมากๆ ก็เลิกมั้ย เรื่องเงินไม่ต้องห่วงนะเขาช่วยได้”
“เลิกไม่ได้หรอก เขาไม่อยากโดนหาว่าเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แล้วเหตุผลที่เขาจะลาออกจากงานก็ควรจะเป็นประมาณว่าอกหักเพราะรักคนในบริษัท หรือไม่ก็ถูกเจ้านายขี้หลีลวนลามจนทนไม่ไหว แต่นี่เขายังไม่เจอสักอย่าง เขายังหาเรื่องออกไม่ได้ล่ะคาเมะ”
“เข้าใจละ งั้นเขาเป็นกำลังใจให้นะโทโมะ”
“ขอบใจนะ เท่านี้ก่อนแล้วกันนะคาเมะ พรุ่งนี้เขาต้องตื่นแต่เช้า เม้านานเดี๋ยวเขาตื่นไม่ไหว ต้องไปเองไม่มีใครอาสามารับมาส่งสักคนอย่างที่ควรจะเป็นเลยด้วย”
“อืม สู้ๆ นะโทโมะ”
“อืม ขอบใจมากนะ บาย”
“บายจ้ะ”
โทโมะวางสายก่อนจะไปปิดโทรทัศน์หน้าเหลี่ยมเพื่อเข้านอน ในความมืด กระจกบานโตสะท้อนแสงไฟอันน้อยนิดที่ส่องมาจากบ้านข้างๆ ให้เห็นเป็นภาพผู้ชายตัวผอมบางคนหนึ่ง แสงไปสลัวๆ ทำให้ภาพที่ปรากฏดูหลอนๆ ไม่น้อยจนโทโมะชักกลัวตัวเอง
ไม่ออก ยังไงก็ไม่ยอมออกง่ายๆ นะโทโมะ พี่วาสนาต้องติดคุกก่อนเลยกว่าจะออกได้ นายจะยอมแพ้ง่ายๆไม่ได้หรอกนะ
............................................................................................................................................
ผ่านไปจนถึงวันที่สาม (ไวปานนัทหย่าเต๋า) ความพยายามของโทโมะเริ่มก่อให้เกิดผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เขาได้รับคำสั่งให้จัดการต่างๆ ของท่านประธานผ่านทางโทรศัพท์ และก็ได้รับความพึงพอใจพอสมควร แต่เหนืออื่นใดที่สร้างความสุขใจได้มากกว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่เลี้ยงของเขาดีขึ้นตามลำดับ เสียงถอนหายใจที่ยูอิจิทำใส่เขามีน้อยลง สายตาก็เริ่มเป็นมิตรขึ้น
อะไรมันจะน่าดีใจได้เพียงนี้
คำว่า “ใช้ได้” ของยูอิจิคำเดียวทำให้เขาดีใจกว่าคำชมว่า “น่ารัก” จากปากคนอื่นๆ เป็นไหนๆ มันเหมือนเป็นสิ่งยืนยันความสำเร็จในแต่ละขั้นของโทโมะแบบที่เห็นกันเป็นรูปธรรมทีเดียว
เขาไม่กลัวหรือเบื่อการที่จะต้องเข้าใกล้เพื่อนของแฟนเพื่อนรักของเขาอีกแล้ว ซ้ำหลังๆ นี้จะออกแนวรอคอยหน่อยๆ ด้วยเสียอีก โอ้ นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นกันนะ
อ๊ะ นึกถึงก็มาเลย ตายยากจริง
“สวัสดีครับคุณยูอิจิ”
วันนี้โทโมะทักคนที่เดินเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยด้วยเสียงที่สดใสเป็นพิเศษ
“วันนี้ท่านประธานจะเข้าบริษัทแล้วนะ คุณก็ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน” ยูอิจิพูดจบก็ทำท่าจะเดินจากไป
โทโมะรู้สึกวูบโหวงโดยฉับพลัน
“แล้วคุณยูอิจิจะไปไหนครับ ไม่...อยู่ด้วยกันก่อนหรือ”
พอยูอิจิเห็นใบหน้าสลดหมดความมั่นใจของโทโมะก็อดเดินเข้ามาใกล้ด้วยความเอ็นดู (น้อยๆ) ไม่ได้
“ผมก็ต้องไปทำงานของผมมั่งซิโทโมะ แต่ไม่เป็นไรนะผมว่าโทโมะทำได้ดีอยู่แล้ว พ่อผมก็ใจดี ไม่มีอะไรหรอก นะ”
แค่สามวัน สามวันจริงๆ ที่ยูอิจิเรียกเขาด้วยชื่อนั้นได้แล้วโดยที่เขาไม่โกรธ ตั้งสองครั้งด้วยสิ แถมยัง...รู้สึกดีซะอีกแฮะ
“ผมเชื่อคุณ...ยู”
ว่าแล้วคุณยูก็เดินจากไปด้วยรอยยิ้มเท่กระชากหัวใจโทโมะที่สุดตั้งแต่ได้เคยพบเคยเห็นมา
เว้ยเฮ้ย งานนี้เปิดพล๊อตนิยายใหม่ได้อีกตำรับ
เลขากับพี่เลี้ยง (ซึ่งก็เป็นลูกชายเจ้าของบริษัท)
ไม่อยากเชื่อเลยนะ ในที่สุดไอ้รักแบบเพื่อนของทั้งสองฝ่ายเป็นแฟนกันก่อนเสร็จแล้วก็พาให้สองคนที่เหลือรักกันด้วยเนี่ย มันจะเกิดขึ้นจริงกับเขา
ไหน ใครว่าเขาเลอะเทอะ ใครว่านิยายน้ำเน่า เชื่อถือไม่ได้ นี่ไง ออกจะถอดแบบออกมาเป๊ะ
ฝ่ายหญิงซื่อบื้อเป็นเด็กโง่นิดๆ ส่วนฝ่ายชายก็ปากร้ายใจดี เหมือนจะกระด้างแต่จริงๆ แล้วอบอุ่น ว้าย... อะไรจะเข้าเค้าขนาดนี้
โอ้ย หัวใจน้อยๆ ของโทโมะจะบินได้อยู่แล้ว
...............................................................................................................................................
ความหวานชื่นแบบละมุนละไมทอดยาวมาเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สี่ของการทำงาน โทโมะก็พบว่าตัวเองมีโอกาสคืบหน้าความสัมพันธ์แบบก้าวกระโดดก็ในช่วงเวลาสามสี่วันต่อจากนี้นี่เอง
บริษัทของเขาจะได้ไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด บ่อน้ำพุร้อนสุดแสนโรแมนติก แต่ไอ้ที่น่าลั้นลามากกว่า เพราะทางฝ่ายบุคคลเห็นว่าเขากับยูอิจิเรียนที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงให้นอนพักห้องเดียวกันซะเลย โอ้ย... อะไรมันจะลงล็อคได้ปานนี้
โทโมะไม่ไหวแล้ว...
ขอกลับบ้านไปเตรียมชุดหวิวด่วน ครีมเอย แชมพูเอย อ๊ะ ใช่ แชมพูนี่ล่ะ ตัวกระตุ้นดีนัก กี่เรื่องๆ พระเอกก็ชอบมาหอมกลิ่นหัวนางเอก ไม่ยักกะหอมกลิ่นอื่นบ้าง เอาล่ะๆ ต้องไปเลือกดีๆ ซะแล้ว เอาแบบเน้นๆ
อ๊า... ต้องกินมะเขือเทศเยอะๆ แล้วสิเรา พระเอกชอบมองแก้มแดงๆ ของนางเอกนี่นา เวลาเขิน กระบิดกระบวนอย่างไหนนะถึงจะน่ารักแบบเอ็กแตกกันนะ...
ไม่ว่ายังไงก็ต้องยั่วกันให้ได้มาอย่างน้อยสักจูบสองจูบล่ะวะ (โอ้ หวังน้อยนะ)
“คุณทำอะไรอยู่น่ะ”
ตาเถร!
“กำลังคิดกิจกรรมสันทนาการที่จะใช้ในงานสัมมนาอยู่ครับท่าน”
คำตอบโกหกแบบไถๆ ลื่นไหลออกมาจากปากของโทโมะด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติซึ่งสั่งการด้วยไขสันหลัง ท่านประธานหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำหลังจากทราบคำตอบอันน่าเชื่อถือนั้นแล้ว
ฟู่... เชื่อคนง่ายจังเลยนะนั่น ผิดกับลูกชายลิบลับเชียว
อ๊าย... เมื่อไหร่จะห้าโมงเนี่ย เขาอยากไปห้างเพื่อซื้อของที่จำเป็นต้องใช้ในภารกิจรักนี่จะแย่อยู่แล้ว
.............................................................................................................................................
ณ งานสังสรรค์หน้าเตาเนื้อย่างกับเบียร์เย็นๆ ที่ข้างน้ำพุร้อน
มันคงจะดีกว่านี้มากถ้าเขากับยูอิจิได้นั่งใกล้กัน ไม่ใช่คนละมุมโต๊ะยาวแบบนี้ ตอนนั่งรถมาก็นั่งคนละคัน ตอนแช่น้ำก็อดแช่พร้อมกัน แล้วเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ที่มันจะได้สปาร์คกันสักทีเล่า
อ้า...ลุกแล้ว คงกลับห้องล่ะสิ แล้วเราช้าอยู่ใย
“เออ ผมเริ่มมึนๆ แล้วล่ะครับ ยังไงขอตัวไปพักก่อนนะครับ”
ฟุ๊บ หายตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
“คุณยูอิจิ จะนอนแล้วหรือครับ” โทโมะเดินตามยูอิจิจนมาเจอกันที่หน้าห้องพอดี
ยูอิจิจึงเปิดประตูให้และเดินนำเข้าไปก่อน
“โทโมะ นอกเวลางานเรียกชื่อเฉยๆ ก็ได้นะ”
ได้ทีตีสนิทสิงานนี้ “งั้นโทโมะเรียกว่ายูสั้นๆ นะ”
“ตามใจ”
อึ๋ย...อะไรจะประหยัดความได้เท่อย่างงั้นเล่า พูดน้อยๆ บวกรอยยิ้มใจดีๆ นี่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นได้เลยนะรู้ตัวมั้ยยู
แล้วทั้งสองคนก็ทิ้งให้เวลาภายในห้องเล็กๆ นั้นดำเนินต่อไปด้วยความเงียบ
เงียบเสียจนเสียงหัวเราะแผ่วๆ ที่ดังขึ้นมาของยูอิจิทำให้โทโมะสะดุ้งได้
“ขำอะไรยู” โทโมะถามด้วยอาการหลุดเหวอแบบลืมเก็กท่าน่ารักเสียสิ้น
“ไม่คิดว่าเราสองคนจะได้เรียกชื่อกันน่ะ”
เขาก็ไม่คิดเหมือนกันเลยยู ไม่คิดว่าจะต้องมาเป็นยูคาลิปตัสให้ยูเคี้ยวเล่นเลยนะ ว่าแต่เมื่อไหร่จะเคี้ยวซะทีอ่ะ
“อืม ก็ตอนแรกยูเกลียดโทโมะจะแย่”
“ใครบอก โทโมะต่างหากที่เกลียดผม”
“ไฮ้ ก็ยูทำหน้าเฉยๆ ไม่สนใจโทโมะก่อน”
“ก็เราไม่รู้จักกัน ไม่ได้สนิทกัน แล้วจะให้ผมพูดอะไร โทโมะนั่นแหล่ะ มาอีกทีก็ทำท่าปึงปังใส่ผมแล้ว”
“ไม่จริงอ่ะ มัน...ไม่ได้เป็นแบบนั้นซะหน่อย...”
“แล้วหน้างอเชิดใส่คนอื่นแบบนั้นใครเขาอยากจะยุ่ง” ยูอิจิได้ทีใส่ไม่ยั้ง พูดเอาๆ ซะตอนนี้โทโมะเถียงไม่ได้ก้มหน้างุดด้วยความเสียใจและความน้อยใจที่พุ่งขึ้นมาซะเต็มปรี่
“เออ ไอ้หน้าสำนึกแบบนี้ล่ะน่ารักหน่อย”
จุ๊บ
โทโมะรู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ประทับกับข้างแก้มเขาอย่างรวดเร็ว
ทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา แต่โทโมะก็ตาโตเหลือกด้วยความคาดไม่ถึงจนเรียกรอยยิ้มจากยูอิจิได้อีกครั้ง
“อะไรที่มันได้วางแผนและเตรียมตัวก่อนแบบนี้น่ะ รู้สึกดีกว่ามั้ย โทโมะ ไม่มีการคาดหวังให้ผิดหวัง มีแต่ตื่นเต้นเพราะมันเกินความคาดหมาย”
ดี ดีเป็นบ้า
โอ๊ย กลับบ้านจะเขวี้ยงนิยายทิ้งแล้วยูจ๋า......
โทโมะพยักหน้าแรงซะจนคางจะติดกับคอ โอ๊ยบิดอย่างไหนถึงจะน่ารักนะ (ได้ข่าวว่าเขาไม่ให้คิดแบบนั้นแล้วนะ)
จุ๊บ
แก้มอีกข้างหนึ่งก็โดนไปด้วย...
“ไปนอนกัน ดึกแล้วนะ”
เฮือก!~
“นอน นอนยังไง นอนข้างๆ กันเฉยๆ นอนจับมือ นอนกอด หรือนอน...เอ่อ...นอน... หลับนอน...”
โทโมะทำหน้าเหรอหราที่สุดในชีวิต และไอ้ที่เอ่ยมาแต่ละอย่างก็ทำให้ยูอิจิหลุดขำออกมาซะดังลั่น
“ยูอ่ะ ขำอะไร โทโมะเครียดนะ”
“เครียดทำไม ผมทำตามความต้องการของโทโมะนะ จะให้นอนแบบไหนผมก็นอน ผมไม่ใช่คนเอาแต่ใจนี่ คาแรกเตอร์ผมทุกเรื่องก็เป็นแบบนี้โทโมะมีรู้หรือ ไม่เหมือนไอ้จินมัน (รายนั้นได้ทุกงาน)”
“โทโมะ โทโมะตัดสินใจไม่ถูก คาเมะชอบมาเล่าให้ฟังว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ แต่โทโมะไม่กล้า...”
“งั้นโทโมะกลัวอะไร ผมไม่เห็นว่าโทโมะจะกลัวอะไรสักอย่าง ไอ้โฮสก็บ้าบิ่นไปสมัครมาแล้ว”
“มันไม่เหมือนกันนี่ยู อ๊ะ ยูจะทำอะไร” โทโมะถอยฉากทันทีเพราะยูอิจิก้าวเข้ามาหาเขาซะอย่างนั้น
“จะมาชวนให้ไปนั่งคุย ยืนคุยกันอย่างนี้ไม่เมื่อยหรือ”
ว่าแล้วยูอิจิก็ลากแขนโทโมะให้ไปนั่งร่วมฟูกกันเสียเลย
“ยู” โทโมะสะกิดคนข้างตัวเบาๆ อย่างพองาม
“อะไร”
“โทโมะ...อยากรู้ อ๊ะ ไม่เอาดีกว่าโทโมะกลัว”
ยูอิจิหัวเราะแผ่วเมานัยน์ตาเชื่อมๆ เหมือนคนเมาเหล้า เขาเอนหลังกึ่งนั่งกึ่งนอนลงกับหมอนใบฟู
“กลัวอะไร”
“โทโมะ...”
“กลัวเจ็บ?”
โทโมะส่ายหน้าน้อยๆ ไรผมคลอเคลียไปมาระต้นคอ เมื่อมองจากด้านหลังยูคาตะสีสว่างที่ใส่ไว้หลวมๆ ก็ดูขับผิวบริเวณท้ายทอยให้ดูลออตามากขึ้น
“เจ็บก็กลัว แต่ไม่เท่าไหร่ โทโมะกลัว... โทโมะกลัวความเร็ว”
ยูอิจิคิ้วขมวดน้อยๆ เมื่อได้ยินคำตอบอ้อมแอ้มนั้น
“กลัวความเร็ว?”
“กะ...ก็ พอทำกันไประยะหนึ่งมันก็จะทวีความเร็วขึ้นใช่มั้ยล่ะ ยิ่งฝ่ายรับน่ะ จะต้องเป็นฝ่ายพูดด้วยว่า เร่งอีก เร่งอีก แต่โทโมะกลัวความเร็วมากเลยยู โทโมะทำไม่ได้หรอก”
ยูอิจิใบหน้าเคร่งขึ้นทีเดียวเมื่อได้ยินได้ฟังคำเฉลย เนื่องจากมันตัดสินใจยากจริงๆ ว่าเขาจะหัวเราะก๊ากดี หรือควรจะเหนื่อยหัวใจดีกับความคิด...แบบนั้น
“ไหนจะต้องเจ็บใช่ป่ะ ต้องเร็วด้วย พอเสร็จแล้วก็เหนื่อย เขากลัวความเหนื่อยด้วยนะยู”
“.................”
ขอถามผ่านสื่อไปยังเซเมะทั่วโลกนะครับ ถ้าคุณได้ยินอุเคะของคุณพูดแบบนั้นคุณจะรู้สึกอย่างไร
อ้อ ผมขอเว้นไม่ถามไอ้คุณจินสักคน ผมรู้ดีครับว่ามันจะไม่ตอบแต่จะปล้ำเท่านั้น ก็มันน่ะ วันๆ นอกจากกินกับนอนแล้วมันก็ปล้ำเมียมันเป็นอย่างเดียวนี่ครับ
ยูอิจิถอนใจยาวเมื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ บางที...บางกรณี ก็ต้องยืมวิธีหื่นๆ ของเพื่อนตัวดีของผมมาใช้ครับ
“โทโมะ เคยบอกกับผมว่าเชื่อผมใช่มั้ย ถ้างั้น ยูจะบอกให้ลองดูสักครั้ง โทโมะจะทำตามที่ยูบอกอีกหรือเปล่า”
“แต่ถ้าโทโมะกลัว มากซะจนไม่ต้องการสานต่อความสัมพันธ์ของเรามากกว่านี้ ผมก็เข้าใจ”
กรี๊ด...! เท่อีกแล้ว ทั้งๆ ที่กรึ่มเหล้าเมานิดๆ อยู่ แต่ยูของเขาก็ช่างเอ่ยปากชักชวนได้เท่สุดใจ คำพูดที่ใช้ก็พาลให้ละลายตายคาอ้อมอกเสียจริง คิดไม่ผิดจริงๆ นะที่ลงหลักพักใจกับพ่อหมีแสนดีคนนี้
“ถ้ามียูอยู่ด้วย โทโมะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
เพื่อเป็นการยืนยันการตัดสินใจโทโมะถอดเสื้อถอดผ้าลงไปนอนแผ่หลากับฟูกทันที
“ไม่ต้องปิดไฟก็ได้ยู โทโมะรู้พระเอกชอบให้เปิดไฟทำทั้งนั้นแหล่ะ” ถึงแม้จะพูดอย่างนั้นแต่ความอับอายก็ยังอยู่ในตัวโทโมะครบถ้วน เขาหลับตาปี๋รอการกระทำต่อจากนี้ของยูอิจิแบบกลั้นใจเต็มที่
ยูอิจิเลิกแปลกใจกับคำพูดใดๆ ของโทโมะอีก เขาเดินไปหรี่ไฟลงให้เหลือแต่เพียงแสงสลัวๆ เท่านั้น
“ต้องให้ผมบอกอีกกี่ครั้งโทโมะ ไม่มีอะไรตายตัวสำหรับความรักหรอกนะ บทรักก็ด้วย”
โทโมะเปิดเปลือกตาขึ้นมองยูอิจิที่ทาบร่างกึ่งเปลือยของเขาลงมาขนาบตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นแรงโลด เขาอ้าขากว้างขึ้นทันทีเมื่อยูอิจิลงมาทาบทับทั้งตัว
“เขาต้องอ้าขากว้างแค่ไหนยู แค่นี้พอไหม”
“หยุดคิดเดี๋ยวนี้เลยโทโมะ ถ้าจะคิดล่ะก็ คิดคำตอบให้ตัวเองดีกว่าว่าแต่ละนาทีโทโมะรู้สึกยังไง”
เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างอาจไม่หยุดความคิดโดยง่ายตามคำสั่ง เขาก็จูบดื่มด่ำลงบนเรียวปากชุ่มชื้นเพื่อให้คิดอะไรไม่ออกเสียเลย ลูบไล้โดยหวังจงใจจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสมองของโทโมะตีกันจนยุ่งไปหมดให้ได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น โทโมะก็เลยไม่อาจคิดค้นหาคำใดมาอธิบายสิ่งที่เขารู้สึกในแต่ละนาทีของเขาได้ เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เขาจะโดนดุมั้ยนะ ที่ละเลยต่อคำสั่งข้อหลังไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แบบนี้ สงสัยต้องโกงคำตอบเสียแล้วมั้ง...
“ยู... อ๊ะ อ้า...”
เสียงครางของตัวเองดังเข้าสู่โสตประสาท โทโมะรู้สึกพอใจกับมันไม่น้อย เออหนอ ไอ้เสียงครางกับเสียงลมหายใจที่ว่ามันเป็นแบบนี้เอง
แล้วนี่ พอเสร็จแล้วจะคอแห้งมั้ยนะ...
....................
...............................
.........................................
เอาอีก
ความรู้สึกที่ว่ามันยังไงไม่รู้ล่ะ โทโมะตอบไม่ได้ สิ่งที่รู้คือเสียงภายในใจมันบอกแบบนี้
ขออีกนะยูนะ
เหนื่อยจนเกินจะบอกออกมาเป็นคำพูด โทโมะพลิกตัวเข้าหายูอิจิที่นอนหอบเหนื่อยอยู่ข้างๆ เพื่อเป็นการสื่อสารให้รู้
กระเถิบเข้าชิด กอดรัดแนบแน่น ซุกไซ้ และทำอะไรอีกมากมายอย่างที่ใจสั่งเพื่อหวังจะให้ยูอิจิเข้าใจในความปรารถนาของเขา
บทรักตามสัญชาติญาณดำเนินขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้ร่วมการกระทำทั้งสองคนพร้อม
ตอนนี้ยูอิจิและโทโมะพอจะเข้าใจคู่รักอีกคู่หนึ่งหน่อยๆ แล้ว จินและคาเมะคงไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนหมกมุ่นกับเรื่องเซ็กอย่างที่เห็นอยู่
ทั้งสองคนนั้นก็แค่ เสพรสรักที่ไม่มีวันอิ่มร่วมกันเท่านั้นเอง และตัวเขา จะอิ่มเอมเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ ตราบชั่วราตรีนี้ เวลาที่เดินก้าวต่อไปไม่หยุดยั้งนั้นจะเพียงพอหรือไม่นะ
ก็คงต้องให้เวลาเป็นคำตอบ
.................................................................................................................................................
ในขณะที่ผู้ร่วมการเดินทางบางคนออกไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า และบางคนยังหลับอุตุอยู่เพราะเมื่อคืนนี้ดื่มกันหนัก แต่สองคนที่เอาแต่ตักตวงความสุขจากกันและกันอยู่จนเกือบรุ่งสาง ตอนนี้นอนหมดสภาพกันอยู่คนละมุมฟูก และแน่นอนว่าตัวเปล่าเล่าเปลือย
ดีที่ไม่มีใครหวังดีมาปลุก ไม่อย่างนั้น......ขอละไว้ในฐานที่น่าจะเข้าใจ
จวบจนเกือบเที่ยงนั่นแหล่ะ ถึงจะเริ่มรู้สึกตัวตื่น
โทโมะกรอกลูกตามองไปรอบๆ โดยที่ตัวนอนนิ่งไม่กระดิกเลยสักนิดเดียว ไม่ใช่อะไรหรอก เขาไม่อยากเจ็บ เพราะในนิยายเขียนไว้นี่นาว่ามันจะเจ็บมาก แล้วก็เจ็บร้าวไปทั้งสะโพกและแผ่นหลัง เขาใช้มือและเท้าช่วยกับหยิบผ้าห่มที่กระจัดกระจาดมาห่มร่างเปลือยของตัวเองโดยขยับตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถ
“ยู ยู ตื่นรึยัง”
“อืม...”
“ยูไปหาข้าวต้มให้โทโมะกินหน่อยสิ”
“หืม...หิวหรือ”
“เอายาลดไข้มาด้วยนะ”
“หา... ปวดหัวตัวร้อนหรือโทโมะ”
“โธ่ยู ทำกันตั้งหลายที นางเอกของนิยายทุกเรื่องเขาก็จะเป็นไข้กันทั้งนั้นแหล่ะ ไม่เห็นมีใครกระโดดโลดเต้นได้สักคน ร่างกายบอบบางกันจะตาย”
โอ้ ฟังแล้วยูอิจิอยากจะกลิ้ง เขากระดึ๊บตัวเข้ามาใกล้คนที่นอนนิ่งไม่ไหวติงนั้นอย่างแสนจะหมั่นเขี้ยว (หมั่นเขี้ยวในความหมายตรง ที่เปลว่าอยากจะกัด แทะ ไม่ใช่ในทำนองแสดงความเอ็นดูหรือเห็นว่าน่ารักแต่อย่างใด)
“โทโมะ เมื่อคืนเราทำกันอย่างละมุนละม่อมและถูกต้องตามกระบวนวิถีทุกอย่างนะ ผมไม่ได้รุนแรง ส่วนนั้นของโทโมะก็ไม่ได้ฉีกขาด เลือดไม่ออก ไม่เกิดแผล เพราะฉะนั้นก็ไม่มีการอักเสบอันเป็นผลให้เป็นไข้ตามมาได้หรอก”
“จริงหรือ” โทโมะยังไม่ค่อยเชื่อนัก
“แล้วโทโมะรู้สึกรุมๆ ตัวสักนิดบ้างหรือเปล่า อย่านับรวมความปวดเมื่อยเนื้อตัวนะ”
“เอ่อ...ไม่มั้ง... นะ”
“ถ้างั้นก็ได้โปรดเชื่อยู มากกว่านิยายที่ชอบอ่านเสียทีได้มั้ย”
คำพูดของยูอิจิครั้งนี้เหมือนกับเป็นสายฟ้าผ่าฟาดเข้าไปทำร้ายหัวใจแห่งความฝันของโทโมะเสียสิ้น
“ยูอ่ะ”
“ผมไม่ได้บอกว่ามันไม่จริง แต่โทโมะเข้าใจมั้ยว่าชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน โทโมะเอาชีวิตของคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐานให้ตัวเองไม่ได้หรอกนะ รู้หรือเปล่า ชีวิตของเรามันไม่มีทางเหมือนชีวิตของตัวละครที่ถูกขีดเขียนอยู่ในนั้นไปทุกกรณีหรอกนะ”
“ยู...”
“ผมรักโทโมะนะ ขอโทษที่เมื่อวานไม่ได้บอก ผมรักที่ตัวโทโมะด้วย ไม่ใช่โทโมะที่ไปลอกเลียนเอาอย่างจากในนิยายของใคร เพราะฉะนั้น เป็นตัวของตัวเอง เป็นธรรมชาติ เพื่อผมได้มั้ยโทโมะ”
ยู...
ยูจะไปเข้าใจอะไร ยูไม่รู้หรอกนะว่านิยายมันเป็นยิ่งกว่าคัมภีร์ชีวิตของตัวเขาเสียอีก
.....................................................................................................................................................

อิงนิยายซะสุดๆไปเลยนะนั่น 55555+
#1 By Satsuki (61.90.249.246) on 2007-03-26 22:17