Bloody Soul Part2
posted on 16 Feb 2007 01:47 by asuka-jan in Parody-Fiction
ตารางกิจกรรมในบ่ายวันนี้ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ไปไหว้ศาลเจ้าสำคัญที่วัดตรงลาดเขาของรีสอร์ทที่พักกันอยู่ และลงไปที่ตีนเขาเพื่อไปซื้อของฝากของที่ระลึกจากผลิตภัณฑ์โอทอปของคนในชุมชนเท่านั้นเอง
โทโมะเดินดูของกระจุ๊กกระจิ๊กที่วางไว้ในตู้กระจกอย่างเพลินตา เครื่องประดับสวยๆ แปลกมีมากมายจนเลือกไม่ถูก
“โทโมะอยากได้อะไรบ้างหรือเปล่า”
ยูอิจิเข้ามาถามเมื่อเห็นว่าโทโมะวนเวียนอยู่ที่ตู้นี้ไปมาสักพักหนึ่งแล้ว
“อ่ะ ก็... ก็ดูเฉยๆ น่ะยู โทโมะคิดๆ อยู่ว่ามีอันไหนเหมาะกับคาเมะมั้ย ก็แค่ดูเผื่อๆ น่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
“แน่ใจนะ ไม่ใช่ว่าอยากหาอะไรมาเป็นของแทนตัวคุณกับผมหรือ อย่างสร้อยหรือแหวนสลักชื่ออะไรพวกนั้น”
“ฮึ่ย ยูรู้ได้ไง เฮ่ย ไม่ใช่ ยูนึกได้ยังไง โทโมะยังคิดไม่ถึงเลยนะ”
โทโมะพยายามหัวเราะให้เสียงมันไกลจากคำว่า “แหะๆ” ที่สุด เพราะมันฟังดูแล้วรู้ว่าถูกจับโกหกได้ แต่ก็นะ โถ... ยูของเขาก็มีข้อมูลเรื่องพวกนี้มาดักคอเขาเหมือนกันหรือเนี่ย แสดงว่าก็ต้องอ่านต้องดูมาเยอะเหมือนกันแหล่ะนะ แหม่...
“คิดไม่ถึงหรือเลือกไม่ถูกครับ”
“อะไร้ยู ก็ยูบอกให้โทโมะเลิกเพ้อฝันตามนิยายแล้วนี่ โทโมะไม่ทำตามอย่างนางเอกพระเอกโหลๆ นั่นแล้วล่ะ”
เฮ่อๆ ใช่ยู โทโมะลังเล เพราะกลัวว่าถ้าซื้อของพวกนี้มา ส่วนใหญ่มันจะทำให้เกิดปัญหามากกว่าเชื่อมหัวใจเนี่ยสิ สร้อยน่ะแย่ เพราะถ้ามีใครทำหายทีก็สร้างความระแวงให้อีกฝ่าย แล้วยิ่งถ้าคนเก็บได้เป็นคู่แข่งละก็ โอ้ย...เรื่องยาวเชียว แหวนยิ่งหนัก เกิดทะเลาะแล้วเอาไปปาทิ้งทะเลขึ้นมาเสียดายของแย่ ไหนจะไม่นับตอนที่งมไปเก็บแล้วต้องโดนคลื่นซัดอีก ไม่เอาล่ะ เขาว่ายน้ำไม่แข็งสักหน่อย เกิดมีใครมาช่วยไม่ทันเขามิต้องการเป็นผีเฝ้าอ่าวหรือไง
แล้วที่สำคัญ หากเกิดเลิกรากันไปจริงๆ แหวนกับสร้อยคงกลายเป็นสิ่งแสลงใจอย่างที่สุด และถ้าเลยไปถึงตอนมีแฟนใหม่ เผลอๆ คนนั้นมาเห็นเข้าก็จะหาว่าเรายังอาลัยอาวรณ์คนเก่าอยู่อีก โอ้ย ไม่เอาๆ มีแต่ปัญหา
ว่าแล้วโทโมะก็ตัดใจเดินไปดูที่ซุ้มอื่นเมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีกับข้อเสียได้เด็ดขาดแล้ว
“ยู โทโมะเป็นห่วงพ่อจัง”
“คืนนี้โทรไปหาท่านมั้ย ใช้โทรศัพท์ผมก็ได้”
โทโมะหันกลับมามองความมีน้ำใจของคนรักก็อยากจะเข้าไปกอดแล้วถูหน้ากับต้นแขนเลียนแบบคาเมะกับจินซะแล้ว ถ้าไม่ติดว่ายูอิจิทำความตกลงกับเขาซะก่อน ก็จะอะไร เรื่องการแสดงออกระหว่าเขาสองคนน่ะสิ ก่อนออกจากห้องนี่กำชับเป็นนักหนาว่าไม่ให้ทำอะไรประเจิดประเจ้อ ถ้าจะทำ ให้เป็นสองต่อสองเถอะยูอิจิไม่ว่าเลย แล้วก็ห้ามงอนแก้มป่องเพราะคนเป็นเลขาท่านประธานบริษัทจะทำตัวโยเยเหมือนเด็กไม่ได้เนื่องจากมันจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์องค์กร
แต่แก้มป่องๆ ใครๆ ก็ว่าเขาทำแล้วน่ารักนี่นา เป็นเอกลักษณ์เชียวนะ
โอ๊ะโอ แต่อย่าลืมว่าเงินที่จะใช้จ่ายหนี้ให้ยามาชิตะ มันแปรผันตรงต่อกำไรของบริษัท
เข้มมั้ยล่ะแฟนเขา นี่ถ้าไม่รักมากนะ จะงอนเรียกร้องความสนใจให้ดู แต่เพราะรักหรอก ถึงไม่อยากทำตัวมีปัญหาใส่ให้ปวดหัวกันไปเล่นๆ ทั้งสองคน
“ขอบคุณนะครับ แต่ก็ยังดีนะยูที่พ่อโทโมะเป็นหนี้อย่างเดียวไม่เป็นมะเร็ง โรคหัวใจ ไวรัสขึ้นสมองหรือวัณโรคไปด้วย ไม่งั้นต่อให้โทโมะทำโอทีให้ตายก็คงไม่ปัญญาหาเงินมาใช้ได้ทั้งหมดหรอก ตกยากยังไงก็ไม่ถึงขั้นรันทดเนอะ โชคดีจัง”
“อืม โทโมะมองโลกในแง่ดีแบบนี้ก็ดีแล้ว เอ...หรือจริงๆ แล้วสุขภาพจิตแข็งแรงกันทั้งบ้านนะ”
“แซวแบบนี้นี่ชมหรือเปล่ายู อ๊ะ แต่จริงๆ แล้วตั้งแต่เป็นหนี้น่ะนะ โทโมะกับพ่อได้คุยกันมากขึ้นเยอะเลยยู พ่อโทโมะทำงานบ้างเองด้วยนะแถมพอโทโมะจะช่วยก็ไล่ให้โทโมะไปอ่านหนังสืออีก พ่อบอกว่าพ่อโง่ให้คนหลอกได้คนเดียวพอ เรียนสูงๆ เก่งๆ ฉลาดๆ จะได้ไม่เสียรู้คนแบบพ่อ แล้วก็ไม่ต้องไปเป็นโฮสให้เสี่ยงเอดส์อีก”
“พ่อโทโมะพูดถูกมากๆ เลยนะ”
“พอเลยยู อย่ามาทำตัวเป็นพ่อโทโมะอีกคนนะ เป็นพี่เลี้ยงอย่างเดียวก็พอ แค่นี้โทโมะก็รับความหวังดีของใครต่อใครมามากพอแล้ว”
โทโมะพูดไปก็ลดความพองลมของแก้มตัวเองไป และต้องจิกหน้าจิกตาให้น้อยลงด้วย เพื่อให้เป็นการจีบปากจีบคอที่พองามไม่ดูกระแดะเกินเลขาหนุ่มสะอางของท่านประธานอาวุโส
ยูอิจิหัวเราะกับค้อนวงเล็กจิ๋วของโทโมะ แล้วก็แตะไหล่ดันตัวให้เดินดูของต่อ
“ตกลงโทโมะอยากได้อะไรหรือเปล่า”
“อืม...อ้า นึกออกแล้ว โทโมะอยากได้สมุดล่ะ นั่นไงตรงนั้นมีขาย ไปดูกันยู”
แล้วโทโมะก็แตะไหล่คืนก่อนที่จะเดินนำลิ่วไปตรงแผงขายสมุดปกแข็งเล่มหน้าที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ
“ก็สวยดีนะยู ดูสิ”
“อืม ดูการเข้าเล่ม สันปกดูเรียบร้อยแข็งแรงดี ว่าแต่ว่า โทโมะนึกยังไงถึงอยากได้สมุดหรือ”
“อ่ะ...เอ๋า ก็โทโมะเป็นเลขานะยู ก็ต้องมีสมุดบันทึกเอาไว้หลายๆ เล่มหน่อยสิ”
เห่อๆ ใครเขาจะบอกกับไอเดียสุดบรรเจิดแท้จริงในใจล่ะ เดี๋ยวก็ได้โดนสกัดขัดขวางอีก
สมุดเล่มสวยเนี่ย... เขามีเอาไว้เป็นของคู่กายนางเอกทุกคนทั้งนั้นแหล่ะยูจ๋า โอ้ ยูยังคิดไม่ทันเรื่องนี้แฮะ ว่าแต่ยังมีครคิดไม่ทันอีกมั้ยว่าสมุดแบบนี้โทโมะจะเอาไปทำอะไร ถ้าคิดไม่ได้มาดูคำเฉลย
มันก็คือ...คือ... ไดอารี่ล๊าบ...ลับใว้ใช้พรรณนาความในใจน่ะสิ โอ้ยอะไรจะ “เวิร์ก” สู้สิ่งนี้ไม่มี ไหนจะดูคลาสสิกสมตัวเขาแล้ว ยังเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์อันร้าวรานได้ผลทู๊ก...งาน ทะเลาะหรือเข้าใจผิดกันเมื่อไหร่ แค่เอาไปวางอ่อยล่อตาไว้ที่ไหนสักที่ ไม่นานหรอกได้คืนดีกันแน่ๆ โฮ่ๆ โทโมะคนนี้ช่างฉลาดเหลือหลาย
“อืม ก็ดีนะ จะเอากี่เล่มล่ะ เดี๋ยวผมออกให้” ยูอิจิเห็นใบหน้ามุ่นมั่น (ในการเป็นเลขา?) เต็มที่ของโทโมะก็เลยอยากสนับสนุน
“ไม่ต้องหรอกยู โทโมะออกเองดีกว่า”
โทโมะชิงจ่ายเงินไม่กี่ร้อยเย็นแล้วรับเอาสินค้างุบงิบเข้าประเป๋ามันที ไม่ใช่อะไรหรอก ทำให้มันดูน่าสงสัยเข้าไว้ ดูมีพิรุธเข้าไว้อย่างนั้นแหล่ะ
“แล้วยูล่ะอยากได้อะไรบ้างไหม”
“อืม...ไม่เอาดีกว่า สินค้าพวกนี้หาซื้อได้ที่บางประเทศ ถูกกว่าเยอะด้วยล่ะโทโมะ แล้วประเทศนั้นเขาก๊อปของเก่งมากเลยนะ ของกินของใช้บ้านเราถูกทำเลียนแบบกันจนซะแทบแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริงอันไหนเก๊”
“โห...จริงหรือยู วันหลังพาโทโมะไปช๊อปบ้างสิ”
“ไม่เอาน่าโทโมะ ค่าเครื่องบินไม่ใช่ถูกๆ นะ แล้วเราควรจะทำตัวบ้าแบรนด์ให้สมกับอยู่ในประเทศนี้หน่อย”
“ก็ได้ๆ ตกลงถ้าไม่เอาอะไรแล้ว กลับรีสอร์ทเลยนะยู โทโมะอยากแช่น้ำแล้วล่ะ ไปแช่ด้วยกันนะ...”
ยูอิจิหรี่ตากับท่าทางออดอ้อนเกินงามของโทโมะพักหนึ่งก่อนจะพากลับเมื่อเห็นว่าโทโมะวางตัวเป็นปกติชายได้แล้ว
.................................................................................................................................................
“ยูจ๋า......”
“ยู......”
“ยู เราอาบกันสองคนเองนะ”
“ยูอย่าทำเฉยสิ” โทโมะเข้าไปคลอเคลียยูอิจิที่นั่งนิ่งอยู่ในน้ำราวกับเป็นฤๅษีบำเพ็ญพรต
“โทโมะ”
“หืม...”
โทโมะเริ่มไต่ปูนิ้วของเขาไปทั่วหน้าขายูอิจิอย่างยั่วๆ แต่ยูอิจิก็ยังนิ๊งนิ่ง นอกจากถลึงตาดุๆ ให้แล้วก็ไม่ออกอาการอะไรสักอย่าง
“ถ้ายังไม่อยู่นิ่งๆ จะพากลับห้องเดี๋ยวนี้!”
“ยูอ่ะ!” คราวนี้โทโมะถึงกับแหวออกมาอย่างขัดใจ อะไรอ่ะ ปลุกไม่ขึ้นเลยหรือเนี่ย โทโมะลุกไปนั่งอีกฝั่งของบ่อน้ำอย่างเซ็งๆ
“จะแช่น้ำหรือ...จะอย่างว่า เลือกมา” คำถามของฤๅษีลอยมาแว่วๆ ตามหลัง
คนที่ถอยฉากออกไปแล้วก็หันมาอย่างงงๆ
“หา...”
“ก็ถ้าไม่ยอมนิ่งซะทีจะพา ‘ขึ้นห้อง’ ไง”
พอแปลความได้โทโมะก็รี่เข้ามาตีเผียะๆ อย่างเขินอาย “บ้า ยูนี่ก็ ทำสองอย่างพร้อมกันเลยไม่ได้ไงเล่า คาเมะบอกว่าทำในน้ำมันรู้สึกดีเหมือนกันนะ”
“ไม่เถียง แต่ต้องไม่ใช่ที่สาธารณะครับ โทโมะ ไปห้องเราเถอะ”
“อืม...ยูอุ้มไปได้มั้ย น่า...นะ บอกคนอื่นว่าฉันขาแพลงนะ มุขเนี้ยใช้กันเยอะจะตายใครๆ ก็เชื่อแหล่ะ ไม่ก็บอกว่าฉันแช่น้ำนานเกินเลยไม่สบายก็ได้”
“อย่าเอาแต่ใจให้มันมากนักรู้มั้ย” ยูอิจิบอกเสียงเรียบๆ แต่ความอ่อนโยนในสัมผัสที่ช้อนตัวโทโมะให้ลอยพ้นพื้นนั้นบอกได้ดีว่ายูอิจิไม่ได้หงุดหงิดใจอะไรเลย ที่ต้องทำตามความต้องการที่ดูเหมือนจะไม่เข้าท่านี้
“พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เที่ยวด้วยกันอีกนะยู”
“อยากเที่ยวก็ตั้งใจทำงานซะสิ อย่างผมไม่ใช่พวกให้รางวัลใครเพราะแค่ความน่ารักหรอกนะ”
อีกแล้วที่โทโมะรู้สึกก้ำกึ่งกับคำพูดของยูอิจิ รู้สึกเป็นการต่อว่าที่น่าดีใจยังไงไม่รู้ หลายครั้งก็ชอบพูดให้เจ็บแต่ก็ถ้าถามว่าโกรธมั้ยก็ไม่โกรธ เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของแฟนเขาแน่ๆ เชียว
“ยูเป็นเพื่อนกับจินได้ไง นิสัยงี้คนละด้านเลย แทบไม่มีตรงไหนเหมือนกัน”
ยูมองตรงไปที่ทางข้างหน้าจึงไม่ได้สบตากับคนในอ้อมแขน แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ (ที่นานน๊านมีที) ประดับอยู่ในหน้านานจนโทโมะต้องเงียบเพื่อรอฟัง
“ยังไงก็เหมือนกันอย่างนะโทโมะ”
“อะไร”
“รักเดียวใจเดียวเหมือนกัน”
ฮ้า......? โอ้ อะไรนะ โทโมะแคะขี้หูของตัวเองเพื่อตรวจสอบสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่
แต่ยังแคะไม่ครบสองข้างดี เสียงของคนหน้าตายก็ดังเข้ามากระแทกโสตประสาทอีกรอบ
“รักจริงรักจังด้วย”
โอ๊ะ โอ เคยเห็นหมีขั้วโลกเหนือแบกเพนกวินค้างแข็งขั้วโลกใต้กันมั้ย เชิญจินตนาการกันตามสะดวกได้ตอนนี้เลย
ร้ายนัก... ยูอิจิร้ายมากๆ
โทโมะนึกออกได้คำเดียวเลยในสมองตอนนี้ สมองของเขาทำงานได้ไร้ประสิทธิภาพ ก็แน่ล่ะ เลือดมันไม่ค่อยมาหล่อเลี้ยงน่ะสิ ไปคั่งอยู่ในหัวใจกับเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังซะหมดแล้ว
..........................................................................................................................................
ความสุขผ่านไปไวจนโทโมะได้แต่นั่งถอนหายใจเฮือกๆ ด้วยความเบื่อหน่าย ยูอิจิของเขามาหาน้อยลง ต่างคนต่างมีงานสุมหัวเนื่องจากต้องทำงานให้กำไรถึงเป้าตามที่กำหนด โดยเฉพาะแผนกบัญชี ที่ดูจะวิ่งวุ่นเคลียร์รายรับรายจ่ายของฝ่ายต่างๆ ให้วุ่นไปหมด ขนาดตอนพักกลางวันยังแทบจะไม่ได้เจอกันเลย
โอ้ นี่มันถึงยุคเสื่อมของความรักแล้วหรือเนี่ย...
วันนี้โทโมะกลับบ้านเองเหมือนเคยเมื่อยูอิจิไม่ยอมเงยหน้าจากการคีย์ข้อมูลเข้าเครื่อง คำขอโทษขอโพยลอยมาให้ได้ยินไกลๆ เมื่อโทโมะโซซัดโซเซกลับบ้านไปด้วยอาการลอยๆ ไปแล้ว
ก็นะ ไม่มีน้ำตาลในกระแสเลือดมาตั้งหลายวันไม่ช็อกเข้าให้ก็บุญโข
กำลังใจการทำงานหายหด ถ้าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่เขาจะทำยังไง มิต้องทำงานเช้าชามเย็นชามเป็นข้าราชการเพราะไร้แรงใจอย่างงั้นหรือ โบนัสปลายปีจะได้กับเขามั้ยล่ะ อ๊าย... เดี๋ยวก็เปิดเทอมแล้ว จะจัดเวลายังไง เงินเดือนจะเหลือเท่าไหร่เนี่ย โอ้ย...เมื่อไหร่ยามาชิตะจะหมดหนี้...! (เสียงแอคโค่)
มือที่ว่าจะพร่ำพรรณนาความทุกข์ในอกลงไปในไดอารี่เล่มสวยก็ตกผล็อยลงข้างตัวอย่างหมดแรง
กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง... ใครโทรมาล่ะ ถ้ามาทวงเงินจะขว้างโทรศัพท์ทิ้งเลยคอยดู
“สวัสดีครับ ยามาชิตะครับ”
“โทโมะ ผมเองนะ”
โอ้ พระลอพูดถึงไก่ ไก่ก็มา โทโมะคิดถึงหมี หมีก็ (โทร) มา โทโมะปาปากกาในมืออีกข้างทิ้งด้วยจิตใจลั้นลาเกินกว่าจะหาอะไรมาเทียบ
“ยู๊........ โทโมะอยากจะหวีทหวานแหววกับยูแย่แล้วน้า งานเสร็จบ้างรึยัง”
“ก็นี่ไง จะมาบอกว่าเคลียร์งานเรียบร้อยแล้ว แล้วเดี๋ยวผมไปรับทานมื้อเย็น โทโมะไปได้นะ?”
“ไปได้สิ คืนนี้พ่อโทโมะไม่อยู่ด้วย พ่อเขาหันไปทำงานสังคม ก็เลยเดินทางไปอินโดเพื่อช่วยเรื่องที่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นน่ะ ยูมารับโทโมะไวๆ นะ โทโมะเหงาจะตายอยู่แล้ว...”
โทโมะพูดรัวเร็วแบบไม่พักหยุดหายใจแล้วแถมด้วยการลากเสียงออดอ้อนอีกจนลมเกือบหมดปอด เท่านั้นยูอิจิก็วางสายไปเลยเพื่อเร่งไปหาตามคำขอนั่นทันที
ไม่ถึงห้านาทีการรอคอยของโทโมะก็จบลง รถของยูอิจิมาจอดรอที่หน้าบ้านยามาชิตะเป็นการเรียบร้อย
“ยู......” โทโมะกระโดดเข้ากอดและจูบซ้ายจูบขวาไปสองทีที่แก้มของยูอิจิ ก่อนจะกดลงไปที่ริมฝีปากเป็นการปิดท้าย
คนเคร่งครัดในระเบียบวินัยของสังคมไม่ได้ผละตัวออกอย่างที่โทโมะนึกหวั่น แต่กอดกระชับให้แน่นเข้าแล้วเบี่ยงมายืนอยู่ในรั้วแทน โอ๊ย เท่านี้โทโมะก็ชื่นใจแย่แล้ว
“ผมขอโทษนะ ไม่ได้ดูแลโทโมะตั้งหลายวัน เอ่อ...โกรธผมหรือเปล่า” ยูอิจิปัดไรผมที่ปรกหน้าผากของคนในอ้อมกอดออกให้พ้นดวงหน้า
โทโมะได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายศีรษะไปมา
“ยูทำงาน โทโมะไม่งอนหรอก นางเอกหลายเรื่องชอบงอนเพราะอะไรงี่เง่าจนกลายเป็นว่าพระเอกหนีไปปรึกษาคนอื่น โห แล้วทีนี้ตามมาด้วยความร้าวฉานจริงจัง ทะเลาะกันยืดเยื้อเลย โทโมะไม่เอาด้วยหรอก แล้วยูก็ออกจะเป็นคนดี โทโมะไม่แน่ใจไม่มั่นใจไม่รักหรอกนะจะบอกให้”
โทโมะจิ้มแก้มยูอิจิแล้วก็ทำปากจู๋จูจุ๊บอย่างเอาใจ
“จูบอีกทีนะยู” ไม่รอเอาคำอนุญาต โทโมะก็เอาปากประทับแน่นลงไปที่เป้าหมายทันที โดยไม่สนใจสายตาประชาชนคนทุกชั้นใดๆ ที่อาจจะแอบมองลอดรั้วเข้ามาได้
“เบาหน่อย...” ยูอิจิเงยหน้าหลบจูบที่ไร้ความปราณีปราศรัยนั้นก่อนจะจูบให้โทโมะใหม่ด้วยความอ่อนโยน แต่ยาวนานจนอีกฝ่ายเริ่มจะหมดลม
“ยังไงก็ขอโทษนะที่ทำให้โทโมะเหงาตั้งนาน” ยูอิจิพูดเมื่อละริมฝีปากของตนออกมาแล้ว
“โทโมะตั้งหากที่ต้องคอยบำบัดความเครียดให้ยู ทำงานเหนื่อยทุกวัน รับรองเลยโทโมะไม่ทำตัวงี่เง่าตะบึงตะบอนงอนเพราะยูไม่มีเวลาให้หรอก นี่ๆ ยูอยู่กับโทโมะแล้วหายเครียดมั้ย โทโมะช่วยยูได้รึเปล่า ยูอยากให้โทโมะทำไรให้มั่งอ่ะ ยูอยากได้อะไร หืม...”
ยูอิจิได้ยินคำถามรัวกระหน่ำเป็นชุดๆ นั้นก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความชื่นใจ เออหนอคนอ่านนิยายเยอะๆ ก็ดีอย่างนะ เข้าอกเข้าใจคนเป็นพระเอกดีเหมือนกัน
“ขอบคุณครับ แค่โทโมะอยู่ด้วยกันอย่างนี้ผมก็หายเครียดแล้ว สิ่งที่โทโมะทำทุกอย่างผมก็ชอบมันทั้งนั้นแหล่ะ”
ความน่ารักที่แท้จริงของคนตรงนั้นเขารู้ดี มันมีมากกว่าสิ่งฉาบฉวยภายนอกที่คนอื่นมองเห็นและพากันหลงใหลมากนัก และสิ่งนั้นแหล่ะ ที่มัดใจคนอย่างเขาให้หยุดอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ไปไม่รอด
ไม่ใช้ว่าเป็นคนดีมาจากไหน แต่ความน่ารักสดใสของโทโมะต่างหากที่เป็นโซ่ตรวนรัดหัวใจคนแบบเขา
ยิ่งรอยยิ้มแบบซื่อตรงกับหัวใจและความคิดข้างในนั่นก็อีก เป็นที่พักอันแสนวิเศษจะแย่แล้ว
“แต่โทโมะต้องการมากกว่านั้น นะยูนะ วันนี้คืนนี้โทโมะจะเอาใจยูมากๆ เลยนะ ยูอยากได้อะไรสั่งเลย”
เพราะรอยยิ้มของยูเป็นความสุขของโทโมะ สีหน้าพึงพอใจเพียงเล็กน้อยของยูอิจิก็ทำให้คนอย่างโทโมะรู้ว่าตัวเองมีค่าขึ้นมากมายนักหนา
คนทั้งสองสบตากันอย่างซาบซึ้งในความรักที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กัน
จินก็เถอะ คาเมะก็เถอะ มาเห็นอย่างนี้ได้อิจฉาพวกเขาบ้างแน่ๆ
“โอเค งั้นตอนนี้ผมหิวแล้ว ทำตัวเป็นตุ๊กตาหน้ารถหน่อยเร้ว”
“ครับผ้ม”
โทโมะตะเบ๊ะท่าตำรวจก่อนวิ่งไปล็อคบ้านแล้วเข้ามานั่งในรถโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดปิดประตูให้
.................................................................................................................................................
“ยู ร้านนี้อร่อยหรือ”
โทโมะถามขึ้นเมื่อยูอิจิพาเขามาร้านที่ไม่เคยมาทานด้วยกันมาก่อน
ยูอิจิดับรถก่อนจะหันไปตอบคนข้างตัว
“อืม ยูเคยมากินกับเพื่อนน่ะ แล้วรู้สึกว่าโทโมะน่าจะชอบอาหารแบบนี้” ยูอิจิลงจากรถและรอโทโมะเพื่อที่จะก้าวเข้าไปในร้านพร้อมกัน
“บรรยากาศดีจังเลย เอ่ เพื่อนที่ว่านี่ใครน่ะยู ผู้ชายหรือผู้หญิง”
โทโมะแกล้งทำหน้าไม่ไว้ใจและยืนกอดอกนิ่งๆ อย่างคาดคั้น ยูอิจิก็ขำกับท่าทางนั้นจนทำเป็นเมินไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างกระจกด้านในที่ว่างอยู่
“อย่าให้จับได้นะ” โทโมะพูดอย่างเข่นเขี้ยวก่อนจะนั่งเก้าอี้ด้านข้างแล้วกระแซะเข้าใกล้อย่างจงใจ
“จะกลายร่างเป็นจงอางหวงไข่เชียว” ว่าแล้วก็จิกสายตาไปที่ไข่ใบที่ว่า
ยูอิจิยกน้ำมาดื่มที่วางพร้อมไว้บนโต๊ะเพื่อหวังปิดกั้นเสียงใดๆ ที่จะหลุดออกมาให้อายคนอื่นๆ
เรียนท่านผู้เป็นเซเมะทุกท่าน เคยมั้ยครับที่ถูกขู่แล้วดันรื่นอกรื่นใจได้อย่างผม
“น้องๆ สั่งอาหาร”
ยูอิจิกวักมือเรียกคนที่เดินผ่านไปทางด้านหลัง แต่คนที่เข้ามาที่โต๊ะเขาจริงๆ กลับไม่ใช่บริกรของร้าน
“อ๊ะ คุณยู”
เสียงห้าวๆ ที่ห่างไกลจากคำว่าหวาน แต่ถ้อยคำฟังดูแล้วบ่งบอกความสนิทสนมทำให้โทโมะต้องหันขวับ ใบหน้าสวยหวานตรงข้ามกับเสียงห้าวๆ นั่นก็ทำให้เขาหัวใจหล่นวูบ ไม่ใช่ว่าหึงหน้ามืดตามัวนะ แต่...มันก็นิดๆ ล่ะ ยิ่งยูหันไปยิ้มกว้างตอบด้วยแล้ว
“อ้าว มาทานข้าวเหมือนกันหรือฮิโรกิ”
-ฮิโรกิ- ยูอิจิเรียกคนนั้นด้วยชื่อต้น อ๊ะ ธรรมดานี่ พระเอกเขาก็เรียกคนที่มีแววว่าจะเป็นมารความรักด้วยชื่อต้นทั้งนั้นแหล่ะ ใจเย็นได้อยู่โทโมะ ไม่มีไรหรอก
“ก็ร้านนี้ร้านประจำผมนี่นา คุณยูน่ะ เลียนแบบ”
“ก็อาหารอร่อยนิ ยูก็เลยพาโทโมะเขามาทานดู เดี๋ยวจะสั่งเมนูที่มากินกันคราวก่อนด้วยนะ”
โอ๊ะ โอ โทโมะตาโตด้วยความแปลกใจถึงขั้นตกตะลึง
ยูเรียกตัวเองว่า ยู กับคนๆ นั้น ทำไมล่ะ กับเขายังแทนตัวเองว่า ผม เลยนี่
และที่ว่าจะสั่งเมนูที่เคยมากินกันคราวก่อน หมายความว่า...
“งั้นผมไม่ขัดคอแล้ว ทานกันตามสบายนะครับ ไปก่อนนะครับคุณยามาชิตะ” ใบหน้าสวยหันมาทักทายโทโมะก็ที่จะเดินออกจากร้านไป ด้วยการมองตามอย่างหมั่นไส้ระคนเอ็นดูของยูอิจิสุดที่รักของเขา
ความระแวงหึงหวงพุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ อย่างยากที่จะระงับลงได้ โทโมะเอาเวลาที่ยูอิจิยังมองส่งคนๆ นั้นมาบังคับให้ตัวเองสงบใจ
ก็ไม่อยากจะงี่เง่าเหมือนนางเอกนิยายที่ตัวเองต่อว่าเวลาอ่านนี่นะ
ยิ้มสิโทโมะ อย่าเอาเวลารักหวานชื่นไปแลกกับความทุกข์ที่มันยังไม่ประจักกับตาและแจ้งแก่ใจ
“ยูกับเขาสนิทกันหรือ”
โทโมะถามไปแล้วก็ปกปิดสายตาที่ลุกโชนราวกับจะไหม้ให้วอดวายได้ทั้งโต๊ะด้วยการหลุบลูกกะตาโตๆ ลงมองแก้วน้ำที่กำลังจะยกขึ้นจิบ
“ครับ ทำงานคอกเดียวกัน” ยูอิจิตอบไปอย่างไม่ใส่ใจพลางสอดสายตามองหาบริกรที่ไม่มาเสียที
“ไม่เห็นเล่าให้โทโมะฟังบ้าง”
โทโมะมองซ้ายมองขวาหาคนที่จะมารับออเดอร์บ้าง แต่ต่างจุดประสงค์ เขาไม่อยากให้มีใครมาขัดบทสนทนาที่เคลือบแฝงการคาดคั้นนี้ต่างหาก!
“ก็อยู่กับโทโมะแล้วผมไม่คิดถึงใครนี่นา”
โทโมะฟังคำตอบนั้นแล้วก็ยิ้มหวานเคลือบน้ำตาล แต่มีใครบ้างที่จะรู้ ไอ้ที่ยิ้มน่ะ เขากำลังกดความคิดแย่ๆ ที่ช่างขยันผุดขึ้นมาต่างหาก
มันอดสงสัยถ้อยคำหวานๆ นี่ไม่ได้นี่นา ยูอิจิขยันพูดแบบนี้ซะที่ไหน มันน่าสงสัยมั้ยล่ะ ว่า...แปลก
ถ้าไม่มีสิ่งนี้ติดอยู่ในซอกใจไหวหวั่นนี่ล่ะก็ นางเอกแสนน่ารักอย่างโทโมะคงตัวลอยไปแล้วในวินาทีนี้
ไม่น่าเลย...เสียดายนัก
.....................................................................................................................................................................
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาและยูอิจิได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองโดยไม่มีอะไรมาขัดอกขัดใจอีก โทโมะก็พอลืมเรื่องราวที่ติดค้างในใจนั้นได้ และมีความสุขกับทุกนาทีที่เลยผ่าน
หลังจากพาไปกินข้าวยูอิจิก็พาโทโมะไปเดินช๊อปปิ้งดูนู่นดูนี่สมใจคนน่ารักให้หายอยาก แต่พอยูอิจิทำท่าจะซื้อให้จริงๆ ก็เป็นโทโมะเองที่ห้ามไว้
“เก็บเงินนั้นไว้ช่วยโทโมะใช้หนี้ดีกว่านะยูนะ”
ก็เป็นอย่างนี้ไปสิบกว่าร้าน ยูอิจิยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อเห็นว่าโทโมะของเขาไม่ใช่คนติดหรูซื้อแต่ของที่คิดว่าจะเสริมความน่ารักของตัวเองอีกแล้ว แต่ละอย่างที่โทโมะมองหา ล้วนเป็นขอจำเป็นที่จะต้องใช้ และสิ่งที่ตัดสินใจซื้อก็คิดถึงแต่ว่าจะมีโอกาสใช้ได้บ่อยแค่ไหนด้วย ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ “อยาก” อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน
อดคิดไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของตัวเอง ที่สามารถเปลี่ยนโทโมะจากวัยรุ่นที่ไม่คิดอะไรไกลเกินกว่าเรื่องของตัวเองเป็นคนที่คิดหน้าคิดหลังมากขึ้นแบบนี้ได้
นายนี่แน่จริงๆ เลยนะ นากามารุ ยูอิจิ
“สวยจัง...”
เสียงครางอย่างเสียดายของโทโมะดังเข้ามาลอดความคิดชื่นชมตัวเองของยูอิจิ เขายุติอาการลำพองในใจและหันไปหาคนที่เมื่อครู่เกาะแขนเขาแต่เปลี่ยนไปเกาะกระจกร้านด้านข้างอยู่ตอนนี้
โถ ดูสายตาละห้อยที่มองป้ายราคาหลายหลักนั่นสิ
“ยู...เขาผิดไหมที่เขาอยากได้เสื้อตัวนั้นจัง”
โทโมะหันมาสำนึกผิดกับต้นแขนของคนรัก เขาถูหน้าลงกับแขนเสื้อนั้นเพื่อหวังจะลบภาพยั่วกิเลสนั่นออก
“ไปให้ไกลจากตรงนี้กัน นะยูนะ”
ยูอิจิพาโทโมะเดินไกลออกไปตามสั่ง แต่เขาก็มองเสื้อตัวนั้นรวมถึงร้านและสถานที่แล้วลงบันทึกไว้ใจใจอย่างแม่นยำ แน่ล่ะ วันหลังจะได้ซื้อมาเซอร์ไพรส์ให้โทโมะคนใหม่นี้ได้ถูก
ไม่อยากทำเหมือนพระเอกในนิยายหรอกนะ แต่น่า... นานๆ ที โทโมะไม่เหลิงหรอก
“ยูจัง...”
“ครับ”
“อาทิตย์หน้าวันเกิดโทโมะแหล่ะ มาจู๋จี๋กันนะ”
ยูอิจิขมวดคิ้วหมับด้วยความแปลกใจ ไอ้เรื่องนี้เขารู้มานานแล้วเพราะคาเมะโทรมาย้ำอยู่นั่น แต่ที่งงก็คือว่า แล้วโทโมะจะบอกเขาทำไม ไม่รอลุ้นว่าเขาจะรู้จะจำได้เหมือนนางเอกนิยายหรอกหรือ
“โทโมะบอกแล้วนะ เพราะฉะนั้นไม่มีข้ออ้างว่าไม่รู้ โทโมะอยากรอให้ยูอิจิทำเซอร์ไพรส์เหมือนกัน แต่ท่าจะยากน่ะนะ เพราะฉะนั้นบอกกันให้ชัวร์ๆ แบบนี้ไปเลยดีกว่า ถ้ายูยังลืมอีกทีนี้โทโมะจะได้งอนอย่างสมเหตุสมผล”
ยูอิจิฟังเหตุผลก็ถึงบางอ้อ (ในโตเกียวมีตำบลนี้ไหมฟะ) แล้วก็ขำกับโทโมะโหมดเลิกเพ้อฝันนี้อย่างอดไม่ได้
“ตลกนักหรือไง อ้อ ถ้าวันนั้นยูไม่ว่างล่ะก็บอกโทโมะก่อนอย่างน้อยสองวันนะ จะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ผมตากฝนตากหิมะที่มันจะต้องตกเอาในวันแบบนั้นรอยูเก้อ เพื่อจะรับโทรศัพท์ว่ายูมีงานด่วนไปไม่ได้”
โอ้ ดักคอมันทุกทิศเลยแฮะ ยูอิจิชักเริ่มกลัวๆ คนรอบรู้เรื่องชีวิตรักของโทโมะเสียแล้ว
“วันนั้นงานคงไม่มีอะไรมากแล้ว แต่ระหว่างนี้เนี่ยสิ ผมอาจจะ...ไม่ค่อยได้ขึ้นไปหาโทโมะเท่าไหร่นะ”
ยูอิจิเอ่ยออกมาอย่างเกรงใจ ยิ่งเห็นสีหน้าง้ำลงหน่อยๆ ของโทโมะเขายิ่งเดือดร้อนหนักขึ้น
“ง่ะ แล้วจะว่างพอกริ๊งๆ หากันมั้ย” โทโมะถามโดยที่เอามือหนึ่งหยิกที่เนื้อแขนของยูอิจิแบบขู่ๆ
“จะแล้วกริ๊งๆ ไปทุกสองชั่วโมงเลยนะ ถ้า...ไม่มีงานติดพัน”
โทโมะฟังคำลงท้ายนั่นแล้วก็นึกอยากจะโกรธ แต่ก็นะ ยูอิจิไม่ใช่คนที่จะรับปากอะไรพล่อยๆ ถ้ารู้ว่าอาจจะทำไม่ได้นี่นา ซึ่งมันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ไม่เหมือนพระเอกที่ชอบสร้างความหวังให้นางเอกเหมือนนิยายบางเรื่องดี
“งั้นถ้ายูมีงานติดพันบ่อยนักเดี๋ยวโทโมะจะลงไปเยี่ยมเอง ยังไงก็ต้องเอาเอกสารบางอย่างไปส่งฝ่ายบัญชีกับฝ่ายบุคคลอยู่แล้ว”
ให้มันรู้ไปสิว่าทำงานที่เดียวกันแล้วมันจะไม่เจอกันเลยสักแว๊บน่ะ โทโมะไม่ใช่คนรอโชคชะตา มีแต่วิ่งเข้าไปหาไปจี้พระพรหมให้ทำงานซะด้วย
“ครับ แล้วผมจะทำงานรอเลยนะ”
ยูอิจิยีแก้มป่องๆ ของโทโมะเข้าอย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะหันซ้ายหันขวาสามทีแล้วก็จุ๊บลงไปที่แก้มแดงนั้นเมื่อคิดว่าไม่มีคนมอง
โทโมะดีดดิ้งเอียงอายเล็กน้อยพอเป็นพิธีผสมกับนัยน์ตาระยับพราว ดึงแขนยูอิจิให้เดินต่อแบบไร้พิรุธไปที่รถคันงามที่จอดอยู่
“ยู...คืนนี้ค้างบ้านโทโมะนะ เขาไม่อยากผิดคำพูดที่ว่าจะเอาใจยูทั้งวัน...ทั้งคืน”
คนพูดขยิบตาให้คนฟังก่อนจะลิ่วตัวลอยไปยืนที่ข้างประตูรถฝั่งด้านข้างคนขับ หันหลังถูสะโพกตัวเองกับประตูรถอย่างยั่วเย้าอีกนิดพอให้เห็นใบหน้าปั้นยากของคนที่เขามุ่นมั่นจะเอาใจในคืนนี้
ไม่นึกอยากก็ต้องอยากล่ะน้า ลงทุนยั่วขนาดนี้ลองมาหักหน้ากันสิ แม่จะโกรธให้
คนดีที่ไม่คิดจะหักหน้าใครยอมจำนนด้วยการไขล็อคแล้วพาตัวเองเข้าไปในรถอย่างปลงๆ รอจนโทโมะเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยก็สตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดฮีตเตอร์ให้อุ่นๆ
ยูอิจิถอนหายใจหนึ่งครั้งถ้วนก่อนจะหันไปมองหน้าโทโมะที่ยิ้มระรื่นรอคอยอยู่
“โทโมะรู้มั้ยว่าพรุ่งนี้ผมมีประชุมฝ่ายแต่เช้า ปลุกนาฬิกาให้ผมตื่นตอนหกโมงด้วยนะ และ...ถ้าผมไม่ยอมตื่น โทโมะเตรียมชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทให้ผมด้วย”
โทโมะฟังคำพูดของยูอิจิก็แกล้งทำหน้าซื่อพร้อมกับเปล่งเสียงซื่อๆ ออกมาอย่างไม่ได้คิดอะไรมากเลย
“ปลุกนาฬิกาโทโมะไม่ถนัดนะ ชอบปลุกอย่างอื่นมากกว่า แล้ว...ถ้าต้องชดใช้อะไรให้ยู โทโมะชดใช้ด้วยร่างกายได้มั้ยเอ่ย”
ว่าพลางทำปลาทองไต่อย่างไม่เกรงใจไปทั่วหน้าขาของยูอิจิเลยเชียว คนโดนไต่เสียววาบขึ้นมาจนต้องรีบตะครุบปลาดิ้นๆ นั้นเต็มกำลัง
“ปัดโธ่ ให้ถึงบ้านก่อนสิโทโมะ ผมไม่ชอบทำในรถเหมือนไอ้จินมันนะ! ทั้งเกียร์ทั้งคอนโซลเกะกะจะตายไม่รู้ทำกันไปได้ยังไง”
เสียงโวยวายของยูอิจิยิ่งเร้าให้โทโมะคิดจะทำอะไรแผลงๆ อีกหลายอย่าง
เถอะนะขอแกล้งคนระเบียบจัดคนนี้ให้สมใจสักหน่อย ก่อนที่เขาต้องห่อเหี่ยวเพราะไม่ได้ยินถ้อยคำพ่อแก่แบบนี้ไปอีกทั้งสัปดาห์...
.............................................................................................................................................................
ในขณะที่งานฝ่ายบัญชีวุ่นวายยุ่งเหยิง แต่งานเลขานี่ช่างว่างแสนว่างเมื่อเจ้านายไปประชุมต่างประเทศแล้วหอบงานไปทำเองแบบถนอมลูกจ้างไม่ต้องให้เหนื่อย ทิ้งไว้แค่ให้คอยรับหน้าคนนู้นคนนี้ที่มาติดต่อว่าท่านประธานไม่อยู่เพียง และจัดการเรียบเรียงเอกสารในแฟ้มให้เป็นระเบียบแค่นั้น
โท โมะทำงานง่านแสนง่ายนั้นไปก็เหลือบมองนาฬิกาสลับกับโทรศัพท์เครื่องสีดำบน โต๊ะไป อารมณ์ก็เริ่มจะบูดลงเรื่อยๆ เมื่อในบรรดาโทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามาทั้งหมดไม่มีมาจากฝ่ายบัญชีเลยสักครั้ง นึกๆ แล้วก็อยากจะถลาไปดูหน้าคนในฝ่ายนั้นบางคนสักที อยากจะไปถามสักหน่อยว่าความสุขเมื่อวานไม่ตามมาหลอกหลอนให้ครั่นเนื้อครั่น ตัวบ้างเชียวหรือ ไม่มีคิดถึงกันบ้างเลยหรือไง
ถ้าไม่กลัวว่าจะไปเจอฮิโรกิคนหน้าสวยนั้นให้ชวนคิดมากกว่าเดิมล่ะแล่นไปนานแล้วจริงๆ
เฮ้อ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งกลุ้ม ไอ้สเต็ปความระแวงที่จะต้องแอบไปจับผิดแล้วได้เห็นภาพดีๆ กลับมานี่มันช่างหวาดหวั่น เรื่องอะไรเขาจะเดินเข้าไปหาความเสี่ยง อยู่เฉยๆ ให้จิตใจผ่องแผ้วตรงนี้ดีกว่า จริงมั้ย...
ย้ำกับตัวเองอย่างนั้นแต่กลับกลายเป็นยิ่งคิดมากคิดหนักเพราะเอาแต่จินตนาการไปเองมากมาย พลังแห่งภาพที่นึกคิดขึ้นเองในหัวนั้นน่ากลัวเสียจนจะทำให้โทโมะหน้านิ่วเหมือนคนปวดท้อง ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องทักถามว่าไม่สบายหรือเปล่า
ก็อยากจะตอบหรอกว่ากายน่ะสบายดี แต่ที่จะตายเพราะใจมันไม่สบายต่างหาก ไม่เอาแล้วเลิกคิดเดี๋ยวนี้
แต่ก็นะ ยิ่งสั่งให้เลิกมันก็ยิ่งคิดเข้าไปใหญ่
กว่าจะถึงเวลาเลิกงานความเครียดก็ส่งผลมาถึงกระเพาะจนโทโมะปวดท้องไปจริงๆ เขาลากตัวเองกลับบ้านเพื่อไปซดอาลัมมิลค์มาเคลือบท้องเสียสองช้อนโต๊ะ ต่อด้วยเคี้ยวแอนตาซิลตามเพื่อลดกรด แล้วก็ล้มตัวนอนกับโซฟาคู้ตัวไว้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
นอนนิ่งอยู่อย่างนั้นเพื่อให้ยาสองขนานช่วยกันทำงานแข่งกับตะวันที่กำลังจะตกดิน
จวบจนทุ่มครึ่งไอ้ที่แสบท้องเพราะความเครียดมันหมดไปแล้ว แต่ก็แสบขึ้นมาใหม่ด้วยความหิว ตอนกลางวันก็กินไปน้อยเสียด้วยเพราะกินคนเดียวมันไม่ค่อยอร่อย พอตอนนี้ก็เริ่มคิดหนักเพราะของในตู้เย็นแทบไม่มีอะไรเหลือ โอ๊ย แล้วกว่าจะออกไปซื้อกินได้นี่ไม่หิวตายไปก่อนหรือ
โทโมะทิ้งตัวลงกับโซฟาอีกรอบด้วยความเซ็งสุดกำลัง
แต่สวรรค์ก็ไม่โหดร้ายกับเขาเสียทีเดียว ในที่สุดบุคคลที่คิดถึงก็มาหาเขาถึงบ้าน
ยูอิจิเอากุญแจสำรองไขบ้านยามาชิตะเข้ามาเมื่อกดกริ่งหลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครมาเปิดประตูให้ เขาหอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาก่อนจะวางทิ้งไว้และรี่เข้ามาหาคนที่นอนแซ่วอยู่ตรงโซฟา เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ในใบหน้าอิดโรยนั้นเขาก็รีบเข้าไปประคองด้วยความเป็นห่วง
“คนเขาพูดกันว่าโทโมะไม่สบาย ยูเพิ่งได้ยินเมื่อเย็นนี้เอง โทโมะเป็นอะไรมากมั้ย”
เมื่อไม่มีคำตอบยูอิจิก็ยิ่งร้อนรนด้วยความรู้สึกผิด
“ผมไม่น่าเอาแต่ห่วงงานจนไม่ได้ไปหาโทโมะเลย ผมขอโทษนะ โทโมะกินอะไรหรือยังผมซื้อข้าวต้มร้อนๆ มาให้ กินเสร็จแล้วผมจะให้โทโมะลงโทษเลยนะดีมั้ย...”
ท้ายประโยคเสียงของยูอิจิค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ เมื่อโทโมะของเขาเริ่มเบะหน้าใกล้จะร้องไห้เข้าไปทุกที
“โทรศัพท์ของยูเสียหรือครับ ไม่โทรมาเลย...”
“ครับ มันเสีย ยูทำตกน้ำ...” ยูอิจิตอบไปด้วยเสียงอ่อยๆ
“แล้วโทรศัพท์ที่บริษัทใช้การไม่ได้หรือครับ”
“ใช้การได้ครับ แต่คนอื่นใช้ ผมเลยใช้ไม่ได้...”
“แล้วงานยุ่งมากหรือครับ มาซะเกือบค่ำเลย”
“ครับ ยุ่งมากเลย...”
คำถามที่แสนจะสุภาพของโทโมะทำให้ยูอิจิรู้สึกแย่ลงทุกที ไอ้คำว่า ครับ นั้นเขาแทบไม่เคยได้ยินเลยตั้งแต่ตกลงคบกัน ...นี่เขาควรจะทำยังไงดีหนอ
“งั้นก็ดีแล้วที่โทโมะไม่ลงไปหายู ไม่อย่างนั้นคงกวนยูน่าดูเลย แล้วนี่งานเสร็จแล้วหรือครับ”
“จริงๆ โทโมะแค่หิวมากไปหน่อยเลยไม่มีแรง ยูไม่ต้องกลุ้มไม่ต้องห่วงหรอกนะ”
“ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอกยู โทโมะไม่ได้ประชดสักหน่อย”
“ไม่เชื่อหรือ ตามใจ งั้นไปเทข้าวต้มแล้วก็เอามาป้อนโทโมะเดี๋ยวนี้เลย บอกแล้วไงว่าหิวมาก...”
“ถึงจะทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วโทโมะก็ไม่ยกให้หรอกนะ”
ยูอิจิไม่ลุกไปไหน ไม่ไปเทข้าวต้มใส่ชามตามคำสั่ง ใช่ว่าอยากจะขัดใจ แต่เขากำลังติดตรึงกับน้ำใจที่โทโมะมีให้จนก้าวไปไหนไม่ออกเท่านั้น
“จะไม่ว่า... ไม่โกรธผมสักหน่อยหรือโทโมะ”
ทั้งที่ๆ เขาทอดทิ้งไม่มาดูแลซะขนาดนี้ ถึงจะอ้างว่างานเยอะ แต่อยู่ทำงานที่เดียวกันแท้ๆ ยังไม่รู้จักปลีกเวลาไปหาบ้าง... ไม่อยากตบหน้าเขาสักฉาดบ้างหรือไง
“แค่นี้ก็เจอกันได้น้อยอยู่แล้วนี่นา โทโมะไม่กล้าเสียเวลาโกรธ แล้วถ้าโทโมะงอนยูจริงๆ ยูจะเอาเวลาจากไหนมาง้อล่ะ ยิ่งถ้ายูมาง้อช้า เดี๋ยวโทโมะก็เสียใจหนักก็เท่านั้น โทโมะบอกแล้ว โทโมะจะไม่ทำอะไรที่เป็นการหาเรื่องให้ตัวเองเด็ดขาด”
ข้าวต้มในถุงคงจะเย็นไปแล้วเพราะเจ้าของให้คนอยากกินเอาแต่มองตากันไปมาด้วยความซาบซึ้ง ความเงียบงันที่ไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิดขึ้นดำเนินไปเนิ่นนาน ยูอิจิจับมือคนรักของเขาไว้มั่นก่อนจะเอ่ยคำที่ไม่ได้คัดกรองมาจากสมองอย่างที่เคยเป็น
แล้วผ่านปากออกมาได้ยังไงน่ะหรือ เพราะมันกรองมาจากใจจนถี่ถ้วนแล้วน่ะสิ
“ยูรักโทโมะนะ ผมรักคุณนะครับ”
...โทโมะก็รักยูที่สุด...
แต่เขาไม่อาจพูดตอบไปได้เพราะน้ำตาที่ขังเอาไว้ที่ขอบตาก่อนหน้านี้มันทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หากเอ่ยอะไรออกมามันต้องกลายเป็นฟูมฟายไม่รู้เรื่องแหงๆ ไม่ได้หรอก นางเอกก็ต้องเป็นนางเอกเสมอ นางเอกสาวสะพรั่งด้วย ไม่ใช่แบบเด็กเอ๊าะๆ
“ตกลงเดี๋ยวยูมาป้อนข้าวต้มให้นะ”
ว่าแล้วยูอิจิก็คว้าถุงข้าวต้มของเขาแล้วทำท่าจะลุกไป
“เดี๋ยวยู ของยูล่ะ ยูกินมารึยัง”
ยูอิจิยิ้มตอบถ้อยคำเป็นห่วงนั้นด้วยความอ่อนโยน (ในแววตาลึกซึ้ง) จนโทโมะแทบละลายไปกับโซฟา
“ยูสั่งแบบพิเศษมา จะมากินถ้วยเดียวกับโทโมะนี่แหล่ะ ไม่ต้องห่วงว่าจะติดหวัดนะ พระเอกเขาก็ร่างกายแข็งแรงแบบสั่งได้กันทั้งนั้นแหล่ะ จริงมั้ยครับ”
“ไม่จริง ก็ป่วยกันหลายเรื่องอยู่หรอกนะ แต่ต้องเป็นตอนที่นางเอกโกรธ ไว้ใช้อ้อนกันน่ะ อ๊ะ” กว่าโทโมะจะรู้ตัวว่าเขากำลังถูกล้อเลียน คนขี้ล้อก็เดินไปหัวเราะดังๆ ที่ในครัวเสียแล้ว
โทโมะกระฟัดกระเฟียดอย่างลืมหิว แต่แน่นอน ในอาการสะดีดสะดิ้งนั้น เขายังรักษาคาแรกเตอร์นางเอกสาวสะพรั่งไว้ได้อย่างไม่หลุดบท เฮ้อ...เกิดมาน่ารักนี่ก็วางตัวลำบากนะเนี่ย
“มาแล้วครับ ข้าวต้มซี่โครงหมู ยูต่อคิวซื้อตั้งนานแน่ะ อ้ะ อ้าปากกว้างๆ ไม่ร้อนแล้ว อ้าม...”
แต่ช้อนข้าวต้มยังลอยไปไม่ทันได้เข้าปากกว้างๆ ของโทโมะผู้โหยหิว เสียงโทรศัพท์ที่ว่าตกน้ำพังไปแล้วของยูอิจิก็ดังขึ้น
“ครับๆ อ้ะ ฮิโรกิเหรอ เอ่อ...โทโมะ เดี๋ยวผมมานะ”
ไหนว่าโทรศัพท์เสีย
แล้วใครนะ ฮิโรกิเรอะ
ยู...อย่าทำให้โทโมะใจแป้วกว่านี้ได้มั้ย
โทโมะได้แต่มองตามยูอิจิที่ย้ายตัวเองไปโทรศัพท์งุบงิบอยู่ในครัว โดยที่ข้าวต้มสักเม็ดเขาก็แตะไม่ลง จะกินได้ยังไง คนป้อนไปคุยกับคนอื่นแล้ว
นี่หรือเปล่ายู ที่เวลาของเราสองคนมันน้อยลง เพราะยูต้องแบ่งเวลาไปให้ใครหรือเปล่า...
..........................................................................................................................................................................

น้องโทโมะเค้าหวงท่านนะจ๊ะ
รู้ตัวที่จิ่ นะ นะ
#1 By Satsuki (61.90.249.246) on 2007-03-26 22:24