Korean Fiction 2
posted on 04 Mar 2007 23:29 by asuka-jan in Korean-Fictionคนแข็งแรงอย่างผมป่วยซะแล้วล่ะครับ
ลืมตาตื่นมาเนื้อตัวปวดเมื่อยไปหมด นอนแช่อยู่บนเตียงของจึงซุกซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามานอนได้ยังไงอยู่ร่วมชั่วโมงแล้ว หนาวๆ ร้อนๆ เดี๋ยวเอาผ้าห่มมาคลุมเดี๋ยวเตะออกอยู่เป็นร้อยรอบ
โชค ดีครับที่ผมมองไม่เห็นเข็มนาฬิกา เป็นข้ออ้างที่ผมจะนอนเอกเขนกไม่ลงไปปรุงอาหารหรือจัดการงานบ้านตามปกติ ก็ท้องฟ้าในหน้าหนาวจะเช้ามืดหรือเช้ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่นี่ครับ แต่...ถ้าผมเอาแต่นอนไม่ยอมลุก ก็เกรงว่าความซวยจะมาเยือนภายหลังครับ เพราะครั้งล่าสุดที่จินจึงซุกมันเข้าครัวทำอาหารกินเอง ไมโครเวฟของรักของหวงของผมเกือบพัง เตาแก๊สเกือบระเบิด และเครื่องปั่นเกิดไฟลุกไหม้
ดังนั้นแล้วผมควรกัดฟันเขี้ยวฟันกรามลุกขึ้นมาเสียหน่อย...ใช่มั้ยครับ
ว่าแต่แว่นผมอยู่ไหนล่ะ
“ตื่นแล้วหรือ”
ละเมออยู่มั้งเนี่ย ไอ้บ้า เสียงของมันขึ้นจมูกแบบหาเรื่องชาวบ้านครับ แบบฉบับของเสียงที่มีเฉพาะเวลาพูดกับผม เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจนะครับว่าทำไมผมถึงไม่เคยใช้น้ำเสียงดีๆ ตอบมัน
“นายเห็นแว่นฉันรึเปล่า”
“ก็อยู่หัวเตียงนั่นแหละ อะไร แค่นี้มองไม่เห็นเลยหรือไง”
“นายจะถามสิ่งที่รู้อยู่แล้วทำไมวะ”
มันชอบเยาะเย้ยเรื่องที่ผมสายตาสั้นครับ ตอนรู้จักกันแรกๆ มันชอบเอาแว่นผมไปซ่อนแล้วแกล้งถามว่าผมมองเห็นหรือเปล่า
อันที่จริงผมก็มองเห็นนะครับ แต่ลางๆ เบลอๆ อย่างใบหน้าอันกวนพระบาทของมันผมก็เห็นเป็นดวงๆ ขาวๆ ครับ ตอนนี้ก็...ห่างประมาณสองเมตรเศษ ดวงหน้ามันเบ้อเริ่มเลยครับ ผมต้องหรี่ตาเพื่อปรับโฟกัสนิดนึง อ่า...วงหน้ามันเริ่มเล็กลงแล้วครับ อืม...ชัดขึ้นมาหน่อย โอ้ ตอนนี้ชัดขึ้นมากเลยครับ แหมชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ เลย
เฮ่ย ชัดไปป่าววะ
“เออ มองไม่เห็นจริงๆ ด้วย”
มันได้ข้อสรุปจากการพิสูจน์แล้วก็ผละหน้าออกไปหยิบแว่นมาบรรจงสวมให้ผมครับ
บริ้ง... แจ่มแจ๋ว เลนส์ใสกว่าเดิมด้วยนะครับผมรู้สึกได้ เหอๆ
“ขอบใจ”
“อ่ะ กินๆ ข้าวนี่ซะ”
มันยื่นถ้วยข้าวต้มสีออกน้ำตาลๆ ให้ผมครับ ผมนึกไม่ออกเลยว่าร้านข้าวต้มแถวบ้านเจ้าไหนที่ต้มข้าวออกมาสีสันดู...ห่างไกลจากความน่ารับประทานขนาดนี้บ้าง
“นายทำเองหรือ”
“ก็บอกให้กินเข้าไปไง จะได้เลิกทำท่าทำทางไร้เรี่ยวแรงซะที มันรำคาญลูกตารู้ไว้ด้วย”
มันพูดมาแบบนี้ผมควรกินเข้าไปด้วยความซาบซึ้งหรือปัดใส่หน้ามันดีครับ
แต่เห็นแก่ที่มันตั้งใจดีนะครับเนี่ย ถึงได้ยอมกระเดือกเข้าไปสักหน่อย แม้จิตใจตอนนี้ผมกำลังคิดกระวนกระวายถึงสภาพห้องครัวอยู่
“ว่าไง กินได้ป่ะ” มันมองหน้าผมลุ้นๆ เชียวครับ
“อืม ก็ดีกว่าที่คิด”
ถ้าไม่นับกลิ่นไหม้เกรียมฉุนจมูกกึก แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าข้าวไม่สุกนะครับผมว่า
“กินเสร็จก็ไปอาบน้ำซะ นายน่าจะรู้นะว่าตอนเพิ่งตื่นดูทุเรศขนาดไหน”
โอ้โห มันพูดเหมือนตอนมันตื่นจะหน้าใสเยี่ยงพระรองในละคร
“ดูทุเรศน้อยกว่าไอ้หมูหัวเน่าบางตัวแล้วกันวะ”
“นายว่าอะไรนะ”
“เปล๊า แค่บอกว่านายน่าจะใส่หมูลงไปด้วย มีแต่ข้าวเปล่าๆแบบนี้มันจะอร่อยได้ไง๊”
......ชิ
เสียงมันฟังว่าชิจริงๆ ครับ แต่ชิของไอ้จึงซุกมันพ่นมาจากริมฝีปากบิดเบี้ยว แต่ชิของผมเบี้ยวปากมากไม่ได้ครับ เดี๋ยวมันรู้ว่าผมก็ชิมันเหมือนกัน
หลัง จากกินเสร็จผมก็ทำหมดเรี่ยวหมดแรงยื่นชามให้มันไปล้างครับ จากนั้นจึงกลิ้งตัวไถเถือกไปกับผนัง ประคองหัวหนักๆ ที่คอยจะทิ่มลงไปสู่พื้นอยู่เรื่อยเพื่อให้ไปถึงห้องน้ำได้โดยปลอดภัย มาถึงตรงนี้ก็จะพบกับสิ่งที่แตกต่างระหว่างห้องน้ำของมันกับของผมครับ ความแตกต่างที่ว่าก็คือเชื่อแบคทีเรียนี่เอง ลองเดาดูมั้ยครับว่าห้องของใครมีมากกว่า
ห้องผมครับ เพราะไอ้จินจึงซุกนอกจากเป็นหมูตาถั่วชอบตากผ้าแล้ว สิ่งที่มันโรคจิตอีกอย่างหนึ่งก็คือห้องน้ำต้องแห้งสนิทตลอดเวลา ปกติมันไม่ยอมให้ผมใช้ห้องน้ำของมันหรอกครับ กลัวจะมาทำเปียกชื้น... ได้โอกาสแล้วก็มาเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกเสียทีดีกว่า หึหึ
อ๊า... เวลาปวดเมื่อยเนื้อตัวการแช่น้ำอุ่นเป็นสิ่งวิเศษสุดเลยครับ
ห้องผมน่ะมีแต่ฝักบัว ถ้าไม่ไปเที่ยวตามบ่อน้ำพุร้อนก็ไม่มีทางได้นอนแช่แบบนี้หรอก...
ผมนึกไม่ออกเลยครับว่าตอนแรกผมกับมันตกลงแบ่งห้องกันยังไง ไหงห้องผมถึงได้เหมือนห้องลูกเมียน้อยแบบนั้น
แต่จากนี้ผมว่าจะลองเจรจาแลกเปลี่ยนหรือเช่าห้องจากมันดูครับ เพราะผมชักติดใจเสียแล้วสิ
นี่ถ้าผมรวยเป็นเศรษฐีเจ็ดหมื่นล้านนะครับ สิ่งแรกที่ผมจะทำก่อนไปทัวร์ลอนดอน-ฮ่องกง-บาหลีผมจะไปซื้อคอนโดที่ห้องน้ำมีผนังข้างหนึ่งเป็นกระจกล่ะครับ คิดดูสิว่าถ้าได้นอนแช่น้ำอุ่นๆ พร้อมมองหิมะที่ตกอยู่ด้านนอกนั่น มันจะน่าสำราญขนาดไหน
สำราญกว่าหมูลงเล่นปรักโคลนแน่ครับ
อ๊ะ แต่ต้องไม่ใช่ตอนเป็นไข้นะครับ เพราะน้ำร้อนๆ จะทำให้เกิดอาการตุบๆ ในหัวหนักกว่าเดิม โอ๊ย...ซี๊ด...
“นี่ เข้าไปนานแล้วนะ หรือว่าสลบล้มหัวฟาดไปแล้ว”
“เดี๋ยวสิวะ เออ ออกเดี๋ยวนี้แหละ”
โอ๊ย... ปวดหัวจังครับ ยิ่งตะโกนยิ่งจี๊ด
ชะอุ่ย เวรแล้วไงครับ ลืมไปครับว่าไม่ใช่ห้องตัวเอง ไม่มีผ้าคลุมแขวนไว้ที่ราวฝั่งซ้ายมือ แล้วผมจะเอาอะไรใส่ออกไปข้างนอกล่ะครับทีนี้ เสื้อนอนตัวเดิมก็ชื้นเหงื่อจนใส่ไม่ลงซะด้วย
ยืมผ้าขนหนูหน่อยแล้วกันวะ นะไอ้จึงซุก เดี๋ยวจะซักอบแห้งให้ ฟรึบ!
“นี่ออกมาได้รึยัง—“
“ออก ออกแล้วเว่ย”
ผมเปิดประตูออกไปทันเวลาที่มันจะพ่นอะไรสุนัขๆ ใส่ผมพอดีครับ ปากของมันที่อ้ากว้างจึงค่อยๆ หุบลงช้าๆ เสียแต่แว่นของผมมันขึ้นฝ้าเยอะไปหน่อย เลยมองไปถึงนัยน์ตาที่มันเสยขึ้นลงทั่วตัวผมไม่รู้เรื่อง
เอาแค่มันไม่ด่าผมเพิ่มเติมก็อะเมซิ่งแล้วล่ะครับ คงอยากทำตัวเป็นผู้ดีด่าผมด้วยสายตาแทนล่ะมั้งนั่น ผมมองไม่เห็นแปลไม่ออกก็แล้วกันไป การหาความอะไรกับมันบางทีไม่ใช่เรื่องสนุกครับ
“รออยู่เนี่ย เดี๋ยวฉันไปหยิบเสื้อผ้ามาให้”
มันผลุบผลับออกไปซะอย่างนั้นเลยล่ะครับ
“เฮ่ย เดี๋ยว”
แล้วมันจะไปหยิบเสื้อมาให้ผมทำไมครับ แทนที่จะให้ผมไปแต่งตัวที่ห้องตัวเองเลย...ไม่ง่ายกว่ารึ ใช่มั้ยครับ
เอาเถอะ... จริงๆ ก็ไม่แปลกอะไรครับ ก็อย่างนี้แหละ คนหน้าตาดีบางคนชอบทำอะไรที่ขาดสติ
เอ้อ...หวังว่ามันจะไม่รื้อตู้เสื้อผ้าผมซะเละเทะแล้วกันครับ อย่างน้อยตู้ผมก็มีแต่เสื้อผ้าล้วนๆ คงหาง่าย
ไม่มีบันทึกรักเก็บไว้แค่ในใจ จดหมายพินัยกรรมพ่อฉันเป็นใคร หรือผ้าอนามัยและผ้ารัดหน้าอก...เทือกนั้น
ผมไปนอนรอดีกว่าครับ
..................................................................................................................................................................
การได้หลับได้นอนติดต่อกันยาวๆ นี่มันดีจังครับ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ร่วมชายคากับมัน ทั้งงานเรียน งานพิเศษ งานบ้าน ทำเอาผมไม่เคยได้เอนหลังลงในช่วงกลางวันเลย
แต่วันนี้หลังจากตื่นไปเมื่อสายแล้วผมก็ได้หลับต่อมาจนบ่าย ถ้าเกิดไม่ได้ป่วย วันนี้คงถือเป็นวันที่ผมสบายที่สุดในรอบปีเลยครับ
ว่าแต่ไอ้จึงซุกมันซุกศีรษะอยู่ที่ไหนไม่รู้ครับ มันถึงปล่อยให้ผมนอนเอ้เข้อยู่ในห้องมันทั้งวัน
ปกติไม่มีทางหรอกนะครับ มันหวงห้องมันยังกับสาวโสดหวงพรหมจรรย์แน่ะ
หวังว่าคงไม่ได้เอารูปมันกับสุดที่รักมานั่งเรียงกับพื้นแล้วฉีก ฉีก ฉีก อยู่หรอกน้า... ถ้ามีส่วนไหนพัดไปอุดอยู่ที่ท่อระบายน้ำล่ะแย่แน่
อยากรู้จริงๆ เลยครับ ไหนๆ อาการของผมก็ดีขึ้นจากเมื่อเช้าเยอะพอสมควรแล้ว ยังไงผมขอเป็นหนูไต่ผนังเกาะราวบันไดลงไปดูหน่อยเถอะ ให้มันรู้กันไปเลยครับว่าสภาพอกหักของไอ้จินจึงซุกมันจะมาเหนือเมฆจากที่ผมประมาณการณ์ไว้หรือไม่
คงไม่ถึงกับกรีดข้อมือหรอกครับอย่างมันน่ะ
เอ๋...
ผมต้องยังไม่หายตาพร่าแน่ๆ เลยครับ ผมถึงเห็นมันก้มๆ เงยๆ ถูพื้นเช็ดโต๊ะจัดตู้อยู่
พ่อแก้วแม่แก้ว...
“โอ๊ะ”
นั่น... มันเซ่อไปเตะกระป๋องน้ำล้มไปแล้วครับ แต่แทนที่มันจะหัวเสียอย่างที่มันควรเป็น มันกลับทำหน้าเฉยๆ ถอนหายใจนิดหน่อยแล้วหาผ้ามาซับ และเริ่มถูใหม่ครับ
มายก็อด นี่คือจินจึงซุกตัวจริงหรือครับ บอกสิครับว่ามันคือแฝดน้องที่แอบซ่อนตัวอยู่ห้องใต้หลังคา...
...........
................
ผมมองมันถูซ้ายถูขวามาพักใหญ่แล้วล่ะครับ
ดูมันทำงานไป...ทำหน้าเหม่อลอยไป เสียงโทรศัพท์ดังทีก็ผวาไปรับ แล้วก็วางเซ็งๆ เมื่อเป็นการต่อเบอร์ผิด บางทีก็สลัดหัวแรงจนแทบหลุดแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ
ผมว่ามันอาการหนักกว่าที่ผมคิดเยอะนะครับนั่น ไม่คิดเลยว่าไอ้ที่รักคุดตุ๊ดเมินเมื่อวานจะส่งผลกระทบต่อมันขนาดนี้
เฮ้อ...ช่างน่าสงสารเสียจริง
อืม...ผมว่าอากาศตอนนี้มันออกจะเย็นอยู่นะครับ ขนาดเปิดฮีทเตอร์แล้วก็เถอะ แต่หลังไอ้จินซุกน่ะเหงื่อท่วมเชียว นี่มันทำงานมาแล้วทั้งวันแหงๆ น่าจะก่อนที่เอาข้าวต้มมาให้ผมกินซะอีก
ดีครับ อกหักแล้วทำงานบ้านอย่างนี้มีประโยชน์ ดีกว่าไปกินเหล้าเมาแฮงค์ในผับแล้วกลับมาบ้านปล้ำผมทำเมียเยอะ
ผมขออนุโมทนาไปกับมันจริงๆ ฮ้าว......
ง่ำๆๆ...แจ๊บๆ
............
................
อืม... เนื้อตัวแกว่งไปมาพิกล ลอยๆ ยังกับอยู่ในเปลแน่ะครับ
จะว่าสบายๆ ก็สบายครับ แต่เหมือนจะร่วงลงไปเมื่อไหร่ก็ได้ยังไงไม่รู้
“ตื่นแล้วหรือ”
ทำไมชอบถามอะไรซ้ำๆ วะ ไม่ตื่นจะได้ยินมั้ยล่ะ
แต่คราวนี้เสียงไอ้จึงซุกมันใกล้มากเลยครับ ส่วนตัวผมก็ยังแกว่งๆ ต่อไป
“นี่ ลงมานั่งทำบ้าอะไรตรงบันได ถ้าฉันไม่มาเห็นนายคงหลับโงกหัวทิ่มลงไปข้างล่างแล้ว”
อืม...เพราะว่านอนติดกันมาหลายชั่วโมงแน่ๆ ครับ สมองถึงประมวลผมช้านัก กว่าผมจะเข้าใจสิ่งที่มันถาม ผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตูแอด... ทีนี้หมอกเมฆอะไรในหัวหายวับเลยครับ บรรลุบัดดลว่าไอ้ที่ตัวแกว่งๆ ลอยๆ เพราะเปลที่ว่าคือแขนของมันนั่นเอง
แปลให้ฟังเข้าใจง่ายๆ ก็ได้ครับ คือว่าตอนนี้มันกำลังอุ้มผมอยู่
พระเจ้าช่วย...
การอกหักทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือมันติดไวรัสไปจากผมแล้วไปเกิดการมิวเตชั่นในร่างกายมัน
อาการของมันถึงได้เข้าขั้นโคม่าเยี่ยงนี้
“นี่ เดี๋ยว ทำไมนายไม่พาไปห้องฉันล่ะ เอาฉันเข้าห้องนายทำไม”
ใช่มั้ยครับ บางทีผมก็ไม่เข้าใจจุดนี้
“เออ ลืมไป”
มันเหมือนได้สติขึ้นมาครับ แล้วก็หันหลังเดินออกจากห้องตัวเองพาผมมายังห้อง ‘คิมคาเมะ’ ผมหมุนลูกบิดแล้วมันก็ใช้เท้าผลักประตูอ้าออก ผมดีใจเป็นล้นพ้นที่มันหันส่วนเท้าของผมเข้าไปก่อนครับ เพราะประตูที่เปิดอยู่มันดันตีกลับมากระแทกนิ้วเท้าผมดังกึก! นี่ถ้าเป็นส่วนหัวคงโนไปแล้วแน่แท้
“อ่ะ โทษที เจ็บป่ะ”
จริงๆ ไม่เจ็บมากหรอกครับ มันเฉียดเล็บขบไป แต่ไม่รู้ทำไมผมแกล้งไม่พูดไม่จาแล้วตวัดตาค้อนเหมือนเจ็บโคตรๆ ใส่มันหนึ่งจวัก
เหมือนน้องยังพีเวลางอนๆ น่ะครับ...พอนึกภาพออกมั้ย
โฮ้ย... มันรีบพาผมวางลงเตียงแล้วก้มดูปลายนิ้วเท้าผมใหญ่
ผมว่าผมรู้แล้วครับว่ามันเป็นโรคอะไร โรคหัวใจอ่อน อ่วนปวกเปียกกับคนอ่อนแอ...
อ่อนจริงๆ ว่ะแก ขออีกนิดเถอะวะ
“เฮ้ย อะไร แค่นี้จะร้องไห้เลยหรือ เดี๋ยวนะ อย่าเพิ่งร้องเด้ เดี๋ยวหายามาทาให้ เออว่าแต่นายเก็บไว้ไหนล่ะ เฮ้ย...แต่ช้าแต่ อย่าร้องๆ ไม่เจ็บนะไม่เจ็บ”
“ปวดหัว...”
“อ้าว ตกลงเจ็บเท้าหรือปวดหัว”
“ฮึกๆ...” ผมแบะปากร้องไห้เต็มที่ แต่บีบน้ำตาไม่ออก แหม ผมถนัดเรื่องนี้ที่ไหน แต่ว่าคนอย่างผมถึงขั้นสะอื้นๆ นี่มันคงตกใจแย่แล้วครับ
“อ๊า... โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ นายเป็นไข้ปวดหัวก็ธรรมดา เดี๋ยวก็หาย ส่วนที่เท้าไม่ได้เป็นไรมากหรอก นอนตื่นนึงก็ไม่เจ็บแล้ว นี่... ได้ยินมั้ย”
“ฮึก...”
“นี่ อย่าร้องสิ ปกตินายเข้มแข็งจะตาย...นี่...”
โอ๊ย ไม่ไหวแล้วครับ ขำเป็นบ้า
“นี่...คาเมะ ไหนเงยหน้าหน่อย นะ คาเมะ...” มันจับคางผมเชิดหน้าหามันซะอย่างนั้นครับ ไอ้ที่ผมสะอื้นกลั้นขำอยู่ก็ปิดไม่ทันน่ะสิ
“นี่! นาย! นายแกล้งฉันหรือ”
ไอ้โง่ เสียรู้ฉันแล้วล่ะ ฮ่ะๆ ว่าแล้วมันก็ผลักผมหงายดังตึง! เจ็บนะเว้ย!
“เลวมาก!”
“อะไรวะ” มาด่ากันอย่างงี้ได้ไง
“ไอ้เด็กเลี้ยงแกะ”
“ทำไมเล่า”
“สนุกมากใช่มั้ย”
“เอ้อ สนุก”
คราวนี้มันชี้ด่ามาดหมายจะเข้ามาต่อยเลยล่ะครับ เอาสิวะ ป่วยก็สู้ได้นะเว่ย
“ทำไมเล่า ก็ปกตินายดีกับฉันอย่างนี้ที่ไหน ผิดหรือไงวะถ้าอยากเห็นนายทำท่าเป็นห่วงร้อนรนเรื่องฉันบ้างอ่ะ” ใช่มั้ยครับ ผมว่าผมไม่เห็นผิดตรงไหน
“ก็นาย... อะไร พูดอย่างกับปกติฉันใจไม้ไส้ระกำนักหนา”
“ฉันว่าเราก็รู้ๆ กันอยู่นะ”
มันจะมาเถียงเรื่องนี้ชนะผมได้ไงครับ มันน่ะใจร้ายกับผมมาเท่าไหร่ ผมเองก็บ้าขี้เกียจหาความยอมให้มันมาตลอด แต้มความดีและแต้มบุญคุณสะสมในตัวผมมากกว่ามันเยอะ
เงียบไปเลยเห็นมั้ยล่ะ
“เออ... ตกลงหัวน่ะไม่ปวดแล้วใช่มั้ย”
อีโธ่... มาทำเป็นเสียงอ่อน
“ไม่ต้องมาทำพูดดี ฉันรู้ว่านายถามตามมารยาท ขอบใจที่อุ้มมาส่ง กลับมารันทดรักของนายต่อไปเถอะไป”
“ไม่ได้ถามตามมารยาทซะหน่อย”
“เฮอะ ก็ปกตินายเกลียดฉันอย่างกับอะไรดี วันนี้จะเกิดผีเข้าขึ้นมาดื้อๆ หรือไง”
“เปล่า...”
“ก็ชอบทำหน้ารังเกียจ ไม่เป็นไร้ อันที่จริงหน้าตาอย่างฉันก็เจอมาเยอะ ไม่แปลกหรอก”
“ก็บอกแล้วไงว่าเปล่า”
“ไม่เป็นไร... ฉันรับได้” ผมเน้นพูดทีล่ะคำเลยแหละครับ
“วะ บอกว่าเปล่ารังเกียจก็เปล่ารังเกียจเด้ อย่างนายขาวๆ ปากแดงๆ ใครเกลียดก็บ้าแล้ว ยิ่งถอดแว่นยิ่ง...อุบ”
“นายว่าไรนะ”
“ก็... ก็... ฉันเคยพูดสักคำหรือว่านายน่าเกลียด”
“บ่อยไป” เป็นพยานให้ผมนะครับ
“ก็...ไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
“หรือ...แต่นายพูดบ่อยมากเลย”
“ก็นายทำตัวไม่น่ารักจริงๆ”
“แล้วแบบไหนล่ะถึงจะน่ารัก อย่างปาร์กยังพีรึไง” ขอขยี้จี้ใจดำหน่อยเถอะวะ ชักโมโหแล้วนะเว่ย
“ทำไมต้องไปเปรียบเทียบกับเขาด้วยเล่า”
“ก็จะไม่ให้เปรียบได้ไง เขาทำอะไรนายก็ว่าดี ส่วนฉันทำอะไรนายก็ด่าหมด ทั้งที่ฉันน่ะดีกับนายมากกว่าอีก”
เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมกลายเป็นตัวขี้อิจฉาไปแล้ว ผมไม่ได้อยากพูดแบบนั้นเลยนะครับ จริงๆ ไม่เคยน้อยใจอะไรมันสักหน่อย ไม่เคย
“ฉัน...”
“ออกไปเลยไป เห็นหน้านายแล้วยิ่งปวดหัว”
ปวดจริงๆ ครับ เลือดร้อนๆ พุ่งจี๊ดเข้ามาคั่งอยู่ที่ขมับทั้งสองข้าง ที่จริงผมไม่ได้โกรธอะไรมันมากมายหรอกครับ อย่างที่บอก...ชินแล้ว แต่ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมพูดใส่มันไปแบบนั้น
อาจจะเป็นอารมณ์อยากเอาคืนมั้งครับ ทีเมื่อกี้มันยังว่าผมเลว... ทำให้มันรู้สึกแย่บ้างจะเป็นไรไป
มันเงียบพูดอะไรไม่ถูกไปเลย โอ้...ชัยชนะของผม นานน้าน... นานๆ ผมจะทำให้มันเถียงไม่ได้สักที
มันทำพะงาบๆ ปากอีกแล้วครับ ผมล่ะอยากรู้จริงๆ มันจะพูดอะไรอีก
“ฉัน...เจอน้องยังพี...ก่อนนาย”
แล้วไง
“ฉันไม่อยากทำดีกับนาย”
แค่นั้นแหละครับ ประโยคเด็ดที่มันทิ้งไว้ให้ผมแล้วสะบัดตัวทำเท่เดินออกไป
ให้ตาย...
คิดว่าผมควรจะแปลความยังไงดีครับ
.........................................................................................................................................................................
คำพูดของมันเล่นเอาผมฟุ้งซ่านซะนอนฝันร้าย ไอ้เลว ขอด่าบ้าง
อันที่จริงผมเองก็มีส่วนทำให้มันสำคัญตัวผิดอยู่ครับ ทบทวนไปแล้วผมก็พูดเหมือนอยากให้มันมาทำดีด้วย เหมือนผมอิจฉาน้องยังพีเขา
ผมเปล่านะครับ ผมเป็นคนที่รู้จักตัวเองดี ผมรู้ว่าผมมีดีอะไร และไม่ดีตรงไหน การกระทำของคนอื่นผมไม่เคยเอาเก็บมาใส่ใจ
ใครจะดีกับผมร้ายกับผมก็ช่าง ผมไม่เคยติดสินตัวเองเพราะคำพูดคนอื่น
ผมไม่อิจฉาใคร ไม่ได้อยากจะเป็นอย่างใคร ไม่ขอในสิ่งที่คนอื่นได้รับและผมไม่ได้
โดยเฉพาะ ไม่สิ ไม่โดยเฉพาะ มันดูพิเศษเกินไป เอาเป็นว่าแม้จากคนร่วมบ้านอย่างไอ้จึงซุกผมก็ไม่ได้อยากได้อะไรจากมัน
ผมพอใจในคำจิกกัดที่มันมีต่อผมอยู่แล้วครับ
เพราะมันมาพร้อมกับการช่วยตากผ้าเวลาผมสำออยบิดผ้าไม่ไหว มากับชามข้าวต้มเพราะผมไม่ชอบอาหารสำเร็จ มาพร้อมโค้ทตัวบางที่มันเอามาห่มให้ มาพร้อมกับ...เค้กเนยสดก้อนเล็กที่แอบมุมอยู่ในตู้เย็นที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อคืน
นี่ไงครับผมถึงอยู่กับมันมาได้
ในวงเล็บ - แต่ทำไมน้องยังพีไม่เห็นค่าของมันล่ะครับ ทำไมถึงมาหลอกให้มันเจ็บ
อ่า... นึกถึงตอนวันแรกที่เจอกันครับ มันมองเหล่ๆ ใส่ผม แล้วก็ถามเลยว่าผมทำงานบ้านเป็นมั้ย ผมก็พาซื่อบอกว่าเป็นทุกอย่าง
อีกวันหนึ่งมันก็ทำมาเป็นใจดีจะสอนผมขับรถ ผมแปลกใจอยู่ครับ แต่ก็เชื่อมันคิดว่าดีจังได้คนร่วมบ้านใจดีแบบนี้
มันบอกให้ผมถอยอีกๆ จนผมทำรถมันสะกิดเสาไฟฟ้าจนสีลอกไปกระเบียดหนึ่ง
เท่านั้นแหละครับ ‘นายต้องเป็นทาสฉัน โทษฐานที่นายทำรถฉันพัง’ โอ้ย...ผมล่ะอยากจะหัวเราะ
แต่ก็ยังดีกว่าทำเป็นกระโดดกำแพงแล้วลงมาจุ๊บกับผมพอดีแล้วบอกว่าต้องเป็นทาสชดใช้กับจูบแรกของมันล่ะครับ เพราะหน้าอย่างมันให้ตายก็คงไม่เวอร์จิ้นแล้ว
ในวงเล็บ - นี่ผมยังสงสัยอยู่ กับน้องยังพีมันเคยแล้วหรือเปล่า...
ระยะการเป็นทาสของผมมันยาวนานจนกลายเป็นความเคยชิน ผ่านมาหนึ่งปีผมก็ยังทำงานบ้านทุกวัน ปรุงอาหารทุกมื้อ จนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่จะบ่นบ้างเวลามีงานเยอะๆ ครับ อย่างเมื่อวานที่เป็นวันคริสต์มาส จริงๆ แล้วตอนเช้าผมยังมีงานที่โรงแรมคุณลีมินยูนะครับ แต่มันไม่ยอมจัดต้นคริสต์มาสให้ผมถ้าผมไม่อยู่ ผมถึงต้องใช้ความสนิทส่วนตัวขอคุณลีมินยูลาป่วยแล้วเชิญมางานเลี้ยงที่บ้านเป็นการแลกเปลี่ยน
ไอ้ที่เมื่อวานผมบอกว่าเชิญเพราะให้มาสร้างสมดุลน่ะเป็นข้อรองครับ อันที่จริงผมชินกับความหวานของจึงซุกและน้องยังพีซะจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว ดีซะอีก ผมอยู่คนเดียวจะได้มองหิมะเงียบๆ ของผมไป
แต่ก็กลายเป็นว่าเชิญมาแล้วทำให้ความจริงเปิดเผยซะอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของมันครับ
“หายปวดหัวหรือยัง”
ชะอุ่ย ไอ้จึงซุกมันเข้ามาอยู่ในห้องผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ตายยากจริง
“หายแล้ว ฉันไม่ใช่คนขี้โรค” นั่น...ปากหนอปาก ทำไมผมพูดจาหาเรื่องไร้พ้อยท์เป็นนางเอกแสนงอนอย่างนี้ล่ะครับ
“ก็ดี จะบอกว่าข้างนอกหิมะตกอีกแล้ว จะออกไปดูรึเปล่า” โอ๊ะ ทำเป็นชวนผมเหมือนเมื่อบ่ายไม่ได้ทะเลาะกันงั้นแหละ
“ไม่อ่ะ เดี๋ยวเปิดผ้าม่านดูเอาก็ได้” บางทีคนเรามันก็ต้องเล่นตัวบ้าง...
“ไหนเมื่อวานบอกจะเอาหิมะปาใส่หน้าฉัน”
“อยากจะโดนจริงๆ ใช่มั้ย”
“ไม่ออกไปจริงๆ หรือ ห้องของนายมันไม่เห็นต้นคริสต์มาสไม่ใช่หรือไง”
นี่มัน...หวังว่านี่คงไม่ได้เป็นเหตุผลที่มันให้ผมนอนห้องมันมาเกือบทั้งวันหรอกนะครับ กะอีแค่ต้นสานสามใบประดับไฟ
“นายก็รู้ว่าฉันขี้หนาว...”
“เอาผ้าห่มห่อตัวไปด้วยจะเป็นไรไป ของนายไม่พอใช้ผ้าห่มฉันก็ได้”
หึ...มันคงอยากดูแลใครสักคนมั้งครับ แล้วเผอิญตอนนี้เหลือแค่ผม
“นี่นายคงไม่ได้ให้ฉันเป็นตัวแทนของปาร์กยังพีอยู่หรอกนะ”
มันขมวดคิ้วทำหน้าหนักใจซะเต็มประดา ทอดเสียงระอากับคำพูดดูไม่เข้าท่าของผม อันที่จริงผมพูดเล่นนะครับ
“ทำไมชอบคิดแบบนั้น...”
“ฉันไม่ได้ชอบคิด เพิ่งคิดวันนี้แหละ”
มันยืนเท้าสะเอวมองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ก้าวเข้ามาชิดขอบเตียงโน้มตัวยืนพูดค้ำหัวผมครับ
“ฉัน รัก ปาร์กยังพี ฉันไม่เคยคิดจะเอานายมาแทนเขา”
เสียงดังไม่มากมายแต่สะท้อนรอบทิศทางแปลกๆ ครับ
“และ...ถึงแม้ฉันจะตัดใจจากเขา ที่ทำดีหรือไม่ดีกับนายมันก็ไม่เกี่ยว”
แล้วที่พูดมาเมื่อบ่าย... ผมอยากจะถามอย่างนี้มากเลยครับ แต่ถ้าถามไปผมว่ามันเหมือนผมต้องการอะไรสักอย่างจากมัน
ผมไม่ได้ต้องการอะไรนี่ครับ เพราะฉะนั้น...
ก็ในเมื่อมันมอบรักมั่นแด่ปาร์กยังพีเพียงผู้เดียว ไม่ว่าอะไร ก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปจากนี้อยู่แล้ว ช่างหัวมันสิครับจะตัดใจหรือไม่ตัดใจ
“ว่าไง ตกลงจะไปข้างล่างมั้ย ถ้าไม่ไปฉันจะได้ไปบอกไอ้ลีมินยูให้กลับไปซะ ฉันไม่อยากรับแขกอย่างมันหรอกนะ”
เอ๋...มันคนละเรื่องเดียวกันรึเปล่า
“เฮ่ย เดี๋ยว ตกลงขึ้นมานี่จะชวนให้ไปดูหิมะหรือคุณลีมินยูมาหาฉันกันแน่”
“ชวนไปดูหิมะ ส่วนเรื่องไอ้ลีมินยู...ฉันจะได้ไปบอกมันได้เต็มปากว่านายสมัครใจอยู่บนห้องมากกว่าลงไปข้างล่าง”
ไอ้บ้า! ...เอ๊ย
“เออๆ ตามใจ ถ้าไม่อยากให้เขาเหยียบที่นี่นักก็บอกไปอย่างนั้นก็ได้”
“อ้าว จะดีหรือ” แนะ มันแกล้งทำเป็นหยั่งเสียงถามผมอีกครับ
“ดีสิ ฉันก็ไม่ได้อยากคุยกับเขานักหนา และอีกอย่างโซฟาข้างล่างพี่สาวนายก็เป็นคนซื้อ ถ้าไม่อยากให้เขานั่งก็บอกให้เขากลับไปซะ”
“ดี ฉันจะได้ไล่มันไป”
ดวงตามันฉายแววได้รับชัยชนะโคตรๆ ครับ อะไรจะขนาดนั้น
“เฮ้ยเดี๋ยว”
“อะไรอีกล่ะ หรือเปลี่ยนใจอยากจะคุย”
ดูมันทำเสียงกระชากครับ เดี๋ยวปั๊ดพ่อถีบคว่ำ
“เปล่า... ก็เผื่อมันเป็นเรื่องงาน วันนี้ฉันยังไม่ได้โทรไปลาป่วยเลย”
“อ้าว ช่วงคริสต์มาสเขาต้องหยุดให้ดิ”
“บ้า โรงแรมไม่ใช่โรงเรียนนะเว่ย หน้าท่องเที่ยวแบบนี้ใครเขาปิดกัน”
“ตกลงจะลงไปหามันใช่มั้ย”
“เออ นายอ่ะมาช่วยพยุงดิ๊ ดูโทรมๆ ไว้เขาจะได้เชื่อ”
ดังนั้นผมจึงต้องเป็นเยี่ยงเต่ากระดองหัก ไร้แกนกระดูกสันหลังพิงซบมันเตาะแตะลงบันไดไป เกือบจะคว้ากระป๋องแป้งเอามาแตะๆ ให้ริมฝีปากขาวด้วยนะครับ ทีนี้ไอ้จึงซุกมันด่าผมว่าโอเวอร์
เป็นไข้ไม่ใช่อหิวา
“สวัสดีครับคุณลีมินยู...” ผมทำเสียงแหบแห้งพองาม
“นี่คุณป่วยขนาดนี้เลยหรือครับ” โอ๊ะโอ คุณลีมินยูถลาเข้ามาหาผมด้วยความเป็นห่วงเป็นใยครับ ดีที่ไอ้จึงซุกมันกันให้ เบี่ยงผมลงไปนั่งกับโซฟาเสียก่อน
“ขอโทษนะครับที่หยุดไปไม่บอก แอะๆ” เสียงไอแห้งครับ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ที่จริงคุณจินจึงซุกก็โทรไปบอกแต่เช้าแล้ว แต่ผมเป็นห่วงน่ะครับเลยมาเยี่ยม เพราะโทรมาอีกกี่รอบคุณจินจึงซุกเขาก็ว่าคุณยังนอนอยู่ ยังไม่ตื่น ผมก็กลัวว่าคุณจะเป็นอะไรมาก”
เห... โทรมากี่รอบ... กี่รอบล่ะวะไอ้จึงซุก
มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ครับ ก็ได้วะ เดี๋ยวค่อยสะสางทีหลัง
“ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ แล้วนี่...คุณลีมินยูมาหา--“
“พี่จึงซุก...”
“ยังพี!”
โอ๊ย มาอีกคนละ เอาเข้า ผมขอถอนคำพูดครับที่ว่าเป็นวันสบายแห่งปี เป็นวันปวดหัวแห่งปีครับ
เออ ตั้งวงไพ่นกกระจอกกันเลยมั้ยล่ะ ครบขาแล้ว เกาหลีซ่อนผ้า รีรีกิมจิก็ได้นะเนี่ย
“ยังพีมีธุระอะไรหรือ” ไอ้จึงซุกมันจะด่าว่าผมสะเออะมั้ยครับ แต่ไม่รู้ล่ะ ผมขอจิกถามหน่อยเถอะ
“แหม...คาเมะ พูดอย่างกับว่ายังพีต้องมีธุระเลยนะฮะถึงจะมาได้”
เอ้อ... ร่างกายบอบบางแต่หน้าไม่บางไปด้วยนี่หว่า ทำกะไอ้จึงซุกขนาดนั้นแล้วยังจะกล้าแกล้งดัดจริตอีก!
เอ๊ะ แปลกๆ ครับ ทำไมยังพีมันเลือกนั่งฝั่งไอ้จึงซุกล่ะครับ ไหงมันเมินคุณลีมินยูอย่างกับมองไม่เห็น นั่น... จงใจกระแซะเหมือนประชดใครซะด้วยครับ
What is it? อะไรกันนี่ นายคิดเหมือนที่ฉันคิดหรือเปล่าจีหนึ่ง
“พี่จึงซุก วันนี้ไม่เห็นโทรหายังพีเลย ยังพีรอทั้งวันเลยนะฮะ”
โอ้ว งงครับงง ทั้งผมทั้งไอ้จึงซุก รวมถึงคุณลีมินยูงงเป็นตะกวดตาแตก
“ไม่คิดถึงยังพีหรือฮะ...”
เอ่อ น้องยังพี ตอบแทนให้ก็ได้นะว่าไอ้เนี่ยมันคิดถึงน้องทั้งวันแหละ แต่ที่มันไม่โทรเนี่ย...ไม่รู้จริงๆ หรือจ๊ะ
“อุ๊ย พี่จึงซุกตัวอุ่นๆ นะฮะ ไหนๆ ขอยังพีดูหน่อยว่าเป็นไข้หรือเปล่า”
เอ่อ...ยังพีจ๊ะ คนเป็นไข้น่ะ ฉันว่ะ นะ
เอาไงดีครับทีนี้ อ้อนไอ้จึงซุกก็จริงนะครับน้องยังพีน่ะ แต่หางตาชำเลืองมาที่คุณลีมินยูตลอดเวลา งานนี้ไม่ต้องฉลาดกว่าไอ้จึงซุกก็มองออกครับ
ไอ้สุดหล่อแห่งบ้านจินคิมโดนใช้เป็นเครื่องมือประชดรักซะแล้ว
รสชาติของการเป็นตัวสำรองคงทิ่มใส่มันเป็นชุดๆ ยิ่งกว่าพลุฉลองพิธีราชมงคลอีกนะครับ
“กินยาไว้ก่อนดีมั้ยฮะ พี่จึงซุกเป็นอะไรไปละก็...ยังพีเป็นห่วงแย่”
“น้องยังพี”
ไอ้จึงซุกมันดันตัวสุดที่รักของมันออกครับ โอ๊ย...สีหน้าของมันผมไม่อยากบรรยายเลย
“คาเมะเขาไม่ค่อยสบาย พี่ขอตัวพาเขาขึ้นข้างบนก่อนนะครับ”
ว่าแล้วมันก็ลุกพรึบซะจนคนที่กระแซะมันอยู่กระเด็นไปอีกมุมโซฟาแน่ะครับ จากนั้นก็มาฉุดแขนผมลากถูลู่ถูกังขึ้นบันไดไป
งานนี้ผมจะเห็นใจใครดีล่ะครับ น้องยังพีคนดีทำไมไม่รัก ไอ้จึงซุกรักทำไมแต่คนไม่ดี คุณลีมินยูอยู่นอกสายตา หรือผมคนเจ็บนี้เกินจะทน..เจ็บแขนน่ะครับ ไอ้จึงซุกมันบีบแรง
“นาย...ไม่เป็นไรนะ”
“นายคิดว่าไง”
คนดีไม่มีที่อยู่ยืนซบหน้ากับผนังที่พักบันไดครับ ผมควรจะปลอบมันยังไงดีครับ ปากอย่างผมด้วย แหม...น้องยังพีก็ช่างทำกับมันได้...
“นาย...”
“เงียบเถอะ”
เอ้า เงียบก็เงียบ...
ผมทำตามสั่งอย่างเคร่งครัดครับ ปิดปากเงียบสนิท ขนาดจะหายใจยังค่อยๆ ผ่อนลม
มันก็เงียบครับ กำหมัดแน่น...แต่วางไว้ข้างลำตัวนะครับ ไม่ได้เอามาทุบกำแพงทุบกระจบให้เจ็บเล่น
ความเงียบนี้เองครับ ทำให้ได้ยินเสียงถกเถียงของสองคนเบื้องล่างแว่วมา... ก็ฟังไม่ได้ศัพท์หรอกครับ แต่ก็พอรู้ว่าทะเลาะกัน
เฮ้อ... โลกนี้ช่างวุ่นวายแท้
“เพล้ง!!”
นั่น คิดยังไม่ทันขาดคำ เกิดสงครามอะไรในบ้านผมครับ
ต้องไปดูซะแล้ว...
“ไม่ต้อง นายอยู่นี่แหละ” ไอ้จินมันรั้งแขนผมไว้ครับ เป็นไปได้ว่ามันจะกลัวผมโดนลูกหลง แต่เรื่องไรล่ะครับ บ้านผมด้วยนี่
“ก็ไปแอบดูด้วยกันนั่นแหละ”
ใช่มั้ยครับ การทะเล่อทะล่าลงไปจะไม่ได้ความ ต้องแอบดูครับถึงจะรู้เรื่อง
โอ้ว... น้องยังพีร้องไห้น้ำตาอาบหน้าเลยครับ ขนาดผมไม่ได้พิศวาสยังใจอ่อนยวบๆ แล้วไอ้จึงซุกล่ะครับ จะอยากเข้าไปซับน้ำตาขนาดไหน ที่มันน้อยใจเมื่อครู่คงลืมหมดแล้วแน่ครับ ลองสุดที่รักของมันร้องไห้ไหล่สะอื้นขนาดนี้
“ก็พี่ชายบอกเองว่าให้ยังพีมาหาเขา ยังพีก็มาแล้วไง พี่ชายไม่พอใจอะไรอีก”
“ใช่! แต่พี่ไม่ได้ให้เราเอาเขามาเป็นเครื่องมือประชดพี่แบบนี้”
อูย... ประโยคนี้ขยี้ใจ ตอกย้ำสุดๆ
“ก็แล้วจะให้ยังพีทำยังไง ยังพีรักพี่ชายคนเดียว...”
โอ๊ย... เจ็บ...
“เรารักกันไม่ได้นะยังพี”
“ทำไมจะรักกันไม่ได้”
“เรามีพ่อคนเดียวกันนะยังพี พี่รักเราไม่ได้!”
หา...
“แต่ก็คนละแม่นี่”
เจ้าประคุณรุนช่อง พี่ชายน้องชายจริงๆ ครับ ไม่ได้กระแดะนับญาติ!!!
“ตัดใจจากพี่เถอะยังพี”
“ไม่ ยังพีรักพี่ชาย... รักพี่ชายคนเดียว ฮึก...”
อูย... น้ำตายังพีไหลยังกับเขื่อนแตกแน่ะครับ สะอื้นเหมือนหอบเลย ไอ้พี่ชายก็หันหน้าหนี ใจแข็งชะมัด เทียบกับไอ้จึงซุกแล้วคุณลีมินยูเด็ดขาดกว่าเยอะเลยครับ
“ยังพีหันไปรักคนที่เขารักยังพีเถอะนะ”
“ไม่! ทีพี่ชายล่ะ ไอ้หน้าหนูผีนั่นมันไม่เห็นสนใจพี่ชายเลย”
เอ่อ... ยังพี ถ้าฉันสนใจพี่แกก็โดนแกถลกหนังหัวสิ
“มันไม่เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนตรงไหน พี่รักคาเมะไม่สนใจผม ไอ้คาเมะมันก็รักแต่จึงซุกไม่สนใจพี่เหมือนกัน”
อ้าว ยังพี ทำไมพูดอะไรมั่วซั่วแบบนี้ล่ะ ฉันไม่ได้รักไอ้หมูนี่นะเว่ย ถอนคำพูดเดี๋ยวเน้...!!!
“นายไม่เชื่อเขาหรอกใช่มั้ย ใช่มั้ย”
“นี่ คาเมะ ยังพีเขาแค่พยายามพูดให้ลีมินยูหมดหวังในตัวนาย อย่าเซ่อสิ”
อูย... ค่อยยังชั่วครับ ขืนไอ้จึงซุกมันเข้าใจว่าผมรักมันจริงๆ คงป่วนพิลึก
“จะไปรู้หรือวะ ใครจะไปคิดว่าสุดที่รักของนายจะโกหกเป็นไฟได้ขนาดนี้”
นี่หรือคนอ่อนแอ...
“ฮึก... ไม่เชื่อผมหรือพี่ชาย หึ คิดหรือครับว่า ฮึก พวกเขาอยู่บ้านหลังเดียวกันมาเป็นปี ฮึก...จะไม่เคยมีอะไรกันเลย”
ไม่มีโว่ย อยู่ไปอีกสิบปีก็ไม่มี ยังพี๊...แกนะแก
“ฮึก... ตามจีบมานานแล้วไม่ใช่หรือครับ ฮึก เขาไม่เคยสนใจพี่ชาย...ฮึก เพราะใจเขามีคนอื่นอยู่แล้วไง ฮึก...ก็เหมือนกับ... ที่หัวใจของพี่ชายไม่เคยมี ฮึก...ผม”
“ยังพี!”
ร่วงลงไปแล้วครับน้องยังพี
“คาเมะ โทรเรียกรถพยาบาล เร็ว!”
เบอร์รถพยาบาล... จดไว้ไหนวะ
“ยังพี! ยังพี! หายใจสิ ยังพี หายใจ!”
อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะยังพี โอ๊ย อีตอนจะใช้ทำไมหาไม่เจอวะ!
“ยังพี!”
..................................................................................................................................................................

เปลี่ยนเป็น ปาร์กพีนา (ปากพีหนา)
อุ่ย.... จะมีใครโกรธเรามั้ยเนี่ย? ฮ่าๆ
หยอกเล่นนะ ^^;;
#1 By จุ๊ (58.8.125.174) on 2007-03-09 02:14