Korean Fiction 5
posted on 08 Mar 2007 22:01 by asuka-jan in Korean-Fiction
“นายมานี่มา”
เจ้าจึงซุกมันจับแขนผมลากออกมานอกห้องครับ คงกลัวว่าถ้าคุยกันยืดเยื้อกลิ่นโชยุจะกำจายไปแตะจมูกน้องยังพีเข้าให้อีก
แต่แค่งับประตูพ้นสายตาสุดที่รักมันเท่านั้นแหละ ความอ่อนโยนหายหด มันจับผมเหวี่ยงเอาตัวติดแปะข้างฝาเลย
ก็ไม่แรงมากหรอกครับ แต่ผมขอโวยวายไว้ก่อน
“ไอ้บ้า เบาๆ เด้”
“ทำงานบ่ายโมงใช่มั้ย” บ่ายสามมั้งไอ้นี่ มันทำเป็นลีลายกนาฬิกาเรือนละหลายล้านวอนขึ้นมาดูครับ
“เหลือเวลาอีกยี่สิบห้านาที... กินที่นี่เลยแล้วกัน น่าจะทัน ตามมา” ปากมันว่าให้ตามมา แต่มือมันน่ะผลักผมไปข้างหน้าเยี่ยงเข็นรถวีลแชร์เลยล่ะครับ
“เฮ้ย แล้วนายจะปล่อยยังพีอยู่คนเดียวจริงๆ หรือ”
“พูดมากน่า”
นิสัยผู้ชายเกาหลีทั่วโลกหรือเปล่าครับ (ยกเว้นผมนะ) ต้องทำอะไรที่อธิบายยากๆ เข้าไว้ จะตอบคำถามใครก็ต้องมุบมิบหมกเม็ด น่าเบื่อที่สุด ชิ
โอ๊ย คนนะเว่ยไม่ใช่สยามคูโบต้า เบาเบ๊า
..........
.............
เทอเรสนอกอาคารของโรงพยาบาลที่นี่ร่มรื่นมากเลยครับ ไอ้จึงซุกมันเข้าใจหามุมดี โต๊ะเก้าอี้เหล็กสีขาวตั้งอยู่กลางวงล้อมของไม้ดอกสีชมพูอมส้ม - พันธุ์อะไรก็ไม่รู้แหละ
“เอ้า กินซะ คนละกล่องเลยแล้วกัน”
มันบริการเปิดฝาเบนโตะของผมให้อย่างแช่มช้อย บรรจงฉีกซองโชยุกับวาซาบิแล้วผสมคลุกเคล้าให้เสร็จสรรพ มือเบาน่าจ้างไปช่วยงานที่โรงแรมมากเลยแหละครับ
“นี่...ทำไมต้องมากินซะไกลด้วยล่ะ ที่ห้องนั้นก็มีระเบียงเหมือนกันนี่”
“กินเข้าไปซะทีได้มั้ยนายน่ะ อยากไปทำงานช้าหรือไง”
มันทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วก็ถือโอกาสเปลี่ยนข้าวปั้นกับผมเฉย เอาหน้าปลาดิบไปแล้วเอาหน้าปลาหมึกมาใส่กล่องของผมแทน
จุดนี้ยอมไม่ได้ครับ
“เฮ่ย เปลี่ยนเยอะไปแล้ว ฉันก็อยากกินปลาดิบนะ”
“อะไร ไหนเคยบ่นว่ามันหยึยๆ”
“ก็ถ้ากินซูชิแล้วไม่กินปลาดิบก็ไม่ถือว่ากินซูชิน่ะสิ”
“งั้นเอาไปเลยไป เอาปลาหมึกคืนมา”
“เฮ้ย ก็ทิ้งไว้มั่งดิ ฉันชอบกินปลาหมึกอ่ะ”
“เรื่องมากจริงๆ เลย”
“นายเรื่องน้อยนักนี่”
ปะทะคารมกันพอหอมปากหอมคอไอ้จึงซุกมันก็วางถาดปล่อยให้ผมเป็นคนคีบตะเกียบจัดแบ่งซูชิตามใจชอบ หวานผมสิครับ
“พอใจยัง”
“อื้ม” ฮิฮิ ทำมาเป็นถามประชด คนอย่างคิมคาเมะไม่มีสลดหรอกนะจะบอกให้ เกรงใจก็ไม่ วะ ฮ่ะ ฮ่ะ
ฮ้า...ลมหนาวๆ ช่วงสิ้นปีเนี่ยทำให้ข้าวปั้นของผมเย็นละม้ายกินน้ำแข็งไสเลยทีเดียว จะคีบขึ้นมาเข้าปากทีก็ต้องป้องมือกันลมเอาไว้ นี่ดีนะครับที่หิมะไม่ตก ไม่อย่างนั้นซูชิของผมจะมีไอซ์ซิ่งเป็บวิปปิ้งเสริม
ซูชิทั้งกล่องหมดลงในเวลาอันรวดเร็วครับ รีบกินรีบกลืนกันน่าดูเพราะกลัวข้าวแข็ง หลังจากนั้นไอ้จึงซุกก็บอกให้ผมรออยู่ที่โต๊ะ ส่วนมันก็เดินเข้าไปกดน้ำดื่มในอาคารมาให้ ทีแรกผมนึกว่าจะเป็นน้ำฟรีแบบที่ใส่กรวยกระดาษ แต่มันดันกดชาเขียวกระป๋องอุ่นๆ มาแทน ซ้ำยังแกล้งเอามาแนบแก้มผมให้สะดุ้งเล่น
“ปากสั่นหูแดงแล้วนายอ่ะ วันหลังสวมตัวที่มีฮูดมาสิ”
“ใครทะลึ่งชวนฉันมากินอาหารกลางแจ้งเล่า”
มันพะงาบปากราวจะต่อความผมอีกครับ แต่จู่ๆ ริมฝีปากยื่นๆ นั่นก็หุบฉับ แล้วเจ้าจึงซุกถอดเสื้อแจ็คเกตฮูดขนเฟอร์ของตัวเองออก พอเสร็จก็ทำท่าจะมารูดซิปแจ็คเกตหนังขนาดพอดีตัวของผม
“เฮ่ย ไม่เอา ไม่แลกๆ ฉันไม่เอาฮูดขนฟุ้งนั่นมาสวมหัวหรอกนะ”
“แล้วนายจะเอาหน้าโจ๊กเกอร์จมูกแดงน้ำมูกย้อยนี่ไปทำงานต่อหรือไง”
“เดี๋ยวในโรงแรมก็อุ่นน่า”
“แล้วระหว่างทางกลับล่ะ”
“เออน่ะ ไม่ต้องทำพระเอกหรอก ไปเจนท์กับน้องยังพีของนายไป”
“นายนี่—“
เหมือนผมไปสะกิดต่อมฉุนของมันครับ มันสะบัดเสื้อขนฟูของตัวเองใส่ผมอย่างแรงสามทีถ้วน เสร็จแล้วก็กลับไปสวมใหม่
กรุณานึกภาพผู้ชายตัวค่อนข้างโต ใส่เสื้อยึดตัวในสีช็อกกิ้งพิงค์ ใส่เสื้อแจ๊คเกตขนฟูสีขาว ยืนทำแก้มตุ๊บป่องๆ อยู่ท่ามกลางหมู่ไม้สีชมพูอมส้มดูนะครับ
ทุเรศลูกตาเป็นบ้า ดีนะครับที่กางเกงเป็นยีนส์สีซีด ถ้ามันใส่กางเกงผ้ายืดสีฟ้าอมเทาเมื่อวานอีกอย่างคงอุบาทว์กว่านี้อีก
“ฉันกับยังพีน่ะ...” จึงซุกที่ยืนหันข้างให้ผมอยู่นั้นจู่ๆ ก็เปรยขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อะไรหรือ”
“เราสองคนคุยกันแล้ว”
คุยกัน... ว่าไรวะ
“คุยกัน... ตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ”
“เออ แล้วคุยกันเรื่องไรล่ะ” ลีลาจริงหมอนี่
“ก็ตกลงกันว่า...”
ว่าอะไร้ อยากรู้...
“เออ นายต้องรีบทำงานไม่ใช่หรือ ไปสิเดี๋ยวก็สายหรอก”
“วะ” จะเล่นตัวก็ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ “ฉันอยากรู้ บอกมาเร็วๆ เด้”
“เดี๋ยวบอกเย็นนี้ก็ได้”
“ไม่ได้! ไอ้จึงซุก จะบอกมาดีๆ หรือบอกทั้งน้ำตา”
“งั้นนายหลับตาก่อน”
“ทำไมอ่ะ”
“หลับสิ เร็วๆ เงยหน้าด้วย ชักช้าเดี๋ยวไม่เล่านะ”
วะ ไอ้นี่ ทำอะไรสุดจะลีลา เรื่องอะไรผมจะทำตามที่มันบอกล่ะครับ มันต้องแกล้งให้ผมยืนเงยหน้ารอเก้อแล้วตัวเองแอบย่องหนีหายไปเงียบๆ แน่ๆ
“โอเค งั้นไม่ต้องฟัง” มันหมุนตัวสะบัดหน้าเดินเชิดไปไม่ใยดีคนรอฟังสักนิด ดูมันขู่ผมสิ
“เฮ้ย... เออ ยอมแล้วๆ หลับตาแล้ว เงยหน้าด้วยใช่มั้ย” สุดท้ายผมก็ต้องยอมมันทุก...เรื่อง
พอผมหลับตาเงยหน้าตามสั่งปั๊บ ปลายคางผมก็รู้สึกถึงแรงสัมผัส คงเป็นปลายนิ่วของมันนี่เอง ผมชักระทึกแล้วนะครับเนี่ย มันไม่เห็นพูดอะไรสักที เอาแต่หายใจรินรดตรงข้างแก้มของผมอยู่ได้
นี่มันคิดจะทำบ้าอะไรของมัน อย่านะ อย่านะเว้ย...
ใจไม่ดีแล้วนะครับ งื้อ... ทนไม่ไหวแล้ว ขอแง้มเปลือกตาดูก่อนจะสาย แกอย่าทำอะไรฉันนะไอ้จึงซูก...
โอ๊ย อะไรอ้ะ
“นายเอาอะไรใส่ตาฉันน่ะ”
“ฮ่ะๆๆ น้ำยาหยอดตาไง จะใส่คอนแทกส์ก็หัดพกไอ้นี่ซะบ้าง เดี๋ยวก็ตาบอดตายหรอก มานี่มา เดี๋ยวหยอดให้อีกข้างหนึ่ง”
มันเอาฝ่ามือมารมาล็อกท้ายทอยผมให้เงยหน้า แล้วเอานิ้วถ่างลูกตาผมด้วย
“ไม่เอา ปล่อยนะ อะไรวะไหนว่าจะเล่าเรื่องของนายกับยังพีไง อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะเว้ย” แล้วนี่มันเอายาหยอดตามาจากไหนครับเนี่ย
“เออ เล่าแล้ว นายก็นิ่งๆ สิ”
ระหว่างที่ผมลังเลว่าจะดิ้นหรือนิ่งดีมันก็ลากผมให้นั่งแปะกับเก้าอี้ จึงซุกเอาปลายนิ้วของมันมาเสยคางผมอีกครั้ง (จุดนี้แอบหวิวนิดๆ ครับ) แล้วมันก็เขย่าขวดเล็กๆ ในมือพอเป็นพิธีก่อนจะเอาปลายจุกมาจ่อที่ตรงหัวตาข้างซ้ายของผม
“ฉันกับยังพีตกลงจะเป็นพี่น้องกัน แค่นั้นแหละ” สิ้นเสียงมันปุ๊บ ผมก็รู้สึกถึงหยดน้ำเค็มๆ พอดี
“ฮะ ทำไมอ่ะ” เสียงถามของผมแผ่วเบามากครับ ก็มันตกใจ...
“เขาบอกว่าจะตัดใจจากลีมินยู ในขณะเดียวกันก็บอกให้ฉันตัดใจจากเขาซะ เป็นพี่น้องกันก็พอ” มันพูดด้วยเสียงนิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรน่าตกใจ ไม่มีอะไรแปลก
แต่สายตามันครับ ผมหรี่ตาหาโฟกัสเพื่อจับไปที่แววตาของมัน ผมเห็นร่อยรอยของความครุ่นคิด ความสับสน และความเสียใจ
อาจจะดูเวอร์นะครับที่ผมจะไปมองเห็นอะไรได้มากมายขนาดนั้น อาจเพราะมันคงไม่ใช่การมองเห็น แต่มันเป็นความรู้สึก ซึ่งผมก็รับรองไม่ได้หรอกว่าเป็นการอนุมานเอาเองของผมหรือเปล่า
เพราะจินจึงซุกคนนี้ไม่เคยแสดงความรู้สึกอะไรออกมาเลย
ทั้งที่ผมรู้จักมันมาเกือบปี แต่ผมเพิ่งมาตระหนักถึงความจริงข้อนี้เอาในวินาทีนี้เอง
“อย่าทำหน้าเวทนาฉันขนาดนี้สิ ขนลุกน่า”
เพราะปากมันเป็นแบบนี้ไงครับ ผมถึงไม่เคยสังเกตเห็นถึงความจริงข้างใน
“เขาเรียกว่าสมเพช อย่างนายถึกขนาดนี้ไม่ต้องเสียแรงสงสารหรอก ไอ้บ้าเอ๊ย”
ผมไม่สนหรอกครับว่าคำพูดพล่อยๆ เมื่อกี้ของตนเองจะไปทำร้ายจิตใจมันแค่ไหน เพราะผมจะชดเชยด้วยสองมือในการขยี้หัวมันที่ไม่เป็นทรงอยู่แล้วให้เละเทะกว่าเก่า
ในเมื่อมันปากแข็งนัก อย่าหวังจะเอาคำพูดปลอบใจดีๆ ไปเลย ไอ้จึงซุกบ้า
“เฮ้ย คาเมะ เฮ้ย เอามือออกไปนะ”
แน่นอนครับว่าผมไม่หยุดง่ายๆ จนกว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะของมันดังออกมาให้แน่ใจ ผมจะขยี้หัวมันต่อไปอย่างนี้แหละ
“พอแล้ว คาเมะ เดี๋ยวเถอะ บอกให้พอไง เฮ้ย นี่ ไม่หยุดใช่มั้ย”
มันเล่นคืนซะผมเกือบหลุดเสียงกรี๊ด ก็ไอ้เวรนี่น่ะสิครับ เอานิ้วชี้จิ้มเอวผมอย่างแรง ไม่จั๊กกะจี้หรอกครับ เจ็บเลยแหละ
จี๋มาผมก็จี๋คืน ดูสิว่าเอวไร้ไขมันอย่างผม กับเอวพอกห่วงยางอย่างมันใครจะทนไม่ได้ก่อนกัน
ภาวนาอย่าให้ใครมาเห็นซีนนี้ของผมกับมันเลยครับ ทำๆ ไปก็ละอาย เด็กเป็นบ้า
แต่เสียงหัวเราะของมันที่ได้ยิน คุ้มจะตายไป...
..................................................................................................................................................................
สุดท้ายผมก็เข้างานสายครับ บ่ายโมงสิบห้านาที เดินตัวลีบอย่างเกรงใจเพื่อนร่วมงานสุดๆ อันที่จริงเรื่องเวลานี่ผมเคร่งครัดมากนะครับ เพราะเพื่อนผู้ไม่หวังดีมักจะพูดถึงผมในแง่ไม่สวยงามว่าผมเป็นเด็กนาย ผมจึงพยายามไม่ทำอะไรที่จะดูมีสิทธิพิเศษเกินหน้าคนอื่น
แต่หลายครั้งผมก็ทำตัวเข้าเค้าขี้ปากคนอื่นเขาอยู่ดี โดยเฉพาะคุณลีมินยูที่ไม่เคยให้ความร่วมมือกับผมเลยชอบมาชวนผมไปกินมื้อเที่ยงตอนเพื่อนๆ อยู่กันเต็มทุกที
ก็ผมบริสุทธิ์ใจ – เป็นคำพูดที่ไม่คิดว่านักธุรกิจจะเอ่ยออกมาได้เลยล่ะครับ
จะว่าไปผู้ชายคนนี้ก็ทำอะไรเหนือความคาดหมายของผมหลายอย่าง แต่การกระทำเหมือนไม่ใส่ใจคนรอบข้างของเขากลับมีคำอธิบายง่ายๆ ชนิดเถียงไม่ได้รองรับเสมอ
ไม่เหมือนอีกคน นอกจากจะเป็นมนุษย์ที่มีการกระทำอันยากต่อการเข้าใจแล้ว ยังไม่เคยให้คำอธิบายอะไรไว้เลย
ว่าแล้วผมก็อดจะควักน้ำยาหยอดตาของมันขึ้นมาดูไม่ได้
ตราโรงพยาบาลหราเลยครับ ป้ายอะไรสักอย่างคล้ายป้ายราคาก็ถูกแกะออกไปลวกๆ ผมเดาว่ามันคงไปซื้อตอนที่ออกไปกดน้ำมาให้ผมนั่นแหละ ถึงว่ามันไปนานนัก
เอาล่ะ ซื้อมาให้ทั้งทีก็หยอดอีกสักหน่อย พรุ่งนี้ผมก็จะไปเอาแว่นคืนจากที่ร้านแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ควรหยอดให้คุ้มสตางค์ (ของมัน)
ดีนะครับที่มันไม่ซื้อน้ำยาล้างคอนแทคส์มาด้วย ไม่งั้นเปลืองเงินกว่านี้อีก เพิ่งถามเพื่อนเมื่อกี้ครับ มันว่าขวดละตั้งหลายพันวอน
ไอ้จึงซุกมันยิ่งเป็นประเภทใช้เงินไม่คิดอยู่ด้วยครับ ตามประสาคนมีเงิน ไม่เหมือนผมสักนิด ผมเป็นคนรู้ค่าของเงินมากเลยล่ะ
แล้วเย็นนี้ผมจะซื้ออะไรไปให้มันกินดีน้า... ไม่ใช่อาหารเกาหลี กินง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ...ที่สำคัญไม่แพงด้วย
แง่ม... เรื่องมากเอาใจยากที่สุดเลย! เดี๋ยวปั๊ดซื้อมาม่าเมดอินไทยแลนด์ให้ซะเลย กินง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญ ของนอก!
“คาเมะ คิดไรอยู่วะ ยิ้มกริ่มเชียวแก คิดถึงแฟนหรือ”
วะ ไอ้อึนดองนี่ ทักอะไรซะไกลความจริง ผมนี่นะครับยิ้มกริ่ม ตาของมันต้องถั่วซะยิ่งกว่าเจ้าจึงซุกแน่ๆ
“คิดว่าจะทำยังไงให้แกเลิกยุ่งเรื่องชาวบ้านซะทีอยู่” เป็นไงล่ะ... เล่นกับใครไม่เล่น ฝีปากกล้าที่สุดในตระกูลเลยล่ะผมน่ะ ขอบอก
“โห... เอางี้เลยนะ เออ... ไม่ยุ่งก็ได้ วันหลังถ้ารู้อะไรดีๆ จะไม่มาเล่าให้ฟังอีกแล้ว”
“อย่ามาโม้ ฉันไม่เห็นแกเล่าอะไรให้ฉันฟังสักอย่าง มีแต่ถามๆๆ” ตัวซักชาวบ้านเขาเลยล่ะครับไอ้นี่น่ะ หน้าตาไม่บ่งบอกสักนิดว่าชอบยุ่งเรื่องคนอื่น แต่นิสัยที่แท้จริงอย่าให้เซดครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมเผาเพื่อน
“อ้าว ก็แกเป็นแหล่งข่าว ฉันก็ต้องถามแกดิ แล้วค่อยไปเล่าให้คนอื่นฟังต่ออีกที”
“แกนี่เอง มิน่า...คุยกับแกเสร็จทีไรคนอื่นเขาถึงมองฉันแปลกๆ แกนี่มันคบไม่ได้เลยว่ะ” ด่ามันไปก็เท่านั้นแหละครับ มันไม่สำนึกหรอก ไม่เชื่อคอยดู
“โธ่เอ๊ย... ได้เป็นคนดังไม่ดีหรือยังไงวะ ตั้งแต่ที่เจ้านายเริ่มจีบแกนะ ใครๆ เขาก็สนใจแกทั้งนั้นแหละ แล้วยิ่งหมู่นี้แกไม่ได้ใส่แว่นนะ โอ้โห ยิ่งป๊อป”
“พอเลยๆ แกคบฉันหาผลประโยชน์นี่หว่า”
“เฮ้ย... ทำไมแกว่าอย่างนั้นวะ”
ไม่ไหวครับ คุยกับมันมีแต่เรื่องไร้สาระ ผมไปดีกว่า
“เดี๋ยวเด้ จะไปไหนอ่ะ”
“ทำงานดิ หรือแกจะทำแทนฉัน”
“เฮ้ย... เดี่ยวก่อนดิว้า... ยังคุยไม่จบเลย”
“งั้นแกถามมาเลย แกอยากรู้อะไรอีก” สุดแสนจะเซ็งแล้วครับ ต่อปากต่อคำกับมัน
ชะ ไอ้นี่ ทำท่าม้วนต้วนเกรงใจ กิริยาหน้าตาก็ดูน่ารักดีหรอกครับ มีกัดริมฝีปากล่างด้วย เอาเข้าไป แต่ในสายตาผมน่ะ...ช่างดัดจริตนัก
“ว่าไง ไม่อยากรู้อะไรแล้วใช่ป่ะ”
“อ่าๆ ใจเย็น งั้นฉันถามตรงๆ เลยแล้วกันนะ แกกับ... แกกับเจ้านายอ่ะ ไปถึงไหนกันแล้ววะ”
“ไม่ถึงไหนทั้งนั้น ไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“เฮ้ย... เรื่องแค่นี้อย่าปิดเพื่อนเดะ” มันเอาเรียวขามาสกัดขาผมไว้ ดีนะครับผมตาไวไม่เดินไปสะดุดเข้า
“เอ๊ะ ไอ้นี่ บอกว่าไม่มีไรก็ไม่มีไรสิวะ” จุดนี้เริ่มยั๊วะแล้วนะเนี่ย
“อ่ะ งั้นเมื่อกี้แกยิ้มคิดถึงใคร ถ้าไม่ใช่เจ้านายแล้วแกแอบไปมีใครอีกวะ” ทั้งเสียงทั้งตาของมันเหล่ๆ แบบไม่เชื่อถือเต็มที่เลยครับ
“คิดถึงคนที่บ้าน ฉันซุกไว้คนหนึ่งอยู่ที่บ้าน พอใจมั้ย” ก็ไม่ได้โกหกนะครับ ไอ้จึงซุกก็อยู่บ้านผมจริงๆ แล้วเมื่อกี้ผมก็คิดถึงมันจริงๆ
“จริงหรือ... โห ร้ายว่ะ นี่เจ้านายเขารู้มั้ยเนี่ยว่าแกแอบมีเด็กซุกไว้คนหนึ่งแล้ว”
“รู้... รู้สิ รู้เต็มอกเลยล่ะ เคยพาไปเจอแล้วด้วย” โอ๊ย อำคนสนุกจริงๆ สีหน้าไอ้อึงดองมันอินไซด์มากเลยครับ เหยเกยังกับเจ็บแทนใคร
“โห ร้ายสุดๆ แล้วนี่เขาทั้งสองคนว่าไงบ้างวะ”
“ก็ไม่ว่าไง เขม่นๆ กันเฉยๆ” ก็เขม่นกันเรื่องยังพีไงครับ ไม่เกี่ยวกับผม ฮ่ะๆๆ
“จะถึงขั้นวางมวยมั้ยวะ”
“โอ๊ย ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า พอแล้วๆ คุยกับแกแล้วงานการไม่เดิน ฉันไปดีกว่า แกน่ะทำๆ เข้าเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องนายว่าแกอู้”
ต้องตัดบทแล้วล่ะครับ อำมันไปมากกว่านี้เดี๋ยวจะเลอะเทอะ ผู้เสียหายก็ไม่ใช่ใคร ผมเองนี่แหละ
ไม่รู้มันจะเอาเรื่องที่ผมโม้ไปใส่สีตีไข่แค่ไหน ที่สำคัญ...ถ้าคุณลีมินยูรู้เข้า เละแน่ๆ ครับ ถึงกาลอวสานของคิมคาเมะชัวร์ๆ เตรียมหั่นคอเอาหน้าหนูผีเก็บใส่กล่องได้เลย
นั่นไง คิดไม่ทันไรลานประหารเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ไอ้อุ๊อึนดองมันเรียกเพื่อนมาจับกลุ่มคุยแล้วครับ ไม่พ้นเรื่องที่ผมเพิ่งโม้กับมันไปเมื่อครู่นี้หรอก
เฮ้อ... อันที่จริง คุณลีมินยูรู้ไม่เท่าไหร่ครับ แต่ถ้าไอ้จึงซุกรู้ด้วยเนี่ยสิ ดับอนาถของแท้ มันต้องล้อผมจนตายแน่ๆ ที่ผมไปขี่ตู่หาว่ามันเป็นเด็กในสังกัด แค่คิดก็ขนลุกซู่ บรึ๋ยๆ
ผมล่ะนึกไม่ออกจริงๆ เลยครับ ผมกับมัน...วุ้ย ช่างเป็นภาพที่จินตนาการแล้วไม่ควรค่าแก่การลบทิ้งจริงๆ
ไม่ไหวล่ะครับ ความเป็นไปได้เทียบเท่ากับที่ให้ผู้หญิงเกาหลีเลิกขี่จักรยานเลยแหละ
....................................................................................................................................................................
คุณ ลีมินยูหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตลอดทั้งบ่ายเลยครับ มีข่าวลือหนาหูว่าทางโรงพยาบาลของไอ้ยาวจังโนะได้ส่งตัวแทนมาเจรจากับคุณลี แล้ว ทำให้เขาต้องออกไปเคลียร์ นอกจากนี้ก็เป็นไปตามคาดครับ เรื่องที่ผมจับปลาสองมือเหยียบเรือสองแคมนั้นได้กระฉ่อนไปทั่วทั้งโรงแรม ตั้งแต่ยังไม่บ่ายสามดี ก็ถือว่าผมยังมีโชคอยู่ครับที่คุณมินยูออกไปข้างนอก
แย่จังเลยครับ จนถึงป่านนี้ผมยังคิดเมนูอาหารค่ำของผมกับไอ้จึงซุกไม่ออก
ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานของผมทุกที อุณหภูมิก็ดิ่งลงจนแม้แต่ผมที่อยู่ในโรงแรมตลอดก็เริ่มควบคุมกรามตัวเองไม่ค่อยจะได้ กระทบกันกึกๆ จนน่าเป็นห่วงผิวฟัน นึกๆ ไปแล้วผมก็ไม่น่าไปปฏิเสธเสื้อฮุดขนฟูของไอ้จึงซุกมันเล้ย... ดูจากเวลามันใส่แล้วตัวบวมขึ้นสิบเปอร์เซ็นต์แสดงว่าน่าจะอุ่นพอสมควร
คิดไปก็เท่านั้นครับ ใกล้เวลาเลิกงานเต็มที ผมไปเตรียมตัวรูดบัตรดีกว่า ไม่ได้ขี้เกียจนะครับ ก็ผมไม่ชอบอากาศหนาวๆ มันชวนให้กลับไปนอนขดตัวอยู่บนเตียงนี่นา ว่าไปแล้วก็คิดถึงชะมัด เตียงจ๋า รอเขาก่อนนะคืนนี้เขาจะกลับไปหาให้ได้เลย...
ฮ้า... ผมรักเทศกาลวันสิ้นปีจังเลยครับ สีขาวโพลนจนแสบตาน่ะ ผมทั้งเกลียดทั้งรักเลยล่ะ ไอ้พื้นที่เดินลื่นๆ นั่นก็ด้วย ผมสามารถเดินเสมือนติดสเก็ตที่เท้าได้ด้วยนะ เสียดายที่วันนี้ผมรีบเลยลืมพกเอ็มพีสามมา ไม่อยากนั่นผมจะสไลด์น้ำแข็งที่พื้นเป็นจังหวะเพลงให้ดู
อย่าคิดว่าผมทำไม่ได้นะครับ เคยทำมาแล้ว เต้นซะพลิ้วตรงหน้าบ้านจนเจ้าจึงซุกที่เดินมาไม่ดูตาม้าตาเรือต้องสังเวยศอกผมไปเต็มๆ
ฮ่ะๆๆ คิดแล้วก็ขำ ทีแรกผมคิดว่าใครเอาตุ๊กตาบูรินมาขวางไว้ซะอีก ศอกเข้าไปที่ลิ้นปี่มันพอดีน่ะครับ กว่าจะรู้ว่าเป็นมันก็ตอนที่บูรินตัวนั้นทรุดลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว
แน่นอนครับ ครั้งนั้นผมต้องใช้หนี้มันอย่างไม่ธรรมดา เป็นเวลาเกือบอาทิตย์ที่ต้องกลายสภาพไปเป็นหมอนวดให้มันจนกว่ารอยช้ำที่ซี่โครงมันจะหาย ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าการที่ผมบีบแขนบีบขาให้มันจะทำให้รอยม่วงๆ นั้นจางลงไปได้ยังไง
เฮ่ นั่นคุณลีมินยูนี่ครับ เดินเอาปากคาบบุหรี่มาเชียว นานๆ จะเห็นทีนะครับนั่น ปกติคุณมินยูจะไม่สูบในบริเวณโรงแรมหรอกครับ
“ไปไหนครับคุณมินยู”
“จะเลิกงานแล้วหรือคาเมะ”
นี่แหละครับคำทักทายแบบไม่ต้องการคำตอบ
“ผมออกมาสูดอากาศข้างนอกนิดหน่อยครับ เดี๋ยวจะกลับเข้าไปเดินเล่นในโรงแรมทำตัวเป็นแขกดูบ้าง”
“หืม... แน่ใจหรือคาเมะ โรงแรมนี้เขาหรูนะ คุณอย่าลืมวางมาดคนมีสตางค์ด้วยล่ะ” คุณลีมินยูทิ้งบุหรี่ตามขยี้ด้วยเท้าแบบเนียนๆ ครับ
“ฮ่ะๆ ซ้อมไว้แล้วครับ ไม่ต้องห่วง”
“แล้วนี่คาเมะทานมื้อเย็นหรือยัง หรือว่า...ต้องซื้อไปฝากโฮมเมทของคุณอีก” ท่านลีแกถามเหมือนขำๆ นะครับ แต่รอยยิ้มประกอบนั้นช่างชวนให้ผมต้องกลืนน้ำลายอย่างบอกไม่ถูก
“เอ่อ... ครับ ผมกำลังเลือกอยู่ว่าจะซื้ออะไรไปให้มัน เอ้ย เขาดี มันเลือกมากน่ะครับ กินเยอะแต่ก็กินยาก”
“คุณต้องเป็นฝ่ายซื้ออาหารไปให้เขาทุกวันเลยหรือเปล่าคาเมะ”
“ไม่หรอกครับ ปกติผมจะซื้อของสดไปทำกินเอง แต่ว่าช่วงนี้ซื้ออาหารสำเร็จไปจะสะดวกกว่าน่ะครับ แล้วดูท่ามันจะเบื่อฝีมือทำครัวของผมมั้งครับ เห็นอยากจะกินแต่อาหารหรูๆ”
“คุณเลยต้องทำตามความต้องการของเขาใช่มั้ย นี่คุณต้องเอาใจเขาขนาดนี้เลยหรือครับ”
เอ่อ... เริ่มรู้สึกอย่างที่ผมรู้สึกมั้ยครับ บทสนทนาชวนหาเรื่องพิกล
“ฮ่ะๆๆๆ ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ก็คนอยู่ร่วมบ้านกันน่ะครับ เรื่องอะไรพอช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป อีกอย่างขืนให้มันรับผิดชอบเรื่องอาหารล่ะก็ ท้องไส้พินาศกันพอดี ฮ่ะๆๆๆ”
เป็นขำกลบเกลื่อนที่เจื่อนสนิทเลยครับ
“งั้นมื้อนี้ผมเลี้ยงแล้วกัน โฮมเมทคุณน่าจะชอบนะครับ อาหารกล่องแบบอินเดียน”
“เอ่อ... พอดีจึงซุกเขา... กินอาหารเครื่องเทศหนักๆ ไม่ได้น่ะครับ ผมว่าผมไม่รบกวนคุณมินยูดีกว่า จริงๆ แล้วผมกะจะซื้ออาหารเกาหลีพื้นๆ ให้มันกินนี่แหละครับ สร้างสำนึกรักบ้านเกิดให้มันหน่อย”
เหอๆ ใครก็ได้ มาลากผมออกไปจากตรงนี้ที...
“โอ๊ะ ฟ้ามืดลงไปทุกทีแล้วล่ะครับ ผมว่าผมรีบๆ ไปซื้อ...ดีกว่า”
“ไปสิครับ งั้นผมไปรอที่รถแล้วกันนะ ผมจะไปที่โรงพยาบาลด้วย”
หา...
ก่อนจะหันหลังจากผมไปยืนเต๊ะจุ๊ยพิงประตูรถ คุณลีทำสีแกหน้าท่าทางราวกับคนตัดสินใจอะไรได้เด็ดขาดอย่างนั้นล่ะครับ
หรือว่า... เขาตั้งใจจะไปคุยกับยังพี
แน่ๆ เลยครับ พระเจ้าช่วยกิมจิบรรจุถ้วย... ปลายทางรักสามเศร้ากำลังจะมาถึงแล้วหรือเนี่ย
รอช้าไม่ได้แล้วครับ ผมต้องรีบซื้ออาหารโดยไว
ลุ้นจริงๆ เลย จะออกหัวหรือก้อยกันนะ
..................................................................................................................................................................
ตึกตักๆๆ เสียงหัวใจของผมเองครับไม่ใช่ใคร ตื่นเต้นยังกับเป็นเรื่องของตัวเองเลยเชียว
ข้างหลังของผมเป็นคุณลีมินยูครับ ส่วนข้างหน้าก็คือประตู ดูสิครับ ขนาดมือที่จะไปจับลูกบิดผมยังประหม่าสั่นแทนเขา
เอาวะ
“ฉันมาแล้ว”
อุ๊บส์ (ขออุทานแบบกระแดะนิดหนึ่งครับ) ผมนี่แย่จริงๆ ทำไมไม่เคาะประตูก่อนนะ เจ้าจึงซุกกำลังตะกองกอดกับยังพีอยู่ครับ
ดูสิ... คุณลีมินยูแกชะงักเลยครับ ผมก็เลยพาลชะงักไปด้วย...
หัวใจยังเจ็บปี๊ดๆ ไปเพื่อนเขา
ไอ้จึงซุกรีบปล่อยยังพีครับ ส่วนยังพีก็ถดตัวลงกลับไปนอนราบกับเตียงตามเดิม
“ผมขอคุยกับคุณหน่อย”
พระเจ้า มาถึงก็เปิดศึกกันเลยทีเดียว คุณลีมินยูแกจ้องหน้าเจ้าจึงซุกเขม็งเลยครับ ไอ้จึงซุกก็มองตอบสายตามัจจุราชพอๆ กัน
ประสานสายตาพิฆาตกันได้สักครู่ คุณลีเขาก็เดินนำหน้าออกไปก่อน แล้วเจ้าจึงซุกก็เดินตามออกไป
โอ๊ย อยากตามไปใจจะขาดครับ ผมไม่เคยอยากเจ๋อเรื่องชาวบ้านเขาเท่าครั้งนี้เลย ในเมืองนี้มีเครื่องดักฟังมือสองขายที่ไหนมั้ยนี่ ถ้าราคาไม่แพงผมอยากซื้อต่อเดี๋ยวนี้เลยครับ
“อยู่เป็นเพื่อนยังพีทีนะ” ไอ้จึงซุกมันสั่งผมทิ้งท้ายก่อนจะปิดประตู
ผมแสนจะอยากแล่นเข้าไปข่วนหน้ามันจริงๆ บางทีก็ไม่ต้องบอกป่ะครับ ผมมีสำนึกพออยู่หรอก
“อยากตามไปก็ไปสิ”
วะ ไอ้นี่ก็อีกคน ถึงป่วยก็ไม่ใช่ว่าจะมาพูดจาสะบัดใส่ผมได้นะครับ
ผมมองหน้าปาร์กยังพีโดยแอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวใจเล็กๆ ไม่อยากจะพูดอะไรไปครับ สมองผมเองยังเรียบเรียงไม่เรียบร้อยเลย
“ห่วงใครกันแน่ นายน่ะ”
ก็ทั้งคู่สิฟะ ถามได้
“ทำไม นายมีปัญหาอะไรกับฉันหรือไง”
“หึ ใครจะกล้า”
ก็มันนี่ไงครับเห็นๆ กันอยู่ โอ๊ย ขี้เกียจเถียงด้วยครับ ผมไปนั่งพักใจให้หายเมื่อยดีกว่า
“หิวน้ำ”
สาบานนะครับว่านี่คือน้ำเสียงในการขอความช่วยเหลือคนอื่น แขกที่โรงแรมยังมีมารยาทกว่านี้เลย
เออ กล้าขอกล้าให้
“ดื่มให้หมดนะ”
ลำบากสองต่อจริงๆ เลยครับ นอกจากเทน้ำให้แล้วยังต้องช่วยพยุงให้ลุกขึ้นมาอีก...
เอ... วันนี้ยังพีดูแปลกจังครับ ทิ้งน้ำหนักมาหมดเลยเหมือนคนไม่ค่อยมีแรง ปกติแล้วต่อหน้าผมน่ะ ต่อให้แย่แค่ไหนก็จะไม่แสดงออกมานะครับ จะกั๊กไว้อ้อนเจ้าจึงซุกมันคนเดียว
“นายเป็นไรรึเปล่าเนี่ย” อย่านะครับ อย่ามาทรุดเอาตอนนี้นะ ผมลนลานหาที่วางแก้วน้ำแทบไม่เจอ
“แน่นหน้าอกนิดหน่อย”
“ให้ฉันเรียกหมอมั้ย หรือว่าไง”
“ไม่ต้อง จับให้ฉันนั่งก็พอ”
ครับ เพราะอย่างนี้ผมถึงต้องเอาตัวเป็นหลักให้มันพิง เกร็งเป็นบ้าเลยผมน่ะ เสียงการสูดหายใจลึกๆ แบบอากาศไม่ค่อยเข้าดังขึ้นข้างๆ หู
ทำให้ผมต้องลูบหลังเอาใจช่วยอย่างอดไม่ได้
เคยมั้ยครับ เวลาเห็นคนหอบก็พาลจะหอบไปกับเขา ตอนนี้ผมกับยังพีหายใจเป็นจังหวะเดียวกัน เข้า ฟู่... ออก ฟู่...
นับได้เกือบถึงครึ่งร้อย อาการของยังพีก็ดูดีขึ้นครับ ตัวผมเองก็มีสติมากขึ้นด้วย ตอนนี้รู้สึกเจ็บเป็นบ้าเลย...ยังพีจิกเล็บใส่ชั้นไขมันบางๆ ที่สีข้างของผมไม่ยอมปล่อยสักที จนผมทนไม่ไหวต้องไปแงะมือกระดูกนั่นออก เอามาจับไว้แทน
จะว่าไป ท่าใกล้เคียงกับที่เจ้าจึงซุกทำเมื่อกี้เลยครับ
“ตอนฉันเด็กๆ ต้องนั่งอยู่อย่างนี้จนกว่าจะหลับ ไม่อย่างนั้นฉันก็นอนไม่ได้ เพราะหายใจไม่ออก”
“หายใจไม่ออกก็หายใจเข้าแทนสิ” อย่าว่าผมเลยครับ ผมเครียด อยากปล่อยมุขบ้างถึงแม้จะไม่เข้าท่าก็ตาม แต่ไม่น่าเชื่อครับ ไม่น่าเชื่อสุดๆ ปาร์กยังพีดันขำ
“งั้นนายก็เป็นเด็กติดแม่น่าดูเลยสิ” ไหนๆ ก็ขำแล้วขอลามปามอีกหน่อยแล้วกันครับ เห็นหน้ากันมาตั้งนานผมไม่ค่อยรู้เรื่องส่วนตัวของหมอนี่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าชอบเค้กผลไม้โรยหน้าลูกเกด ฮึ่ม!
“แม่ฉันตายตั้งแต่คลอดฉันออกมาแล้ว ต้องบอกว่าฉันเป็นเด็กติดพี่ถึงจะถูกนะ พี่มินยูเลี้ยงฉันมา...”
มิน่า...อย่างนี้นี่เอง เอ๊ะ นี่มีเจตนาแอบแฝงในการเล่าให้ฟังรึเปล่านะเนี่ย
ผมสงสัยยังไม่เสร็จ ยังพีก็ผละตัวออกไปเสียก่อน ดีเลยครับ เพราะ เหน็บเกือบจะกินผมเข้าให้แล้ว
“พี่มินยูคอยอยู่เป็นเพื่อนฉันทุกคืน ถ้าฉันยังไม่หลับ เขาก็ไม่ไปไหน”
“หรือ...” พี่โคคิไม่เห็นเลี้ยงผมดีอย่างนั้นบ้าง ดีแต่หลับก่อนแล้วกรนเสียงดังสนั่น
“ฉันจะเล่นอะไรก็คอยไปเฝ้า หรือบางทีก็เล่นด้วยถ้าเห็นฉันไม่มีเพื่อนเล่น”
อิจฉาครับอิจฉา พี่โคคิน่ะดีแต่ไปเตะบอลกับเพื่อน แล้วก็โยนเสื้อบอลให้ผมซักอีกต่างหาก
“แล้วตอนนี้อ่ะ” คือเท่าที่เห็นมันไม่มีความใกล้ชิดแบบเดียวกับที่ยังพีเล่าให้ฟังเลยนี่ครับ
สีหน้าของยังพีเปลี่ยนจากที่เพ้อๆ มาเป็นเฉาเหงาหงอยอัตโนมัติ
เอาแล้วครับ sad story เริ่มมาแล้ว... ยังพีเงยหน้าขึ้นมามองผมนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปอีกด้าน
“เมื่อก่อนนี้ พี่มินยูอยู่กับฉันตลอด กินข้าว ก็แทบจะป้อนให้ เวลามีใครจะเข้ามาแกล้ง พี่มินยูอาละวาดไล่ไปหมด พี่มินยูบอกว่าจะดูแลฉัน บอกว่าถึงไม่ใช่ลูกแม่เดียวกัน แต่ก็จะอยู่ดูแลไม่ไปไหน...”
แสดงว่าไปไหนแน่นอนเลยครับ ล้านเปอร์เซ็นต์
“แต่แล้วจู่ๆ พี่มินยูก็ไปเรียนเมืองนอก ทิ้งให้ฉันอยู่กับญาติ” นั้นไง๊...
“พี่มินยูส่งจดหมายมา...” แล้วหลังๆ ไม่ส่งใช่มั้ย
“สม่ำเสมอ” เอ๋า... ก็ดีน่ะสิครับ แย่ตรงไหนล่ะ
“แต่แนบรูปแฟนของเขามาด้วย ฮึก ตอนนั้นฉันถึงได้รู้ ว่าฉันรักพี่มินยูแค่ไหน แต่พี่มินยูก็ทิ้งฉันเอาไว้ตั้งสิบปี”
โห... หัวใจคนคอยก็ช้ำแย่ ตลอดสิบปีนั้นยังพีคงเดียวดายน่าดู
“มีคนเข้ามาจีบฉันเยอะแยะ” แต่ไม่สนใจสักคน
“ฉันคบหมดทุกคน” เอ๋า...
“แล้วฉันก็ถ่ายรูปไปให้พี่มินยูดูบ้าง แต่พี่มินยูไม่เคยว่าอะไรเลย ไม่หึงฉันสักนิด ไม่เหมือนที่ฉันหึงเขาแทบบ้า”
โถ... ต่อให้หึงก็คงขี้เกียจจะหึงล่ะครับ เล่นคบไม่เลือกซะขนาดนั้นน่ะ
“จนมาถึงพี่จึงซุก พี่จึงซุกดูแลฉันดีกว่าใคร รักฉันจริงกว่าทุกคน ฉันเลยเลิกหมดคบแต่พี่จึงซุกคนเดียว”
โถ บุญของไอ้จึงซุก
“...จนพี่มินยูกลับมา” นี่ก็เวรของมัน
“พี่มินยูไม่ได้พาใครมาด้วยอย่างที่ฉันกลัว ฉันเลยเกิดความหวังอีกครั้ง ฉันบอกรักพี่มินยู...” น้ำตาร่วงลงมาแล้วครับหนึ่งหยด
“แต่พี่มินยูตอบว่าอะไรรู้มั้ย”
บอกมาเร็วๆ เถอะน่า ลุ้นจะตายอยู่แล้ว
“พี่มินยูขอบใจที่ฉันรักเขา แต่เขาบอกว่าเขามีคนที่สนใจอยู่แล้ว ฮึก ทั้งที่พี่มินยูกลับมาไม่นาน แต่เขาบอกว่าเขาเจอคนที่เขาชอบมากๆ แล้ว” ยังพีตวัดสายตากลับมามองผมอีกครั้ง ผมควรรู้ตัวใช่มั้ยครับ ว่ายังพีหมายถึงใคร
“ซึ่งฉันก็เพิ่งได้รู้วันนั้น ว่าเป็นนาย... คิมคาเมะ”
เงียบสิครับ จะพูดอะไรได้ ขยับตัว...ผมยังไม่กล้า ได้แต่สังเกตสังกาภาวนาไม่ให้ยังพีเขาหอบขึ้นมาอีกรอบ
แต่ดูเขาสงบลงดีนะครับ ไม่มีเค้าที่จะลุกขึ้นมาบีบคอผม ดวงไฟในตาโตๆ ที่เคยจะเผาเมื่อสามสี่วันก่อน...ก็ไม่มีแล้ว เหลือแต่เถ้าที่เป็นตะกอนนอนก้น
ดูเศร้าผิดหูผิดตา ผมใจหายจังเลยครับ ให้ลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำกันยังสนุกกว่า
“นายจะตัดใจจากคุณมินยูจริงๆ หรือ”
ยังพีหัวเราะขึ้นมาเหมือนผมถามคำถามที่ไม่น่าถาม
“ถ้างั้นทำไมไม่คบกับจึงซุกมันต่อล่ะ”
“ฉันเห็นแก่ตัวมานานพอแล้วล่ะมั้ง”
“แสดงว่านายไม่ได้รักจึงซุกเขาเลยหรือ--” ถ้าเป็นแบบนั้น...แย่นะครับ
นานพอดูกว่าผมจะได้คำตอบ ยังพีนั่งตกตะกอนความคิดตัวเองอยู่นาน เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะครับ ที่ผมรู้สึกว่าคนๆ นี้มีอะไรมากกว่าที่มองเห็นหรือแสดงออกมาเยอะ
“ฉันไม่อยากเสียพี่จึงซุกไป นายอาจจะไม่เข้าใจ แต่ฉันอยากเป็นน้องชายของเขา ให้เขาอยู่ดูแลฉันไปอย่างนี้...”
เกือบจะเข้าใจแล้วครับ แต่มันติดอยู่ที่ว่า... ถ้าอยากอยู่กับคนไหนไปนานๆ การเลี่ยงที่จะเป็นคนรักกันนั้นคือทางออกงั้นหรือครับ
แล้วยังพีไม่อยากอยู่กับคุณลีมินยูนานๆ หรือไง ถึงเสี่ยงที่อยากจะเป็นคนรัก
“อีกอย่าง ฉันอยากให้พี่จึงซุกมีความสุข เขายังมีฉัน และก็ไม่ต้องเสียนายไป”
เห...
“ทำไมล่ะ หมายความว่าไง ฉันไม่เข้าใจ” สองคนนี้จะรักไม่รักกันผมเกี่ยวอะไรด้วยล่ะนั่น อันนี้นี่ล่ะงงของแท้
ยังพีหัวเราะอีกแล้วครับ มองหน้าผม หัวเราะ แล้วก็ส่ายหน้าระอาทำราวกับผมเป็นเด็กไม่เดียงสาไม่รู้อะไรเลย
ซึ่งมันก็ทำให้ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง
“จะกรุณาอธิบายให้ฉันฟังได้มั้ยเนี่ย” ผมร้อนใจอยากรู้เกินกว่าจะเขม่นใส่ไอ้หน้าป่วยเฉยๆ เหมือนปกติ
“ก็ไม่มีอะไร ตรรกะง่ายๆ ถ้าเราเป็นคู่แข่งกัน ก็ต้องมีคนหนึ่งที่แพ้ และอีกคนที่ชนะ...ใช่มั้ย แต่ถ้าฉันถอนตัวออกสนามซะ เรื่องก็จบ”
“อ้าว แล้วทำไมต้องเป็นนายที่ถอนตัวออกไปล่ะ และอันที่จริงฉันก็ไม่ได้ลงสนามแข่งกับนายอยู่แล้วนี่”
จะสนามไหนก็ตาม สนามจึงซุกหรือสนามมินยูผมก็สมัครเป็นแค่คนดูอยู่ดีนี่ครับ ใช่มั้ยล่ะ
“ถึงนายไม่ลงแข่งเจ้าของสนามเขาก็ยื่นใบสมัครของนายลงไปแล้ว... นายน่ะ ใช้สมองให้มากกว่านี้หน่อยซี้...” ยังพีส่ายหน้าระอาใส่ผมอีกรอบพร้อมกับหงายหลังลงนอนไปเสียเฉยๆ ครับ แถมยังหันหลังให้ผม และเอาผ้าห่มคลุมโปงหนีอีกต่างหาก
ป่วยก็ป่วยเถอะ งานนี้ผมไม่ยอมนะครับ
“อะไรวะ นายพูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลย ไม่ต้องมาง่วงตอนนี้เลยยังพี ลุกมาพูดกันให้กระจ่างก่อนดิ ไม่ลุกฉันเจาะรูกระเป๋าน้ำเกลือจริงๆ นะ ยังพี นี่ ยังพี จะนอนคุยก็ได้ยังพี แต่อย่ามาเงียบนะ” นิสัยหย่อนระเบิดแล้วเปิดตูดน่ะผมทำได้คนเดียว ห้ามใครลอกเลียนแบบเด็ดขาด
“ยังพี ฉันเอาหมอนกดหน้านายจริงๆ นะ ยังพี ลุก ยังพี” ผมลงทุนเขย่าตัวยังพีเลยนะครับ ไม่แรงมากครับยังไม่อยากเจอข้อหารังแกคนป่วย
“ยังพี ฉันไม่เข้าใจ เออ จะว่าฉันโง่ก็ได้ นายลุกมาอธิบายให้ฉันฟังก่อนยังพี”
“ยังพี ยังพี ฉันหยิบหมอนแล้วนะเว่ย”
“ยังพี ถ้าไม่ลุกเดี๋ยวนี้ฉันจะ—“
“นี่คาเมะ นายจะทำอะไรยังพี!” ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ครับ มากระชากตัวผมออกจากเจ้าของเตียง
“ก็ยังพีพูดไม่รู้เรื่องอ่ะ” ไอ้จึงซุกนี่เองครับ แหม...ทำตาเขียวปั้ดใส่ผมใหญ่
“แล้วนายไปเขย่าตัวเขาทำไม ไม่เห็นหรือว่าเขาไม่สบาย”
“แล้วจะทำไม แตะนิดแตะหน่อยจะตายเลยมั้ยล่ะ ทีหลังจะได้ไม่ยุ่ง จะทำป้ายห้ามแตะติดเผื่อไว้ให้ด้วย!”
“คาเมะ!”
ตั้งแต่รู้จักกันมา ครั้งแรกนะครับที่มันตะคอกใส่ผม เสียงดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ทั้งตกใจ และโกรธ...
โกรธ... จนพูดอะไรไม่ออก
“ยังพี ใครก็ตามยื่นใบสมัครให้ฉัน ฉันจะตามไปฉีกทิ้งมันทุกใบ” อยากจะได้ตายเลยครับ คนแบบนี้
ผมเห็นกล่องอาหารที่ซื้อมาให้มันก็อยากจะปาใส่ให้รู้แล้วรู้รอด อยากมากครับ อยากปาใส่ให้มุมกล่องทิ่มหัวมันไปเลย แต่คิดได้ว่าเก็บไว้กินดีกว่า จะกินเองทั้งสองกล่องเลยครับ ส่วนมันน่ะ หิ้วท้องไปหากินเอาเองเถอะ
ผมออกมาจากห้องนั้นเร็วมากครับ จนผมอธิบายไม่ถูกว่าเดินออกมาแบบไหนยังไง เรียกว่าหูอื้อตาลาย ผมรู้แต่ว่าตอนนี้ผมก้าวเท้าเดินๆๆ ไปตามทางที่มีอยู่ ทางตรงผมก็เดินตรง สุดทางเดินต่อไม่ได้ผมก็เลี้ยว จะเดินขึ้นหรือเดินลงผมก็ไม่แน่ใจ
ผมเดินไปจนเหนื่อย
มือที่ถือกล่องอาหารของผมสั่นครับ เข้าใจว่าสั่นเพราะความโกรธผสมหิว แต่ตอนนี้พอผมหยุดเดิน...ผมถึงได้รู้
มันสั่นเพราะผมกลัว...
ไอ้จึงซุกมันจะฆ่าผม
ไอ้บ้านั่นมันจะฆ่าผมเพราะผมไปทำร้ายสุดสวาทขาดใจของมัน
ผมก็อยากจะฆ่ามันเหมือนกัน
มันคิดว่าตัวเองเป็นใคร เรื่องอะไร...มาทำให้ผมตกใจจนร้องไห้
ไอ้บ้า
................................................................................................................................................................

)
พีเอสสึ แอบอยากตบกะโหลกจึงซุกตอนจะบอกเรื่องที่ตกลงกับยังพี
กับแอบหมั่นไส้ยังพีตอนเล่าอดีตบรรดาแฟนๆ แหม้ มันน่าซัดสักอั้ก
#1 By Daow (58.8.120.241 /192.168.50.205) on 2007-03-09 00:24