Korean Fiction 7
posted on 20 May 2007 04:42 by asuka-jan in Korean-Fiction
ฮ้าว... เมื่อคืนก็หลับดีแท้ๆ ไหงวันนี้ผมถึงได้ง่วงจัง หาวเป็นรอบที่ยี่สิบแล้วนะครับตั้งแต่เช้า ไอ้อึนดองมันก็ล้อผมใหญ่ว่าเมื่อคืนหนักหรือไง ผมก็บอกไปว่า อ๋อ...ไม่เท่าไหร่หรอก เด็กผมสิ...หนักกว่า!
ก็จริงมั๊ยเล่า... จึงซุกมันทั้งอุ้มทั้งนอนให้ผมทับแทบทั้งคืนน่ะ
แต่ไอ้มิสเตอร์อุ๊อึนดองที่ยังไม่ฟังทันได้ศัพท์ก็กรี๊ดแตกวิ่งแทดๆ ไปเมาธ์กับคนอื่นต่อ
ไม่เสียหายงานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปเสียหายงานไหนแล้วล่ะครับ ผมเองก็เหนื่อยและง่วงเกินกว่าจะไปแก้ข่าวซะด้วย
ว่าแล้วก็หวิวๆ ที่ตะโพกน้อยครับ เมื่อวานที่เจ้าจึงซุกมันขยำเต็มกำมือ แถมลูบๆ อีกเล็กน้อยตอนมันหลับไปแล้ว
คือ...รู้แล้วก็อย่าเพิ่งอ้วกนะครับ ตอนนี้น่ะ รู้สึกเหมือนว่ายังมีมือของมันวางอยู่เลย แบบว่า...สัมผัสติดค้าง
อย่านะครับ อย่าเพิ่งมีใครมาทักมาเรียกผมตอนนี้ โกรธจริงๆ ด้วย ผมกำลังปรับสีหน้าสีตาให้มันปกติอยู่
“คาเมะ” นั่นไง๊ บอกว่าอย่าเพิ่งเรียกๆ
“ครับคุณมินยู มีอะไรหรือครับ” ถ้าไม่สำคัญกรุณาไปห่างๆ เลยครับ
“ผมอยากคุยกับคุณจัง กำลังจะเที่ยงแล้ว คุณไปทานข้าวกับผมนะ” โฮ้ย... สิบเอ็ดโมงห้านาทีน่ะหรือครับกำลังจะเที่ยง ถ่านนาฬิกาหมดหรือเปล่าเจ้านาย
“ครับ” เถียงไปก็ขัดไม่ได้ครับ เอาแต่ใจกันทั้งพี่ทั้งน้อง
แคน ทีนของโรงแรมตอนก่อนเที่ยงช่างมีอาหารน้อยอย่างน่าใจหาย สีเงินของถาดแสตนเลสเรียงรายมากกว่าสีสันของอาหาร แต่ก็มีข้อดีอย่างครับเพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตพนักงานของผมที่ไม่ต้องต่อ คิวซื้อข้าว
ส่วนคนที่ชวนผมมาหรือครับ โน่น... ไปยืนสั่งน้ำปั่นอารี้อารมณ์ดีเชียว ดีจนคุณป้าขายน้ำปั่นแกเทผลไม้ใส่มากกว่าน้ำแข็ง น้ำชงน้ำเชื่อมไม่ต้องเติมครับ แค่รอยยิ้มของคุณมินยูอย่างเดียวก็กินขาด
“คุณมินยูไม่ไปซื้ออะไรทานหรือครับ”
“ไม่ล่ะครับ ผมยังไม่หิว”
เอ๊า ตัวเองไม่หิวแล้วชวนผมมาที่นี่เพื่อ??
“คาเมะเอาน้ำแตงโมไปแล้วกันนะครับ” ของเหลวสีแดงอมชมพูในแก้วทรงสูงถูกยื่นมาตรงหน้าผม ส่วนคนที่ยื่นแก้วให้ก็ดูดน้ำสีเขียวจางๆ ผ่านหลอดผอมลงคออั้กๆ อู๊ย... เข็ดฟันแทน
“คุณมินยูดูอารมณ์ดีนะครับ”
คนอารมณ์ดียิ้มรับคำทัก ต่อด้วยก้มลงไปสูดน้ำในแก้วซูดใหญ่ โอ๊ย...เล่นเอาผมจี๊ดใต้กราม
“มีอะไรก็เล่าให้ผมฟังได้นะครับ” แต่อย่ามาซดน้ำมะนาวต่อหน้าผมอย่างนี้
“คือ ผมไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงน่ะครับ” โอ๊ย เริ่มไม่ถูกเอาตอนลงท้ายมาก่อนก็ได้ครับ ผมไม่ว่า
“ยังพีเขา...” เอ้า ลูบผมลูบท้ายทอยตัวเองอยู่นั่นแหละ เข้าเรื่องสิครับอย่าโอ้เอ้ “ยังพีเขาดีกับผมแล้วครับ เมื่อคืนนี้เอง”
เออ แค่นั้นแหละ หา! ดีกันแล้ว จริงอ้ะ ง้อง่ายจริงวุ้ย
“ดีกันยังไงหรือครับ” ง้อกันอีท่าไหนวะเนี่ย
“ก็...ผมถามเขาว่าเขายังรักผมอยู่หรือเปล่า” เอ๋า...แทนที่จะบอกรักเขาก่อน “แล้วเขาก็บอกว่ารัก แต่กำลังจะเลิกรัก”
เออ... พูดตรงดีนี่หว่า
“ครับ แล้วคุณมินยูว่าไง” เขาเปิดช่องให้ขนาดนี้แล้วนะเฮียนะ รุกเลย!!
“ผมก็บอกว่าผมรักเขา และขอโทษที่...ที่ผ่านมาผมไม่เคยยอมรับในความรู้สึกนั้น” อืม... “ผมขอโทษเขาในสิ่งที่ผมทำให้เขาเจ็บ ที่เคยดูถูกความรู้สึกของเขา ดูถูกความรู้สึกของตัวผมเอง”
“ผมขอ... ให้เขาให้โอกาสผมอีกครั้ง”
“แล้วเขาว่ายังไงครับ”
“เขาโอเค แต่...”
“แต่อะไรครับ”
“เขาให้ผมพิสูจน์”
“พิสูจน์ยังไงครับ”
“ว่าผมรักเขาแบบ แบบ แบบนั้นจริงหรือเปล่า หรือแค่สงสาร...”
“อ่า... ครับ แล้วพิสูจน์ยังไงล่ะ”
ปู๊นๆ ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉัก ควันรถไฟรุ่นเครื่องจักรไอน้ำลอยขึ้นเต็มศีรษะนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง คุณลีมินยูถึงกับต้องสูดน้ำมะนาวอีกเต็มกระพุ้งแก้มเพื่อดับควัน
“ก็...จูบ”
ว้าว... คิส โอ้ว โว้ว...
“จริงหรือครับ แล้วเป็นไงบ้าง” ตื่นเต้นๆ นึกภาพตามไม่ออกกันเลยทีเดียว
“ก็...” โว้ย...คุณมินยูยิ้มแก้มปริเชียว ต้องดีมากๆ แน่เลยครับ โอ๊ะโอ๋ ลีลา... ทำเป็นเลียริมฝีปาก
“ยังหวานติดปลายลิ้นอยู่เลยครับ”
กรี๊ด... เป็นผู้ชายกรี๊ดได้มั้ยครับ โอย...ขนลุกซู่ คุณมินยูกล้าพูด!!!
จะแสดงอาการอยากอ้วกก็ไม่ได้ เจ้านาย เจ้านาย ท่องไว้...
“มิน่า ถึงกินน้ำมะนาวดับหวาน” และแล้วก็หลุดคำแซวที่ชะเบียที่สุดในชีวิตออกไปจนได้ (อย่าไปบอกเขานะครับ)
แต่ก็ดีใจกับเขาล่ะ ดูสิ เหมือนเรื่องยุ่งๆ ที่ผ่านมาหลายวันก็จบลงไปอย่างง่ายๆ สวยงาม แฮปปี้ ง่ายอย่างที่ละครเกาหลีคงเอาพล็อตนี้ไปใช้ไม่ได้ครับ เพราะมันสั้นเกินไป
ผมเองไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่ครับ เพราะคิดๆ ดูแล้ว ถ้าผมเป็นยังพี ถึงจะรักคุณมินยูยังไง ผมก็คงเลือกจึงซุกครับ หรืออาจจะไม่ แต่ก็คงไม่กลับไปรักคุณพี่ชายอีกแน่ รักข้างเดียวมาเป็นสิบๆ ปี ทรมานมาแค่ไหน แล้วพอคุณมินยูหันมาง้อหน่อยจะยอมได้ง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ จะลืมความเจ็บช้ำที่ผ่านมา ปัดออกไปแล้วเริ่มใหม่ได้รวดเร็วเพียงนี้ ไม่มีเล่นตัวเลยหรือ...
ยังพีเก่งมาก หรือยังพีรักคุณมินยูมากกันแน่น้า...
“อย่างนี้ก็แฮปปี้เอนดิ้งแล้วสิครับ” ฮ้า...น้ำแตงโมปั่นของผมช่างจืดเสียนี่กระไร
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ”
“อ้าว” ยังไง จูบกันแล้วนี่ยังไม่เรียบร้อยอีกรึ มีอะไรอี๊ก
ผมว่าแล้ว... ยังพีจะยอมดีแบบไม่มีข้อแม้ได้ยังไง ผมน่าจะรู้นะเนี่ย
“ทำไมล่ะครับ”
“เขาให้ผม... ยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจินจึงซุก”
หา อะไรนะ “หมายความว่าไงครับ” วะ น้ำแตงโมจืดเกินไปแล้ว เอาไปคืนได้มั้ยเนี่ย
“เขาไม่อาจขาดจินจึงซุกได้น่ะครับ แม้ว่าจะรักผมก็ตาม เขายืนยันว่า ระหว่างเขากับจึงซุกไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าดูแลกัน จึงขอให้เข้าใจ และสบายใจ...”
ไม่คืนมันแล้วครับ เอาไปทิ้งเลยดีกว่า น้ำแตงโมกะหลั่ว
“ผมเอง ให้บอกตรงๆ ผมก็ทำใจไม่ได้นักหรอกนะครับ แต่ว่าก็จะพยายามแทรกเข้าไปจนกว่าจึงซุกจะไม่จำเป็นสำหรับยังพีอีก”
จะให้กำลังใจว่า ครับ สักวันหนึ่งคุณคงทำได้ หรือเอาแบบจริงใจ ยากครับ อย่าฝันไปเลย ดีล่ะ
“ผมต้องทำทุกอย่างเพื่อทวงของรักของผมคืน—“
“เหอะ ก็แน่ล่ะครับดันทิ้งไปตั้งนาน”
อุ้ย! ก็อด ผมพูดอะไรออกไป ปากเสีย ปากเสียจริงๆ
“คือผมหมายถึง—“ เจ้านายอย่าไล่ผมออกน้า...
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็จริง ผมทิ้งยังพีเอาไว้นาน นานมาก นานจนกระทั่งผมเข้าใจว่าเขาไม่ใช่สิ่งสำคัญ จะฝากไว้...ในมือของใครก็ได้ กระทั่งตอนเขาล้ม ผมยังคิดอยู่แบบเดิมด้วยซ้ำ”
“คุณมินยู...” น้ำมะนาวของคุณมินยูคงจืดพอๆ กับน้ำแตงโมของผมแล้วมั้งครับ คุณมินยูถึงได้ผลักมันออก นี่แหละครับข้อเสียของน้ำปั่น สด อร่อย หวาน เย็น...แต่ทิ้งไว้นานก็ชืด
“พอถูกทำเหมือนกันถึงได้สะอึก เมื่อคืนก่อนเขาอวยพรให้ผมได้สมหวังกับคุณด้วยนะ”
อ้าว ยังไง ยังพี ตกลงจะเชียร์ใครให้ผมกันแน่ ทำไมกลับกลอกแบบนี้ล่ะ
“ผมโกรธเลยล่ะ แต่ก็โกรธเขาได้แป๊บเดียวก็ต้องมาโกรธตัวเอง เพราะนั่นก็คือสิ่งที่ผมทำต่อเขามาตลอด”
สำนึกได้ช้ามากมายครับคุณมินยู...
“แล้วคุณรักยังพีเขาจริงๆ ใช่มั้ยล่ะครับ” ถ้ารัก มันย่อมมีอุปสรรคอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นแค่ความไม่ต้องการสูญเสียล่ะ แล้วยังพีจะไม่เคลือบแคลงบ้างเชียวหรือ หรือว่าคิด แต่ยอมเสี่ยง...
“ความรักของผมที่มีต่อเขา มันมีอยู่มาตลอดครับ แต่ผมก็ปฏิเสธมันมาตลอด ผมคิดว่าถึงเลือกทางนั้น ยังไงสายใยความเป็นพี่น้องก็จะทำให้ผมไม่ห่างจากเขาจนเกินไป ผมคิดผิด ที่ผมยังมีเขา นั่นเป็นเพราะเขา...ไม่ยอมปล่อยมือไปจากผม”
“เมื่อเขาเลือกที่จะปล่อยมือไปจากคุณ คุณถึงได้รู้สึกตัว”
“ครับ แล้วยิ่งจูบเมื่อคืน ผมยิ่งแน่ใจ ผมรักเขาได้มากกว่านั้น ผมไม่แคร์สายเลือดที่ไหลเวียนในตัวเราสองคนอีกแล้ว”
...................................................................................................................................................................
อะไรจะดีไปกว่านี้
น้ำส้มคั้นสดๆ แท้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผสมน้ำเชื่อมอีกห้าสิบ หวานชื่นใจ ไม่เปรี้ยว ไม่จืด
ถ้าหมดช่วงฝึกงานนี่แล้ว ชีวิตนักศึกษาที่เหลืออีกหนึ่งปีผมก็คงหลุดบ่วงจากรักสามเส้าทีมเหย้าทีมเยือนของพวกเขาได้ เสียดายก็เพียงร้านน้ำปั่นในแคนทีนนี่แหละครับ ถึงจะเปรี้ยวบ้างจืดบ้าง แต่ก็ถือว่ารสชาติใช้ได้ที่สุดในละแวกนี้เลย
เจ้าอุ๊อึนดองได้ไปสีหลานสาวป้าน้ำปั่นให้ไปเปิดเฟรนไชน์ในมหาลัยเป็นที่เรียบร้อย พร้อมคำรับรองว่าจะพาหนุ่มน้อยหนุ่มมากในคณะการจัดการมาเหมาทุกเที่ยง ดีครับ นักศึกษาจะได้มีทางเลือก
“คุณมินยูแน่ใจนะครับว่าจะไม่ทานอะไรอีก” อิ่มความรักจนขยอกอย่างอื่นไม่ลงล่ะมั้งผมว่า
“ไม่ล่ะครับ แล้วนี่คาเมะต้องไปตรงไหนต่อหรือเปล่า”
“ก็ไปจัดการตรงส่วนล็อบบี้ให้เรียบร้อยน่ะครับ ช่อลูกโป่งที่จัดเอาไว้หลายที่ถูกพวกเด็กๆ วิ่งเข้ามาเหยียบเล่น ต้องไปซ่อมแซมแล้วก็หาทางป้องกันไม่ให้มันพังอีก” ไอ้พวกเด็กปาปามามาไม่สั่งสอน
“งั้นเดี๋ยวเดินไปด้วยกันครับ ผมจะออกไปข้างหน้าพอดี”
การเดินไปพร้อมผู้จัดการใหญ่ของโรงแรม ทำให้ผมจำต้องกระทำตามนโยบายประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัดครับ จากแคนทีนสู่ล็อบบี้ ก็แค่เจ็ดชั้นเท่านั้น ลิฟต์ที่กินไฟติ๊งหน่องละยี่สิบวอนผมไม่จำเป็นต้องพึ่งมัน เฮ้อ!
ลิฟต์แก้วตัวสวยที่ยังดูโล่งๆ โดดเดี่ยวจากบรรยากาศปีใหม่ที่ประดับไว้อยู่ทุกอณูโรงแรม คุณมินยูจงใจละทิ้งเอาไว้เพื่อให้น้องชายสุดเลิฟมาเป็นคนออกแบบตกแต่ง แผนความใกล้ชิดพิชิตความผูกพันของคุณมินยูเขาล่ะครับ
ตำแหน่งอินทีเรีย ดีไชน์, ออร์กาไนซ์ เมเนเจอร์, แอ็กคลูซีฟ โปรดิวเซอร์, แอ็กคลูซีฟ ดีไซน์ เทรนเนอร์, เออเจอเบอเรอเฮ่อ ตำแหน่งพิเศษโต๊ะพิเศษในห้องเดียวกับท่านเฮดบอร์ดเมเนเจอร์
ร่างกายหายดีปุ๊บ สถานะคนว่างงานหายปั๊บ ยังพีจะไม่เป็นเพียงอินดี้อาร์ติสอีกต่อไป
ระหว่างรอ คุณมินยูก็มีหน้าที่ทำจมูกให้ชินกลิ่นน้ำมันสน
“คุณลีครับ มีคนมาหาครับ”
ซุกเคตุง นักศึกษาฝึกงานต่างมหาลัย รุ่นเป็นน้อง แต่ตีนกาเป็นพี่ เดินมาเรียกเอาตอนที่ผมกำลังจะโชว์หอบพอดี เลยต้องฮ็อบเอาลมหายใจกลับไปแล้วเก็ก โอม ไม่เหนื่อย โอม ไม่เมื่อย
“ใคร”
“เขาบอกว่าชื่อ ปาร์กยังพีครับ”
เอ๋า ตายยากจริงแฮะ
“จริงหรือ” ถามไปอย่างนั้นแต่ไม่รอฟังคำยืนยัน คุณมินยูวิ่งลิ่วๆๆ ไปตรงมนุษย์สองคนที่รอท่าอยู่ ณ คาเฟ่เลานจ์
ไอ้จึงซุกนั่งเป็นองค์อพอลโล่ให้ไฮยาซินธัสรูปงามเอนกายพิงครับ คนป่วยก็ยังดูป่วยๆ แต่แววตาประกายกล้าดังเดิมแล้ว
อยู่พร้อมหน้าแบบนี้มีลางสังหรณ์ว่าจะเจออะไรดีๆ เลยล่ะ ว่ามั้ยครับ?
นั่นไง เชิดหน้าใส่พี่ชายร่วมสายเลือดก่อนหนึ่งดอก
“ไหนบอกว่าจะกลับไปทางข้าวกับยังพี พี่ชายโกหก”
เฮ่อ... ยังดีครับ ภาษาออดอ้อนคือเก่า
“พี่ไม่ได้โกหกนะยังพี เนี่ยกำลังจะไป พอถึงที่บ้านเราก็เที่ยงพอดีไง”
“แต่ยังพีหิวตั้งแต่สิบเอ็ดโมงแล้วน่ะ”
วะ แล้วคนทางนี้จะมีญาณหยั่งรู้มั้ยล่ะว่านายหิวแล้ว โห พอรู้ว่าตัวสำคัญปุ๊บก็เอาใหญ่
แต่คนถูกงอนยิ้มกริ่มชอบใจน่าดูเลยครับ เนี่ยแหละน้า...ยามรักน้ำต้มผักก็ลูกกวาดดีๆ นี่เอง
“นี่นายกินข้าวเรียบร้อยแล้วหรือ” ชะอุ่ย มัวแต่มองคู่รักเพลิน ลืมไปเลยครับว่ามันมาด้วย
เหย... อย่ายืนใกล้สิ เดี๋ยวพาลซบซะหนิ คนเขาหนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อนอยู่ เข้าใจมั้ยว่าเห็นหน้านายแล้วง่วงน่ะ!
“อะไรกัน นี่พวกนายกินมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้วหรือ ไวจังเลยนะ”
“ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าพวกนายจะมา ไม่งั้นก็รอแล้วล่ะ” สงสัยมันจะหิวมากครับ หมอนี่เวลาหิวแล้วอารมณ์ไม่ดี ชอบพาล
“อ้ะ” ผมกระแทกถุงในมือใส่สีข้างของมันเบาๆ
“อะไร”
“ข้าวเย็นนาย แต่ถ้าหิวก็เอาเป็นข้าวเที่ยงละกัน” รับไปสิวะ “ไม่หรูนะ ซื้อจากแคนทีน แต่สั่งพิเศษมา น่าจะพอดีกระเพาะนาย”
เห็นมั้ยเล่า... พอเห็นของกินก็ยิ้มร่า ไอ้ตะกละเอ๊ย
“อ๊ะ แต่นายมากับยังพี คงต้องติดสอยห้อยตามไปกินกับเขาสินะ”
โฮ้ย มันกระชากเอาถุงไปถือเลยครับ อะไรจะงกของกินขนาดนี้เนี่ย!
“ฉันพายังพีมาหาคุณลี แต่ฉันพาตัวเองมาหานาย เข้าใจมั้ย ไป หาที่ให้ฉันกินข้าวด้วย”
เฮ้ย เอางั้นหรือ ไม่ต้องประกบยังพีหรือนายน่ะ
“ไอ้บ้า ทางนั้นไปได้ที่ไหน มานี้ เทอเรสด้านบนแล้วกันนะ”
ผมไม่รู้หรอกครับว่าคุณมินยูเขาจะพายังพีไปเดทมื้อเที่ยงกันที่ไหน เพราะผมไม่มีเวลาเหลียวไปมองมากนัก ไอ้จึงซุกมันลากเอาๆ ไม่ได้เกรงใจเจ้าของโรงแรมซะเล้ย... แต่คงไม่มีใครถือมั้งครับ เพราะคุณชายฝ่ายนู้นก็ดูกันท่ายังพีจากเจ้าจึงซุกน้อยเสียเมื่อไหร่
เรียกว่าถ้าไปได้คนละทิศละทาง ยิ่งดี!
....................................................................................................................................................................
บนเทอเรสหนาวมาก... เปลี่ยนที่ได้มั้ย...
“ไม่เคยรู้เลยนะว่าวิวบนโรงแรมที่นี่สวยดี เอ้า ยืนทำอะไร เก้าอี้ก็มี นั่งสิ”
ไม่นั่ง... เก้าอี้อัลลอยด์ เย็นก้นตายเลย...
“ยืนเป็นตุ๊กตาหิมะกุ้งเสียบอยู่นั่นแหละ”
อยากลากฉัน ฉันไม่ไป...
“เป็นอะไร หนาวหรือ”
ดูน้ำมูกฉันเซ่ แข็งจนจะเป็นหินงอกหินย้อยอยู่แล้ว
“อ่ะๆ ไม่ต้องพูด คางสั่นขนาดนี้เดี๋ยวได้เผลอกัดลิ้นเข้า ไปอยู่หลังประตูก็ได้ ไป”
สุดท้าย ที่รับประทานอาหารกลางวันของไอ้จึงซุกมื้อนี้ก็คือ... บันไดหนีไฟ บรรยากาศ..ดีลบ แต่สภาพอากาศ เอบวก
โอเคครับ สองหนุ่มนั่งขัดสมาธิเคียงกัน คนตัวใหญ่เพลินกับกล่องข้าวในมือ ส่วนอีคนตัวเล็กก็หาวหวอดๆ รอมันกิน
“กินด้วยกันมั้ย” โฮ้ย...ใจดีจริง
“ไม่ล่ะ อิ่มแล้ว อร่อยหรือเปล่าล่ะ”
“อืม ก็พอได้” พอได้ของมัน เคี้ยวจับๆ ไม่หยุดปากเลยครับ
“แล้วทำไมอิ่มแล้วล่ะ นี่เพิ่งเที่ยงไม่ใช่หรือ กินไปเมื่อไหร่”
“ก่อนนายมาแป๊บเดียว พอดีคุณมินยูเขาชวนไปกิน ก็เลย...”
“ถนัดให้คนอื่นเลี้ยงข้าวนักนะนายน่ะ”
อ้าว อะไรวะ พูดงี้หมายความว่าไงเนี่ย
“กินข้าวกับเขากี่ร้อยหนแล้วล่ะ ไหนว่าไม่คิดอะไรไง”
“ก็จะทำไม กี่ร้อยหนฉันก็จ่ายตังค์เอง ไม่ได้ให้เขาเลี้ยงอย่างที่นายว่าสักหน่อย มีปัญหามากนักหรือ” ตอบดีๆ นะเว่ยไม่งั้นสวยแน่
“แล้วมันจะไม่เป็นการให้ความหวังเขาหรือไร... ถูกจีบอยู่ไม่ใช่หรือ...”
“โอ๊ย... บ้าหรือเปล่า เป็นเพื่อนกันหรอก คุณมินยูเขาหันไปสวามิภักดิ์น้องยังพีของนายแล้ว”
“แล้วก่อนหน้านี้ล่ะ” วะ
“นี่ แทนที่จะมาหาเรื่องฉันน่ะ ดูตัวเองก่อนดีมั้ย ไหนว่าพี่น้องไง ไปมาหาสู่กันยิ่งกว่าพี่น้องเขาจริงๆ ซะอีก แล้วงี้จะตัดใจได้หรือ”
ทำมาเป็นพูดดี อีโธ่ ว่าแต่เขาไม่ตักน้ำชะโงกดูเงาอิเหนาตัวเองเล้ย
“ก็ไม่มีอะไรแล้วจริงๆ นะ”
“ฉัน ไม่ เชื่อ”
“ตามใจ”
อะไรวะ มันต้องยืนยันนิดนึงสิ อธิบายสิฟะ ไม่มีอะไรยังไง แล้วที่ไปหาน่ะไม่ได้ไปสวีทกัน พูดเซ่ อย่าเอาแต่ก้มหน้ากินเซ่
ชิ ไอ้หมูจอมตะกละ แช่งให้สำลักข้าวตายซะดีมั้ย
ใครเขาจะเชื่อกันครับ ดูซิ ดูพวกเขาทำ ตัดใจหรือ? เป็นพี่น้องหรือ?
คนหนึ่งก็ไปมาหาสู่ไม่ได้ขาด อีกคนก็ว่าขาดอีกฝ่ายไม่ได้ พี่น้องกันประสาอะไร พี่น้องแท้ๆ เขายังไม่ลึกซึ้งอินไซด์ขนาดนั้นเลย
บอกให้เชื่อๆ ไม่เห็นให้เหตุผลเลยว่าทำไมควรต้องเชื่อตามนั้น สมองคนนะเว่ยไม่ใช่ซีพียู ที่จะยัดข้อมูลตามไหนตามนั้นน่ะ
“ถ้าไม่มีอะไรจริงทำไมต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา...”
หมอนี่มันไอ้ตัวยานอนหลับชัดๆ ลมหายใจออกของมันมีปนเปื้อนสารที่ออกฤทธิ์กดประสาทใช่มั้ย
“นายยังรักเขาอยู่ใช่มั้ยล่ะ”
ฮ้าว... เอาไหล่หนานุ่มมาที่หนึ่งเซะ
“ฉันแค่เป็นห่วงเขา อยากดูแล...จนกว่าจะได้เห็นเขามีความสุข”
“ก็แล้วมันต่างจากรักตรงไหน”
“ต่างสิ”
“ต่างยังไง”
งื้อ...แขนน่ะแขน เอามา กลางคืนฉันปวารณาตัวให้ใช้ต่างหมอนข้าง กลางวันขอเอาคืนบ้างเด้ จะหนีไปไหนเล่า
“นายชอบเห็นฉันมีความทุกข์ใช่มั้ยล่ะ”
“บ้าสิ” แกฆ่าพ่อฉันหรือไง
“งั้นนายก็อยากเห็นฉันมีความสุข”
“ก้เออสิวะ แล้วไงล่ะ”
“งั้นนายก็รักฉันน่ะสิ”
เฮ่ย!
“ใช่มั้ย นายรักฉัน...”
อี๋... พูดมาได้ไม่อายฟ้าดิน จะบ้าหรือ
“นายรักฉัน... คาเมะ”
ไม่รักๆๆๆ ไม่รักโว้ย ไอ้บ้า เลิกพูดเดี๋ยวนี้ อี๋ๆๆ
“รักจริงๆ ด้วย”
“ไม่รัก! เลิกพูดเลยไอ้บ้า คนอุตส่าห์คุยด้วยดีๆ ยังมากวนอีก”
“อะไร เขากวนตรงไหน ตัวเองไม่รักเขาก็ไม่รักสิ ทำไมต้องตะโกนใส่เขา ต้องว่าเขาบ้าด้วยล่ะ... คาเมะใจร้าย...”
อี๋... ดูมันครับ ดูม้าน... คาบปลายตะเกียบแล้วช้อนตาใส่ปริบๆ ทุเร้ศ ทำอะไรไม่นึกถึงหน้าพ่อหน้าแม่บนสวรรค์
“เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่ามันต่าง”
“เออ เข้าใจแล้ว ตามสบายเลย จะรักหรือไม่รักกันก็เรื่องของพวกนาย ฉันไม่ยุ่งแล้ว”
“ยุ่งหน่อยก็ได้”
“ไม่ยุ่ง! กินเข้าไปเลย กินเข้าไป!” ไม่เอามันแล้วครับไหล่หนานุ่ม นอนหนุนแขนตัวเองก็ได้ฟระ
เฮ้ยๆๆๆ
“นอนตักฉันนี่แหละ ฉันจะได้เอาหัวนายมารองกล่องข้าว” พูดเองจัดการเอง ล็อกหัวผมให้อยู่กับที่เองเสร็จสรรพ หัวคนนะโว้ยไม่ใช่โต๊ะ ปล่อยเดี๋ยวนี้น้า...
“หลับไปเหอะหน่า เหลือเวลาพักอีกยี่สิบนาทีเองไม่ใช่หรือไง”
อะไร เพิ่งเที่ยงตรงอยู่เมื่อกี้ ผ่านไปแว็บเดียวเลยครึ่งชั่วโมงไปแล้วหรือครับ ทำไมไวจัง
เวลาคนมีความทุกข์นี่เวลาผ่านไปไวจังแฮะ
“กินง่ายๆ นอนเยอะๆ จะได้โตไวๆ”
“งั้นนายก็อย่ากินอย่านอนเลย จะได้ไม่หายอ้วนอืดสักที”
โอ้ยย... ไอ้บ้า
“อย่ายอกย้อน นอนไป”
ปากคนนะไม่ใช่สิว มาบีบทำไมวะ แค่นี้ก็ยื่นเป็นเป็ดจะแย่แล้ว เจ็บนะเว้ย ฮึ่ม! อย่าให้หมดความอดทนนะ พ่อกัดจริงๆ ไอ้อวัยวะที่อยู่ใต้หัวเนี่ย ประเดี๋ยวงับกระจุยซะดีมั้ย ฮะ!!!
..........................................................................................................................................................
หลอน...หลอน... มันหลอนเหลือเกิน ไม่น้า... ไม่...
ทำไมครับ ทำไมไอ้ที่คุยเล่นกันเมื่อกลางวันมันถึงมาหลอนผมได้ขนาดนี้
“นายรักฉัน...” ไม่ ฉันไม่ได้รักแก ไอ้บ้า
แต่ผมก็ดันเห็นภาพตัวเองอือออตอบรับมันไปด้วยล่ะครับ แล้วยังคิดแผลงไปไกลถึงอะไรจุ๊กกะดุ๋ยต่อจากนั้นอีกต่างหาก...
เฮ้อ...สมองคนเราช่างเล่นตลก
ฮือ... คืนนี้ผมจะไม่ไปนอนกับมันแล้ว ไม่เอา ไม่เอาเด็ดๆ
เอากล้ามแขนหนานุ่มอกอุ่นจากเตามาล่อก็ไม่ไป!!
เกิดเผลอตัวเผลอใจทำตามความคิดบ้าๆ นั่นจะทำยังไง ถึงผมจะเป็นคนหนักแน่นดังหินผาแต่ไอ้เรื่องทำนองอย่างว่ามันก็ไม่เข้าใครออกใครใช่มั้ยล่ะครับ ยิ่งรู้สึกว่าพักนี้ใกล้ชิดมันเกินจำเป็นพิกล
โว้ย... แต่ก็ไม่ได้อีกน่ะแหละ ขืนผมหนีหน้ามันดื้อๆ มันคงไม่ยอม แล้วก็ต้องมาซักๆๆ ว่าผมเป็นอะไร
แล้วผมจะเอาคำตอบจากไหนไปประเคนให้มัน จะบอกว่า –ตูเสียวตู๊ดส์เว้ย- ก็ไม่ได้...
ฮือ... เลิกคิด เลิกคิดเซ่... ฮือ...
“คาเมะ เด็กแกหน้าตาดีนี่หว่า”
“เออ หล่อพระเจ้าเหาเลยแหละ”
“สวีทกันไปถึงไหนแล้ววะ”
“โอ๊ย นอนด้วยกันแล้วอ่ะ”
“โห... จริงเด่ะ แล้ว... เจ๋งมั้ยวะ”
“เจ๋งดิ” ตัวอุ่นเจ๋งมาก
“ว้อย... จริงดิๆๆ แล้วนี่คบกันมานานหรือยัง”
“โอ๊ย ก่อนเจอเจ้านายอีก”
ไอ้อึนดองมันคิดจะนินทาเผาขนไปไหนครับเนี่ย ทำเป็นกระซิบงุบงิบๆ ถึงไอ้จึงซุกมันจะตาถั่วแต่หูดีนะครับ จะถามอะไรก็รอให้มันลุกไปไกลๆ ก่อนก็ไม่ได้
อ้อ ลืมเล่าไปครับ ตอนนี้พวกผมกำลังจัดตกแต่งซุ้มข้างสระน้ำกันอยู่ แล้วไอ้จินมันก็นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่ขอบสระนี่แหละ คือต้องเข้าใจครับว่ายังพีไปกับคุณมินยูแล้ว มันก็เลยเปลี่ยวมานั่งอยู่กับผมอย่างไม่มีอะไรทำ แล้วไอ้อึนดองพอเห็นเข้าก็ซักเอาๆ ว่าคนนี้หรือเปล่าเด็กผม โอีย... คุณจินจึงซุกท่านแทบหัวเราะก้องฟ้าออกมาเลยครับ แต่แกเกรงใจกลัวคนนินทาจะรู้ตัวว่าคนถูกนินทานั้นได้ยิน ก็เลยก้มหน้าทำเงี่ยหูผึ่งฟังไปเรื่อย ไอ้อุ๊ก็นึกว่าเขาไม่รู้ตัว ก็ถามๆๆๆ ถามซักถามไซ้ยังกับพ่อมันเป็นตำรวจแม่มันเป็นทนาย และมีพี่ชายเป็นนักข่าว
ถ้าเก็บตังค์ข้อละพัน เงินตระกูลอุ๊คงเทมาอยู่ในแบงค์ของผมจนเกลี้ยง
...แต่ก็ซื้อความอายของผมได้ไม่หมดอยู่ดีครับ เฮ้อ... นึกอยากเอาหัวจุ่มสระไปซะให้รู้แล้วรู้รอด
ปิดฉากคดีสมภารกินไก่วัดไม่ทันไร แฟ้มลับพิศวงนายตาตี่กับตี๋สุดหล่อก็ถูกแฉต่อทันที
“เฮ้ย ถามอีกหน่อยดิ” โอ๊ย ที่ถามมาทั้งหมดก็ไม่หน่อยแล้ว... อยากรู้อะไรเอาเล้ย เอาเล้ย...
“แกกับเขาใครใหญ่กว่ากันวะ”
“อะไรใหญ่”
“เอ๊า เอ๊า เอ๊า ถามได้... ด็ไอ้นั่นน่ะไอ้นั่น”
“อ๋อ...ไอ้นั่นน่ะหรือ ฮู้ย... ของมันใหญ่กว่าเยอะ!”
พุงนะครับพุง ไอ้นั่น ซึ่งผมจะแปลว่าพุง มันใหญ่กว่าผมเยอะอยู่ จริงมั้ยครับ...
โอ้โห มิสเตอร์จินจึงซุกแกกลั้นขำซะน้ำตาเล็ดเลยครับ แต่ไอ้อุ๊ตัวเวรยังคงไม่มีท่าทีรู้ตัว
ว่าแต่นานๆ ทีผมจะเห็นจึงซุกมันออกอาการขำมาจากตับขนาดนั้นนะครับ เพิ่งรู้ด้วยว่าคนอย่างมันหน้าแดงก็เป็น ดูสิๆ จมูกนี้ยังกับตุ๊กตากวางเรนเดียร์ สงสัยขำจนความดันขึ้นล่ะมั้งน่ะ น่าเป็นห่วงจริงๆ
“อึนดอง ขอตัวเดี๋ยวนะ”
ไอ้อึนดองพยักเพยิดแบบล้อเลียนเต็มที่ครับ กะว่าผมจะเดินไปสวีทกับไอ้จึงซุกให้มันดูเล่นเป็นบุญตามั้ง
แหม... ไอ้จึงซุกเองก็กลัวเพื่อนผมพลาดหวังซะเต็มประดา ยิ้มหวาน...รอรับการมาเยือนของผมเต็มที่ วู้ย เก็บไปยิ้มให้น้องยังพีไป๊
“ไม่กลับบ้านกลับช่องไปล่ะ”
“ฉันเป็นเด็กนายนะ จะกลับไปก่อนแล้วทิ้งนายไว้ได้ไง”
“จะไปดีๆ หรือไปด้วยน้ำตา” ไอ้เวรนี่น้า ขำเข้าไปสิ ล้อเข้าไป
“หรือว่ารอยังพี ต้องรับเขากลับไปส่งบ้านอีกใช่ป่ะ”
“เปล่า บอกแล้วไงว่ายังพีมาหานายลีมินยู เขาก็ต้องกลับกับคุณมินยูสิ แล้วฉันมาหานาย ก็ต้องกลับกับนาย ถูกมั้ย” เอาจริงหรือแกล้งพูดวะเนี่ย...
“แต่ฉันกลับดึกนะ วันนี้อยู่สองกะ พรุ่งนี้ก็ด้วย ทดแทนที่จะลาหยุดวันที่สามสิบเอ็ดกับวันที่หนึ่ง นายกลับไปทำงานทำการเถอะ ซื้ออะไรไปกินด้วยล่ะ ข้าวเย็นนายซัดเรียบหมดแล้วนี่”
“อะไรนะ”
“บอกว่าอย่าลืมซื้อ—“
“จะบ้าหรือไงอยู่สองกะ เดี๋ยวก็ล้มหรอก นายเพิ่งหายป่วยมาเมื่อไม่กี่วันนี้เองนะ นายจะทำงานต่อกันไปได้ยังไงตั้งสิบหกชั่วโมง นายลีมินยูเขาว่ายังไงเนี่ย หรือหมอนั่นเป็นคนออกคำสั่ง”
เฮ้ย เบาๆ ก็ได้ไอ้บ้า ลุกขึ้นพรวดซะชาวบ้านหันมามองหมดแล้วเนี่ย
“ใจเย็นใจเย็น” เสียงของมันไม่ดังมากหรอกครับ แต่หน้าตานี่ไปหมดแล้ว...
“เจ้านายฉันเขาไม่ได้สั่งอะไรเลย ฉันตั้งใจทำเอง เกรงใจเขา หยุดวันไหนไม่หยุดไปหยุดวันปีใหม่... เข้าใจยัง... หืม?”
“งั้นนายก็บ้าจริงๆ แค่นักศึกษาฝึกงานนะ ไม่ได้กินเงินเดือนเขามากมายสักหน่อย”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่งานส่วนนี้มันก็อยู่ในความรับผิดชอบของฉันโว้ย ฉันต้องทำจนกว่ามันจะเรียบร้อย!” เข้าใจหน่อยเด้ ไอ้นี่หนิ
“แล้วจะกลับกี่โมงกี่ยาม”
“ไม่ เกิน เที่ยง คืน” ผมลงเสียงหนักแบบเน้นๆ คนมันโมโหเป็นเหมือนกันนะเฟ่ย
ไง จะเอาไงอีก โวยวายเลยสิ ไอ้อึนดองจะได้มีเรื่องไปเมาธ์ต่อ
เอาสิ เอาเล้ย...
แต่ว่า... นี่หรือเปล่าครับที่เขาพูดกัน สงบสยบความเคลื่อนไหว
มันโกรธ มันขี้เกียจพูด หรือมันหมดธุระ หรืออะไร
ทำไมมันถึงหันหลังให้ผมแล้วเดินจากไปเลยแบบนี้ล่ะ
ไปไม่ลา มาไม่บอก ใช้ไม่ได้ คนไม่มีมารยาท
งอน! โป้ง!
.....................................................................................................................................................
“พี่ชาย ยังพีอยากกินเนื้อชิ้นนี้”
“แต่มันเหนียวนะยังพี เอาชิ้นนี้ดีกว่านะ พี่หั่นให้แล้ว อ้าปากสิ”
“แต่ชิ้นนั้นดูน่ากินกว่า...”
“เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อพี่แล้วหรือคนดี”
อ้วก ผมจะอ้วกครับ ทำไมต้องมาหวานกระจายกันทิ้งๆ ขว้างๆ แบบนี้ด้วย มิน่า...พ่อค้าคนกลางถึงกดราคาจนเกษตรกรชาวอ้อยให้ยากจนลงทุกปีๆ... เพราะน้ำตาลมันล้นตลาดนี่เอง
แล้วทำไมผมต้องมานั่งดึงหนังตาตัวเองเพื่อรับประทานมื้อค่ำกับข้าวใหม่ปลามันกันตอนตีหนึ่งสี่สิบห้าด้วยครับ
ไอ้คุณมินยู (ขึ้นไอ้เลย) น่ะไม่เท่าไหร่ ในฐานะเจ้านายที่ใช้ลูกน้องจนดึกจนดื่น จะเลี้ยงตอบแทนก็ดูไม่แปลกนัก แต่เถ้าแก่เนี้ยปาร์กยังพีนี่สิครับ ช่างเต็มอกเต็มใจคะยั้นคะยอให้ผมมาร่วมเป็นพยานรักของเขาและเขาอย่างไม่มีระแวงหึงหวง ราวกับไม่เคยมีกรณีใดๆ ต่อกันมาก่อนเลยในชาตินี้ แถมบางทียังตักเนื้อใส่จานของผมอย่างใจดีชนิดไร้สิ่งใดเคลือบแฝงอีกต่างหาก
นี่ผมกับยังพีเผลอไปทำสนธิสัญญาเกี่ยวก้อยคืนดีกันตั้งแต่เมื่อไหร่หนอ
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะคาเมะ ไม่อร่อยหรือ” เถ้าแก่เนี้ยไถ่ถามผมด้วยน้ำเสียงของความเป็นห่วงเป็นใยเป็นรอบที่สิบ
“พี่ชายใช้งานคาเมะหนักเกินไปแล้วนะฮะ ดูสิคงเพลียมากแน่ๆ เลย”
หรือเป็นไปได้ที่คนกำลังอินเลิฟจะมีโลกเป็นสีชมพูจนเผื่อแผ่ความอารีได้ไม่เลือก แม้แต่คนที่หอมขี้หน้ากันจะเป็นจะตายอย่างผม
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ พอดีมันดึกแล้วผมเลยไม่กล้ากินมากน่ะครับ”
“อย่างนั้นหรอกหรือ...”
แววตาบ้องแบ๊วชนิดที่ผมหัดทำทั้งชาติคงทำได้ไม่เหมือนปรากฏขึ้น นอกจากละลายหัวใจพี่ชายคนข้างๆ แล้วมันพาลจะละลายมาถึงคนหัวใจตายด้านอย่างผมด้วย กินก็ได้ครับ ยอมแล้ว อย่าทำอย่างนั้นอีกเลยยังพี...
สุด ท้ายอาหารมื้อค่ำมื้อนี้ก็ไปจบลงที่เวลาตีสองสิบนาทีครับ ผมต้องทั้งลากทั้งดึงร่างกายตัวเองให้มันกลับถึงบ้านได้อย่างไม่ล้มลงไปนอน เกลือกหิมะตามทางเสียก่อน เป็นโชคร้ายของผมที่ต้องมาเดินท่อมๆ เป็นระยะทางกว่า 4 กิโล เนื่องจากคุณลีมินยูต้องพาน้องชายสุดที่รักไปอัพยาแก้แพ้ด่วนเพราะน้ำมูกไหล ออกมาไม่หยุด แม้ว่ายังพีจะพยายามแสดงสปิริตบอกว่าไม่เป็นไรๆ แต่ไอ้กระผมก็ไม่ใช่คนใจร้ายถึงขนาดจะให้ยังพีกินยาช้าลงไปแม้สัก 5 นาทีหรอกครับ
ฮ้าว... ง่วงโว้ย
ทำไมต้นคริสต์มาสของผมมันอยู่ไกลจังเลย... เหมือนจะใกล้ๆ แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที จึงซุก...มารับทีเด้
ทำไมไม่มาล่ะ... ฉันนึกว่านายจะห่วงฉันซะอีก
ร้องเรียกไปอย่างนั้นแหละครับ ยังไงผมก็ต้องเดินไปจนถึงเตียงนอนนั่นแหละ ผมไม่ใช่ยังพีนี่นา...
ขอโทษนะจึงซุก ฉันไม่ได้ซักผ้าให้นายมาเกือบสี่วันแล้ว
เฮ้อ... ป่านนี้มันคงหลับอุตุอยู่ในผ้านวมหนาของมันบนเตียงนุ่มแล้วล่ะครับ ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายถ้าผมจะถือโอกาสนี้เฟดตัวออกมาจากมันซะบ้าง ถึงเตียงผมจะแข็ง ผ้าห่มจะบางกว่า แต่คงพอใช้ซุกหัวนอนได้ให้มันผ่านไปสักคืนหนึ่ง
แบบไม่หนาวหัวใจนัก
...โอ๊ยเสี่ยว รับสำนวนตัวเองไม่ได้!!
........
.............
ถึงบ้านแล้วครับ แหม่...ประตูห้องไอ้จึงซุกมันน่าดึงดูดอะไรอย่างนี้
เปลี่ยนใจเปิดเข้าไปดีมั้ยเนี่ย นิทราอันอุ่นสบายรอผมอยู่ในนั้น..
เอาวะ ยังไงคืนนี้ผมก็หลับได้แน่ๆ ไม่ต้องพึ่งกล่อมเห่เซอร์วิสของมัน นี่ผมก็ละเมอเดินอยู่แล้ว ง่วงจนไม่อยากจะเปิดหนังตาให้เสียพลังงาน นั่นเตียงของนายคาเมะ ล้มตัวลงไปซะ อ๊ะ ถอดแว่นตาออกก่อน นั่นล่ะ เรียบร้อยแล้ว นอนไปเถอะ
อืม... ยังไม่ได้ปลุกนาฬิกาเลย เท่าไหร่ดี สักเจ็ดโมงครึ่งจะทันมั้ยนะ... แปดเลยก็ได้วะ เข้างานแปดครึ่งสักวันไม่เป็นไรหรอก จานเจินไม่ต้องหา อาหารไม่ต้องหา ช่างหัวไอ้จึงซุก!
เห็นมั้ยครับ ไม่ต้องนอนห้องจึงซุกผมก็หลับสบาย อบอุ่น มีลางว่าจะฝันดีซะด้วย...
.................................................................................................................................................
อืม...
เมื่อคืนผมว่าผมเข้าถูกห้องแล้วนะ ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ
ริมฝีปากอิ่มๆ ของเจ้าจึงซุกมันยั่วยวนใช่ย่อยเลยครับ หัวใจไม่พิศวาสแต่ผมก็ไม่ปฏิเสธความอยากของร่างกายขณะนี้หรอกครับ
ถ้ามีใบรับประกันว่ามันจะไม่ถีบผมกระเด็นผมว่าจะลองแอบฉกปากมันดูสักที วางหน้าเอาไว้ใกล้อย่างนี้ทำเอาผมหลับต่อไม่ลงเลยครับ ฮือ... ง่วงนะโว้ย เพิ่งหกโมงเอง ทำไมต้องตื่นมาเจอมันด้วยก็ไม่รู้
อืม... ห้องนี้เป็นห้องของผมล้านเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะฉะนั้นถ้าจึงซุกไม่ย่องมาระหว่างตีสามถึงเมื่อสักครู่ ก็แปลว่ามันนอนอยู่แต่แรกแล้วในห้องนี้แต่เมื่อคืนผมไม่เห็นมัน
จะอย่างแรกหรืออย่างหลังคำตอบที่ได้มันก็แค่เพิ่มความอยากในการจะงับปากมันให้เพิ่มขึ้นเท่านั้นเองครับ
โอ๊ย ไม่เอาแล้ว เอาหน้าไปไกลๆ เลย ขออกแทนเถอะ
อย่าตื่นมาเชียวล่ะ ไอ้บ้า
“คาเมะ... ตื่นแล้วหรือ”
ฮ่วย เป็นมนุษย์ที่ขัดใจผมได้ทุกเรื่องสิน่า...
“อืม...”
“ทำไมนายไม่ไปนอนห้องฉันล่ะ”
“นายควรบอกก่อนนะว่านายมานอนห้องฉันทำไม”
ถามกันไปไม่มีใครตอบ แปลกด้วยครับที่ผมไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่ ที่ผมอยากรู้มากกว่าคือจะอยู่ท่านี้กันไปสักอีกกี่ชั่วโมงดี
หมดกันแผนเฟด... เอาตัวมาให้พาดขาเลยมา
“นายบอกฉันว่าจะกลับก่อนเที่ยงคืนนะคาเมะ”
“ถ้านายรู้ว่าฉันกลับมากี่โมงนายก็ควรจะปล่อยให้ฉันได้นอนต่อนะ จริงมั้ย”
ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันแสดงสีหน้ายังไง ก็ผมอยู่กับอกมันแล้วนี่ แต่น้ำเสียงก็พอบอกได้แล้วครับว่ามันคนละอารมณ์กับเมื่อบ่าย ยังไงก็คงไม่หันหลังให้ผมอีกเด็ดๆ
อ๊ะ...
ไอ้นี่หนิ
ผมอุตส่าห์นึกคึกฝ่าความสยองขวัญในจิตใจอยากจะจูบปากมัน
แต่มันสิ เฮ้อ... อวัยวะในร่างกายผมที่แสนยั่วยวนรัญจวนใจคือหนังศีรษะที่ไม่ได้สระมาแล้วสามวันหรอกหรือครับ
จูบทำไมหน้าผากกับหนังหัวเนี่ย หา!!
“กู๊ดไนท์คาเมะ”
มันเช้าแล้วไอ้บ้า อรุณสวัสดิ์เซ่
....................................................................................................................................................
สุดท้ายผมก็มาทำงานตอนสิบโมงครับ ไอ้ชั่วจึงซุกมันเปลี่ยนเวลานาฬิกาปลุกของผม ดีนะที่มันไถ่โทษด้วยโจ๊กหมูใส่ไข่
วันนี้ยังพีมาพร้อมคุณมินยูเลยครับ ผมก็ว่า...ทำไมสายแล้วไอ้จึงซุกยังอยู่บ้านได้ ที่แท้อดีตที่รักมันโทรไปบอกแต่เช้าครับว่าไม่ต้องไปหา เพราะยังพีหายดีแล้ว ยังพีจะมาช่วยพี่ชายที่โรงแรม...
ดีครับ ไอ้ตรงหน้าลิฟต์พวกแรงงานอย่างผมจะได้ลงมือตกแต่งซะที คุณมินยูเว้นว่างรอคนออกแบบมาตั้งนานแล้ว และยังพีก็ไม่ทำให้ชาวเราผิดหวังเลยครับ มาปุ๊บ สั่งๆๆๆ จนคนปฏิบัติตามหัวหมุนเลยครับ แต่ช่วยไม่ได้ครับ ไม่มีใครอยากขัดคำสั่งคุณเขาสักคน ไม่ใช่เพราะเป็นน้องชายผู้จัดการใหญ่นะครับ แต่เพราะ... – เหนื่อยกันแล้วหรือทุกคน ยังพีพูดมากไปใช่มั้ยฮะ...- โอ๊ย แม่แต่ผมยังรีบวิ่งทำงานตามสั่งให้เลยครับ
ผมรู้แล้วว่าทำไมไอ้จึงซุกมันถึงหลงนักหลงหนา โถ... สุดท้ายก็มดแดงแฝงพวงชมพู่!
ตอนก่อนจากบ้านผมแทบมอบโล่พี่ชาย (ไม่แท้) ที่แสนดีให้มันเลยครับ ตอนกำลังสวาปามโจ๊กกันอยู่น่ะครับ ผมคันปากเลยถามมันไป
‘เมื่อไหร่จะหยุดไปหายังพีล่ะ’ อ๊ะ อย่าเข้าใจอะไรผมผิดเชียวนะครับ คือผมสงสัยแทนคุณมินยูเฉยๆ ก็ไม่เข้าใจว่าไหนบอกจะไม่ขวางทางรักยังพีกับคุณมินยู แต่เล่นไปหาเขาทุกวันแล้วเมื่อไหร่คุณมินยูจะมีโอกาสซะที จริงมั้ยครับ
‘ยังพีเขาอยู่คนเดียว ฉันก็ต้องไปอยู่เป็นเพื่อนสิ เขายังไม่ค่อยแข็งแรง’
‘อ้าว ก็นายอยู่ไงพี่ชายเขาถึงได้ไม่อยู่’
‘เพราะนายลีมินยูไม่อยู่ต่างหากฉันถึงต้องไป’
‘ไม่จริงอ่ะ คุณมินยูเขามาทำงานเฉยๆ ไม่ได้ทิ้งยังพีซะหน่อย แล้วเขาเห็นว่ามีนายต่างหากเขาถึงเซ็ง เลยไม่ค่อยกล้ายุ่ง’ นี่ผมขุดเหตุผลให้คุณมินยูสุดๆ เลยนะครับเนี่ย
‘งั้นหรือ ถ้าข้ออ้างพวกนั้นทำให้เขาอยู่กับยังพีไม่ได้ แล้วนายคิดว่าฉันสมควรยกยังพีให้เขามั้ย’
โฮก... ผมนี่เงียบปากเถียงไม่ออกเลยครับ จริงอย่างที่มันว่า ความพยายามของคุณมินยูเนี่ย...แทบไม่มีเลยครับ ถ้าผมเป็นยังพีผมไม่ใจอ่อนให้ง่ายๆ หรอก ควงกับไอ้จึงซุกไปเรื่อยสุขกายสบายหัวใจ
แต่ก็นั่นแหละครับ ผมมันคิมคาเมะ ไม่มีสิทธิ์เลือก คุณมินยูที่เคยมากิ๊กกับผมยังไม่หายังพี้เล้ย ผมมันหมาหัวเน่า
เคยบอกไปนานแล้วใช่มั้ยครับว่าผมมันพวกโหยหารัก ทีนี้เข้าใจเหตุผลหรือยังล่ะครับ
ก็ไม่มีใครรักผมจริงเลยนี่นา...ฮือ...
“เฮ้ย คาเมะ เด็กแกมาแน่ะ”
หา อะไรนะ จึงซุกมาหรือครับ
อ่ะ น่าจะมาหายังพีมากกว่านะผมว่า ไอ้อึนดองนี่ หลอกให้ผมดีใจไปได้
ไม่รู้แหละ มาหาใครก็ช่าง ตอนนี้ผมอยู่ แต่ยังพีไม่อยู่ ผมไปรับหน้าก่อนแล้วกัน
“ไงจ๊ะที่รัก มาหาเขาหรือ”
มันสะดุ้งโหยงเชียวครับ ฮ่ะๆ ตลกจัง
“ครับ ผมคิดถึงคุณจัง หิวด้วย ไปกินข้าวกันนะ” แหม่ มันนี่มีไหวพริบไม่แพ้ผมเลยครับ พูดหวานๆ ไปพร้อมกับหลิ่วตาใส่เพื่อนๆ ผมได้ด้วย
เป็นอันว่าตายสนิทกันเป็นแถวเลยครับ ก็ไอ้จึงซุกของผม (ของผมเลยนะ) มันหล่อจะตาย ยิ่งตอนยิ้มเนี่ยบอกได้คำเดียวครับ ถ้าไม่อายก็จงกรีดร้องออกมาเถอะ
“งานนายเสร็จแล้วหรือไง อยู่ไม่ติดบ้านเลยนะ”
“ก็นอกจากโจ๊กฉันทำอย่างอื่นไม่เป็นนี่ ไหนๆ ก็ออกมาแล้วก็เลยแวะมานี่”
“หึ อย่าคิดว่าไม่รู้นะ เป็นห่วงยังพีใช่มั้ย จะมาดูเขาล่ะสิ”
นั่น เงียบไป มาเดากันดูมั้ยครับว่ามันจะปฏิเสธหรือเปล่า
“ก็...อืม นิดหน่อย”
นั่นไงผมว่าแล้ว...
มันขี้เก็กก็จริงอยู่ครับ แต่เรื่องยังพีมันตรงไปตรงมามากๆ
คนเขายังรักนี่ครับทำยังไงได้
ผมขอทวงโล่พี่ชายที่แสนดีกลับดีกว่า แล้วให้โล่ แฟนเก่า ที่แสนประเสริฐไปแทน
.............................................................................................................................................................

ขอโทษครับ
สนุกจะตาย คนแต่งอย่าแอบงอนเลยน๊า
แต่บางช่วงอ่านแล้วสนุกดีนะคับ
แนะนำว่า สู้ต่อไปนะ สู้โว้ย blog ตายคนไม่ตาย นะ
#1 By Q... on 2007-05-20 04:52