[Un] Perfect Continuous - Part 1
posted on 08 Jul 2007 22:32 by asuka-jan in Co-Projectบังคับขู่เข็นน้องให้ต่อได้แล้ว
เรื่องนี้ผลงานของ Renika ค่ะ คอมเมนท์ให้กำลังใจน้องสาวของแจนด้วยนะคะ
-3-
Fiction: [Un] Perfect Continuous
Part:
01
Character:
Jin
x Kame and Friends
Genre: Drama
Author: Renika
Editor: Asuka
Rate:
General
Warning:
ฟิกชั่นเรื่องนี้มีทั้งเหตุการณ์จริงและจินตนาการผสมกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการแยกแยะ
ดูแลตัวเองนะคะ
1 # hate
บรรยากาศ มาคุภายในห้องพักห้องแต่งตัวไม่ได้ทำให้ใครในห้องมีท่าทีตึงเครียดเลยแม้แต่ น้อย...คงเพราะความเคยชินที่อยู่ร่วมกันมาหลายปีด้วยระดับความสัมพันธ์แบบ ห่างเหิน
คาซึยะถอนหายใจพรืด...พร้อมกับเอาผ้าที่คล้องคออยู่ซับเหงื่อที่ไหลโซมกาย การเล่นไลฟ์แต่ครั้งมันเหมือนสูบพลังชีวิตไปแทบหมดตัว ความรู้สึกเมื่อยล้ากลืนกินไปทั่วจนอยากจะของีบมันที่ห้องพักนี่เลย
ร่างบางปรายตามองเพื่อนร่วมวงที่ต่างคนต่างรวบข้าวของเตรียมกลับบ้านกันแบบไม่สนใจใคร ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดกับแผ่นหลังกว้างของใครบางคนเข้า ตาเรียวหรี่มองอย่างไม่พอใจระคนขัดเคือง
“คาเมนาชิ?”
“อะ...หา? มีอะไรหรือนากามารุ”
“เปล่า...” ชายหนุ่มร่างผอมดึงมือออกจากบ่าอีกฝ่าย ยูอิจิเลิกคิ้วพร้อมจ้องใบหน้าสวยของเพื่อนร่วมวง “นายนั่นแหละเป็นอะไร? ทำหน้าเสียน่ากลัวเชียว”
“เปล่า...” คาซึยะเลียนเสียงยูอิจิเมื่อครู่ก่อนจะยิ้มตอบ “ฉันเหนื่อยจนจะยืนหลับได้อยู่แล้วต่างหาก ไปกันเถอะ กลับไปนอนเอาแรงดีกว่า”
“อืม...” ยูอิจิมองตามแผ่นหลังเล็กของร่างบางที่เดินออกไปอย่างไม่สบายใจ
สาย ตาและสีหน้าเมื่อครู่ของคาซึยะรบกวนจิตใจของยูอิจิอย่างมาก...ดวงตาเรียวที่ เขาเคยคิดว่าสวยนักสวยหนากลับวาวโรจน์ด้วยแรงแค้นอย่างน่าหวาดหวั่น อะไรสักอย่างในแววตานั้นฉายถึงความริษยาจากก้นบึ้งของจิตใจ สีหน้าอันแสดงถึงความเคียดแค้นอัดแน่นจวนเจียนจะปะทุนั้นยิ่งทำให้เขามั่นใจ ว่าประกายตานั้นเป็นของจริง!
ยูอิจิเคยคิดว่าคาซึยะเป็นเด็กดี มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับงานมากจนคนที่อายุเยอะมากกว่าอย่างเขาอดที่จะชื่นชมไม่ได้
แต่เมื่อไหร่กันนะ...ที่ความมุ่งมั่นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความทะเยอะทะยานไม่สิ้นสุด...
ทัตสึยะลอบมองภาพเหตุการณ์นั้นเงียบๆ เขาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่สีหน้าของคาเมะตลอดจนแววตาครุ่นคิดของยูอิจิ
...แล้วไง...ใบหน้าของหัวหน้าวงจำเป็นสะบัดกลับมาสนใจตนเองต่อ
หน้าที่ของเขาที่ถูกยัดเยียดมามันก็สิ้นสุดแค่เรื่องงานเสียด้วย และเขาเองก็ไม่ได้ว่างมากขนาดที่จะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านช่องเขาได้หรอกนะ ถึงชาวบ้านที่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันก็เถอะ
เมื่อจัดการกับข้าวของของตนเสร็จ ทัตสึยะก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคู่สวยตวัดไปมองคนที่เอาแต่จ้องเขาตั้งแต่เมื่อครู่ ด้วยสาเหตุที่เขาเองก็รู้อยู่เต็มอก
...ไม่เอาน่า...ทัตสึยะส่ายหน้าตอบกลับไปแบบหน่ายๆ
ทัตสึยะทำเป็นมองข้ามสายตาวิตกกังวลของเพื่อนก่อนจะเลื่อนสายตาหนี แต่เขาก็ต้องได้รู้ว่าคิดผิดเมื่อสายตาของเขากลับไปประสานเข้ากับแววตาเย็นชาของอีกคนหนึ่งแทน
จุนโนะเชิดใบหน้าเรียบตึงขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับหรี่ตามองใบหน้าสวยของลีดเดอร์สลับกับทางที่คนอายุน้อยที่สุดของวงเพิ่งเดินออกไป
และ จุนโนะก็ต้องหน้าตึงยิ่งขึ้นอีกด้วยความไม่พอใจเมื่อถูกทัตสึยะเมินอย่าง สมบูรณ์แบบโดยการก้าวฉับๆออกไปแบบไม่สนใจสายตาแห่งความหงุดหงิดของเขาเลยแม้ แต่น้อย
ร่างสูงจิปากอย่างไม่ถูกใจพร้อมกับปรายตาส่งสัญญาณอารมณ์เสียให้จินที่ยังคงอยู่ในห้องแล้วจึงคว้าข้าวของเดินออกไปจากห้องพัก
โคคิยืนมองเหตุการณ์ต่างๆในห้องอย่างเปิดเผยด้วยความไม่พอใจที่สูงปรี๊ดปรอทแทบแตก หากไม่ติดว่าตอนนี้เหนื่อยจนพูดไม่ออกแล้วเขาก็คงจะโวยวายให้สมใจอยาก
เขาเองก็เป็นหนึ่งในKAT-TUN และเขาก็ไม่อยากให้หน้าที่การงานของตัวเองที่สร้างมาหลายปีพังไปด้วยเหตุผลบ้าๆของคนงี่เง่าสองคนเสียด้วย!
ดีๆกันให้จบๆไปเสียก็สิ้นเรื่อง!!!
จินถอนหายใจช้าๆอย่างคนหมดแรงเมื่อโคคิเดินตึงตังออกไป ก่อนที่จะเดินตามออกไปบ้าง และทิ้งห้องพักว่างเปล่าที่มีละอองไอแห่งความตึงเครียดอัดแน่นอยู่จนแทบหายใจไม่ออกไว้เบื้องหลัง
“อ๊ะ ขอ.....โทษ” จินเอ่ยปากอย่างอัตโนมัติจึงไม่ทันได้ดูในทีแรกว่าคนที่ตนเดินชนคือใคร ซึ่งเมื่อจินหันไปมองก็ต้องชะงักเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร” คาซึยะกล่าวเรียบๆพร้อมกับเดินสวนเข้าไปในห้องเพื่อหยิบของที่ตนลืมเอาไว้
แกร็ก...
เมื่อคาซึยะปิดประตูห้องบังสายตาจากคนนอกเรียบร้อยก็รีบดึงผ้าที่คล้องคอตนอยู่มาถูกแรงๆที่ต้นแขนข้างที่ชนกับจิน
เพียง ชั่ววินาทีที่เนื้อสัมผัสกับเนื้อ...ไออุ่นและความเหนียวเหนอะจากหยาดเหงื่อ ของผิวเนื้อที่แนบกันกลับติดตรึงหลอกหลอนอยู่ไม่จางหาย...
ขยะแขยง...
เพราะคาซึยะรังเกียจทุกอย่างของคนคนนั้นจนแทบคลั่ง
++++++
“อะไรนะครับ?”
คา ซึยะเผยอปากค้างด้วยความประหลาดใจ อาการของคิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจทำให้คนในห้องเริ่มจะสัมผัส ได้ถึงคลื่นอารมณ์บางอย่าง สมาชิกวงอีก 4 คนเริ่มหันหน้าออกไปลอบถอนหายใจแบบเงียบๆทีละกัน
“ถ้าเมื่อกี้เธอไม่ได้ยินจริงๆฉันก็จะพูดให้ฟังอีกทีชัดๆก็แล้วกัน...เราเรียก อาคานิชิ จิน กลับมาแล้ว...”
น้ำเสียงราบเรียบนั้นทำให้คาซึยะต้องเม้มริมฝีปากอย่างระงับอารมณ์ แววตาของเจ้าของค่ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าทำให้เขาจำต้องห้ามใจตนเองให้ได้
“มีอะไรงั้นหรือครับ? ตามความเห็นของผม...ผมว่าแค่นี้ KAT-TUN ก็อยู่ตัวดีแล้ว ไม่มีเขาความนิยมมันก็ไม่ได้ตกมากมายหรอกนะครับ”
“ผิดแล้วคาเมนาชิคุง...เธอรู้ไหมว่าอัลบั้มนี้ยอดตกลงเยอะมากเมื่อเทียบกับตัวDVDคอนเสิร์ต” ชายสูงวัยร่างเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบราวกับเหนื่อยหน่าย “คณะกรรมการลงความเห็นกันแล้วว่านี่มันก็ครบเวลา 6 เดือนแล้ว ถึงเวลาที่จะให้เขากลับมาได้แล้ว ถ้าหากปล่อยไว้นานกว่านี้ข่าวคาวของอาคานิชิก็รังแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานเขาอาจจะกลับมาไม่ได้อีก”
...ก็ไม่ต้องให้กลับมาอีกเสียเลยสิ...
คาซึยะนึกอยากจะโพล่งคำนี้ออกไป แต่เมื่อเห็นทีท่าของเพื่อนร่วมวงคนอื่นว่าเห็นด้วยอย่างเห็นได้ชัดก็จำใจสงบปากสงบคำ
จริงอยู่ที่อาคานิชิ จินเป็นคนสำคัญที่วงขาดไม่ได้ ความยากลำบากของระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมามันก็ฟ้องอยู่แล้วว่า KAT-TUN ขาดตัว A ไปไม่ได้จริงๆ
แต่คาซึยะก็ไม่อยากที่จะยอมรับความจริงข้อนี้...
ในที่สุดตัวเขา...คาเมนาชิ คาซึยะคนนี้ก็ไม่สามารถพาวงไปรอดได้เพียงลำพังสินะ
ภาระบางอย่างถูกปลดออกจากบ่าทั้งสองข้างแต่กลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันจากคำว่า...เจ็บใจ...
“เรื่องรายละเอียดอยู่กับอุเอดะแล้วไปเช็คตารางกันเอาเองก็แล้วกัน” สำเนียงภาษาญี่ปุ่นแบบแปลกๆจบลงพร้อมกับสัญญาณมือโบกไล่ 5 หนุ่มของวงให้ออกไปได้แล้ว
“ครับ...พวกผมขอตัวนะครับ” อุเอดะผุดลุกเป็นคนแรกก่อนจะโค้งให้ตามมารยาทและหมุนตัวเดินนำออกไป ทำให้คนอื่นๆลุกตามไปด้วย
“คาเมนาชิ” คำเรียกไม่ดังนักรั้งให้ชายหนุ่มร่างบางหมุนตัวกลับมามองในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นเดินออกไป
“ครับ?”
“เธอเองก็คงรู้ดีแล้วนะ...” ผู้สูงวัยกว่ากล่าวเนิบๆโดยที่สายตาไปจับจ้องอยู่กับเอกสารมากมายบนโต๊ะแทนที่จะเป็นคู่สนทนา “ว่าควรจะทำยังไง ช่วยจัดการให้เรียบร้อยที...ฝากด้วย”
++++++
คาซึยะเดินเข้าตึกบริษัทช้าๆด้วยอาการเหนื่อยๆมึนๆ เขาเริ่มรับรู้ด้วยตัวเองแล้วว่าพิษไข้เริ่มจะรุมเร้าจากการที่ตรากตรำทรมานตัวเองด้วยงานมาระยะหนึ่ง
เล่นไลฟ์มันดูดพลังงานชีวิตจริงๆนั่นแหละ...คาซึยะเอามือกุมหัวที่เริ่มจะปวดตุบๆอย่างไม่สบอารมณ์...แต่ปกติเขาก็ไม่เป็นอย่างนี้นี่นา
“คาเมนาชิ?” น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังดังขึ้นทำให้คาซึยะหันไปทันที “เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ?”
“ทักกี้ซัง...” ร่างบางครางชื่ออีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มทักทาย “อา...สึบาสะซังด้วย สวัสดีตอนเช้าครับ”
“สวัสดี...เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า?” ทักกี้พยักหน้ารับก่อนจะถามย้ำคำเดิม
“มึนๆนิดหน่อยครับ เหมือนจะเป็นหวัดแต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ให้กระทบกันงานแน่นอน” คาซึยะรับคำแข็งขันจนทักกี้ต้องถอนหายใจพรืด
“จริงจังให้น้อยกว่านี้หน่อยก็ได้...ไม่มีใครคาดหวังให้นายเพอร์เฟคทุกอย่างเสียหน่อย”
“ผมแค่ทำตามหน้าที่ที่ผมได้รับมาเท่านั้นครับ”
“หน้าที่พวกนั้นนายหยิบไปแบกใส่หลังเองหรือเปล่า? นายดูพักผ่อนไม่พอนะ ไหนๆจินก็กลับมาแล้ว ไม่ต้องทำตัวแบกรับขนาดนั้นก็ได้”
“ผมจัดการเองได้ไม่ต้องพึ่งหมอนั่น!”
คาซึยะเผลอแผดเสียงลั่น ก่อนจะนึกได้ว่าทำตัวไม่เหมาะสมกับรุ่นพี่ไป “อ๊ะ...ขอโทษครับ...”
ทักกี้ยืนนิ่งจ้องหน้ารุ่นน้องคนหนึ่งที่ตนพอจะสนิทสนมด้วยในระดับหนึ่ง ทำท่าจะพูดอะไรออกไปอีกแต่เสียงถอนหายใจอย่างติดรำคาญจากคนที่มาด้วยกันทำให้เขาต้องเงียบลงและปล่อยให้อีกคนพูดแทน
“งั้นก็หัดพักเสียบ้าง อย่าลืมนะ...KAT-TUNขาดใครไปไม่ได้ทั้งนั้นนั่นแหละ พวกฉันขอตัวก่อนล่ะ”
สึบาสะตัดบทเรียบๆก่อนจะเดินลิ่วออกไปจนทักกี้ต้องหันมาโบกมือพร้อมกับสาวตามคู่หูดูโอ้ของตน
เมื่อแผ่นหลังทั้งสองลับสายตาไป...คาซึยะก็กำหมัดฟาดเข้ากับกำแพงอย่างเคืองแค้น!
ทำไมเขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่สึบาสะว่า! นั่นมันด่าเขาชัดๆ!!
ขาดใครไปไม่ได้...‘ใคร’ ของสึบาสะมันไม่ใช่เขาหรอก...
แต่มันหมายถึง อาคานิชิ จิน ต่างหาก!!
ทำไมทุกคนต้องแคร์หมอนั่นมากมายขนาดนั้น?!
โอเค! หมอนั่นหน้าตาโดยกำเนิด และเสียงดีเป็นพรสวรรค์ แต่มันก็ไม่ใช่!
ใครกันที่ทำเรื่องทำข่าวให้วงจนแทบจะไม่ได้เดบิวท์? ใครกันที่มีปัญหาจนวงแทบจะไปไม่รอด? ใครกันที่คอยเอาแต่ใจจนเป็นตัวถ่วงของวง? ใครกันที่คุณจอนนี่ระอาจนต้องส่งมันไปอยู่แอลเอ?
ก็อาคานิชิ จินไม่ใช่หรือไง?!!
แล้วทำไมทุกคนต้องให้ความสำคัญกับมันถึงขนาดนั้น?
หมอนั่นมีดีอะไรนักหนา...ทั้งๆที่ตัวเขาทุ่มเทขนาดนี้ พยายามขนาดนี้ ทำไมทุกคนยังเคยไม่เห็นความสำคัญของเขา!
ทำไม!!?
แรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าเริ่มรับไม่ไหว คาซึยะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบโคลงเคลงไปมา เพียงชั่ววูบก็รู้สึกเหมือนตัวจะล้มพับลงไป แต่ก็ยังประคองตัวอยู่ได้แม้สายตาจะพร่าเลือนจนมองอะไรไม่เห็นแล้วก็ตาม
“ชิ...”
“เป็นอะไร” คาซึยะสะดุ้งเพราะคิดว่าตนน่าจะเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ในทางเดินที่ว่างเปล่า
“อุเอดะ”
“พรุ่งนี้พวกเราต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ฮอกไกโดนะ นายไหวหรือเปล่า” เจ้าของร่างเล็กยืนกอดอกทอดสายตามองใบหน้าซีดขาวของคาซึยะด้วยสีหน้าห่างไกลคำว่าเป็นห่วงเป็นใย
“ฉันไม่เคยเป็นตัวถ่วงของใคร...”
“ไม่ต้องห่วง...ฉันถามตามมารยาท เพราะถึงนายไม่ไหวฉันก็ไม่สั่งยกเลิกรอบคอนเสิร์ตหรอกนะ อย่างดีก็แค่ในนายลิปซิงค์” คาซึยะนึกอยากต่อยคนที่ยืนนิ่งท้าทายอยู่ตรงหน้าเหลือเกิน “วันนี้นายกลับไปพักก่อนจะดีกว่า ฉันไม่อยากให้มีเหตุการณ์ที่ใครสักคนต้องมาล้มลงไปกลางคอนเสิร์ต”
อุเอดะว่าต่อไปโดยไม่เกรงกลัวเพราะชาชินต่อสายตาไม่พอใจนี้มานานและมากพอที่จะทำให้เขารู้ว่าคนตรงหน้าไม่เคยทำอะไรใครนอกจากการมอง
แต่ถึงอย่างนั้น...ทฤษฎีที่ว่านี่ก็มีข้อยกเว้นประการหนึ่งที่ชื่ออาคานิชิ จินอยู่ดี...
“กลับไปนอนพักซะ...และกลับไปทบทวนถึงสิ่งที่ควรจะทำด้วย”
ร่างเล็กเดินหายไปจากทางเดินเงียบสงัด...คำกล่าวทิ้งท้ายของหัวหน้าวงทำให้เกิดเสียงสบถเบาๆดังก้องไปทั่วทางเดินที่ไม่มีใคร
คาซึยะไม่มีทางยอมแพ้และไม่มีวันที่จะล้มเลิก...
...จนกว่าจะได้ความพินาศของอีกฝ่ายมาสนองเพลิงริษยาในใจ...
++++++
edit @ 9 Oct 2007 17:08:45 by jan
ชอบความแตกต่าง...แต่ดูยังไม่เฉลยที่มาที่ไปของความเกลียดเลยนะคะ...อยากรู้อะไรทำให้เกลียดและจะลงเอยยังไงกันต่อไปสนุกดีค่ะ
ไม่ใช่เกลียดธรรมดา
แต่เรียกว่าบรรพบุรุษเกลียดกันเลยทีเดียว
แล้วจะรักกันยังไงเนี่ย
#1 By NamastE on 2007-07-09 01:00