Every... of me_end
posted on 29 Dec 2007 05:40 by asuka-jan in NotJK
“สะใจนายหรือยังคาเมะ”
“นี่คือสิ่งที่นายต้องการงั้นหรือ”
“ลงทุนตั้งมากเพราะอยากเห็นฉันเป็นแบบนี้น่ะนะ?”
ผมปวดหัวกบาลแทบแยก เสียงซ่าๆ ที่มาพร้อมกับความเงียบเชียบจากปลายสายมันพาลทำให้เส้นประสาทที่ตึงขึงอยู่แล้วแทบจะขาดสะบั้นออกจากกัน ผมดันโทรศัพท์เข้าชิดหูมากกว่าเดิมเพื่อรอฟังคำเยาะเย้ยถากถางของคาเมนาชิ
แต่อดทนอยู่นาน... ก็ไม่มีคำพูดใด ในขณะที่ความเฮงซวยของสัญญาณมือถือยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมอาจจะโทรไปดึกเกิน
หรือไม่...เสียงเมาๆ ของผมอาจจะอู้อี้จนฟังไม่ได้ศัพท์
แต่ไม่ยักปรากฏเสียงวางสาย นอกจากความเงียบงันอันน่าประหลาดใจเท่านั้น...
บางทีผมก็คิดว่าผมเองนั่นแหละที่ควรจะวางหูได้แล้ว กลับไปกินเบียร์ต่อให้หมดๆ กระป๋องไป หรือไม่ก็...เอาหัวหนักๆ ทิ่มลงหมอนปล่อยให้กาลเวลาพาหัวใจช้ำๆ ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งคืน เหมือนทุกวัน
‘อย่าคิดมากไอ้พี มันแค่...ช่วงสอบ แล้วเราต่างต้องการเวลา ใช่มั้ยวะ’
เป็นครั้งแรกที่จินยื่นข้อเสนอแบบที่ไม่เปิดโอกาสให้เลือก ทั้งๆ ที่ผมต้องการเขา เวลาที่มีมากเกินไปนั่นผมไม่เห็นอยากได้ แต่เพื่อนของผมมีเหตุผล การสอบของคณะนิติศาสตร์นั้นสำคัญมาก มากกว่าคณะผมที่วันสอบก็ยังนั่งเล่นกีตาร์กันอยู่ จินต้องการเวลา จินต้องอาศัยมันเพื่อนปรับตัวปรับใจ ในเมื่อผมเป็นเพื่อน ผมต้องเข้าใจจุดนั้นดีที่สุด
เหมือนที่จินพยายามเข้าใจผม และกอดผมไว้เพื่อให้รู้ว่าเขาไม่ได้นึกรังเกียจ
‘ห้ามคิดมากนะไอ้พี’
จินบอกแค่นั้น และไม่เอ่ยรับประกันว่าหมดช่วงสอบแล้วเราจะเลิกห่างกันได้หรือยัง
เขากลับบ้านไป พร้อมรูปคู่ของเราหนึ่งใบ
‘เอาออกบ้างก็ได้นะไอ้พี หน้าฉันไม่ใช่วอลเปเปอร์นะเว่ย’
จินพยายามพูดให้เป็นเรื่องตลก แต่แววตาของเขา ปรารถนาให้ผมทำตามสิ่งที่พูดจริงๆ
‘เหลือไว้นิดหน่อยพอ คลาสสิคกว่าว่ะ’
เพราะงั้นสองสามชั่วโมงก่อนหน้านี้ ผมจึงต้องเสียเวลาไปกับการเก็บกวาด หาลังหากล่องเพื่อบรรจุข้าวของทั้งหมดลงไป และอีกหนึ่งชั่วโมง...สำหรับการกดประสาทให้ง่วงด้วยเบียร์ 5-6 กระป๋อง
น้ำตาของผมไหลแค่นิดเดียว คงเพราะร่างกายรู้ว่าไม่ควรหาเรื่องทำร้ายขมับตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้นใจผมก็ยังเจ็บ ทั้งๆ ที่เรื่องราวดูไม่เลวร้ายมากเท่าไหร่
เจ็บและฟุ้งซ่าน
คร่ำครวญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ไม่น่ามีหวังตั้งแต่แรก
ภาพฝันที่เป็นไปไม่ได้ไม่เคยหลุดจากใจผมเลย...ไม่ว่าเมื่อไหร่ แม้กระทั่งตอนนี้ ไออุ่นจากอ้อมกอดหลวมๆ นั่น ช่างสร้างความหวานหอมได้พร้อมๆ กับความขื่นขม
ทั้งหวานทั้งขม จนเจ็บร้าวไปทั้งตัว
จินเล่าว่าเขาออกจะปักใจว่าผมกับคาเมะรักกันแน่ๆ จินเห็นคาเมะมีกุญแจห้องแบบเดียวกับที่ผมมี และนั่นทำให้เขาตอบรับคำชวนร่วมกลุ่มของหมอนั่น ทั้งๆ ที่ไม่เคยคุยกันมาก่อน
คาเมะเป็นคนพิเศษ เพราะได้เข้าบ้านที่ผมไม่เคยพาใครมา
ตอนนี้ผมไม่ต้องอธิบายแล้วว่า ทำไมผมถึงไม่อาจพาเขามา และกุญแจที่คาเมะมี ไม่ได้มาจากการให้ด้วยความเต็มใจ
ผมได้ยินเสียงสะอื้นก่อนที่ผมจะกดปิดสัญญาณ
คนที่น่าจะมีความสุขดันร้องไห้
แต่คนที่น่าจะตายกำลังหายใจทิ้งอย่างสงบ
คิดถึงจินเหลือเกิน
กอดหมอนเท่าไหร่ก็ไม่แน่นพอ...
..........................................................................................................
วันหยุดปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่ผมเหนื่อยที่สุด
วันคืนที่คนอื่นได้สนุกสนานกับครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก ผมกลับต้องมานั่งหาเงินตัวปั่น โอกาสทองในช่วงนักขัตฤกษ์มาราธอนสร้างรายได้ให้มีกินมีใช้หลายเดือน ผมจึงขี้เกียจไม่ได้
งานไฟนอลที่กองสุม ดีที่ได้เพื่อนในกลุ่มช่วยเข็นจนเสร็จก่อนเดธไลน์อย่างสวยงาม ปิดเทอมนี้จึงไม่ต้องเหนื่อยเป็นสองเท่าเหมือนปีที่แล้ว ที่ต้องแก้งานสามสี่รอบเพราะทำส่งไปแบบชุ่ยๆ เนื่องจากไม่มีเวลา
แต่พอเหนื่อยน้อยลง กลับทำให้ผมมีเวลาฟุ้งซ่านมากขึ้น
จริงๆ มันก็แค่...เป็นอีกฤดูหนาวที่ต้องเดินตากหิมะกลับบ้านคนเดียว...
ร้านราเมนในค่ำวันที่ 31 ธันวา คนแน่นจนแทบทะลุออกไปที่ฟุตบาท โปรโมชั่นลดแลกแจกแถมสำหรับลูกค้าประจำทำให้ร้านมีสีสันขึ้นมาก นอกเหนือจากสายรุ้งระยิบระยับที่พาดพันไปทั่วเพดานและกรอบประตูหน้าต่าง
วันนี้ผมเลื่อนขั้นจากเด็กเสิร์ฟ เป็นคนนวดแป้งในร้าน เพราะคนนวดแป้งตัวจริงต้องคอยทำแป้งพิเศษที่ทำให้เส้นออกมาเป็นเส้นเดียวไม่ขาดออกจากกัน
ราเมนต่ออายุ...ค่อยๆ สูดห้ามกัด ดูลำบากเวลากิน แต่ทุกคนมีความพยายามเหลือล้น โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เห็นเป็นเกมส์สนุกสนาน
“เหนื่อยหน่อยนะยามาชิตะ”
“ครับ เอ... วันนี้หิมะยังไม่ตกเลยนะครับ”
“โลกร้อนล่ะมั้ง ฮ่ะๆ แต่ก็ดีนะ เดินทางสะดวกดี อ้าว พูดไม่ทันขาดคำก็ตกลงมาซะแล้ว เฮ้อ... พรุ่งนี้ขอแรงมากวาดหิมะแต่หัววันหน่อยนะ”
“ครับ ผมมาได้ตั้งแต่เช้าแหละครับ อีกร้านนึงเขาปิดร้านไปเที่ยวกัน”
“ฮ่ะๆ ก็มีแต่ร้านเราสินะที่เปิดอยู่ได้”
“ดีแล้วล่ะครับ ถ้าปิดกันหมดก็เงียบเหงาแย่เลย แล้วผมก็ไม่มีงานทำด้วย”
“ขยันจังนะ เอาล่ะๆ ทำงานต่อกันเถอะ”
ค่ำคืนที่หนาวที่สุดของปีกำลังจะคืบคลานเข้ามาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ปกติร้านนี้ปิดตอนสี่ทุ่มครึ่ง แต่สำหรับคืนนี้คงเปิดยาวถึงตีหนึ่ง ผมไม่อยากนึกถึงสภาพของตัวเองเวลานั้นเลย บางทีผมควรจะขออนุญาตเจ้าของร้านนอนค้างที่นี่สักคืน
ปีที่แล้วผมรอดตายเพราะจินใจดีมารับผมไปส่งถึงหน้าบ้าน แต่ปีนี้...
ปีนี้...
การนวดแป้งต้องใช้แรงมากอย่างคาดไม่ถึง ผมเริ่มปวดไหล่อยู่เหมือนกัน หน้าที่นี้ทรมานใช้ได้ แม้จะเมื่อยขาน้อยกว่าตอนเป็นเด็กเสิร์ฟก็ตาม
“ยามาชิตะ มีเพื่อนมาหาแน่ะ”
เพื่อน??
ตลกดีที่ผมนึกถึงจินก่อนใคร ออกจะฝันหวานอย่างน่าขำ แต่มันก็เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ผมไม่อาจควบคุมได้
“ผมขอไปเจอเพื่อนหน่อยแล้วกันนะครับ”
.
.
.
จิน...
จินเปิดประตูเข้ามา
จินไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะมีป้ายแปะชัดว่า ‘นอกจากพนักงานห้ามเข้า’
“เลิกงานกี่โมงหรือ?”
“ตีหนึ่งมั้ง เอ้ย ตีหนึ่งครึ่ง ต้องอยู่ปิดร้านอีก”
“อีกนานเลยสิ”
“อื้ม นาน...”
ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัว ทั้งที่ผมไม่แน่ใจว่ากำลังหายใจอยู่หรือเปล่า
จินมา...
“เอาไงดีล่ะ ไม่อยากไปรอข้างนอกเลย คนเยอะสุดๆ”
“รอ?”
ยังไม่ทันได้ฟังคำตอบ จินโค้งให้เจ้านายผมที่มองปรามมาอย่างตำหนิ แล้วหมุนตัวกลับหลังออกไปสั่งราเมนทานข้างนอก
จินยืนกินที่เคาท์เตอร์เพราะเก้าอี้ไม่พอ
จินจริงๆ ผมไม่ได้ฝัน
คบไม่ใช่ฝันเพราะในฝันคงไม่อาการชาดิกไปทั้งตัวแบบนี้
ผมอยากออกไปหาเขา ถามเขา พูดคุย แต่ไม่รู้ด้วยความเคร่งครัดในหน้าที่หรืออะไรที่สะกดให้ผมนวดแป้งต่อไปราวหุ่นยนต์
นวดไป น้ำตาไหลไป
ผมพยายามทำเนียนๆ ว่ามันเป็นเหงื่อ ยกแขนเช็ดแก้มด้วยมาดอันปกติ
แม้สิ่งที่ควบคุมยากกว่าคือมืออันสั่นเทา
หนึ่งชั่วโมง
สองชั่วโมง
สามชั่วโมงผ่านไป
จินยังคงยืนอยู่ที่เดิมกับหนังสือที่ถือติดมา
จินรอคนได้นานเสมอถ้าเขามีอะไรให้อ่าน ไม่เหมือนผม ที่ตอนนี้ความอดทนมันน้อยลงไปเรื่อยๆ
ทั้งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่คำว่า คิดถึงใจจะขาด รุมกระหน่ำเข้ามาไม่ยั้ง
ผมโกรธจินด้วยซ้ำไปที่เขามาไม่ถูกที่ถูกเวลา ทั้งที่ดีใจจนจะบ้า แต่ก็ทรมานจนจะคลั่ง
ทุกครั้งที่ผมมีจินอยู่ใกล้ๆ นาฬิกาจะเดินเร็วอย่างน่าใจหาย แต่สำหรับครั้งนี้ทุกวินาทีกลับค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ...น่าโมโห
จิน จิน จิน
ไอ้บ้าจิน!
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ปวดไหล่นิดหน่อยครับ”
“พักมั้ย”
“ไม่ดีกว่าครับ ถ้าหยุดแล้วต้องอู้ยาวแน่ๆ”
“เพื่อนคนนั้นยังรออยู่เลย”
“อ่า... ครับ”
“แฟน?”
“ไม่ใช่หรอกครับ หมอนั่นคง... ไม่มีที่อื่นไปมากกว่า”
สีหน้าเจ้าของร้านดูไม่ค่อยเชื่อผมเท่าไหร่ ซึ่งผมเองก็อยากเชื่อตามเขา สายตาล้อเลียนที่ส่งมาทำให้ผมใจเต้นเป็นรอบที่ล้านของวัน
“งั้นวันนี้ให้เลิกงานเร็ว เดี๋ยวให้พวกเด็กๆ มันอยู่ต่อ”
“ไม่เป็นไร--”
“เอาน่ะ พรุ่งนี้มากวาดหิมะเช้าๆ หน่อยแล้วกัน ไปเถอะ แป้งเค็มหมดแล้ว”
ทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ให้กับความอับอาย รับรองว่าเรื่องของผมวันนี้เป็นประเด็นให้เพื่อนร่วมร้านได้เม้าธ์ต่อกันข้ามปีแน่ๆ
สงสารก็แต่จินที่จะถูกเข้าใจผิด
แต่ตอนนี้ผมอยากสมน้ำหน้ามากกว่าจะเดือดร้อนแทนเหมือนเคย
“เขาให้พักหรือ”
“เขาให้กลับ”
“เอ๊ะ”
“ไปกันเถอะ”
ผมเคยจินตนาการถึงวันนี้ วันที่จินสิ้นสุดคำว่าห่างกันสักพัก มันไม่เหมือนที่คิดเลยสักนิด อันที่จริงทุกอย่างระหว่างผมกับจินก็ไม่เคยเป็นอย่างที่จินตนาการทั้งนั้น แต่คราวนี้ออกจะแตกต่างมากโข
เราต่างเฉยเหมือนไม่มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น
จินยังคงตีมือผมเวลาที่ผมกดเปลี่ยนสถานีวิทยุที่เขาตั้งไว้ ผิวปากตามเสียงเพลงไม่ได้เกรงใจว่าคีย์จะเพี้ยน
“ทำไมวันนี้วะ”
“หือ”
“ทำไมมาวันนี้”
“ขับรถอยู่ เดี๋ยวได้ป่ะ”
จินแกล้งผม ตามปกติเขาออกจะกวนโอ๊ยบ้างแต่ก็ไม่ใช่คนลีลาสูง ถึงวันนี้อะไรหลายอย่างจะเหมือนเดิม แต่ก็มีบางอย่างที่ต่างไป
ผมเองก็เหมือนกัน อ่อนแอกว่าทุกวัน กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลต่อหน้าเขาไม่ได้
“จะฆ่ากันหรือไงวะ”
“อย่ามาเวอร์น่ะไอ้พี”
ทั้งๆ ที่จินร้องเพลงค่อนข้างเพราะ แต่เสียงผิวปากของจินน่าเกลียดมาก ในวันที่ผมมีความอดทนต่ำสุดๆ แบบนี้ ผมนึกอยากชกปากเขาสักทีเหมือนกัน
จินไม่ได้พาผมกลับบ้าน หิมะตกลงหนักจนแทบมองไม่เห็นข้างทาง แต่ผมรู้และแน่ใจว่าไม่ใช่ทื่อื่น เขาพาผมมาที่ๆ เรานัดกันไว้ครั้งสุดท้าย
เสียดายที่บรรยากาศไม่เอื้อต่อการเปิดประตูออกไปนอกรถ จึงได้แต่เพ่งตามองสีสันแห่งสายรุ้งของสะพานสายรุ้งผ่านหน้าต่างที่เคลือบไว้ด้วยฝ้า
“ฉันขอโทษนะที่หายหัวไปนานเลย”
แต่ผมอยากขอโทษมากกว่าที่อารมณ์นี้ผมไม่ค่อยอยากพูดเรื่องที่ผ่านมาเท่าไหร่
“สอบเสร็จแล้วต้องไปค่ายต่อว่ะ”
“งั้นหรือ...”
“เอาเหอะๆ ไม่แก้ตัวแล้วกัน ฟังไม่ขึ้นเท่าไหร่ เอาเป็นว่าฉันขอโทษนะ”
“นายไม่เห็นต้องขอโทษเลยจิน นานมีสิทธิ์เลิกคบกับฉันเลยด้วยซ้ำไป”
“ได้ไง แค่นี้ก็รู้สึกว่าเป็นเพื่อนชั่วจะแย่แล้ว...”
จินกดปิดวิทยุ และเร่งฮีตเตอร์ขึ้น
“กอดหน่อยได้มั้ย”
“หา ?” จินทำเสียงตกใจมากๆ หน้าตาเหรอหราจนผมอดหัวเราะไม่ได้ แต่ผมอยากกอดเขาจริงๆ ถ้าไม่...
“ไม่เป็นไร ถ้าลำบากใจไม่ต้องก็ได้”
“ได้น่ะมันได้ แต่นายอย่าลวนลามฉันนะเว่ย”
จินอ้าแขนออกรับตัวผมไปแบบเก้ๆ กังๆ ผมสัมผัสได้เลยว่าเขาขนลุกเกรียวแค่ไหน ผมจึงตอบแทนด้วยการรัดแน่นๆ ด้วยความหมั่นไส้นิดหน่อย
“ถ่ายรูปแบล๊กเมย์ซะดีมั้ยวะ ใครมาเห็นนายกอดฉันชีวิตลูกผู้ชายของนายจบแน่”
จินเลื่อนมือที่วางแปะอยู่ที่หลังผมขึ้นตบหัวผมเต็มแรง ทำให้ผมต้องสะกดตัวเองแทบตายไม่ให้ฉกริมฝีปากใส่เขาเป็นการเอาคืน ออกจะเป็นความคิดที่ย่ามใจเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งโดนหนีหน้ามาใหม่ๆ ผมก็ได้แต่ปกปิดสายตานั้นไว้ไม่ให้จินเดาใจของผมออก
นานเท่านานที่ผมยังอยู่ในอ้อมกอดนั้น นานเท่านานที่ผมชดเชยทุกสิ่งกลับหัวใจที่ผมได้คืน
“ขอโทษจริงๆ นะพี”
เพื่อนรักของผมพูดมันออกมาด้วยน้ำเสียงละลายหัวใจ ผมรับมันไว้ด้วยรอยยิ้มเหยเก
หลังจากสบตากันขำๆ จินก็จับพวงมาลัยพร้อมเปลี่ยนเกียร์เป็นถอยหลัง แสงสีเสียงของพลุที่จุดกระหน่ำอยู่บนฟ้าตรงฉากหลังของสะพานไม่ยวนใจให้เราทั้งคู่หันหลังกลับไปดู
ผมไม่รู้ว่าเหตุผลของจินคืออะไร
แต่สำหรับผม ความสุขที่มีในหัวใจมันมากเกินพอจนไม่ต้องหาสิ่งใดมาแต่งแต้มมันอีก
จินยอมเป็นเพื่อนผมต่อไป
ส่วนผม ก็จะรักจินด้วยหัวใจต่อไปเหมือนกัน
เพราะเขา คือทั้งหมดของชีวิต
...............................................................................................
ชื่อของตอนนี้ก็คือ Please... come back to me, my heart
แต่พระเจ้าช่วยด้วย เสี่ยวเกินรับไหว 555+
เปล่าหรอกค่ะ แค่คิดว่าตอนนี้มันไม่ต้องการชื่อตอน ในเมื่อมันเดินทางมาถึงตอนจบแล้ว คำนิยามของแต่ละตอนก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
คิดว่าแต่ละคนอาจจะได้จุดจบของฟิกเรื่องนี้ไม่เหมือนกันด้วยเนอะ
ฮ้า... ช่างเป็นฟิกที่ห่างไกลความหวานมากที่สุดตั้งแต่แต่งมา 55+
และเป็นฟิกที่อ่านคอมเมนท์ของแต่ละคนด้วยความบันเทิงมากมายที่สุดเลยด้วย หุหุ
มิติใหม่เกี่ยวกับตัวอิจฉา คาเมนาชิได้คะแนนความเห็นใจเพียบ!!
โดยส่วนตัวแล้วแจนรักตัวอิจฉาตัวนี้เหมือนกันค่ะ ไม่รู้สิ แต่ชอบอ่ะ มีหลายวูบที่แอบอยากให้เมะได้ใครสักคนในเรื่องไปเหมือนกันนะเอ้อ!!
ก่อนแต่งตอนนี้ก็ดันไปดูไฟล์โอกินาว่าซะอีก โอ๊ย สมาธิจินพีแทบกู่ไม่กลับ 55 ค่อยยังชั่วที่มะพีในไฟล์นั้นน่ารักสุดๆ ฉุดไม่อยู่ แม้ไม่ตรงอิมเมจของเรื่องที่ต้องเป็นมะพีตอนบึกแล้ว แต่ก็พอกู้สถานการณ์ได้บ้าง
สุดท้ายนี้ (สำหรับเอนทรี่นี้) ต้องขอบคนอ่านทุกคนมากๆ นะคะ
หลายท่านไม่ได้โปรคู่นี้แต่ก็ยังตามอ่าน ส่วนท่านที่โปรคู่นี้ก็...ไม่บ่นเราแม้จะแต่งซะอืมครึม (สังเกตตัวเองได้ว่ามะพีได้รับบ่นเด่นทีไรเรื่องอึมครึมทุกที)
กระซิบบอกก่อนจากว่าเร็วๆ นี้น้อง renika จะเอาอันเพอร์เฟคฯ มาฝาก
อย่าลืมมาอ่านกันนะคะทุกโค้น!!
โชคดีปีใหม่ค่ะ
^ ^

จินแสนดี แสนดีสุดๆ T^T หลงรักบทบาทนี้ได้อีก ยังไงก็ไม่ทิ้งเพื่อน เข้ากับเจ้าตัวสุดๆไปเลย แอบขำตอนที่ขนลุก 555+ ยังฮาได้อีกเน้อ
ยามะพี เข้มแข็งดีเหมือนกัน รักเดียวใจเดียวด้วย ไม่รู้จะว่ายังไง แต่อ่านแล้วก็ประทับใจดีค่ะ ^^!
#1 By `Rii,, ♥ All18` on 2007-12-29 10:04