Up Blog (อัพเพิ่ม)
posted on 27 Jan 2008 23:56 by asuka-jan in NotJK
Project: It’s not true love story
Title: Up Blog
Author:
Asuka เจ้าเก่า
Casts:
หึ หึ หึ...ไม่ใช่ยูจินแล้วล่ะไม่ต้องกลัวค่ะ
Warning:
เป็นฟิกที่ต้องใช้วิจารณญาณในการเดา
เพราะเรื่องนี้ไม่มีชื่อตัวละคร
และตัวละคร
Aggressive เป็นช่วงๆ
- Nightmare -
ผมบอกก่อนนะว่านี่ไม่เรื่องราวความรักงี่เง่าหวานซึ้งอะไร ถ้าคุณไม่ชอบมานั่งอ่านเรื่องราวปวดกบาลของใครล่ะก็ เชิญปิดไปได้เลย
ผมเองก็ไม่ได้ชอบเขียนนักหรอก แต่เรื่องราวบางอย่างผมพูดกับใครไม่ได้ ผมก็ต้องระบายด้วยการกระแทกนิ้วลงแป้นพิมพ์แบบนี้แหละ คุณอยากอ่านก็เรื่องของคุณ ไม่อยากอ่านก็ช่าง
แต่ผมจะเขียน
เพราะผม เครียด!
เครียดโคตรๆ!!
ผมเป็นคนในวงการบันเทิง เป็นศิลปิน... ชื่อดังเหมือนกัน (รับรองถ้าบอกชื่อไปคุณร้องอ๋อแน่ๆ) พอนึกภาพกันได้ใช่มั้ยว่าไอ้อาชีพนี้น่ะ มันหาความสงบสุขกับชีวิตไม่ค่อยได้หรอก ขนาดผมที่ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนเพื่อนร่วมวงบางคน ผมยังหาอิสระให้ตัวเองไม่ค่อยจะได้เลย ไปกินข้าวกะคนนี้ทีเป็นข่าว ไปบังเอิญเจอสวนกะคนนั้นก็โดนปาปารัซซี่ถ่าย
ใครพลาดเล็กก็ถือเป็นสีสันชีวิตไป ใครพลาดใหญ่ หึหึ หมดอนาคตในวงการได้เลย
(เว้นแต่ว่าคุณแบคดีเหมือนเพื่อนร่วมวงของผมอีกคน ที่มันไปแล้วไม่ไปลับ)
นอกจากเรื่องเพศตรงข้ามที่ต้องระวังแล้ว ภาพพจน์อันดีก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องรักษา ปุถุชนน่ะคุณ บางทีมันก็อยากจะทำอะไรแย่ๆ เห็นแก่ตัวๆ บ้าง แต่เพราะอาชีพของเรา เราต้องทำตัวให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด
คุณเชื่อมั้ยว่าแอลกอฮอล์ถือเป็นข้อห้ามหนึ่งของค่ายที่ผมสังกัดอยู่ด้วย มันก็ไม่เชิงว่าดื่มไม่ได้หรอกนะ แต่เพราะจากประวัติศาสตร์อันไม่สวยงามของรุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยได้เกิดเรื่องกันมา ไอ้เจ้าเหล้าเบียร์นี่แหละเป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่ง ดังนั้น หากไม่อยู่ในสถานการณ์ที่สามารถปล่อยตัวปล่อยหัวให้ราน้ำได้เต็มร้อยแล้วล่ะก็ เลี่ยงได้เราก็ควรจะเลี่ยง
มันก็ไม่น่าจะมีอะไรใช่มั้ยคุณ ตราบใดที่ผม หรือศิลปินในค่ายเมากันเฉพาะในที่ส่วนตัว ไม่ไปเมาเละละที่ไหน มันควรจะปลอดภัย มันควรจะหายห่วง ไม่มีปัญหา....
ใช่มั้ย...
คุณว่าใช่มั้ย....
แต่เรื่องจริงนะ ตราบใดที่ชีวิตคุณมันจะต้องมีปัญหา ต่อให้คุณคิดว่าระวังแล้วระวังอีกก็เถอะ ไอ้เรื่องอัปยศ มลทิน ตราบาป ความชอกช้ำ ระกำ ฝันร้าย... มันก็ยาตรามาหาคุณได้อยู่ดี
แม้ว่าคุณจะอยู่ในที่ที่คุณคิดว่าปลอดภัยสำหรับตัวเองที่สุด
แม้ว่าคุณจะอยู่กับคนที่คุณ เอ่อ... เคยคิดว่าไว้ใจได้มากที่สุด
แ..ม่..ง!
ทำไมต้องเป็นเราด้วย
แล้วทำไมต้องเป็นมัน!!
ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เอาล่ะ ผมจะเล่าเรื่องของผมให้ฟัง
วันนั้น (อย่าคิดเลยว่าวันไหน) เป็นวันหยุดหนึ่งในน้อยวันที่เราทั้งวงจะมีร่วมกัน ที่น่าแปลกยิ่งไปกว่านั้นก็คือเหล่าสมาชิกทั้งหมดได้มารวมตัวกันแทนที่จะแยกไปทำกิจกรรมใดๆ ที่ตนสนใจอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อนผม ไอ้เวรตัวปัญหาคนนั้น มันจัดการยกเครื่องดื่มพร้อมกับแกล้มมาให้คนอื่นๆ ในฐานะเจ้าบ้าน
“กินเลยๆ เต็มที่นะ นานๆ ได้พักกันสักที”
ผมจำได้แม่น หมอนั่นชักชวนคนอื่นให้เสียคนด้วยประโยคแบบนั้น
“อ่ะ แต่ถ้าจะสูบพวกนายต้องไปนอกระเบียงนะ ถ้ามีกลิ่นติดมันจะทำให้แม่ฉันหงุดหงิด”
หลังจากประโยคนั่นไอ้คู่รักคู่ขวัญสั่นสะท้านวงการสาววายทั่วประเทศจึงได้ระเห็จออกไปพลอดรักเคล้ากลิ่นใบยากันนอกตัวบ้าน ผมและคนที่เหลือจึงได้รับโควตาน้ำอำพันที่ตั้งอยู่เพิ่มคนละหลายเป็กโดยปริยาย
น่าแปลกที่เหล้าในโหลแก้วไม่บอกยี่ห้อนี่รสนุ่มเกินห้ามใจ
ผมน่าจะเอะใจว่ามันเป็นลางร้าย
“แล้วเจ้าของเหล้าจะไม่มาดื่มด้วยกันหรือ” เพื่อนผมถามมัน
“เดี๋ยวไป ขอทลายด่านนี้ให้ได้ก่อนนะ เล่นค้างไว้หลายวันแล้ว” นั่นแหละครับไอ้คนบ้าเกม แล้วมันก็ปล่อยให้ผมกับเพื่อนอีกสองคนดวดเหล้ารอมันอยู่เป็นนาน
เคยได้ยินว่าคนเดียวไม่เหงาเท่าสามคนมั้ยครับ นั่นล่ะ ตอนนั้นผมรู้สึกแบบนั้นมากเลย ปกติแล้วผมก็ชาชินกับสถานะคนไร้คู่เป็นอย่างดี แต่เมื่อไหร่ที่ผมต้องอยู่ในสภาวะ “เศษ” ทีไร หัวใจมันจะเศร้าเกินทนไหวตลอด หลายครั้งผมก็พอแทรกๆ เข้าบทสนทนากับเขาได้บ้างหรอกครับ แต่หลายครั้ง... ผมก็จนปัญญา และละอายกับการเป็นส่วนเกินคู่เขา
วงผมมีกันอยู่หกคน (เดี๋ยวคุณรู้แน่เลยว่าวงไหน) จับคู่กันเองไปแล้วสอง และที่ไม่รู้ยังไงแต่ก็มาลันดูแกกันมานานเป็นปาท่องโก๋ไม่ต่างจากคู่แรกอีกสอง ทีนี้มันก็เหลือหัวกระเทียมลีบๆ อยู่สองหัวใช่มั้ยครับ ก็เหมือนจะยังดี แต่เวลาที่กระเทียมหัวหนึ่งมันทิ้งผมไปออกเดทกับเกมสุดที่รักของมันที หัวล้านๆ ของผมก็เป็นอันเฉาและเน่าได้พอๆ กับหมาเลยล่ะ
แต่ความรันทดมันยังไม่จบแค่นั้น
หลังจากพวกเรากินเหล้ากันพอกรึ่ม สิ่งที่ตามมาก็คือการมีปากเสียงกันเล็กน้อยตามประสาการรวมตัวของหนุ่มเลือดร้อน
หลังจากไอ้คู่รักใบยาสูบมันกลับเข้ามาในบ้านแล้ว มันก็ออกอาการฟาดงวงฟาดงากันเองจนพาลไปถึงคนอื่นๆ เล่นเอาหนึ่งในคู่แท้ปาท่องโก๋แทบจะสาธิตเชิงมวยให้ดูเป็นขวัญตา แต่อะไรไม่ร้ายแรงเท่า การมีปากเสียงกันของสี่จตุรเทพ มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เฉพาะตัวเอง
เสียงดังหรือครับ?? ข้าวของปลิว??
ไม่ๆ พวกผมฝึกฝนกันอย่างดีในแง่การควบคุมอารมณ์ ต่อให้ทะเลาะถึงขึ้นด่าพ่อล่อบุพการีเสียงก็ไม่ดังออกนอกฝาบ้านไปไหน จะต่อยกันยังรู้ว่าจุดไหนแตะได้แตะไม่ได้ ไม่มีการพลาดถึงขั้นไปสร้างรอยแตกรอยร้าวอะไรให้ชีวิตและทรัพย์สินของคนในบ้านแน่นอน
ยกเว้น ก็แต่ของบางอย่าง
ของที่ไอ้พวกสี่จตุรเทพมันพลาดไปทำลายแล้ว...มันกระทบมาถึงชีวิตของผมทั้งชีวิต
ผมว่าคุณเดาไม่ถูกหรอกว่ามันคือของอะไร
คุณเชื่อมั้ยว่ามันคือ...สายไฟ
สายไฟเส้นไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่มีจุดกำเนิด ณ ตัวปลั๊กสามตา และมีจุดสิ้นสุดที่ปลั๊กตัวเมีย ณ ผนังบ้าน
เส้นเดียว...ทำเอาดับเสร็จสรรพทั้งเครื่องเล่นเกมและจอโทรทัศน์แสดงภาพ
ก็แค่อีกนิดเดียวจะ CLEAR STAGE หรือเผลอๆ จะ CLEAR GAME
เท่านั้นเอง อิทธิฤทธิ์ของคนที่ยิ้มหัวเราะอยู่เสมอ อภินิหารของคนที่โดนแกล้งอย่างไรก็ไม่โกรธ ก็สำแดงออกมาอย่างแรงสุดๆ ฉุดไม่ไหว เพียงไม่กี่วินาที ไอ้พวกคนที่ว่าแน่ๆ กระเจิงออกจากบ้านจนหมด เผ่นแนบไม่อยู่รอดูสุดยอดแห่งความโกรธาของคนที่ได้รับฉายาว่า แป๊ะยิ้ม กันแม้แต่คนเดียว
ทิ้งไว้ก็แต่ผม ที่เมางงก้าวขาไม่ออก
ผมน่าจะรู้นะว่านั่นคือลางร้าย...
แต่ตอนนั้นผมไม่รู้น่ะสิครับ
“เป็นบ้าอะไรกันวะ แม่ง เซ็งฉิบ กำลังจะชนะอยู่แล้วเชียว ไอ้เจ้าพวกบ้านี่”
“พวกมันไม่ได้ตั้งใจน่า”
“ไม่ได้ตั้งใจอะไรวะ ทำชาวบ้านเขาเดือดร้อนแล้วมีความสุข.... แม่ง เซฟก็ยังไม่ได้เซฟ ต้องเล่นใหม่หมด”
เท่าที่สติของผมยังมี ผมจำได้ว่ามันสบถถ้อยคำหยาบๆ ออกมาอีกเพียบ ตอนนั้นผมก็อึ้งเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าอย่างมันจะสามารถไล่เตะไอ้พวกเซียนๆ 4 คนได้พร้อมกันแบบนี้
“เอาน่ะ เกมมันไว้มีให้เล่นอยู่แล้ว ตอนนี้มากินเหล้ากันเถอะ กับเหลืออีกตั้งเยอะ แม่นายอุตส่าห์ทำนะ”
ผมยังมีแก่ใจ ไม่ได้คิดเลยว่างานมันกร่อยแค่ไหนแล้ว
ก็ผมมันคนเหงา จะให้กลับบ้านไปตอนนั้นเลยน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะเลือกทำหรอก
“ไม่ต้องเข้มมากนะ ช่วงนี้ฉันเจ็บคอ”
แหม่... ให้คนที่เริ่มเมาแล้วชงเหล้าบางๆ มันจะเป็นไปได้หรือครับ
แต่ตอนนั้น...ผมน่าจะเชื่อมันนะ
ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับ ว่ามันเมาเกมมาก่อนแล้ว บวกเหล้าแค่ไม่กี่ฝา จะทำให้มันเมาดิบได้...ปานนั้น
ต้องบอกว่าผมทำร้ายตัวเองล่ะมั้ง
จากนี้ผมคงไม่ต้องเล่า คาดว่าทุกคนคงพอเดาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ตอนนั้นผมเมาหลับไปก่อนแล้วครับ ดังนั้นจึงไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร
พลาดโอกาสที่จะปกป้องอธิปไตยของตัวเองอย่างสิ้นเชิง...
แต่ผมจะไม่โกหกในที่นี้หรอกนะ
ว่าถ้าแม้ผมจะไม่รู้เรื่อง แต่ก็ใช่ว่าผมจะ “ไม่รู้สึกอะไร” เลย... จริงๆ
ผมจำความรู้สึก...ถึงจุดสุดยอดได้ เอาล่ะมันน่าอาย แต่ผมจำได้ ผมจำสัมผัสของลมหายใจที่เป่ามากระทบหลังใบหูได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผมจำ...จังหวะที่ “มัน” ใช้กับผมได้
โคตรแย่ แต่ผมนึกออกจริงๆ
มันโคตรจะแย่ๆๆๆๆๆ ที่ผมจำได้อยู่คนเดียว
คุณคิดสภาพสิ ของคนที่ตื่นมา แล้วรับรู้อย่างไม่อาจปฏิเสธว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แถมต้องมานั่งจ้องตาคนที่เอาแต่ทำหน้าเหรอหรา พูดถามอะไรเสียงหลงไม่หยุด
คุณคิดสิ ว่าผมในตอนนั้นจะรู้สึกอย่างไร
ผม คนที่ขึ้นชื่อว่าขี้โวยวายที่สุดในกลุ่ม ถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
ไม่ใช่ไม่อยากด่ามัน ไม่ใช่ไม่เจ็บใจ
แต่คุณรู้มั้ย ในตอนนั้นมันจุกจนเปล่งเสียงอะไรไม่ได้เลย
จุกที่ต้องโดนเพื่อนตัวเองลักหลับ
และจุก ที่เสือกจำอะไรต่อมิอะไรได้ คนเดียว
แน่นอน ผมไม่อาจแบ่งเบาเรื่องราวนี้กับใคร แต่คนเดียวในโลกที่ควรจะรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของผม มันก็ดัน “ไม่รู้เรื่อง” อะไรอีกเหมือนกัน
ด้วยข้ออ้างคลาสสิค
“ฉันไม่รู้ ฉันเมา ฉัน...ขอโทษนะ”
Shit!!
เจ็บโคตร!!
ผมอยากตะโกนใส่หน้ามันแบบนั้นแหละ แต่ผมพูดไม่ออก ได้แต่นั่งรับรู้ว่าร่างกายตัวเองกำลังร้าวระบม และเลือดสดๆ กำลังไหลออกมาจากแผลภายในที่คงปริแตก
อะไรไม่แย่เท่าเหตุการณ์บ้าๆ นี่เกิดขึ้นที่บ้านของมัน
ผมไม่สามารถจะไล่เจ้าบ้านออกไป และผมไม่สามารถลากสังขารตัวเองเข้าห้องน้ำไปล้างคราบอุบาทว์ๆ ได้
ในตอนนี้ผมจำไม่ได้ว่าผมพาตัวเองกลับมาบ้านได้อย่างไร แต่ผมรู้ในตอนนั้นเอง ว่าชีวิตของผมไม่อาจเป็นเหมือนเดิมได้อีก
ไม่ว่าผมพยายามทำตัวปกติสักแค่ไหน
เพื่อให้ชีวิตของตัวเองก้าวต่อไปได้ สิ่งที่ผมตัดสินใจจะทำก็คือการตัดความทรงจำส่วนนั้นทิ้งซะ ทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น
ผมปลอบใจตัวเองสำเร็จว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของใคร ผมต้องอภัย และคิดว่ามันเป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น
ผมยังคงเป็นคนเดิม
เป็นคนสดใส ขี้เหงาเล็กน้อย ขี้โวยวายเป็นบางเวลา...คนเดิม
ผมยังเป็นผู้ชายปกติ เหมือนเดิม
ผมคิดว่าผมทำได้ แม้ว่าผมเองต้องรื้อแผลของตัวเองขึ้นมาบางครั้ง เพื่อปลอบใจ “มัน” ย้ำเตือนให้มันมั่นใจ ว่าผมไม่เป็นอะไร ผมสบายดี ผมไม่โกรธมัน ผมกับมันเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเก่า...
ผมคิดนะ ว่าผมทำได้
แม้ว่าจริงๆ แล้ว ผมรู้ตัวมาตลอด ว่าผมไม่มีวันทำได้ “ง่ายๆ” อย่างที่คิด
มีคำถามเกิดขึ้นในหัวของผมบ่อยครั้ง ว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้าผมจะไม่มองหน้ามัน ไม่พูดกับมัน เรียกร้องให้มันชดใช้ หรือทำอะไรก็ได้ให้มันรู้สึกผิดสุดๆ บางทีผมควรทำอย่างนั้น ผมมีสิทธิ์ และผมควรทำตามสิทธิ์
แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผมจึงเลือกที่จะกดทุกอย่างไว้ เก็บมันไว้กับตัวเอง
กอดความทรงจำที่หลอกหลอนผมเอาไว้ด้วยแขนของตัวเองคนเดียว
บางค่ำคืนผมทำสำเร็จ
แต่บางคืนก็ไม่
ความโชคร้ายมาเยือนผมครั้งแรกหลังจากผ่านพ้นเรื่องราวมาได้หนึ่งอาทิตย์
สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าการโดนลักหลับ
ผม...ฝันเปียก
ผมฝันเปียกด้วยเซ็กซ์ เซ็กซ์แบบที่ไม่เห็นหน้าผู้รุกราน (คุณเข้าใจมั้ยว่าผมฝันว่าตัวเองถูกรุก...)
ผมเสร็จ... ด้วยความรู้สึกที่ตัวเอง โดนกระทำ
ผมตื่นมาด้วยสภาพ...เอาเป็นว่าไม่ต้องบรรยายส่วนกายภาพ
ชื่อแรกที่หลุดปากออกมาหลังสำเร็จความใคร่ขณะหลับ ก็คือ “มัน”
ความหวาดกลัวรุนแรงวิ่งเข้ามากระทบจิตใจ ผมหวั่นไหวมากที่สุดของที่สุดเท่าที่เคยมีในชีวิต
นี่ผมยังเป็นผู้ชายปกติ อยู่หรือ??
ผมเคยได้ยินเรื่องราวมากต่อมากของคนเป็นเกย์ หลายคนว่ามันต้อง born to be แต่ก็มีมากที่เป็นเพราะลองแล้วติดใจ แต่ก็มีไม่น้อยที่เคยลองแล้วกลับไปเป็นชายแท้ได้เหมือนเก่า...
สิ่งที่แย่กว่าการที่ผมจะเป็นเกย์หรือไม่
นั่นคือการ... มีมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย
ปัจจุบันนี้ผมหวาดกลัวการช่วยตัวเอง ผมระแวงการเกิดอารมณ์ใคร่ เพราะผมไม่สามารถสลัดความทรงจำว่าด้วยลมหายใจและจังหวะ...นรกๆ นั่นได้
บางวันผมก็ควบคุมตัวเองไหว แต่บางวัน... แค่เสียงเบาๆ ของมันที่ลอยมากระทบหู ภาพจากหางตาลอยมากระทบเลนส์ ก็สามารถกระตุ้นให้ผมรู้สึกเจียนจะบ้าได้
ณ วันนี้ ผมกำลังลังเลใจที่จะไปพบจิตแพทย์ อาจจะเกี่ยวกับการที่ผมเป็นคนมีชื่อเสียง แต่ประเด็นหลักๆ ก็คือความกลัว ผมกลัวที่จะก้าวเดินไปถึงคำตอบหรือจุดจบของการรักษา
คุณรู้มั้ยว่าอะไรที่ยิ่งปิดกั้น มันยิ่งแสดงพลังออกมาได้อย่างน่ากลัว เวลาที่ผมแวบคิดขึ้นมาเกี่ยวกับความรู้สึกเรื่องรักชอบ ผมจะรีบปัดมันออกไป แต่ผลร้ายมันกลับไปตกที่จิตใต้สำนึก
คืนใดก็ตามที่ผมไม่ต้องเจอหน้ามัน ตัวตนของมันจะตามไปหลอกหลอนผมในฝัน
นับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ผ่านมาแล้วประมาณสองเดือน ผมฝันว่าตัวเองมีเซ็กซ์กับผู้ชาย มีเซ็กซ์กับมันมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
ผมไม่รู้ว่าในโลกความจริงผมคิดกับมันยังไง
แต่ในโลกความฝัน ผมรักมันไปแล้วเต็มๆ
รักและร่าน แบะขาให้มันเลยแหละ
โคตรแย่เลยคุณ ผมจะอ้วกทุกครั้งที่ส่องกระจก นี่ผมอาจจะเป็นโรคกลัวกระจกเพิ่มมาอีกโรคหนึ่งก็เป็นได้
ตอนนี้มันยังไม่ร้ายแรงมาก แต่ถ้าผ่านไปอีกสักเดือนไม่แน่ว่าผมอาจจะต้องทุบประจกที่บ้านทิ้งทุกบาน
ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่งข้างหน้าผมค้นพบว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรักจริงๆ
ผมจะมาต่อกระทู้นี้ใหม่ แต่คุณต้องทำใจเลยนะ ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องราวน่ารักกุ๊กกิ๊กปาจิงโกะ
แต่มันจะเป็นเรื่องราวน่าอายของไอดอลชายคนหนึ่ง ที่เป็นเกย์เพราะโดนข่มขืน ที่หลงรักเพื่อนตัวเอง และที่อาจจะต้องมีจุบจบสุดท้ายคือการเฉดหัวตัวเองออกจากวงการตลอดชีวิต
ขณะที่พิมพ์นี้ผมกำลังรู้สึกถึงอารมณ์ทางเพศ
ผมหวาดกลัวที่จะแตะต้องตัวเอง
แต่ผม... ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และการเคลื่อนไหวช่วงสะโพกของผมไม่ได้
คุณจะอ้วกก็อ้วกเถอะ ผมเอง... หลังจากนี้อีกห้านาทีสิบนาทีก็อาจจะอ้วกตามไปเหมือนกัน
เว้นแต่ว่าใครจะเข้าใจ ว่าความฝัน... มันมีพิษสงร้ายแรง (กว่าความจริง) แค่ไหน จะไม่อ้วกก็ได้นะครับ
..........................................................................................................
- เอาแล้ว-
ในที่สุดผมก็หลุดเรื่องอัปยศนี่ให้เพื่อนในวงรู้
ไม่ใช่เรื่องทั้งหมดหรอกนะ มันก็แค่บางส่วน
หลุดเพราะทีแรกผมอดทนเก็บไว้ในใจไม่ไหว ร่อแร่จะไปหาจิตแพทย์แล้ว ก็เลยคาบเรื่องบากหน้าไปขอคำปรึกษาเกย์ควีนตัวเอ้ของกลุ่ม ในหัวข้อที่ว่า “อุเคะ เป็นอย่างไร”
แน่นอนว่าผมต้องจ่ายค่าคำปรึกษาด้วยการแพลมเรื่องของตัวเองให้เขารู้เล็กๆ น้อยๆ...
เสียงกรี๊ดกร๊าดที่ได้กลับมา ทำให้ผมรู้ว่าผมอาจเลือกไปปรึกษาผิดคน อย่างไรก็ดี เจ้านั่นได้ทิ้งท้ายประโยคเด็ดเอาไว้กับผม ให้ผมเลิกสงสัยตัวเองไปได้เปราะหนึ่ง
“ถ้านายรู้สึกเป็นสุขกับการถูกกระทำล่ะก็ เลิกนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ชายไปได้เลย”
แม้มันจะตามมาด้วยการตบบ่า พร้อมกับความหวังของฟางเส้นสุดท้ายว่า “แต่นายอาจจะยังเป็นไบได้นะเพื่อน” (ช่วยได้มากเลยมึง...)
เพื่อนตัวดียังไม่หยุดทำร้ายจิตใจผมเพียงเท่านั้น มันยังกวนประสาทด้วยการส่งดิลโด้ขนาดเท่าของแฟนมันมาให้เป็นของขวัญอีกด้วย ผมแทบโยนทิ้งไม่ทัน หลังจากที่เผลอคิดไปว่า ...สั้น...แต่ใหญ่กว่าของ “ไอ้เจ้านั่น”...เล็กน้อย (ขนาดของแปรผันตรงกับขนาดตัว??)
ผมเก็บไอ้ของขวัญประหลาดนั่นเข้ากรุ จะโยนทิ้งไปก็ไม่ได้เดี๋ยวที่บ้านมาเห็น จะเอาไปคืนก็ไม่ได้เพราะงานต่อจากนี้มีแต่งานที่ทำร่วมกันทั้งวง มันคงไม่ดีแน่ถ้าเพื่อนคนไหนจะมาเห็นว่าผมพกไอ้นั่นมาทำงานด้วย...
อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องผมกับเพศสภาพมันกลายเป็นปัญหาที่ชาชินไปแล้ว
สิ่งที่รบกวนใจของผมได้มากกว่าในตอนนี้ก็คือ...เรื่องหัวใจ
คุณอาจแปลกใจว่าเพียงไม่นานเท่านั้น ที่ผมเพิ่งปฏิเสธมัน แต่ไม่กี่วันผมกลับเป็นฝ่ายพูดถึงมันขึ้นมาเอง
ไม่หรอก ผมไม่ได้จะบอกว่าผมรักเขาแล้ว แต่ที่ผมสามารถพูดได้ก็คือ
หมอนั่นไม่ใช่แค่คนในวงอีกต่อไป แต่เขา คือ “ผู้ชาย” คนหนึ่ง
นี่คือสิ่งที่ผมยอมรับกับตัวเองได้เต็มปาก
แต่เขาจะเป็นผู้ชายที่ผมจะรักจะชอบหรือเปล่า ผมยังไม่ชัวร์
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มีหลายปัจจัยทำให้เป็น ความฝันบ้าๆ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกประการหนึ่งก็คือปฏิกิริยาของเจ้านั่นเอง
ผมในตอนนี้กำลังเข้าสู่โหมดคิดเล็กคิดน้อย หวาดระแวง เพ้อเจ้อ ขี้จับผิด หรือเอาให้ไพเราะหน่อยก็คือ ช่างอ่อนไหว ทุกการกระทำหรือคำพูดของเขาส่งผลถึงตัวผมแทบทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะเอ่ยอะไรออกมาก็ตาม ผมก็จะคิด ว่าเขามีความหมายแฝงถึงเรื่องคืนนั้นหรือไม่...
เขาเป็น อย่างที่ผมเป็นหรือเปล่า
ผมเจ็บปวดทุกครั้งที่สำนึกได้ว่าผมคิดมากไปฝ่ายเดียว มี effect กับเรื่องนั้นเพียงคนเดียว ผมเจ็บใจที่ตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ และจำเรื่องราวทั้งหมดได้ ผลลัพธ์ถึงมาตกกับตัวผมหนักหนาอย่างไม่ยุติธรรมแบบนี้
แต่พอคิดแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าที่ผมอยากให้เขาเป็นอย่างผม เพื่อที่จะได้รู้สึกว่าโลกยุติธรรม สวรรค์ไม่ลำเอียง หรือเพราะ...อยากให้เขาเป็นเกย์อย่างที่ผมอาจจะเป็น เขาจะได้สนใจผม
อย่างแรกก็ดูงี่เง่าเล็กน้อย แต่น่าจะดีกว่าอย่างหลัง
ผมไม่อยากคบเพื่อน ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่อยากอกหักจากเพื่อน ผมไม่อยากเป็นคนน่าสมเพชเพราะความรัก
ผมไม่อยากเกลียดตัวเองเพราะความรัก
ผมเกลียดตัวเองบ่อยๆ จากการกระทำอันไม่เข้าท่าที่ปราศจากการยั้งคิด แต่ผมอยู่กับมันได้ ผมอยู่กับตัวเองที่มีข้อบกพร่องใดๆ ได้ แต่หากผมจะต้องรังเกียจตัวเองเพราะรัก ผมอาจจะทนไม่ไหว
หรือผมควรทำอะไรสักอย่าง วิ่งเข้าชนปัญหาไปเลย ถ้ามันจะแย่ ก็ให้มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจบไปอย่างไม่อิดออด...
หรือผมควรจะรอ เผื่อว่าเรื่องจริงมันไม่เลวร้ายอย่างนั้น
หรือมันก็แค่เป็นการถ่วงเวลาเพื่อทำใจ
...................................................................................................................................
- ลังเล –
เขาบอกว่าเขาคิดมากอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนตรงที่สิ่งที่เขาคิดมันเกี่ยวกับเรื่องตราบาป ไม่ใช่ความรัก
ผมอกหัก? คงใช่แล้วล่ะมั้ง เพราะรู้สึกชาๆ แปลกๆ
ผมเกือบสำลักน้ำลายตายตอนที่หมอนั่นกลั้นใจหลับตาปี๋บอกว่าคงรู้สึกผิดไม่หายตราบใดที่เรื่องมันคาราคาซังแบบนี้
“นายจะ...ทำฉันคืนก็ได้นะ ฉันโอเค”
อยากจะเอาเหล้ากรอกเข้าปากมันเสียเดี๋ยวนั้น จะได้เมาหลับไปโดยที่ผมไม่ต้องกระทืบให้เสียพลังงาน
ไม่รู้ว่ามุขหรือพูดจริง แต่มันควรรู้ว่าผมจะไม่ขำ
น้ำตาแทบเล็ดออกจากเบ้า... ผมเพิ่งรู้ว่าเผลอใจไปชอบไอ้คนที่เห็นเซ็กซ์เป็นเรื่อง “เมื่อไหร่กับใครก็ได้” ซะได้
หน้าซื่อๆ อย่างมัน ไม่อยากจะเชื่อว่าจะพ่นคำแบบนั้นออกมาจริงๆ ถ้าเป็นคู่รักใบยาสูบนั่นผมจะไม่ว่าเลย
ตอนนี้ที่ปรึกษาของผมเป็นซูเปอร์ที่ปรึกษาไปแล้ว หลังจากมันมาทวงดิลโด้คืนไปตอนที่จิตใจผมวืดๆ มันก็จับผมซักฟอกง้างปากเอาเรื่องเอาราวไปหมด จากที่คิดว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนวันตาย ผมกลับคายออกไปแทบไม่มีเหลือ ที่เขาว่าลองนับหนึ่งแล้วสองสามสี่มันจะตามมานี่จริงทีเดียว จากที่เคยถูกตื๊อถาม ตอนนี้ผมดันเป็นฝ่ายตื๊อเล่า นิดๆ หน่อยๆ ก็อยากจะพูดอยากจะบอก อยากให้มีคนร่วมรับรู้ อยากให้มีคนมาปลอบใจ
ความรู้สึกของการอยากเป็นคนอ่อนแอในตอนนี้มันมีมากกว่าทุกที
ความจริงสัญชาติญาณความเป็นผู้ชายของผมยังมีอยู่ ตอนที่หมอนั่นชวนให้ไป...อย่างว่า...กัน ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึก แต่เพราะผมกำลังยึดติดเรื่องทางกายกับหัวใจ ผมจึงไม่อาจปฏิบัติตัวเป็นพวกน้ำแตกแล้วแยกทางได้
แม้ซูเปอร์ที่ปรึกษาของผมจะบอกว่า ลองหน่อยก็ไม่เสียหลาย เสียตัวเสียใจแลกกับไม่เสียดายอาจจะคุ้ม (จริงๆ ถ้าผมเป็นฝ่ายกระทำเนื้อตัวคงไม่เสียมากเท่าไหร่)
แต่อาจเพราะคนพูดเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเรื่องรักร่วมเพศและรักร่วมวง ทำให้น้ำหนักคำพูดของเขาถูกบั่นทอนลงไปเยอะ ก็ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเหมือนกัน เขาโชคดีเขาจึงว่าไม่เสียหลาย แต่ถ้าผมไม่โชคดีอย่างนั้น... มันจะเกิดอะไรขึ้น
ตลกแฮะ ผมกำลังชั่งน้ำหนักขณะที่ผมได้ตัดโอกาสตัวเองไปแล้ว
ผมน่าจะบอกว่ามันว่าขอคิดดูก่อน
................................................................................................................
- Happy -
อย่าเพิ่งตกใจกับหน้าบล็อกสีหวาน ผมรู้ว่าทำตัวเวอร์ไปนิด แต่ปล่อยผมไปเถอะ
ผมยังไม่ได้สมหวังในรักหรอกนะ แต่ผมแค่รู้สึกดีขึ้น
อยู่ๆ ก็คิดได้ว่าชีวิตนี้มันสดใสเหลือเกิน โลกกำลังหมุนไป ก้าวเดินของเรามีท่วงทำนองของดนตรี
นี่ผมไม่ได้อินเลิฟอยู่จริงๆ นะ
หมอนั่นไม่มาเฉียดกรายผมอีกเลยตั้งแต่วันนั้น ดูเหมือนจะเกร็งตัวอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงยังไงไม่รู้
(จนตอนนี้เพื่อนๆ คนอื่นเริ่มสงสัย แล้วที่ปรึกษาของผมก็เริ่มจะคันปากขึ้นทุกที ไม่นานนี้แหละคงได้รู้กันหมด)
ไม่ว่าจะกับผมหรือเพื่อนๆ คนไหนในวง หรือคนนอกวงที่สนิทสนมกับผม ดูเขาจะไม่สามารถทำตัวปกติได้เลย
ชวนผมจ้ำจี้อยู่ดีๆ แท้ๆ ต่อมากลายเป็นเข้าหน้าใครไม่ติดเสียเลยอย่างนั้น
ผมเองเห็นคนเครียดกว่าก็เลยเลิกเครียด
หมอนั่นดูจริงจังอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ปกติจะเป็นคนค่อนข้างเฉยชากับสภาวะรอบกายด้วยซ้ำ คราวนี้มันคงหนักหนาจริงๆ สำหรับเขา หนักสำหรับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจให้ก่อแต่ก็ดันก่อไปแล้ว แย่หน่อยที่ตราบาปอย่างผมยังคงวนเวียนอยู่รอบกายเขาอยู่ทุกวัน
ชักสงสารมันเหมือนกันนะ...
ผมคิดว่าคืนนี้อาจจะโทรไปหาเขา...ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเราห่างกันเกินไปแล้ว ในเวลาที่คนรักเขาครองคู่กันชู้ชื่น ก็มีแต่เจ้านี่นี่แหละที่จะมานั่งอยู่ข้างผม แม้มันจะนั่งพร้อมเสียบหูฟังที่หู มานั่งพร้อมเกมบอยในมือ หรือมานั่งและโปรยถ้อยคำน่าเบื่อๆ ใส่เป็นชุดๆ แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่จะตั้งใจฟังผมพูดทุกครั้งถ้าผมเรียกร้อง
ไม่โกรธไม่ว่า ต่อให้ผมทำตัวน่ารำคาญขนาดไหน
นี่ผมกำลังให้คะแนนเขามากไปหรือเปล่า กับคนที่ไม่มีทางจะคิดกับผมเกินเพื่อน 555+
โทรเลยดีกว่า ก่อนที่ผมจะปอดและหนีไปนอนซะก่อน หวังว่าเขาจะไม่ได้เล่นเกมติดพันอยู่
.
. (ใจเต้นไม่แรง แต่เร็วครับ)
.
.
ไม่รับ....
ได้ ไม่รับก็ไม่รับ
ไม่อยากคุยก็แล้วไป นาทีนี้ผมไม่ช้ำใจอยู่ละ
เอาล่ะ ผมต้องเตรียมตัวไปทำงาน ช่วงนี้ผมหน้าย่นมากเลย เพราะงั้นควรนอนให้เร็วหน่อย ผมจะได้หล่อๆ เผื่อมันจะได้รู้สึกเสียดายผมบ้างถ้าจะปล่อยคนหน้าตาดีแบบนี้หลุดมือไป...ล้อเล่นนะครับ ผมอยากให้แฟนๆ กรี๊ดผมมากกว่านี้ต่างหากล่ะ
ขอให้ทุกท่านฝันดี
.............................................................................................................

มาต่อติดๆกันสองเรื่องเลย เย่ๆๆๆๆๆ
เรื่องนี้ถึงไ่ม่เอ่ยชื่อ ก็บรรยายจนรู้อยุ่ดี ฮ่าๆๆๆ
แต่ว่าใช้ภาษาได้บอกคาแรคเตอร์ตัวเอกมากเลยอ่ะ
ดิบๆ แอบเซ็นซิทีฟ แล้วก็ตรงไปตรงมา
เพียงแต่ว่าเราไม่คิดว่าไอฝ่ายนี้มันจะเป็นคนโดนกระทำ ฮ่าๆๆ
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริงๆ
แถมอีคนกระทำก็ดันเป็นไอตี๋หน้าหวานซะอีก
เกินความคาดหมายเป็นเรื่องที่สองที่อ่านมาแล้วนะเนี่ย
เอาอีกๆ ชอบๆ มันตื่นเต้นแล้วก็แตกต่างดีค่ะ
สรุปว่าเราชอบของแปลกว่างั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ
#1 By nawa_akanish (58.9.39.8) on 2008-01-28 09:17