Up Blog 2 (อัพเพิ่ม)
posted on 03 Feb 2008 23:20 by asuka-jan in NotJK
Project: It’s not true love story
Title: Up Blog
Author:
Asuka เจ้าเก่า
Casts: T-T
Warning:
เป็นฟิกที่ต้องใช้วิจารณญาณในการเดา
เพราะเรื่องนี้ไม่มีชื่อตัวละคร
และตอนนี้ตัวละคร...กำลังอ่อนไหว
- หน้าเหี่ยวกว่าเดิมจนได้ -
สุดท้ายเมื่อคืนผมก็แทบไม่ได้นอน หลังจากที่มันไม่รับสายผม มันก็ขับรถมาหาผมถึงบ้าน ตกใจสุดๆ ไปเลยครับ ตอนนั้น...ยอมรับเลยว่าแอบดีใจ แต่พอเห็นสีหน้าของมัน ผมก็รู้เลยว่าเวลาที่จะได้คุยกันจริงๆ จังๆ มันมาถึงแล้ว
เขาเสนอให้ผมเตะต่อยเขาจนพอใจ ที่ใบหน้าก็ได้ เพื่อเขาจะได้ลดความรู้สึกผิดลงไปบ้าง แต่ผมบอกเขาให้เลิกคิดถึงมันซะ ถ้าจะเป็นเพื่อนกันต่อไป จงคิดให้เหมือนผมว่ามันก็แค่เรื่องซวยๆ ที่บังเอิญผ่านเข้ามาในชีวิต
“ไม่นานเราก็จะลืม ลืมที่จะนึกถึงมัน ลืมไปว่าเรื่องเหล่านั้นมันเคยเกิดขึ้น”
ผมกะว่าเขาจะเข้าใจ แต่มันดันย้อนผมด้วยคำพูดที่ผมคาดไม่ถึง
เขาถามผมกลับ ว่าแล้วที่ผ่านมาผมทำได้อย่างที่พูดจริงหรือเปล่า สองสามเดือนมาแล้วเคยมีสักวันไหมที่เรื่องนั้นจะไม่ผุดขึ้นมาในหัว เขาไม่รู้ว่าผมทำได้มั้ย แต่สำหรับเขา นับวัน...แทนที่จะลืม เขายิ่งคิดถึงมากขึ้น
เขายังบอกอีกว่า วันไหนที่ผมเงียบ เขาจะคิดว่าต้องเป็นเพราะเขาแน่ๆ แต่วันไหนที่ผมยิ้ม เขาก็คลางแคลงใจว่าผมยิ้มจากใจหรือเป็นยิ้มปกปิดความรู้สึก
ผมทึ่งจริงๆ นะ เพราะถึงเขาไม่ใช่คนหยาบ แต่เขาดูไม่มีความละเอียดอ่อนขนาดมานั่งสังเกตพฤติกรรมคน
เขาบอกว่าปกติผมไม่ใช่คนยอมใคร ไม่ใช่คนที่จะยิ้มรับความไม่ชอบใจ ไม่ใช่คนที่จะทำเป็นลืมความผิดของคนอื่น
ไม่ใช่คนที่จะเงียบ ไม่พูดไม่บอก ไม่รื้อฟื้น ไม่เรียกร้อง ไม่โวยวาย ประชดประชัน...
ปฏิกิริยาของผมในทุกๆ วัน จึงไม่ใช่เรื่องที่เขาจะไม่สะดุดใจ
เพราะอย่างนี้เขาถึงเก็บเอาไปคิดจนทนไม่ไหว สติแตกเป็นระยะ พอเห็นว่าผมไม่คิดจะเอาคืนเขาในวิธีเดียวกันแน่ๆ ก็อยากให้เตะต่อยทำร้ายเขาให้เจ็บ ให้ไม่น้อยกว่าที่เขาเคยทำกับผม
ผมแหย่เขาว่า ไม่กลัวเพื่อนคนอื่นจะรู้หรือ
เขาบอกว่า มันอาจทำให้เขาสบายใจกว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้
ผมอึ้ง
แต่คงไม่เท่าที่เขา เมื่อผมพูดประโยคต่อไป
“จูบฉันสิ”
ผมพูดไปเสียงธรรมดา (ถ้าจำไม่ผิด) เขาชะงักค้างไปเลย ที่พูดรัวๆ น้ำไหลไฟดับเมื่อครู่เป็นอันหยุด เขาไม่กล้าถามผมซ้ำด้วยซ้ำ และเมื่อผมหลับตา เขาก็สูดหายใจลึก แล้วก้มจูบลงมาเหมือนไม่อยากแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
วินาทีแนบริมฝีปากกัน ผมรู้สึกถึงอำนาจอย่างที่ไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่ในมือ
หมอนั่นหัวอ่อนเกินไปแล้ว
“เห็นมั้ยว่าฉันไม่รู้สึกแย่ ไม่ขยะแขยงเลย รู้หรือยังว่ามีแต่นายที่เดือดร้อนอยู่คนเดียว รู้สึกผิดโดยเปล่าประโยชน์” ผมบอกให้เขากลับบ้าน เอาน้ำล้างหัวล้างปากซะ แล้วทำความเข้าใจใหม่
เลิกคิด และปลดบาปออกจากบ่าไปซะ...ทำนองนั้น
แววตาของเขาก่อนพาร่างตัวเองเข้ารถทำให้ผมอยากกระชากเขากลับมาจูบต่อ
ผมถีบเขาเมื่อเขานั่งนิ่งหลังพวงมาลัยไม่ยอมปิดประตู ผมหัวเราะใส่เขา เพื่อเรียกสติให้เขาสตาร์ทรถเข้าเกียร์เสียที
สุดท้าย...ทั้งที่ยังช็อคๆ งงๆ เขาก็จากผมไป
ขณะที่ผมกำลังยืนฝันหวานกับจูบที่ได้รับมาอย่างฟลุ้คๆ เขาก็ตะลีตาลานมาหาผมใหม่
ตะโกนถามหน้ารั้วบ้านว่า “แล้วทำไมนายไม่ขยะแขยง”
ใจผมวิ่งหนีเข้าบ้านไปแล้ว แต่เพราะผมเห็นแววตา “ขยะแขยง” ของเขา ผมจึงรู้สึกติดหนี้เกินกว่าจะหนีเข้าไปเฉยๆ
“ก็ฉันไม่ใช่คนอินโนเซนต์เหมือนนาย”
ผมปั้นน้ำเสียงให้ดูไม่ยี่หระ ผมรู้...ว่าคนแบบเขาจะไม่มาจับผิดว่าผมเสแสร้ง
เมื่อคืนทั้งคืน ผมจึงได้แต่เศร้าใจ เพราะเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่าจูบสั้นๆ นั้น...มีค่ามีความหมายกับผมแค่ไหน
(เขาอาจจะช่างคิดมากในช่วงนี้ แต่หน้าตาของผมก็ส่งเสริมคำพูดตัวเองไม่หยอก)
ดีที่วันนี้มีงานเฉพาะช่วงบ่าย ผมจึงมีเวลาพักผ่อน ไม่ต้องหอบหิ้วหน้าเหี่ยวๆ นี่ไปทำงานให้ใครสงสัย
หรือผมควรไปขอครีมบำรุงจากที่ปรึกษามาใช้ จะได้ใสเด้งเหมือนมัน
ตอนนี้ขอตัวไปนอนกลางวัน
ใครที่เป็นแฟนผม (และรู้ว่าผมเป็นใคร) วันเกิดปีนี้ผมขอหมอนข้างนะ เตียงผมกว้างชอบกล
...............................................................................................................
- จิตตก -
หงุดหงิดเป็นที่สุด หมอนั่น...เมื่อคือจูบกันแท้ๆ วันนี้มันเอาแต่มองคนอื่น
มองใครไม่ว่า แต่มามองที่ปรึกษาผมเนี่ย หมายความว่าไง ถ้าเป็นหญิงอกโตสักคนผมจะไม่ว่าเลย
วันนี้เราอัดพีวีกัน ที่ปรึกษาของผมซึ่งปกติเป็นคนชวนมองอยู่แล้ว วันนี้เขาสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก ทุกอาการทั้งร้อง เต้น ส่าย... ยั่วยวนซะจนเกือบโดนแฟนตัวเองลากไปเก็บ ดีที่ชินกัน (เหมือนเคยได้ยินมันพูดไว้ ที่ไม่หึงเพราะคนอื่นดูได้แต่ตา ลากไปปล้ำไม่ได้เหมือนมัน) แต่ไอ้บ้านั่นน่ะสิ จ้องนักจ้องหนายังกะไม่เคยเห็น พอผมมองมันมันกลับหลบสายตา ไปจ้องชาวบ้านเขาต่อซะงั้น
หมายความว่าไง
ผมอยากจะว๊ากให้ลั่นสตู แต่ผมพูดไม่ออก ได้แต่หาทางที่หาทางเอาหัวไปซุกเพราะกลัวใครจะมาเห็นหน้า เพราะถ้าเขารู้กันว่าผมหงุดหงิดแล้วไม่โวยคงแปลกใจ และคงแปลกใจยิ่งกว่าเพราะหาสาเหตุไม่ได้ว่าผมโมโหเรื่องอะไร
ผมหึง ผมหึง ไม่อยากยอมรับแต่ก็เบื่อเกินจะปัดมันออก ผมอยากกระโดดถีบยอดหน้ามันจัง แต่เกรงว่าขาที่สั้นกว่าของผมจะสามารถกวาดได้ถึงแค่ลูกกระเดือกของสิ่งที่มีชีวิตใกล้เคียงยีราฟอย่างมันเท่านั้น
วันทั้งวันผมจึงได้แต่ทนฟังเสียงกรี๊ดกร๊าดของไอ้ที่ปรึกษาตัวดี ที่ชอบใจเสียเหลือเกินว่าผมทำตัวสาวแตก ผมสงสัยว่ามันต่างจากเดิมตรงไหน ในเมื่อทุกคนเห็นพ้องว่าผมก็ขี้งอนขี้โวยวายอยู่แล้ว
มันบอกว่าต่าง เพราะปกติผมไม่มีอาการ “กระฟัดกระเฟียด” ร่วมด้วย
ให้ตาย... ผมภาวนาให้โลกนี้ไม่มีกระจก และขอให้ถ่ายทำกันเร็วๆ จะได้กลับบ้าน -*-
มันจะไม่พูดกับผมเหมือนเดิมผมไม่ว่า มันจะขยะแขยงผมไปสักพักผมยอมรับได้
แต่ที่มันทำวันนี้ ผมไม่ไหวจริงๆ นะ
ไอ้ที่ปรึกษาผมก็ใจร้าย แทนที่จะพูดทำนองว่าผมอาจจะคิดมากเกินไป มันดันยักไหล่แล้วหัวเราะคิกแค่นั้น ผมจะเอาคืนอะไรมากก็ไม่สามารถ หมู่นี้ผมโดนแฟนมันหมายหัวอยู่ (ปรึกษามากไปจนโดนเขม่น)
เห็นแผ่นเกมที่บ้านแล้วอยากจะหักทิ้ง
ผมควรไปหาอะไรกินก่อนที่จะพาลไปมากกว่านี้
.
.
.
เมื่อสักครู่ที่ปรึกษาผมโทรมาครับ โทรมาสารภาพว่า...ได้หลุดเรื่องของผมให้แฟนตัวเองฟังไปแล้ว (สมมุติว่าที่ปรึกษาผมชื่อ X แฟนมันชื่อ Y) เสียงหัวเราะของ Y ดังแทรกเข้ามาดังลั่นจนทำให้ผมเข่าอ่อน ท่ามกลางคำสัญญาหนักแน่นของ X ว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ต่อเด็ดขาด และการปรามด่าแฟนตัวเองให้เลิกเสียมารยาท... ผมเริ่มต้นนับถอยหลังในใจ
ผมเชื่อทฤษฎีความลับไม่มีในโลก และทฤษฎีเมื่อมีหนึ่ง ย่อมมีสองสามสี่...
หวังว่าเมื่อถึงเวลาที่ตัวเลขได้นับไปไกล ผมจะจัดการกับใจตัวเองได้ก่อน
ผมไม่รู้วิธีทำ แต่ผมขอให้ตัวเองทำได้
........................................................................................
- ขอสาวแตก –
ผมรู้แล้วว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบกรี๊ด ณ ตอนนี้ผมเองก็อยากกรี๊ด เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าผมควรจะกรี๊ดด้วยอารมณ์ไหน
คู่ปาท่องโก๋รู้เรื่องแล้ว... แต่ยังครับ นั่นยังไม่ใช่ประเด็น ผมปลงกับความลับที่ไม่ลับแล้ว แต่เรื่องที่ผมปลงไม่ตก ก็คือ...ความงี่เง่าของเจ้านั่นต่างหาก
เรื่องมันมีอยู่ว่า
หลังจากคู่นั้นรู้เรื่อง เขาก็มานั่งจับเข่าผมคุยๆๆ ซักๆๆ ถามถึงที่มาที่ไปอย่างละเอียดยิบ ผมซึ่งเล่าให้ที่ปรึกษาคนแรกฟังไปแล้วก็เริ่มเบื่อ ขี้เกียจเล่าย้อน จึงเล่าด้วยเวอร์ชั่นย่นย่อให้ฟังแบบม้วนเดียวจบ พวกเขาที่หาได้ค่อยๆ ซึมซับเรื่องราวแต่แรกไม่ จึงค่อนข้างตกใจและปิดบังอาการคลื่นเหียนอาเจียนไม่มิด อย่างไรก็ตามด้วยความที่เขารักและเป็นห่วงผมมาก (หรืออย่างไรไม่ทราบ) เย็นวันนี้สมาชิกคู่รักทั้งสี่ก็มาเยี่ยมเยียนผมถึงที่บ้าน มานั่งออกความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ วิปัสสนา กันถึงที่มาและเหตุผล รวมถึงคาดคะเนฟันธงไปถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไปในอนาคต
บางคนพูดดีมีความหวัง (ลมๆ แล้งๆ) บางคนออกแนว แกเลิกคิดซะเถอะตัดใจตอนนี้เสียดีกว่า
ผมก็เชื่อและคล้อยตามทั้งสองฝ่ายด้วยใจที่ขัดแย้งแบบสุดๆ
สุดท้ายเจ้าของปัญหาอย่างผมก็ได้แต่นิ่งเงียบ เพราะกูรูทั้งสี่เปิดเวทีเถียงกันเองอย่างไม่มีใครยอมใคร
ผมที่แยกตัวออกมาเข้าครัวหาอะไรดื่มให้เย็นใจ ก็ต้องสะดุ้งตกใจกับการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของโทรศัพท์ที่เหน็บไว้ตรงกระเป๋ากางเกง
“มีอะไร”
เจ้านั่นโทรมาครับ ผมวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำไปเลยเพราะกลัวเสียงเพื่อนๆ จะลอดเข้าไปในโทรศัพท์
“นายเคยจูบผู้ชายมาก่อนหรือ”
นี่เลยคำแรกของการทักทาย ไม่คุยกับผมสองวันเพื่อที่จะมาถามอะไรแบบนี้ล่ะครับ
“อืม” ไอ้ผมล่ะโกรธ... อุตส่าห์ดีใจที่มันโทรมา แต่ดูมัน
“จริงหรือ”
“จริ๊ง...” ก็มันนั่นแหละ คนแรก คนเดียว คนก่อนหน้า และคนปิดท้าย มันๆๆๆ ทั้งนั้น ไอ้โง่! จงไปออกลูกเป็นควายซะ…
“ถึงได้ไม่รู้สึกอะไรสินะ”
“......” (หึหึ)
“แต่ แต่นายยังไม่เคยอย่างว่ากับผู้ชายมาก่อนใช่มั้ย”
“อืม ไม่เคย”
“แล้ว...”
“นี่นายโทรมาทำไม ต้องการอะไร อยากรู้พฤติกรรมทางเพศของฉันหรือ” ตอนนั้นผมแทบกรี๊ดด้วยความโกรธ ...โกรธและเซ็งจัด
เคยไม่เคย ก็ได้เคยกับแกไง
“คือฉัน ขอโทษ ฉันแค่สงสัย”
“สงสัยอะไร”
“ก็...”
“สงสัยว่าฉันเป็นเกย์หรือเปล่า หรือสงสัยว่าฉันสำส่อนหรือเปล่า... หรือไง??”
“เฮ้ย ไม่ใช่”
“งั้นกลับไปถามตัวเองให้ดีๆ ว่าต้องการอะไรกันแน่ แล้วค่อยโทรมาใหม่ เข้าใจป่ะ”
ผมสงสัยอย่างแรงว่าสิ่งที่เขาสงสัยนั้นคืออะไร แต่การพูดคุยโดยที่ไม่เห็นหน้าเห็นตามันมีผลทำให้ความสามารถในการกำหนดสติตัวเองลดลง ผมกลัวว่าหลุดพ้ออะไรใส่เขาไม่เข้าท่า ผมกลัวมากๆ ด้วยว่าจะหลุดปากเชิญชวนให้เขามาพิสูจน์ข้อสงสัยด้วยตัวเองเสีย
ผมจึงต้องตัดสาย ตัดบท ตัดโอกาสที่จะไขข้อข้องใจนั้น ทั้งที่จริงๆ อยากรู้แทบดิ้น
หลังจากวางสาย...ผมที่คิดอะไรด้วยตัวเองไม่ไหวแล้วก็เอาบทสนทนาไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง แต่...แทนที่จะช่วยบรรเทา ไอ้พวกสี่จตุรเทพเวรมันดันเถียงๆๆ กันหนักเข้าไปใหญ่ คราวนี้จะลุกไปไหนมันก็ไม่ให้ลุก ต้องมานั่งฟังมันออกความเห็นพร้อมสมมุติฐานของพวกมันแต่ละตัวจนครบ
ไอ้พวกที่บอกไม่ให้คิดมากก็เบรกผมซะใจฝ่อ ไอ้คนที่บอกว่าน่าลุ้นก็ยุมาซะใจฟู
หัวใจของผมที่ถูกมันบีบๆ คลายๆ ให้ฟูๆ แฟบๆ ก็แทบระเบิดความรับความขัดแย้งทั้งหมดไม่ไหว
สี่ทุ่มกว่าๆ นั่นแหละครับพวกมันถึงจะกลับแล้วปล่อยให้ผมได้อยู่กับตัวเอง
ตลอดเวลานั่นผมกรี๊ดในใจไปเสียจนเหนื่อย แต่ก็ยังไม่วาย อยากจะกรี๊ด...กรี๊ด...กรี๊ด... อีกหลายๆ หน
ผมอยากกรี๊ดให้ความใจร้ายของพระเจ้าที่ประทานความซวยอันน่าทุเรศนี้มา
ผมอยากกรี๊ดให้ความประสาทแตกบ้าบอของคนคนนั้นผู้มีอิทธิพลเหนือจิตใจ
ผมอยากกรี๊ดให้เพื่อนๆ ทั้งหลายที่เอาเคสของผมมาเป็นท็อปปิกพูดคุยกันอย่างจริงจัง
และผมอยากกรี๊ด... ให้ตัวเองที่โยนทิ้งเรื่องนี้ออกจากหัวไม่ได้ โยนคำว่า “รัก” ออกจากใจไม่ได้
ผมอัพบล็อกแบบคุยกะตัวเองไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดว่าจะมีคนอ่าน สำหรับคนที่คอมเมนท์ให้ก็ขอบคุณมากนะครับ แต่ผมขอ...อย่าเอาเรื่องนี้ไปเมาธ์ต่อนะ T_T
และถ้าหนึ่งในพวกคุณมีนักข่าวสายบันเทิงอยู่ล่ะก็... กรุณาอย่าเอาไปลงข่าวนะครับ แค่นี้ชีวิตผมก็น่าสงสารพอแล้วล่ะ
โอเคครับ ผมขอตัวไปกินยาระงับประสาทก่อน
...........................................................................................
- เฮ้อ... –
การที่ผมหัวล้านนี่มันผิดนักหรือ
จริงๆ ผมไม่ถือไม่สาเลยถ้าใครจะมาลูบหัวผมเล่น เพราะผมเองยังลูบตัวเองอยู่บ่อยๆ แต่ทำไมเขาต้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้น ทำไมเขาต้องไปแอบถามใครๆ ว่าผมจะสกินเฮดไปอีกนานหรือเปล่า
ถ้าผมผมยาวขึ้น ดวงความรักจะกระเตื้องขึ้นมั้ย
งั้นผมไว้ผมก็ได้นะ แม้ว่าทรงนี้จะสบายหัวดีไม่หยอก
เหอะ...
ช่างเถอะ
ยังมีเรื่องที่สำคัญกว่า
เรื่องที่ว่า มันยังไม่เลิกสงสัยว่าทำไมผมจึงจูบมันได้ชิลๆ
คราวนี้มันมาถามผมตรงๆ เลย ชนิดจ้องหน้าแบบไม่ให้หลบ สบตาแบบกล้าโกหกก็ลอง
ผมได้แต่อึ้งเพราะไม่รู้จะทำยังไง ตวาดใส่มันก็แล้ว ด่าว่า “อย่างเสือกได้มั้ย” ก็แล้ว มันยังไม่ยอมแพ้ หนักๆ เข้ามันก็ถามผมว่า
“ไม่พอใจอะไรฉันหรือ ทำไมถึงดุขนาดนี้” พร้อมทำตาปิ๊งๆๆ
ดูมันครับ ดูมัน!
น่า..........ตบหัวจริงๆ เลย
คนที่ครุ่นคิดหมกมุ่นกับตัวเองมาหลายวันหายไปดื้อๆ เปลี่ยนเป็นแนวสดใสต๊ะติ๊งโหน่ง ทำตัวเหมือนเด็กเอ๋อๆ เสียงดังใส่ไม่กลัว ตวาดไล่ไม่ไป เดินหนีก็เดินตาม จนเพื่อนคนอื่นยิ้มล้อเลียนผมเป็นแถบ ผมเองก็ลำบากเหลือเกินที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้ยิ้ม
ไหนจะอายเพื่อน ไหนจะกลัวเก้อ กลัวมันรู้ว่าผมชอบใจแล้วจะแกล้งหายไปไม่ตามอีก
อยากย้ายตำแหย่งยืนตอนร้องเพลงให้อยู่คนละฟากให้รู้แล้วรู้รอด
ที่เคยว่ามันหัวอ่อน ผมคงต้องถอนคำพูด
แล้วผมจะบอกมันได้ยังไง ว่าจริงๆ แล้วคราวนั้นผมไม่ได้ชิลสักหน่อย สั่นพอๆ กับวันนี้นี่แหละ แม้จะไม่เหมือนกันเพราะวันนั้นสั่นสู้ แต่วันนี้...สั่นไหว
หนำซ้ำเพื่อนผมยังแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง เข้ามาถามผมกับมันว่า มีเรื่องอะไรกัน ทะเลาะกันหรือยังไง
มันก็รู้ว่าเดี๋ยวผมก็เล่าให้ฟังทีหลังอยู่ดี เข้ามาถามต่อหน้าแบบนี้จงใจล้อเลียนชัดๆ คงชอบใจที่เห็นผมไม่เก่งจริงอย่างทีเคยโอ่
จะเก่งยังไงไหว หากลงสนามสู้ คนที่มีใจก็คือคนที่จะแพ้อยู่วันยังค่ำ เมื่อผมรู้ว่าสู้ไม่ได้ผมจะสู้ทำไมให้โง่ แพ้บายเสียดีกว่าสู้แล้วแพ้เพราะว่าใจอ่อนต่อศัตรู
ที่จริงแล้วผมก็พูดเวอร์ไปนิด ไม่มีหรอกศัตรู ไม่มีการต่อสู้ มีแต่เพื่อนที่ไม่รู้อะไรเลย
ผมไม่ได้ตอบเขาว่าผมไม่พอใจเขาเรื่องอะไร ผมไม่รู้จะสรรหาอะไรมาอธิบาย ผมรู้แต่ว่าอยากให้เขาเลิกถาม ก่อนที่ผมจะนึกอยากบอกความจริง อยากให้เขาเลิกเอาหน้าแป้นแล้นมายื่นใส่ ก่อนที่ผมจะจับเอาไว้ไม่ให้หันไปทางอื่น
ต้องหยุดตอแย ก่อนที่ผมจะกล้าถามตัวเองว่า... นี่เขารู้ใช่มั้ยว่าผมรัก และเขาก็รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ย
แม้ว่านัยน์ตาของเขาใสเกินไป ใสกว่าที่ผมจะเปลี่ยนข้างมาเชื่ออะไรทำนองนั้น
“หมอนั่นจะอยากรู้ทำไมนักหนา”
“ถ้ามันไม่อยากรู้สิแปลก อาจจะมาเหนือเมฆนิดหน่อยที่กล้าถามนายตรงๆ แต่การที่นายไม่กล้าตอบ แค่นี้มันก็รู้แล้วว่าคราวนั้นนายโกหก”
“หมอนั่นไม่ได้อินโนเซนท์เหมือนอย่างที่นายคิด ถึงมันจะหน้าสื่อตาใสแต่ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าเล่ห์ไม่เป็น ที่สำคัญ... หมอนั่นกล้าได้กล้าเสียกว่านายล้านเท่า”
ไอ้ Y มันสัญชาติญาณดีมองคนขาด ลองมันพูดแบบนี้ ผมยิ่งต้องกลับมาตั้งหลัก
หาคำตอบที่ไม่เข้าเนื้อและฟังขึ้น
“จะทำตัวกร้านโลกอย่างเดิมก็ทำ อิมเมจนั้นยังพอมีอยู่หรอก แต่อย่าช้า แค่ที่นายหนีมันมาทั้งวันก็ฟ้อง ‘ความอ่อน’ ของนายจะแย่แล้ว”
ทันไม่ทันไม่รู้ ในเมื่อผมหลังชนฝาหาทางรอดอื่นให้ตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว
วันพรุ่งนี้คงผมต้องแก้ตัว เก็กกว่าเดิม ทำท่าไม่อินังขังขอบกว่าเดิม
ผมอยากบอกมันนะ อยากบอกอยากลองเสี่ยง
แต่ผมจะไม่แค่เสียเพื่อน แต่จะเสียความเป็นลูกผู้ชายที่สั่งสมมาทั้งชีวิต
เสียใจกับเสียดาย
เสียดายคงง่ายกว่า...
ผมขอโทษที่ผมฟุ้งซ่าน คุณคงว่าผมคิดอะไรไปไกลกว่าสถานการณ์ปัจจุบันเสียเหลือเกิน
แต่ X บอกผมว่ามันไม่แปลก เพราะความรัก ทำให้เราคิดมาก และคิดเล็กคิดน้อยได้เสมอ
แถมมันยังยุอีกว่า ทรงสกินเฮดเนี่ยหล่อจริง แต่... เกย์ญี่ปุ่นมักชอบคนน่ารัก ไม่เหมือนเกย์ฝรั่ง ถ้าไงไว้ยาวเผื่อตัดตอนอกหักจะดีกว่า
พวกคุณเห็นว่าไงครับ
....................................................................................

ติดตามเกาะขอบบล๊อคเลย
ว่าจะอัพเมื่อไหร่ ฮ่าๆๆๆ
สนุกได้อีกอ่ะ ลุ้นมาก
ทุกวันนี้เหมือนโดนฟิคเรื่องนี้หลอกหลอนค่ะ
เห็นแรพเปอร์หัวเกรียนที่ไหนไ่ม่ได้
เป็นต้องสังเกตุหาความเป็นอุเคะในตัวเฮียแกทุกทีไป ฮ่าๆๆ
พอๆกับมนุษย์จมูกโตปากห้อยอีกคนนึง
ที่ได้รับอนิสงส์มาจากฟิคเรื่องก่อนหน้า
สมจริงสมจังไปแล้วค่ะ อินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
วงเล็บสุดท้ายไว้ว่าเดี๋ยวมาต่อ
งั้นเราก็ต้อง
(เดี๋ยวมาอ่าน)นะจ๊ะ อิอิ
#1 By nawa_akanish (58.9.52.127) on 2008-02-04 07:50