Up Blog End
posted on 15 Feb 2008 23:56 by asuka-jan in NotJK
Project: It’s not true love story
Title: Up Blog
Author:
Asuka เจ้าเก่า
Casts: T-T
Warning:
เป็นฟิกที่ต้องใช้วิจารณญาณในการเดา
เพราะเรื่องนี้ไม่มีชื่อตัวละคร
และตอนนี้ตัวละคร...กำลังอ่อนไหว
- O_o -
“เรียนหนักมั้ย ใกล้มิดเทอมแล้ว...”
“อื้ม นิดหน่อย โชคดีที่ส่วนมากเป็นงานส่ง ไม่ค่อยมีสอบ”
“แล้ว... แบบนี้มีเวลาหรือ”
“เวลาอะไร”
“ก็...เดท พาใครไปเที่ยวน่ะ”
“......”
“ขอโทษ เรื่องส่วนตัวใช่มั้ย”
“ไม่เป็นไร”
“ซิงเกิลพวกเราขายดีมากเลย”
“อื้ม อัลบั้มก็ขายดี”
“ดีใจเนอะ แล้วนี่นายจะทำทรงนี้แก้บนอีกนานหรือเปล่า”
“ทำไม หัวโล้นๆ ของฉันหนักหัวนายหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
“แล้วมายุ่งกับหัวฉันทำไม...”
“เปล่าๆๆ เอ้อ... วันนี้เห็นคุยกับ Y บ่อยๆ มีเรื่องอะไรหรือ หรือเรื่องคอนเสิร์ต”
“อือ เรื่องคอนเสิร์ต”
“อ๊ะ จะมีเซอร์ไพรส์คนดูหรือ”
“ใช่ มันถึงเป็นความลับไง”
“อ่า... ความลับหรือ บอกให้รู้ไม่ได้เลยหรือ”
“อืม”
“.......”
“.......”
“นายนอนหรือยัง”
“ยัง แล้วนี่ไม่เล่นเกมก่อนนอนหรือ”
“ไม่เล่น เบื่อแล้วน่ะ”
“เบื่อได้ด้วยหรือ”
“อืม ไม่ได้เล่นมาสักพักแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“เล่นแล้วคิดถึงคืนนั้นไง”
“......”
“ฉันจำได้นะ”
“จำอะไรได้”
“เรื่องนั้น”
“เรื่องอะไร”
“ก็เรื่องที่เรา...”
“ไหนนายบอกว่าจำไม่ได้ เมาไม่ใช่หรือ”
“ก็เมา แต่จำได้แล้วน่ะ”
“......”
“นาย...”
“อะไร”
“นาย...”
“อะไร...”
“นายน่ะ จำได้ดีใช่มั้ย”
“จำบ้าอะไร”
“ตอนที่เรา...กันน่ะ”
“......”
“หมู่นี้ฉันฝันถึงประจำเลยนะ”
“...........................แล้วไง”
“ฝันแต่ละครั้งก็มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นน่ะ”
“แล้วยังไงล่ะ”
“ฉันได้ยินเสียงนายด้วย”
“......”
“......”
“เสียงอะไร”
“นายเรียกชื่อฉัน”
“ตอนนั้นฉันไม่ได้เรียกสักหน่อย! ถ้าเป็นตอน...”
“ตอนอะไร”
“......”
“ตอนอะไร”
“ตอนปกติฉันยังไม่เรียกชื่อนายเลย ฉันจะเรียกชื่อนายทำไมตอนนั้น”
“งั้นฉันคงฝันไปเองมั้ง”
“แน่สิ”
“ปกตินายเรียกนามสกุลฉันนี่นา”
“......”
“ทำไมล่ะ คนอื่นนายเรียกชื่อนี่”
“X ฉันก็เรียกนามสกุล”
“แต่นั่นมันถือเป็นนิคเนมนี่! แต่ U (หนึ่งในคู่รักปาท่องโก๋) นายก็เรียกนามสกุล...”
“นั่นแหละ งั้นฉันเรียกนามสกุลนายมันจะผิดตรงไหนล่ะ”
“แต่ Y นายเรียกชื่อ”
“ฉันก็เรียกเหมือนทุกคนนี่”
“งั้นเรียกชื่อฉันด้วยสิ”
“......”
“ได้เปล่า”
“ต้องการอะไรเนี่ย”
“ก็... จะได้สนิทกันมากขึ้นไง”
“ไม่เห็นเกี่ยว”
“เกี่ยวนะ”
“หรือ”
“เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้วก็ไม่ควรเรียกนามสกุล”
“ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย”
“......”
“อยากให้เรียกว่างั้น”
“อื้อ”
“ไม่เรียกอ่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ไม่เห็นความจำเป็น”
“......”
“ง่วงแล้วอ่ะ”
“เบื่อแล้วหรือ”
“บอกว่าง่วง ไม่ได้บอกว่าเบื่อ”
“งั้นไม่เบื่อใช่มั้ย”
“ตอนนี้เริ่มเบื่อแล้ว”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เพราะง่วงไง”
“งั้นแค่นี้ก็ได้”
“อื้ม พรุ่งนี้เจอกัน”
“มาเร็วๆ นะ”
“เออๆ”
“อื้ม ฝันดี”
“อื้ม ฝันดี ...(นามสกุลเขา)...”
ไม่ตรงแบบเป๊ะๆ นะครับ แต่เท่าที่จำได้ก็ประมาณนี้
คุณว่าเขาอะไรๆ กับผมเปล่า?
ไปละครับ ง่วงจริงๆ
............................................................................................
- โฮ่ง -
ทำตัวไม่ถูกเลยครับ หมอนั่น... มันชักยังไงๆ
ผมขนลุกมากเลยตอนนี้ ภาวนาว่าให้ตัวเองคิดไปเอง (จริงหรือ)
อย่างไรก็ดีวันนี้ผมถูกสามัคคีตบกะโหลกไป 4 ทีโดยประมาณ เนื่องจากเพื่อนๆ พร้อมใจกันหมั่นไส้ชี้หน้าหาว่าผมเล่นตัว
ทำไมครับทำไม ทำไมเรื่องง่ายๆ ถึงไม่เข้าใจกัน
สมมุตินะครับ สมมุติว่าคุณเดินไปเจอหมาตัวหนึ่งที่ขี้ริ้วขี้เหร่
คุณรู้สึกเอ็นดูมันขึ้นมาอย่างหาเหตุผลไม่เจอ แต่คุณเห็นว่ามันดูไม่สนใจคุณเลย แถมคุณก็ยังอายคนแถวนั้นด้วยกลัวว่าเขาจะมองว่าคุณน่ะ ลงไปเล่นกับหมาที่ไม่เหมาะกับตัวเอง (หรือคุณเองที่ไม่เหมาะกับหมา)
คุณทำเป็นเดินผ่านหมาตัวนั้นไป... นิ่งๆ แต่นิ้วของคุณพยายามดีดเป๊าะๆ เพื่อเรียกหมาตัวนั้นเข้ามาใกล้ๆ
อันที่จริงคุณดีดนิ้วเสียงเบามาก แน่สิคุณยังอายคนอื่นอยู่ (อายหมาด้วย)
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านหมาตัวนั้นคุณจะชำเลืองมองมันตลอด
ชำเลืองจนเหนื่อย... แต่หมาตัวนั้นไม่เข้ามาเล่นกับคุณสักที
วันหนึ่งคุณแวะซื้อฮอทดอกที่คุณไม่รู้ว่าหมาจะชอบหรือเปล่าไปให้มัน โยนให้เล่นๆ เหมือนว่าคุณกินเหลือแล้วไม่อยากทิ้งเท่านั้น
หมาตัวนั้นงงๆ แต่มันก็กิน ซึ่งคุณไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันมีมารยาทหรือกำลังหิวจึงไม่ปฏิเสธคุณ
คุณดีใจมาก แต่หมาตัวนั้นเพียงมองคุณด้วยสายตาแปลกๆ
หลังจากนั้นทุกครั้งที่คุณเดินผ่านมัน มันไม่มาเล่นกับคุณเหมือนเดิม สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือสายตาแปลกๆ นั่น
จนคุณตัดสินใจที่จะเลิกมองมัน (จริงๆ ก็ยังมอง) และคุณพยายามคิดว่าเรื่องหมาตัวนั้นเป็นเรื่องเล็ก ชีวิตของคุณยังมีอะไรให้ทำอยู่อีกเยอะ
แต่แล้ว... หมาตัวนั้นวิ่งเข้ามาหาคุณ
คุณไม่รู้เจตนาของมัน
คุณพบว่าคุณดีใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
แต่คุณก็เดินผ่านมันไปเหมือนไม่สนใจ
คุณมองแค่ทางข้างหน้า แต่ใจของคุณ คอยลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่ามันจะเดินตามคุณไปอีกไกลแค่ไหน
แทนที่คุณจะหันไปเล่นกับมัน โยนฮอทดอกไปให้อีกสองสามชิ้นเผื่อมันจะติดใจ หรือไม่ก็จับมันเอาเชือกรัดคอแล้วพากลับไปบ้านซะเลยจะได้ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหนี
ทำไมคุณจึงไม่ทำอย่างนั้น
ทำไมคุณต้องลองใจมัน ทำไมคุณต้องทำให้เป็นเรื่องยาก
อันที่จริงหมาตัวนั้นไม่ถึงกับวิ่งเข้ามาหาผมเสียทีเดียว
มันอาจจะแค่เห่าผมก็ได้
และผมก็บังเอิญไม่ละเอียดอ่อนพอที่จะรู้ภาษาหมา ตราบใดที่มันไม่พูดภาษาคนดีๆ กับผม แล้วจะให้ผมทำยังไง
มันมาเห่าผมทำไม
หรือมันมาวิ่งตามผมทำไม
คุณว่าผมควรไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าไว้ก่อนหรือเปล่า
(edited@ xx/xx/xxxx xx:xx)
อาจมีบางคนไม่เข้าใจ คุณลืมเรื่องข้างบนซะ แล้วลองคิดภาพใหม่
คุณเป็นหมาถูกทิ้งตัวหนึ่ง
คุณหวังอยู่เสมอว่าจะมีที่พักพิงที่อบอุ่นปลอดภัย แต่คุณไม่อยากทรมานตัวเองด้วยการเฝ้าฝันลมๆ แล้งๆ จึงเพียรปฏิเสธความต้องการเหล่านั้นเรื่อยมา
คุณเก็บกดความหวังที่จะได้เป็นหมาบ้าน คุณใช้ชีวิตแบบผ่านไปวันๆ กับกล่องกระดาษข้างถนน
แต่แล้ววันหนึ่งมีเทศกิจขี้เมาอุ้มคุณขึ้นฟัด
ทั้งที่ใจกลัวแต่คุณก็ได้พบว่านี่เองคือความอบอุ่นที่หมาอย่างคุณไม่เคยกล้าฝัน
และเทศกิจคนนั้นก็จากไป ทิ้งร่อยรอยเอาไว้ให้คุณโหยหา
เทศกิจคนนั้นเดินผ่านบ้านกล่องกระดาษของคุณทุกวัน แต่เขาทำเหมือนไม่รู้จักหมาข้างถนนอย่างคุณ
คุณเห่าเขา...เบาๆ คุณมองตามเขาตอนที่เขาไม่ได้หันมามองคุณ คุณพยายามทำตัวเป็นหมาเกเรแสร้งว่าคุณไม่ได้อยากเป็นหมาน่ารักให้เขาต้องอุ้มไปเลี้ยง หรือบางทีคุณทำตัวเป็นหมาร่าเริงเพื่อบอกทั้งตัวเองและสิ่งมีชีวิตรอบตัวว่าคุณไม่เป็นไร
คุณหวงแหนบ้านกระดาษของคุณมากกว่าเดิม คุณกลับเข้าไปหมกตัวอยู่ในนั้น เพื่อที่คุณจะไม่ต้องเห็นว่าเขาเดินผ่านมาแถวนี้อีกหรือเปล่า
หลังจากที่คุณใช้ความกล้าหาญถึงที่สุดโดยการไปเลียมือเขาแต่เขาก็ยังไม่สนใจ
คุณใช้เวลาอยู่ในที่แคบๆ นอนขดตัวแน่นๆ
จนอยู่มาวันหนึ่งเขาก็มาเปิดกล่องกระดาษของคุณ
คุณไม่อยากถูกจับไปทำลูกชิ้น ส่งเข้าสวนสัตว์หรือเอาไปทำงานวิจัย
คุณทำได้เพียงเห่าเขาตามสัญชาติญาณ
แม้ว่าเสียงช่างเบาเหลือเกินเพราะว่าคุณกลัวเขาจะตกใจ
แต่คุณต้องเห่า เพื่อยืนยันในศักดิ์ศรีของการเป็นหมาข้างถนนผู้ทระนง
ให้เขารู้ว่าจะมาทำเล่นๆ กับคุณไม่ได้ ทำอันตรายคุณไม่ได้
ถึงอีกใจหนึ่งคุณจะคิดว่าศักดิ์ศรีนั่นไม่เห็นจำเป็น หมาอย่างเราควรซื่อสัตย์กับตัวเองเอาไว้ถึงจะสมความเป็นหมา
By the way เมื่อสักครู่หมอนั่นโทรมาอีกแล้วครับ พูดคุยเรื่องงานและคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัด
เขาขอให้ผมช่วยไปดูเรื่องชุดที่เขาจะใส่ในเพลงโซโล่ เพราะว่าเชื่อใจในรสนิยมของผม ผมค้านว่าผมมันนิยมตะวันตกซึ่งมันคนละทางกับแนวเพลงของเขาเลย
เขาบอกว่าถ้าไม่ใช่ผมแล้วเขาจะไปขอพึ่งใครได้อีก...
ผมบอกว่าถ้าออกมาทุเรศก็อย่ามาว่ากัน
เขาหัวเราะ แล้วกำชับให้ผมไปที่ทำงานทันทีทำธุระที่มหาวิทยาลัยเสร็จ
พวกคุณมีใครแนะนำเรื่องเสื้อผ้าแนวตะวันออกได้บ้างมั้ยครับ
.............................................................................................
- หมาบ้า -
ผมเคยบอกหรือยังว่าหมู่นี้ผมฝันน้อยลงแล้ว น้อยลงในที่นี้คือจากอาทิตย์ละครั้งเหลือแค่เดือนละครั้ง
นั่นก็หมายความว่าช่วงเดือนนี้ทั้งเดือนผมยังไม่ได้ฝันถึงมันเลย...หรือผมจะไม่ได้รักมันเท่าไหร่
กำลังจะคิดแบบนั้นแหละครับ ถ้าไม่เผอิญว่าเมื่อกลางวันผมโดนยีราฟเลียปาก
ถึงจะเป็นสัตว์โลกน่ารัก แต่คงเพราะไม่ไว้ใจกลัวติดเชื้อต่างสายพันธุ์ ผมจึงได้กระโดดเตะมันไปโดยอัตโนมัติ
เตะไปแล้ว... ก็ต้องมานั่งง้อมัน ทั้งๆ ที่ทั้งงงและใจเต้นแทบตาย ปลอบจนลืมถามว่าเรื่องอะไรจึงมาเลียปากกัน (บางทีผมอาจกลัวพูดภาษาสัตว์ไม่รู้เรื่องก็ได้)
แต่มันพูดมาประโยคหนึ่งนะครับ มันบอกว่า “แตกต่างจากวันนั้นเนอะ”
ช็อกสิครับ เอ๋อเลยสิ...
แล้วมันก็หายหัว ไม่ยอมมาให้ผมเจอตัวอีกทั้งวัน เรื่องชุดเรื่องอะไรมันก็ไม่ได้เอาให้ผมดู
ผมไม่รู้ว่าจะประสาทกินเรื่องไหนก่อนดี
ระหว่างเจ็บใจที่อุตส่าห์ถ่างตาหา reference ชุดโซโล่ของมันมาทั้งคืนแต่มันไม่ใช้
กับ... อายแทบแทรกแผ่นดินตอนที่หันไปเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของไอ้คู่สยอง XY
อย่างไรก็ดี ผมต้องหาของขวัญไปขอโทษแม่บ้านตึกก่อน เพราะผมแก้เครียดด้วยการเตะถังขยะทุกใบที่เจอ
พร้อมกันนี้คุณว่าผมควรหาระเบิดน้อยหน่าสักสามสี่ลูกส่งพัสดุไปวางที่บ้านมันดีมั้ย
ไอ้ยีราฟหางด้วน มาให้ความหวัง ถ้าไม่รักกันล่ะก็!!!
ป.ล. ผมต้องขอโทษหลายท่านนะครับที่ลบคอมเมนท์ของคุณไป อย่าพยายามถามเลยว่าผมคือคนนั้นใช่มั้ยคนนี้หรือเปล่า
ผมตอบคุณไม่ได้ครับ และจะไม่มีวันตอบ
ถ้าถามว่าผมกินอะไรถึงได้หล่อ ข้อนี้ผมตอบง่ายกว่า
................................................................................................
- โล้นซ่า -
เขาว่าความลับไม่มีในโลกใช่มั้ยครับ (ใช่)
เพราะงั้นเซอร์ไพรส์ที่ผมกับ Y ซุ่มซ้อมด้วยกันพักใหญ่จึงได้ฤกษ์เปิดเผย
ก็มันต้องทำให้เพื่อนร่วมวงช่วยดูและคอมเมนท์นี่นา
X ในฐานะแฟนและเจ้าของอย่างเป็นทางการส่งเสียงกรี๊ดวี๊ดว้ายน่าดูครับ ทั้งที่ผมกะว่ามันต้องเคืองแน่ๆ แต่กลายเป็นมาช่วยวาง blocking และแก้ไขจุดบกพร่องของการโชว์ทุกสเตป!
ส่วนคู่ปาท่องโก๋เอาแต่หัวเราะอย่างเดียวแล้วก็คอยบอกให้ผมทำตามเจ้า X ให้เหมือน
ทุกคนสนใจกันมากครับ แต่คนที่พูดนักพูดหนาว่าอยากดูอยากรู้ กลับเดินออกไปโทรศัพท์ข้างนอกไม่เห็นแล
กว่ามันจะกลับเข้ามาผมก็ซ้อมจนเสร็จแล้ว อะไรก็ไม่แย่เท่าใบหน้าที่ระรื่นเสียเหลือเกิน ไม่รู้โทรหาใครถึงได้มีความสุขขนาดนั้น
ผมแกล้งทำตาขวางใส่ ก็ยังอุตส่าห์ยิ้มให้ซะอีก
ชิชะ
เพราะฉะนั้นคืนนี้ผมจึงปิดโทรศัพท์ รอดูว่ามิสคอล์วันรุ่งขึ้น
ถ้าไม่มีล่ะก็ จะไปไถผมที่เพิ่งขึ้นมาได้สองเซนออกเสียให้เหน่ง
พูดจริงทำจริงนะ...จะบอกให้
........................................................................................
- > w < -
เมื่อคืนหมอนั่นไม่ยอมมิสคอล์มาครับ... เพราะมันโทรเข้าเบอร์บ้าน
ใช้เบอร์บ้านเพราะมือถือแบตหมด
โมโหปี๊ดเลยผมน่ะ เผลอประชดไปด้วยว่าเอาแต่โทรหาใครล่ะถึงแบตถึงได้ไม่เหลือ หมอนั่นหัวเราะใหญ่เลยครับ แต่ไม่ยอมบอกอะไร ผมก็ทั้งอายทั้งโกรธ อยากเอาหัวไปซุกกระโปรงแม่ซะเดี๋ยวนั้น
อย่างไรก็ดี ระหว่างที่คุยกัน โคตรได้อารมณ์ “การจีบ” เลยครับ
เหมือนรักลูกหมา (Puppy’s love) เลยล่ะ
ผมเคยคิดนะว่าไอ้การคุยกันผ่านโทรศัพท์ทุกคืนครั้งละสองสามชั่วโมงน่ะน่ารักดีแต่ก็ดูเด็กเกินไป ผมคิดว่าคงคุยกับใครไม่ได้ยาวขนาดนั้น
เขาเองก็เถอะ หน้าตามีโลกส่วนตัวมากเสียจนไม่น่าสื่อสารกะใครได้ทีละนานๆ เลย
มีความสุข...จนกลัวว่ามันจะหายไปเลยล่ะ
ขอตัวก่อนนะครับ ผมต้องรีบไปทำงานแล้ว เดี๋ยวตอนเย็นกลับมาใหม่
.............................................................................................
- เรื่องมันยาว -
ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ผมหายไปหลายวัน เผอิญว่าไม่ได้แตะคอมเลยน่ะครับ
เพราะบ้านหมอนั่น... ไม่ได้ต่อเนตไว้
อะไรๆๆๆ คิดอะไรกันอยู่ อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ
พวกคุณน่ะ นิสัยเหมือนเพื่อนผมทั้งนั้นเลย
แบ่งได้เป็น 4 จำพวก
แบบ X – ชอบยุ
แบบ Y – ชอบแกล้งพูดให้ใจเสีย
แบบ U – ชอบมองแต่ไม่เคยเสนอความเห็นอะไรจริงจัง
สุดท้ายแบบ V – ให้กำลังใจตลอดแต่ไม่เคยฟันธงว่าผมจะสมหวังหรือเปล่า
ใช่มั้ยล่ะ พวกคุณน่ะ
By the way แต่ถึงจะเป็นยังไงพวกคุณก็คอยรับฝังผมมาตลอด
เพราะฉะนั้น... ผมเล่าให้ฟังก็ได้ สัญญานะว่าจะไม่เอาไปบอกใคร (ผมหวังลมๆ แล้งๆ ไปใช่มั้ย แต่ผมเชื่อใจทุกคนนะ)
ก็...เมื่อสองวันที่แล้ว (อย่าตกใจเซ่!! แค่สองวันเองนะ) หลังจากผม See ya พวกคุณ ผมก็เอางานสุดท้ายของมิดเทอมไปส่งที่มหาวิทยาลัย แล้วก็รีบไปทำงาน หมอนั่นน่ะ มาเป็นคนสุดท้ายเลยครับ ผมซึ่งกำลังงอนเต็มที่ก็แกล้งเอาดรายเป่าผมไปซ่อน (ก็ผมไม่ต้องใช้) ทีนี้ทุกคนเลยอยู่ในสภาพหัวกระเซิง แต่ก็พยายามใช้แวกซ์ประทังความหล่อกันไป ยกเว้นไอ้ Y แหละครับเพราะมันชอบคิดว่าหัวยุ่งๆ น่ะหล่อเหลือกินอยู่แล้ว
ผมสะใจได้ชั่วครู่ พอเห็นว่าผมเผ้าเขาไม่เรียบร้อย ไม่หล่อพอจะไปออกรายการโปรโมทคอนเสิร์ตผมก็เลยส่งหวีมหัศจรรย์หวีปุ๊บหล่อปั๊บที่พกเอาไว้ติดตัวไปให้เขา
หมอนั่นได้ใจครับ บอกว่ารบกวนหวีให้หน่อยได้มั้ย เพราะจะแต่งหน้าไปด้วยเลย มาสายมากแล้ว
มีหรือจะปฏิเสธ เจอไม้นี้ก็หายงอนเดินทำหน้าเซ็งกลบความอายไปหวีให้เขาครับ
ระหว่างนั้นเอง เขาก็เอ่ยปวกชวนผมให้ไปกินมื้อเย็นด้วยกันหลังเสร็จงาน
ผมที่ไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองนักก็เผลอตะโกนเสียงดังชวนเพื่อนทั้งหมดให้ไปด้วยกัน เพื่อนๆ ว่ายังไงรู้มั้ยครับ
พวกมันยกทีมไปกันหมดเลย
X มากระซิบให้ฟังทีหลังครับ ว่าที่ไปด้วยเพราะจะได้ไม่ถูกเมาท์ถ้าใครเห็นเข้าว่าไปกันสองคน (คุณเชื่อมันมั้ย)
สุดท้าย เจ้ามือพาไปเลี้ยงที่ไหนรู้มั้ย ...ที่บ้านครับ
เหมือนเดิมเด๊ะ บรรยากาศยังกับถูกย้อนเวลา เปลี่ยนไปหน่อยก็ไอ้รอยยิ้มและแววตามีเลศนัยของทุกคน โดยเฉพาะเจ้า Y ที่ดีดนิ้วเปาะ พึมพำอะไรกับตัวเองไม่รู้
ที่มาของการฉลองครั้งนี้ก็คือ คุณเจ้าของบ้านเธอเล่นเกมที่เล่นค้างจากวันนั้นจนเคลียร์ทุกด่านได้หมดแล้ว รวมถึงเวอร์ชั่นล่าสุดที่เพิ่งไปซื้อมาเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย... ผมแทบจะขว้างจานถวายแสดงความยินดี
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็กินกันอย่างสนุกสนานครับ
พอดึกหน่อยคนอื่นๆ ก็ขอตัวกลับ เหลือผมเอาไว้เพราะไม่ได้เอารถมาและอยู่คนละทางกับทุกคน
เขาบอกว่าจะไปส่ง แต่ขอไปอาบน้ำล้างหน้าให้สร่างเมาก่อน
ผมรอได้พักใหญ่ เขาก็ไม่ลงมาครับ ทีนี้ผมเลยขึ้นไปตาม (ยังกับนิยาย)
พบว่า... หมอนั่นนั่งหลับอยู่บนโถชักโครก
หมดกันครับ ความตื่นเต้นที่สั่งสมมาทั้งวัน
ผมพยายามปลุกเขาให้ไปนอนดีๆ เขางัวเงียแต่ก็เดินไปที่เตียงอย่างว่าง่าย ขอโทษขอโพยที่ไปส่งผมไม่ไหว ผมก็ว่าไม่เป็นไร ผมกลับเองได้
หมอนั่นปล่อยให้ผมกลับ
ผมเดินออกไปจนจะถึงถนนใหญ่อยู่แล้ว มันก็โทรมาพอดี โทรมาบอกให้ผมเดินกลับมาบ้าน
ผมที่กำลังเสียเส้นสุดๆ ก็งอนไม่ยอมเดินกลับไปง่ายๆ แต่พอเห็นว่าไม่มีแท็กซี่เลยจริงๆ ผมก็เลยต้องเดินกลับไป
เขารอผมอยู่หน้าบ้าน แล้วเดินมาโอบบ่าผมไว้ พูดเบาๆ ว่า “นายมาช้าจัง”
ได้ยินอย่างนั้นผมก็เลยด่าสวนไปโดนอัตโนมัติ “แล้วใครใช้ให้ปล่อยฉันไปตั้งแต่แรก”
ได้พูดกัน... แค่สองคำนั้นล่ะมั้งครับ แล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรกันอีก
ผมไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง แต่หลังจากนั้นเขาก็จับบทงัวเงียอีกรอบ ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาเหมือนจงใจให้ผมแบกมันกลับไปที่เตียง ผมเองทั้งเหมื่อยขาแล้วก็ง่วงจะตายอยู่แล้ว จึงจับมันทุ่มลงโซฟาแถวนั้น
เปล่าครับ ไม่ได้ฉุดผมลงไปด้วย แต่มันไหลกลิ้งลงไปที่พื้นแล้วมากระแทกขาผม จนผมต้องลงไปกองทับมันอีกที
เจ็บสิครับ ศอกเข่าทิ่มชายโครงกันให้จุกไปหมด
และด้วยความที่ทั้งเมา ทั้งง่วง ทั้งเจ็บ สุดท้ายเราสองคนเลยนอนตายกันอยู่ตรงนั้นจนถึงเช้า
ตื่นมา หนาวสั่นงันงกเลยครับ ทั้งมือทั้งเท้างี้เย็นเฉียบ สงสัยตัวเองจริงๆ ว่านอนเข้าไปได้ยังไงทั้งคืน เจ้าคนข้างๆ ก็เหมือนกันครับ นอนงอก่องอขิงซุกตัวเข้าไซร้โซฟาเสียจนน่าสงสาร ขี้เซาสุดๆ เลยด้วย กล่าจะเขย่าให้ตื่นได้เล่นเอาผมอยากให้เท้าแทนใช้มือ
แต่พอตื่นได้ก็น่ารักเชียวครับ ยิ้มแป้นแล้น แล้วก็ชวนผมไปนอนต่อที่ห้อง
หลังจากนั้นก็เลยได้นอนใต้ผ้าห่มอุ่นสบายครับ ตอนนั้นสักหกโมงครึ่งได้มั้ง ฟ้ายังมืด คุณพ่อคุณแม่ของเขาก็ยังไม่ตื่นกันสักคน ผมนอนฟังความเงียบได้สักพักก็ผล็อยหลับไปอีกรอบ
(เอ๊ะ นี่ผมเล่าละเอียดไปหรือเปล่า เอนทรี่นี้ชักยาวแล้ว ...... เอาเป็นว่าจะพยายามเล่ารวบๆ กว่านี้แล้วกัน)
ตัดตอนไปที่เก้าโมงเช้าเลยนะครับ ตอนผมตื่น ไม่รู้สึกถึงขาแขนที่ควรจะพาดมาก็เลยหันไปมองคนข้างๆ ครับ หมอนั่นก็ตื่นแล้วเหมือนกัน กำลังนั่งกอดเข่าแล้วก็มองมาทางผมพอดี
“อะไร” ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง
มันไม่พูดอะไรครับ แต่ยื่นนิ้วมาแปะที่ปากผม แล้วก็เอากลับไปวางบนปากตัวเอง
“เขาว่ามอร์นิ่งคิสจะทำให้ความรู้สึกดี”
“แต่นี่มันสายแล้วนะ”
คำพูดแก้เก้อของผมทำให้เขาหัวเราะ ก่อนที่เราทั้งสองคนจะค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปจูบกัน
เพราะว่าหมอนั่นทำคอตรงทื่อ เลยต้องเป็นผมที่เอียงคอเล็กน้อยเพื่อให้ได้องศาที่พอดี แล้วก็กลายเป็นว่าจูบธรรมดาดันกลายเป็น “บดจูบ”
ฟันซี่หน้ากระทบกันจนเจ็บริมฝีปาก (เราปิดปากแน่นทั้งคู่)
พอผละออก ก็พร้อมใจกันวิ่งเข้าห้องน้ำหาแปรงสีฟันมาแปรงกันยกใหญ่ เมื่อแปรงเสร็จ ทีนี้เราก็ได้จูบกันจริงๆ จังๆ
จูบกัน เหมือนทิ้งโลกไว้ข้างหลัง
หมอนั่นยืนพิงผนัง แล้วเพราะตัวสูงจึงรั้งตัวผมขึ้นไปหา แขนผมไม่สามารถอ้อมหลังไปกอดเขาได้ ก็เลยยกขึ้นบีบหัวไหล่ของเขาแทน
ผมไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่รู้สึกได้ว่านานมาก นานพอที่จะหลอกเขาว่าผมมันเป็นประเภทกร้านโลกต่อไปไม่ได้เลย
เขายิ้มปากกว้างทีเดียวเมื่อเห็นผมเข่าอ่อน
เสียดายมากจริงๆ ที่เราไม่มีเวลาอีกแล้วเพราะตอนบ่ายเราต้องเข้าบริษัท ดังนั้นเขาจึงต้องรีบไปส่งผมที่บ้านเพื่อให้ผมได้เปลี่ยนเสื้อ หมอนั่นเข้ามาแล้วก็ก้มหัวทักทายคุณพ่อคุณแม่พร้อมพูดว่า “ฝากตัวด้วยครับ ฝากตัวด้วยครับ”
ผมไม่รู้ว่ามันพูดด้วยความหมายไหนแต่ผมน่ะเขินมากแล้วก็ไล่มันให้ออกไปสตาร์ทรถรอข้างนอก
แล้วเราก็ไปจูบกันต่อที่ที่จอดรถของบริษัท
ตอนนั้น เขาบอกว่า เมื่อคืนเขาไม่กล้าชวนผมนอนค้างแต่แรกเพราะผมไม่มีทีท่าใจอ่อนกับเขาเท่าไหร่ ยิ่งตอนคุยโทรศัพท์เสียงผมจะนิ่งและเย็นเฉียบ
ผมรีบหยิกตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เฉลยเขาไปว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะผมตื่นเต้นมากต่างหาก
เราใช้เวลากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเห็นว่าสมควรเดินเข้าไปในอาคารเสียที
ที่นั่น เพื่อนๆ ทุกคนรออยู่แล้วแม้กระทั่ง Y ที่มักมาสายเป็นประจำ ทุกคนเข้ามาตบบ่าแสดงความยินดีกับเราสองคน
ผมทำหน้าไม่รู้เรื่องว่าพวกเขาหมายถึงอะไร แต่ X ก็ปัดคำแก้ตัวของผมอย่างรวดเร็วด้วยการพูดว่าเมื่อเช้าเขาไปหาผมที่บ้านมาจึงได้รู้ว่าผมไม่ได้ไปกลับบ้านเมื่อคืน Y เสริมอีกว่า ต่อให้เชื่อว่าผมไม่ได้ทำอะไรแต่เขาก็ไม่เชื่อว่าคนข้างๆ ผมจะไม่ทำอะไร
สุดท้าย ผมที่ไม่ได้แก้ตัวสักแอะก็โดยล้อมหน้าล้อมหลังถูกพวกมันรุมบีบก้นพิสูจน์ร่องรอยที่ควรจะมีกันใหญ่
จนไอ้คนหน้าไม่อายต้องพูดออกมาว่าไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ แค่จูบกันเฉยๆ
เพื่อนๆ เงียบกันไปพักหนึ่งก่อนจะเปล่งเสียงปานตลาดแตกแย่งกันเข้ามาเปิดปกเสื้อของผมแทน
แล้วไอ้คนหน้าไม่อายก็ทำผมหน้าม้านอีกครั้งด้วยการบอกว่าที่คอไม่มีหรอกเพราะจูบที่ปากอย่างเดียว
ผมวิ่งหนีเอาตัวรอดทันทีไม่รอให้พวกมันมาแหวกดูฟันหรือกระพุ้งแก้มได้อีก
ใช้เวลาอยู่กับหน้าร้อนๆ ของตัวเองในห้องน้ำพักหนึ่งจนมีเสียงเรียกจากทีมงานผมก็ออกไป
ผมงอนใส่ทุกคนพร้อมตั้งการ์ด “ใครเข้ามาอีกมีเฮ” ไว้ตลอดเวลา
แต่สุดท้ายเมื่อทุกคนเข้ามาง้อผมอย่างทุ่มทุนผมก็ใจอ่อนและยอมคืนดี เว้นแต่เขาที่ผมแกล้งเก๊กใส่ไม่ยอมคุยด้วยเลยทั้งงาน
คือ... ก็ไม่ได้โกรธอะไรน่ะครับแต่ผมชอบเห็นว่าตัวเองมีอิทธิพล (555+)
หมอนั่นหงอยเงียบไปเลยทีเดียวจนหลังๆ ผมชักกลัว เพื่อนๆ เองก็เริ่มกลัวเลยเข้ามาไซโคให้ผมเลิกเก๊ก
ผมเรียกเขาด้วยนามสกุล เขาไม่หัน
ผมกัดฟันเรียกชื่อเขาก็ยังไม่หัน
จนสามสี่ครั้งผมเริ่มรำคาญก็เลยเข้าไปเตะขาแล้วถามว่าจะเอายังไง เขาก็ไม่ว่าอะไร แค่ผินหน้ามานิ่งๆ แล้วพูดว่า “คืนนี้ไปค้างอีกนะ”
นั่นแหละครับเป็นเหตุให้ผมต้องร้างบ้านอีกเป็นราตรีที่สอง
ก็ไม่มีอะไรมากครับ ในเมื่อไม่มีกองเหล้าไม่มีคนขัดจังหวะเหมือนคืนก่อน ผมกับเขาก็จู๋จี๋กันได้ยาวนานขึ้น
ยังครับ ยัง ใจเย็นๆ ผมยังไม่ได้มีอะไรกับเขานะ !!
ส่วนใหญ่เราใช้เวลาไปกับการพูดคุยครับ พูดถึงงาน พูดถึงเพื่อนในวง แล้วก็พูดถึงกิจกรรมที่อยากทำในวันหยุด
นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของเราครับ แต่ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะต่างเห็นตรงกันว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ไม่มีการกำหนดสถานะ ไม่ตั้งกฎเกณฑ์อะไร แค่มีความสุขกับการที่ได้เห็นหน้ากัน คุยกัน แตะเนื้อต้องตัวกัน...
ไม่รู้ว่าเขาทำให้ผมมีแนวคิดแบบนี้ได้เมื่อไหร่ เพราะตัวผมในความคิดของผม เป็นคนที่ยึดมั่นและต้องการความชัดเจนสูง แต่คราวนี้ ผมกลับไม่ต้องการอะไร นอกจากความหวังว่าเรายังต้องการกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะเท่านี้ก็เกินความคาดหมายของผมไปมากแล้วก็เป็นได้
จากวันแรกที่ผมไม่มีอะไรเลย นอกจากคำปลอบใจของทุกๆ คน
จนวันนี้ผมมีเขาเคียงข้างแล้วก็ยังมีทุกคนคอยให้กำลังใจอยู่เช่นเดิม
เรื่องราวของคนเอ็นดูหมาที่เฝ้ารอมานานก็ได้หมาน่ารักกลับไปเลี้ยง
หรือไม่ก็เรื่องของของหมาเฝ้ากล่องที่สุดท้ายก็ได้ความเมตตาจากเทศกิจผู้ไม่เคยคิดเลี้ยงหมา
นิทานเรื่องกึ่งสั้นกึ่งยาวดำเนินมาได้จนถึงจุดจบอย่างที่ไม่ว่าคนหรือหมาก็ไม่คาดฝัน
ผมต้องขอแจ้งด้วยความเสียใจอย่างที่สุดว่าอีกสองวันผมจะทำการปิดบล็อก
คิดว่าทุกคนคงเข้าใจดีว่าทำไมผมถึงต้องทำอย่างนั้น ดังนั้นผมจะไม่พร่ำอะไรให้เสียเวลาอีกเว้นแต่คำว่าขอบคุณ
ขอให้ทุกคนรับมันไว้และจดจำผมในฐานะอดีตบล็อกเกอร์เสียสติ (ชั่วคราว) คนหนึ่ง
ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ขอบคุณจริงๆ
มิตรภาพของทุกคนผมจะจดจำไว้ในหัวใจเช่นกัน
ลาก่อนครับ
(edited@ xx/xx/xxxx xx:xx)
ป.ล. ชี้แจงเหตุว่าทำไมต้องสองวันครับ
เพราะเขาไปสืบรู้มาจากไหนไม่ทราบว่าผมเขียนบล็อก ผมเลยต้องให้เวลาเขาอ่านวันหนึ่งก่อนผมจะปิด
เพราะงั้นผมอยากขอร้องทุกคนหน่อยนะครับ
อย่าคอมเมนท์อะไรที่จะทำให้ผมผมหน้าเขาไม่ติดน้า....
เท่านี้ล่ะครับ บอกลาของจริงแล้ว
บายครับ
..............................................................................
Talk
อ้า.................... จบแว้ววววว
โคคิปิดบล็อกแต่บล็อกแจนยังไม่ปิดนะคะ 55+
แต่งฟิกมาราธอนตั้งแต่เที่ยงวันจนเลยเที่ยงคืนมาได้สามชั่วโมง ในที่สุดก็เอาจนจบ
ต้องขอบคุณคนอ่านเหมือนกันค่ะ
แต่คนที่ต้องขอบคุณมากที่สุดก็คือเจ้าของเรื่องล่ะมั้ง 55
ที่ทำให้แต่งฟิกที่ต้องอาศัยพลังงานในการจิ้นมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้สำเร็จ
ในช่วงเวลาที่จิตนาการตีบตันจนถึงที่สุด ก็ปล่อยเมกกิ้งลิปส์มา ปล่อยรูปคู่ในแมกมาหลายต่อหลายเล่ม
ขอขอบคุณทั้งคู่เอาไว้นะโอกาสนี้
คิดว่าโอกาสหน้าที่เจอกันคงไม่ใช่ฟิกคู่แปลกแล้วล่ะค่ะ
ขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งนะคะ
บับบายยย
ป.ล. สำหรับคนที่ยังต้องการรวมเล่มเรื่องสั้น each other นะคะ ตอนนี้ยังมีเหลืออยู่ค่ะ เล่มสองเล่มนี่แหละ ลงชื่อ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ไว้นะคะ เพื่อที่จะได้นัดหมายส่งหนังสือกันค่ะ ^^

กำลังมึนๆ ที่อ่านนี่วิ่งไปอ้วกรอบนึง...ยังไม่ได้นอนเลยพี่ ไว้จะมาเมนท์อีกรอบนะคะ
#1 By renika on 2008-02-16 10:02