Show me your affection_Begin
posted on 09 Jul 2008 05:04 by asuka-jan in NotJK
Affection ~There’s no turning back anymore~
Lyric: Soba
Music/Arrangement: Eric Lidbom
ความรัก ความปรารถนา
Hello นี่ฉันนะ ถึงจะไม่ได้คำตอบ แต่ขอเพียงได้ฟังเสียงของคุณ
ไม่รู้ว่าทำไมถึงจูบไป แต่จะไม่อ้างว่าถูกล่อใจถึงแน่ชัดว่าริมฝีปากของคุณนั้นหวานตราตรึง
คุณเป็นเพียงเพื่อนของฉัน ตรงนั้นเข้าใจดี
แต่ทุกครั้งที่หลับตา ก็มีแค่คุณเท่านั้น
ช่วยแสดงความรักของคุณ แค่ความรู้สึก
ช่วยแสดงความรักของคุณ แม้ว่าฉันหวาดหวั่นในสิ่งที่จะได้ยิน
ได้โปรด แสดงความรักออกมา ไม่มีหนทางให้หวนกลับไปอีกแล้ว
คุณยังอยู่หรือเปล่า คุณ...จากเมื่อวานจนวันนี้ รู้สึกอะไรบ้างมั้ย
รู้นะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องโกหกกันหรอก ฉันรู้จักดีนิสัยของคุณดี
คุณเป็นเพียงเพื่อนของฉัน ต่อให้เตือนกันก็ตาม
อย่างไรหลับตาไปก็เพื่อคุณ
ช่วยแสดงความรักนั้น แค่ชื่อของคุณก็ได้
ช่วยแสดงความรักในใจ แม้นทั้งหมดที่ทำจะมีแค่การจ้องมองมา
ได้โปรด แสดงความรักของคุณ ให้ความรู้สึกทั้งหลายเติบโตและมีพลัง
จงแสดงความรักของคุณ ให้เห็นความปรารถนาของคุณ
ไม่มีทางใดจะย้อนกลับไปได้อีกแล้ว โปรดแสดงความรักออกมา
จงแสดงความรักของคุณ ให้เห็นความปรารถนาของคุณ
ให้ความรู้สึกทั้งหลายได้เติบโต ได้โปรดแสดงความรักของคุณมา
คุณเป็นเพียงเพื่อนของฉัน ตรงนั้นเข้าใจดี
แต่ทุกครั้งที่หลับตา ก็มีแค่คุณเท่านั้น
#################
Show me your affection
“ทำไมไม่ลงชื่อจริงไปซะเลยวะ” อาคานิชิ จินดีดนิ้วใส่แฟ้มเนื้อเพลงขณะเปรยเสียงถามอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาคนละฝั่ง ก่อนจะขมวดคิ้วฉับเมื่อฝ่ายนั้นทำสีหน้าไม่รู้เรื่องเป็นคำตอบ
“ทัตจังจะไม่ร้องไปจั๊กจี้ไปหรือไง”
แต่คำพูดที่กินนัยชัดเจนมากขึ้น นำมาซึ่งความกระจ่างที่เร้าให้อีกฝ่ายเริ่มเข้าใจ ยิ่งรอยยิ้มที่ยกเพียงมุมปากแสดงนัย ‘รู้ดี’ นากามารุ ยูอิจิผู้ไม่เคยทำไก๋ได้นานก็เริ่มออกอาการจนได้
“เพ้อเจ้ออะไรของนาย”
“เพ้อเจ้อหรือ ... ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงจูบคุณ หากไม่ใช่เพราะซาตานตนใดสิงสู่ สิ่งที่หลงเหลือยามนี้คือความหวานเคลือบริมฝีปาก... You are just my friend... จุ๊ๆๆ ทำไมมันโดนขนาดนั้นล่ะ”
นักร้องนำของวงคัตตุนผู้ไม่สันทัดงานแสดงทำตัวงอก่องอขิงราวกับว่ากวีที่เพิ่งเอ่ยนั้นทิ่มแทงความรู้สึกของตัวเองนักหนา ส่วนคนไม่เคยทำหน้าเครียดกลับเริ่มเคร่งขรึม
“ฉันไม่ใช่ Soba”
“ไฮ้ ตั้งแต่มาฉันยังไม่เคยเห็นนายเปิดแฟ้มดูเลยนะ รู้เนื้อไม่พอยังรู้ชื่อคนแต่งอีก”
จินไม่เพียงย้อนคำพูดให้อีกฝ่ายเสียท่า ยังกดดันหนักด้วยการเขยิบตัวเข้าใกล้
“ไหนบอกซิ ไอ้ Soba ที่ฉันไม่รู้จักนั่นน่ะ เอาแรงบันดาลใจที่ไหนมาแต่งเพลงแบบนี้วะ พูดมาชัดๆ ดีกว่าว่างานนี้นายไม่เกี่ยว”
เมื่อไม่มีเสียงตอบ คนถามก็เป็นอันฟันธงได้ว่าเพลงนี้มีที่มาไม่ต่างจากที่คิด
“ไปจูบกันเมื่อไหร่ไม่ทราบ ตอบมาดีๆ อย่าให้ฉันต้องใช้ให้คาเมะมาถามดีกว่ายู”
นัยน์ตาคนถูกคาดคั้นวาวขึ้นคล้ายกลัวในถ้อยคำขู่ แต่ก็เป็นอันรู้กันดีว่านั่นไม่น่ากลัวเท่าความอยากรู้และต้องได้รู้ของคนที่ชื่อว่าอาคานิชิ จิน คนที่ไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัวของใคร แต่ถ้าเอ่ยปากเมื่อไหร่หมายความว่าห้ามทำเงียบ
“ไอ้ทุเรศ ตอนเข็นออกมาเป็นเพลงใช้ความกล้าอะไรวะ ทีจะตอบแค่นี้ทำมาเป็นอาย”
ถ้าจะกล้าต้องกล้าให้ได้ตลอด... นัยแฝงที่จินใช้สอนผู้มีอาวุโสกว่า
“เดือนที่แล้ว...” หากผู้ถูกสอนยังอยู่ในภาวะกล้าๆ กลัวๆ “ทำไมฉันต้องบอกแกด้วยเนี่ย”
“ก็เพราะผ่านมาตั้งเป็นเดือนแล้วยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไงล่ะ ต้องตอกย้ำด้วยมั้ยว่าความปอดของนายทำให้ต้องกินแต่แห้วมาแล้วกี่ปี ไม่พอใจในฐานะเพื่อนสนิทก็หาทางเลื่อนขั้นอย่างด่วนให้ตัวเองได้แล้ว อย่าให้แฟนฉันต้องปากเปียกปากแฉะกับนายเรื่องนี้อีก”
จินเอ่ยพาดพิงถึงคนรักตัวเองอย่างจงใจ ซ้ำเติมให้คนฟังละอายถึงความแตกต่างระหว่างคู่ตนและคู่ที่ยังเป็นได้แค่เพื่อนสนิท
ความต่างที่มีตัวแปรแค่สิ่งเดียว
...ความกล้า...
.....................................................................................................
“เป็นยังไงบ้างจิน”
“ยุจนสุดตัวแล้ว เหนื่อยนะ บอกตรงๆ”
“เอาน่า... งานนี้สำเร็จฉันมีรางวัลให้”
“ขอมัดจำก่อนได้มั้ยล่ะ”
จินจับตัวคนที่เกาะหัวไหล่เขาเหวี่ยงให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน แล้วประทับจูบโดยไม่ลืมดันแว่นแฟชั่นของอีกคนขึ้นไป ทำเหมือนเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ ที่ไม่เพียงคนทั้งคู่คุ้นชินแต่คนรอบข้างคุ้นตาอีกด้วย
“ไม่อายฟ้าดินก็เห็นใจพวกเราบ้างเหอะว้า...”
“ลมอิจฉามันตีขึ้นจากกระเพาะจนจะอ้วกออกมาแล้วเนี่ย”
จุนโนะและโคคิเอ่ยทักเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“ขอโทษที ฉันไม่เห็นว่าพวกนายมากันแล้ว” ต้นเหตุความน่าคลื่นไส้ยิ้มพราย ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเมื่อเห็นว่าสมาชิกยังมากันไม่ครบ “...ทัตจังล่ะ”
“น้อยๆ หน่อยไอ้จิน มือกอดคาเมะของฉันไม่พอยังเจือกถามถึงทัตจังของฉันอีกนะ”
“แกน่ะมากไปไอ้โคคิ” จุนโนะไม่รอให้จินเสียเวลาเอื้อมมือ จัดการถวายเบิ๊ดสู่ศีรษะหนุ่มแร็พตามบัญชาเพื่อน
“สองทีทากุจิ ตบแทนยู...อ่า ทัตจังด้วย”
และเพราะจินยังยืนชี้หน้าอยู่ โคคิจึงได้แต่กัดฟันไม่กล้าหันไปเอาคืนใคร
“พอแล้วน่า... วันนี้มาอัดเพลงนะ ไม่ใช่มากัดกัน เริ่มซ้อมซะทีเถอะเอาเพลงไหนก่อนดี ทาบูมั้ย”
หลังจากการไกล่เกลี่ยของควีนแห่งวง ทุกคนก็หันไปให้ความสนใจกับแฟ้มของตัวเอง อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับท่อนที่ต้องรับผิดชอบ และทำความเข้าใจกับส่วนที่ต้องร้องประสานกับคนอื่นๆ
ผ่านไปราวสิบห้านาทีที่ทั้งห้าซ้อมแห้งโดยไม่มีเสียงดนตรี อุเอดะ ทัตสึยะ ลีดเดอร์ของวงก็หอบแฟ้มซีดีเข้ามาในห้อง
“อรุณสวัสดิ์ทัตจัง/ ไฮ มิสเตอร์อุเอดะ”
“นี่เดโมเพลง เมื่อวานฉันเอาไปฟังมาแล้ว นากามารุเอาไปเปิดที ทำนองเพราะดีนะ แต่ไม่รู้ว่าร้องกันออกมาจริงๆ แล้วจะเป็นยังไง ดูเป็นเพลงฟังมากกว่าเพลงเต้นด้วย ในคอนคงต้องหาวิธีเอนเตอร์เทนคนดูหน่อยล่ะ”
“โอ้โหมาถึงก็เป็นการเป็นงาน”
“ไม่ต้องพูดมากเลยจุนโนะ ตาโหลแบบนี้เล่นเกมจนสว่างอีกแล้วใช่มั้ย ถ้าวันนี้เสียงขาดต้องร้องซ่อมบ่อยฉันจะให้ไอ้จินกระทืบ”
ผู้มาใหม่ขู่เพื่อนด้วยสีหน้าอมยิ้ม ทำเอาใครต่อใครหัวเราะกันหมด เพราะนานๆ ทีคนพูดน้อยอย่างทัตสึยะจะรู้จักวางอำนาจด้วยคำพูดมากกว่าออร่าที่มีอยู่แล้ว
ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้สึกขำกับเรื่องที่ชวนขำ เพราะยังจุกกับคำเรียกขานอันเหินห่าง
...นากามารุ...
ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเอาแน่กับการเรียกไม่ได้ บ้างก็นากามารุ บ้างก็ยูอิจิ แต่สายตาที่ไม่สบตาเขาสักครั้งนับตั้งแต่แฟ้มเพลงได้ถูกแจกจ่ายแก่สมาชิกเมื่อเย็นวานนั่นต่างหากที่ทำให้เจ็บ
ความกล้าของเขามันเหมาะกับเวลาแล้วหรือเปล่า
“ยูอิจิ เหม่อไปถึงคานากาว่าแล้วหรือไง ถึงท่อนนายแล้ว ร้องสิ”
“หา เพลงอะไรหรือ”
“Affection ไง จินเขาร้องท่อนภาษาอังกฤษไปแล้ว นายร้องท่อนญี่ปุ่นสิ”
“ร้องดังๆ ด้วยไอ้ยู เดี๋ยวคน...ทั้งวงไม่ได้ยิน”
ได้ยินสิ ได้ยินแน่อยู่แล้ว แค่จะยอมรับรู้หรือไม่เท่านั้น
“ร้องเต็มๆ เสียงด้วย”
“เอ้อ รู้แล้วน่ะ”
Show me your affection แค่ความรู้สึกของคุณเท่านั้น ได้โปรด...
.....................................................................................................
“ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันนะทัตจัง”
“ไปสิ เดี๋ยวเอาเสื้อไปเก็บในล็อกเกอร์แป๊บ”
“ฉันเก็บให้”
การถือสิทธิ์แบบเพื่อนสนิท ความใจดีที่ทำได้เพราะอีกฝ่ายอนุญาต ยูอิจิโยนกุญแจสำรองรูปตัว U ในมือเล่นก่อนจะใช้มันไขล็อคแล้วนำเสื้อแจ๊คเก็ตเนื้อบางยัดใส่เข้าไป
“เสร็จแล้วใช่มั้ย”
“อื้ม”
“งั้นไปเถอะฉันหิวแล้ว”
“จะไปไหน”
“ก็กินข้าว...”
“วันนี้ฉันเอารถมา”
“หรือ”
ยูอิจิแตะศอกทัตสึยะก่อนจะเอามือลงแล้วเดินช้าๆ ไปยังหลังตึก ลงบันไดและก้าวเท้ายาวขึ้นไปยังรถหลังจากกดสัญญาณปลดล็อคแล้ว
“จะไปกินที่ไหน เดินไปไม่ได้หรือ”
“เมื่อเช้าฉันขับรถผ่านร้านราเมนเปิดใหม่ร้านหนึ่ง คนต่อแถวเยอะดี น่าอร่อย... หรือนายอยากกินที่ไหน”
“ที่ไหนก็ได้ ไปเถอะ หิว”
ก็ควรหิว... เพราะวันนี้พรรคพวกพากันซนแบบไม่รู้การรู้งาน ทั้งที่ค่อนข้างผ่านไปได้เร็วแต่ก็น่าเหนื่อยอยู่ไม่น้อย
“บ่ายกว่าแล้ว คงไปทันร้านนะ” ผู้โดยสารพูดหลังจากมองเลขดิจิตอลบนหน้าปัดรถ
“ทัน ร้านนั้นเปิดตลอดวัน ของไม่หมดหรอก”
“หรือ ก็ดี”
“จินเสียงเหมือนเดิมแล้วดีจังนะ”
“อื้ม ดีมากเลย ช่วยได้เยอะ แต่เสียงจุนโนะเนี่ยสิ หมอนั่นขึ้นสูงแล้วผ่อนเสียงไม่เป็น ส่วนโคคิก็เสียงแหบไปหน่อย น่าจะแบ่งพลังกันได้นะ”
“นั่นสิ...”
“แล้วเสียงฉันล่ะ”
“หืม”
“เสียงฉัน โอเคหรือเปล่า”
“ก็ดีนี่ แต่จังหวะช้าไปหน่อย ตอนขึ้นท่อนก็โอเค แต่ลากเสียงมากไป โดยเฉพาะ...เพลงนั้นน่ะ”
“เพลงไหน” ยูอิจิระวัง ระวังไม่ให้ถามเร็วเกินไป
“affection... เพลงนั้น นายจังหวะไม่ดี”
“ฉัน... คงอินมากไปหน่อยล่ะมั้ง”
กลั้นใจพูดไปแล้ว ยูอิจิก็บังคับให้ตัวเองไม่ให้เอาแต่หลบตา ไม่พรางความรู้สึกเหมือนอย่างที่ทำเป็นปกติ สั่งตัวเองให้กล้า กล้าเพื่อให้อีกฝ่ายไม่กล้าทำเฉย...
ไม่รับไม่รู้
“..........”
ความเงียบ...อาจเป็นเรื่องไม่ดี แต่ขณะนี้มันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเขา
เพราะนั่นคือ อีกฝ่ายรู้สึก
...................................
“เดือนที่แล้วพวกนั้นไปเที่ยวไหนกันคาซึรู้มั้ย”
“ไม่รู้สิ”
“ถ้าถามทัตจังคงไม่ได้ หน้าตายแต่สมองไว”
“อย่าเชียวนะจิน ซวยถึงยูพอดี”
“อื้ม... แต่ให้ตายเถอะ ครั้งนี้ดูใกล้เคียงความจริงที่สุดแล้วนะ ถ้าหมอนั่นยังปล่อยโอกาสให้หลุดมือก็น่าเหยียดหยามซ้ำเติมแล้ว”
“ก็พวกเราเป็นเพื่อน... ความหวังนิดเดียวเราก็ว่ามันลุ้นได้ แต่ยูอิจิไม่เหมือนกันนี่”
“ก็ถึงไม่ด่ามันมากกว่านี้ไงล่ะ”
เพราะรู้ ถึงความยากที่เพื่อนของพวกเขาต้องเผชิญ จึงทำได้แค่คอยดูอยู่ห่างๆ ทั้งที่ถ้าทำได้ก็อยากไปนั่งจับเข่าเคลียร์เสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เรื่องของคนอื่นก็คือเรื่องของคนอื่น คนนอกก็ทำได้แต่รอ และให้กำลังใจคนในเท่านั้น...
หรืออาจมีกดดันอีกนิดหน่อย
...แล้วแต่จังหวะ
...................................................................................................
“ไม่ต้องเลี้ยงหรอกทัตจัง แชร์กันก็ได้”
“ฉันเป่ายิงฉุบแพ้นี่”
“คนแพ้ไม่ต้องจ่าย คนชนะจ่าย”
ผู้แพ้ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้คัดค้าน ยูอิจิลุกเอาบิลไปจ่ายค่าอาหารกลางวันกับพนักงานที่เคาท์เตอร์ทันที... ลุกไปทั้งที่ใจรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะโกรธ
“ไปกัน จะบ่ายสองแล้ว”
แต่ถ้ารู้สึกผิดแม้แต่เล็กน้อย ความกล้าทั้งหมดก็จะมีค่าเป็นศูนย์...
เขาไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม
ไม่มีสิ่งไหนที่ไม่ตั้งใจ
“นายเอารถมาทำไมหรือวันนี้ ไม่มีถ่ายละครนี่”
“วันนี้หนักหนากว่าถ่ายละครอีก ต้องอัดเสียงรวดเดียวเกือบสิบเพลง ทำเวลาขนาดไหนมีสิทธิ์เลยครึ่งคืนอยู่นะ”
“ก็จริง... งั้นรีบไปกันเถอะ”
“ทัตจัง ปากนายเลอะแน่ะ”
“หืม ตรงไหน”
ทัตสึยะปิดประตูรถที่กำลังจะก้าวขึ้นไปแล้วก้มตัวลงดูกระจกข้าง เพื่อสะท้อนให้เห็นเศษทิชชู่สีขาวที่รอให้หยิบออก
“ตรงนี้”
ถ้าจะไม่มีมือดีแย่งทำไปเสียก่อน...
อย่างอ้อยอิ่ง เชื่องช้า ราวกับให้กระแสไฟวิ่งผ่านให้ได้แม้กับคนที่มีฉนวนชั้นดี
เพื่อแลกกับปฏิกิริยาที่ยูอิจิรอคอย...
เขาสมหวังทันทีที่ถูกทัตสึยะปัดมือออก
ช่างชวนให้เสียใจ ใจเสีย... แต่ถ้าเทียบกับเมื่อเดือนก่อนที่มีเพียงการกระพริบตาหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ยูอิจินับว่าครั้งนี้ดีกว่าเป็นไหนๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดความเงียบที่มีโอกาสโรยตัวอยู่ได้แค่ชั่วอึดใจ ยูอิจิรีบรับสายทันทีเพราะเสียงเรียกเข้าบอกให้รู้ว่าเป็นคาเมะที่โทรมา
“อยู่ไหนแล้วยู ทุกคนมากันหมดแล้วนะ”
“อื้มๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ”
วางสายได้ยูอิจิก็หันไปพยักหน้าให้เพื่อนของเขารีบขึ้นรถ แต่ทัตสึยะกลับฉวยกุญแจในมือของยูอิจิแล้ววิ่งไปเปิดประตูอีกด้านแทน
“นายขับมาฉันขับกลับไง”
“หือ”
“อย่าโอ้เอ้สิ สายแล้วไม่ใช่หรือ”
ยูอิจิไม่เคยรู้ว่าเพื่อนตนเองเคร่งครัดเรื่องเวลามากแค่ไหน แต่เข็มไมล์ที่ทะลุเลขแปดสิบตลอดระยะทางจากร้านอาหารถึงบริษัทก็ทำให้ยูอิจิรู้คำตอบ
ยิ่งขากลับไม่มีเสียงวิทยุเปิดคลอเหมือนขามา ยิ่งทำให้เขาได้ยินชัดว่าคนขับแตะเบรกไม่ถึงห้าครั้งจนกระทั่งถึงที่หมาย
............................................................................................
ดาวบนดินส่องแสงระยับทั่วพื้นถนนแล้วเมื่อหกหนุ่มคัตตุนได้ปลดแอกตัวเองออกจากห้องอัดเสียง จุนโนะที่อดนอนต่อเนื่องมาหลายคืนล้มตัวลงบนโซฟาก่อนใคร ไม่นานนักก็ตามมาด้วยคนที่เหลือ
“เหนื่อยชะมัดเลยว่ะ จิน เห็นผจก.เขาว่านายแล่นมาอัดเสียงคอรัสก่อนใครตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลยหรือ”
“หึ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคราวนี้ฉันไม่สายไง” คนถูกถามตอบทั้งที่ไม่ได้ลืมตา
“เออ นับถือๆ...”
“เฮ้ย แยกย้ายกันเหอะ เจอกันพรุ่งนี้แล้วกันนะ” โคคิผุดลุกขึ้นหลังจากร่วมกันเล่นเกมซ่อนตาดำได้ราวห้านาที
“อืม กลับไงวะ รถบริษัทหรือ”
“แท็กซี่มั้ง ขี้เกียจรอรถบริษัทว่ะ ตาจะปิดอยู่แล้ว มีใครจะไปด้วยมั้ย”
“ฉันไปด้วย” จุนโนะชูมือข้างหนึ่งขึ้น ส่วนอีกข้างตีหน้าตัวเองแปะๆ “ว่าแต่อุเอดะ บอกให้ดีใจหน่อยว่าพรุ่งนี้นัดบ่าย”
“ฉันบอกแทนแล้วกัน พรุ่งนี้นัดเก้าโมงเช้า เพราะตอนบ่ายทั้งฉัน ทัตจัง และนาย และนายด้วย ต้องไปอัดรายการวิทยุ ลืมแล้วล่ะสิ”
คำตอบของยูอิจิทำให้คนรอฟังทำหน้าเบ้นิดหน่อยก่อนจะโบกมือลาแล้วกอดคอกันเดินออกไป เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งคนที่ทำท่าจะหลับไปแล้วจริงๆ อย่างคาเมะ
“อ้าวตื่นแล้วหรือ”
“ฉันหลับที่ไหนล่ะจิน” คาเมะพูดเสียงเง้า
“อ้าวไม่รู้นี่ เห็นนอนนิ่งเลย”
“บอกว่าไม่ได้หลับก็ไม่ได้หลับสิ”
“ก็ได้ๆ กลับบ้านเลยมั้ย หรือแวะกินอะไรก่อน”
“ไม่กินแล้วอ่ะอยากนอน...”
“งั้นไป ลุกเร็ว ยู ทัตจัง ฉันกลับก่อนนะ บาย”
“อื้ม บาย”
สองคนสุดท้ายที่ถูกทิ้งมองตามคู่รักที่เดินคลอเคลียกันออกไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนมองตากันและพร้อมใจหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงโวยวายของจินแว่วๆ หายไปกับมุมบันได
“สปอยด์กันขนาดนี้แต่ดูไม่แย่นะ”
“อืม... คู่นั้นมีบรรยากาศที่ดี” ยูอิจิพยักหน้ารับ “รอนี่แล้วกันฉันไปหยิบเสื้อให้”
“ไม่ต้องหรอก เอาไว้ที่นี่แหละ”
“ไม่หนาวหรือ”
ทัตสึยะส่ายหน้าเป็นคำตอบ ทั้งคู่จึงพากันเดินไปที่จอดรถหลังบริษัท
อากาศที่อาคารจอดรถค่อนข้างเย็น เนื่องจากเป็นที่เปิดโล่งและเป็นตึกสูง ยูอิจิยิ้มล้อหน่อยๆ เมื่อเห็นว่าคนไม่กลัวความหนาวยืนลูบไหล่ตัวเองอย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนจะกระโดดแผล็วเข้ารถทันทีที่เขากดสัญญาณปลดล็อค ทัตสึยะไม่ได้มองค้อนกลับมามากมาย ทว่าแววตาเรืองๆ ก็พอทำให้รู้ว่าเขามีแต้มพยาบาทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง...
ซึ่งเขาไม่เดือดร้อน หากยังพอใจให้ในหัวสมองของเพื่อนรักคนนี้ขบคิดวิธีเอาคืนแบบไม่เลิกไม่ราด้วยซ้ำ
อย่าลืมเลยได้ยิ่งดี
สถานีเพลงสากลบรรเลงเพลงรักติดต่อกันยาวนานโดยไม่มีโฆษณาคั่น พบได้ยากนักแต่ทัตสึยะก็กดหาคลื่นนี้จนเจอ ความสุนทรีย์ที่แสดงออกผ่านนิ้วเรียวทำให้ยูอิจิรับรู้ถึงความไพเราะของเสียงเพลงได้มากกว่าสิ่งที่ได้ยิน จังหวะช้าหรือเร็ว ยูอิจิซึมทราบจากการบรรเลงของคนข้างกาย
“คราวนี้นายจะโชว์เปียโนเองมั้ย หรือจะให้ไดจังเล่น”
โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่าเพลงรักหกนาทีที่เสียงเปียโนเด่นเป็นพระเอกขนาดนั้น อุเอดะ ทัตสึยะน่าจะไม่ปล่อยให้ใครแย่งไป แต่เมโลดี้โหนขึ้นโหนลงเอาเรื่องเหมือนกัน ไม่แน่ว่าต้องใช้สมาธิมากมายตอนร้องก็เป็นได้
“อืม... เดี๋ยวก็รู้เองน่ะ”
“โด่ ยังไม่ได้คิดก็บอก...”
“คิดแล้ว แต่ไม่บอกโอเคมั้ย”
“มีความลับกับเพื่อนกับฝูง”
“มันจะลับได้สักแค่ไหน เดี๋ยวนายก็ได้รู้อยู่ดี”
ใช่... ให้ยังไงเรื่องโชว์ก็อุบไว้ไม่ได้นาน
อีกครั้ง ที่ยูอิจิต้องบังคับให้น้ำเสียงตัวเองดูมีนัย
“นั่นสิ ให้ยังไงฉันก็ต้องรู้... สักวัน ...ช่วยบอกกันเร็วๆ หน่อยไม่ได้หรือ” และค้นหาความนัยหากว่าจะมี...
“ก็ฉันอยากให้ทุกอย่างลงตัวก่อน”
“แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ไม่ลงตัวแล้ว” เพราะคอนโดที่หมายอยู่เลยแยกไฟแดงข้างหน้า “เพื่อนมีไว้ให้ปรึกษานะ”
“บางเรื่องฉันก็ต้องคิดเอง...”
“แต่บางเรื่องให้ฉันช่วยคิดก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
ติ๊ง...
หากถึงแม้ทัตสึยะจะต่อเวลาให้ยูอิจิจนถึงการขึ้นลิฟต์มาส่ง โชว์ไอโนะฮานะก็ยังคงเป็นความลับต่อไป เนื่องจากเจ้าของโชว์ตัดสินใจปิดปากสนิท มีแต่เสียงสะท้อนของรองเท้าบูทกับพื้นหินอ่อนที่ดังกังวานโต้ตอบกับจังหวะลมหายใจเข้าออก
อันเชื่องช้า แต่ไม่หนักแน่น
“ในฐานะเพื่อนนะทัตจัง ฉันอยากให้นายช่วยฉันคิดบางเรื่องให้หน่อย”
“หืม เรื่องอะไร”
กล้ามั้ย ยูอิจิร้องถามตัวเองเร่าๆ...
“จูบ”
เสียงฝีเท้า...เงียบลงไปแล้ว
“จริงๆ นะ ทัตสึยะ ฉันไม่อยากฟังเพลงรักที่นายแต่งเพราะคิดถึงผู้หญิงคนนั้นเลย ถ้าไม่รังเกียจ กรุณาคิดถึงความเป็นไปได้ที่มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งด้วย ฉัน...จริงจัง”
หากไม่ใช่เพื่อน หากไม่มีฐานะเพื่อนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า ยูอิจิคงเลือกเดินจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบในทันที อย่างไม่ต้องรอรับผิดชอบต่อภาระที่ผลักไปให้ แต่เพราะในความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตีค่าต่ำได้กว่าหัวใจ เขาตรึงเท้าตัวเองอยู่กับที่เพื่อรอแบ่งเบาความหนักหนาในฐานะเพื่อนรัก
แม้เพื่อนจะเลือกเก็บงำและทิ้งเขาไว้กับเสียงปิดสนิทของบานประตู
You are just my friend... หากหลับตาลง ก็มีแค่คุณ...ผู้เดียว
...................................................................................................
“ว่าไง กินแห้วมาหรือวะ”
คำทักทายอันเป็นมงคลมาพร้อมกับกระป๋องเบียร์เย็นๆ นาบผิวแก้ม และเมื่อหันไปเห็นคนแกล้งยูอิจิก็ยิ่งตกใจมากขึ้น เพราะนั่นคือจินที่ใส่เสื้อยืดกับกางเกงหูรูดแบบคนพร้อมจะนอน ขัดตรงที่มีหมวกแก็ปและแว่นดำปิดบังใบหน้าอย่างไม่เข้าชุด
“นายมาทำอะไรที่นี่” ในคอนวีเนี่ยนชอปที่อยู่คนละมุมเมืองกับคอนโดที่ยูอิจิจำได้ว่านักร้องนำของวงอาศัยอยู่
แทนคำตอบ จินชูขนมขบเคี้ยวสามห่อและกล่องถุงยางอนามัยสามกล่องที่ถือไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะยักคิ้วให้แล้วไปยืนต่อแถวเพื่อชำระเงินที่แคชเชียร์
“พรุ่งนี้นัดเช้านะเว่ย!”
ไม่อยากคิดว่าคู่อคาเมะจะมาสายแค่ไหน ลองว่าซื้อไปตุนซะขนาดนั้น
“หึๆ” แต่คนฟังก็หาได้เดือดร้อนไม่ แถมยังยกกระป๋องเบียร์จิบอย่างอ้อยอิ่ง ...พ่วงด้วยคำทิ้งท้ายบาดหู
“บอกตัวเองก่อนเหอะยู... คนหลับสนิทน่ะแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ตื่นไหวทำงานได้ แต่นาย... คิดหาทางไม่ให้นอนฝันร้ายหรือตาค้างทั้งคืนจะดีกว่า”
ก็แค่การลักไก่ที่เผอิญถูกจังหวะ
เพียงแต่พิษมันร้ายมากพอจะทำให้ความหดหู่กลับมาหาได้รวดเร็วและท่วมท้น
ใครที่เคยบอกว่าอาคานิชิ จินใจร้ายคงต้องบอกว่าคิดผิดถนัด มันก็แค่เลือดเย็นเท่านั้นเอง
จะว่าไป เขาไม่ได้นอนหลับสนิทมากี่คืนแล้ว...
เห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่าที่หวังว่าจะไม่ได้มีเพียงแค่เขาคนเดียว
อาจไม่ถึงกับต้องนอนไม่หลับทุกคืน แค่เสียเวลาค่ำละไม่กี่นาทีเพื่อเปลืองสมองให้กับเพื่อนคนที่คิดหักหลังความเป็นเพื่อนคนนี้บ้าง
เพื่อน... ที่กล้าส้ำเส้นเพราะจุดเริ่มต้นที่ไม่เอาไหน
......................................................................................................
เสียงออดดังหนึ่งครั้งและตามด้วยเสียงโทรศัพท์ ทัตสึยะมองชื่อคนโทรมาก็รีบวิ่งไปมองที่ตาแมว เมื่อเห็นว่าหน้ากับชื่อตรงกันก็รีบปลดล็อคและถอดโซ่
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เจ้าของบ้านถามแขกที่ทำหน้าไม่ค่อยดี
ไม่ใช่แค่สีหน้า แต่ความใจร้อนที่ไม่ยอมรอจนถึงกับต้องโทรเรียกให้มาเปิดประตูมากกว่าที่ทำให้รู้สึกไม่ปกติ
“ขอโทษนะทัตจัง” แถมยังดันไหล่ แหวกทางเข้าไปอย่างรีบร้อน
ยูอิจิวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำ โก่งคอลงกับโถชักโครกแล้วอาเจียนอย่างหมดไส้หมดพุง เจ้าของบ้านได้แต่เดินไปกดหยุดพักเครื่องเล่นดีวีดีเอาไว้และตามมาดูอย่างงงงัน
“ไหวมั้ย”
“ไหวๆ ไม่เป็นไรหรอก ขอโทษนะ”
พึมพำขอโทษสลับกับการลุกไปห้องน้ำสามถึงสี่รอบ จนสุดท้าย...ก็มานอนแซ่วพิงโซฟาหมดเรี่ยวหมดแรง
“โรคกระเพาะกำเริบหรือ”
“ไม่ใช่หรอก... พอดีเมื่อกี้หิวมากน่ะ พอเจอของกินก็ซัดเข้าไปเต็มที่ แต่เหมือนกระเพาะมันจะไม่รับแล้วเลยคืนออกมาหมด” คนเล่าพูดไปหัวเราะไป โดยเห็นเป็นเรื่องน่าขันและน่าอายมากกว่าจะจริงจัง...
“กินอาหารไม่ตรงเวลาอีกล่ะสิ” แต่ทัตสึยะไม่เห็นขันด้วย
“นี่มื้อที่สี่นะ... จริงๆ กินครบสามมื้อแล้ว แต่อยู่ๆ มันก็หิวอีก แล้วพอกินไปมันดันไม่ยอมย่อย... อืม... ฉันขอไปบ้วนปากหน่อยสิ” ยูอิจิมองที่ทัตสึยะอย่างขออนุญาตจริงๆ แตกต่างกับคนอื่นที่มักจะพูดพร้อมกับทำสิ่งที่ขอโดยไม่ฟังเสียงตอบรับหรือปฏิเสธ
เจ้าของบ้านจึงลุกไปแกะห่อแปรงสีฟันอันใหม่ส่งให้พร้อมกับน้ำยาบ้วนปากที่ตั้งอยู่แล้วตรงอ่างล้างหน้า
หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็มาดูหนังที่ทัตสึยะดูค้างไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องราวรักโรแมนติกแบบที่ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าบ้านจะชอบดู แต่คำอธิบายว่า ‘คาเมะให้ยืมมา’ ก็พอละลายความแปลกใจของยูอิจิได้บ้าง...
แต่ก็ไม่ทั้งหมด
“ก็มันแต่งเพลงไม่ออก ค้างอยู่ครึ่งเพลง เลยดูไปอย่างนั้น”
พอได้คำอธิบาย กิจกรรมดูหนังจึงเปลี่ยนเป็นการฟังเดี่ยวเปียโนแทน แต่เป็นเพลงบรรเลงที่ไม่ประกอบเนื้อร้องเนื่องจากเจ้าของเพลงบอกว่าเขินเสียงตัวเองเกินไป
หากเท่านั้นคนฟังก็ซาบซึ้งกับทำนอง และนอนหลับตานิ่งกับเมโลดี้ที่เล่นซ้ำไปซ้ำมาแค่ครึ่งเพลง อาจมีเพิ่มมาหนละท่อนสองท่อน โดยพักครั้งละครึ่งนาทีพอให้จดตัวโน้ตที่ชอบใจลงสมุด
ก็มีบ้าง ที่คนนอนหลับตาถูกปลุกด้วยก้อนกระดาษ
“ฉันไม่สบายอยู่นะ” ยูอิจิต่อว่ากลั้วเสียงหัวเราะแล้วเอนตัวลงนอนต่อ แต่ทัตสึยะรู้ดียูอิจิไม่เคยหลับ และเพราะอย่างนั้นจึงขวางตาที่ช่วยได้ก็ไม่ช่วย เอาแต่นอนขมวดคิ้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะเพลงมันไม่รื่นหูหรือยังไม่หายคลื่นไส้กันแน่
หากเมื่อคิดอีกมุมหนึ่ง ถ้ายูอิจิลุกขึ้นมาแสดงความเห็นเรื่องตัวโน้ตแม้สักตัว เพลงที่ตั้งใจจะใช้เล่นในคอนเสิร์ตปีนี้ก็คงไม่คืบหน้าเท่านี้แน่ๆ เพราะปกติแล้วเวลาที่จะแต่งเพลงออกมาได้นั้น ล้วนเป็นเวลาที่จะต้องอยู่เงียบๆ คนเดียวและเป็นส่วนตัวอย่างสูงที่สุด...
“โอเคแล้วหรือยัง”
ทัตสึยะไถ่ถามถึงสุขภาพ
“เพราะดี”
แต่ยูอิจิกลับพูดไปอีกเรื่อง
“คราวนี้เปรียบความรักเป็นอะไรหรือ”
จากคำถามนั้น ทัตสึยะก็กลืนคำต่อว่าหรือคำถามเกี่ยวกับโรคกระเพาะของอีกฝ่ายลงไป และต่อบทสนทนาที่เริ่มไม่เต็มใจจะพูดถึง ...ด้วยเพราะขัดเขินหาใช่หวงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
“ซากุระ...”
เป็นที่รู้กันว่าด้วยอิทธิพลของเจร็อค ทำให้บทเพลงของอุเอดะ ทัตสึยะมักเป็นคำพรรณนาที่เต็มไปด้วยการเปรียบเปรย ซึ่งยูอิจิก็แซวเสมอว่านักเรียนมนุษยศาสตร์ธรรมชาติอย่างเขายังรักธรรมชาติได้ไม่เท่านักมวยสมัครเล่นคนนี้ ดังนั้นเมื่อตอบไป เจ้าของเพลงจึงเตรียมตั้งท่ารับคำล้อเลียนสุดตัว...
“มีความหลังอะไรกับมันหรือ”
แต่คนชอบล้อกลับถามต่ออย่างใคร่รู้จริงจัง
“ก็...” ทั้งๆ ที่ตายังปิดสนิท...
ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเพราะเวียนหัวจากการคลื่นไส้ไม่หาย หรือทำนองเพลงมันเศร้าเกินไปจนอารมณ์ดิ่งไปด้วยกันแน่
“ก็ซากุระ... มันเป็นดอกไม้ที่คนรักเขาต้องไปชมด้วยกัน ไปเดทกัน ใช่มั้ย... แล้วก็เป็นดอกไม้ที่มีฤดูกาลแน่นอน ดูเป็นความหลังที่รื้อฟื้นขึ้นมาได้ใหม่เสมอ เหมือนความทรงจำที่ลบเลือนไม่ได้...น่ะ”
แต่เมื่อฟังคำตอบยูอิจิก็ได้รู้ ว่าที่เขายังไม่สามารถลืมตาได้นั้นเพราะอะไร
เพราะตอนนี้ทัตสึยะเดินเข้ามานั่งยองๆ ใกล้ๆ แต่ความคิดและจินตนาการของเขาทั้งสองห่างไกลออกไปกันคนละด้าน
“จะอ้วกอีกหรือเปล่า”
“หืม เปล่าๆ”
“แน่นะ หน้าซีดๆ”
“หา จริงหรือ”
“ไม่จริง”
“อ้าว...”
“ฮ่ะๆ แต่ก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ”
“คงหิวมั้ง”
“อา... ฉันมีข้าวเหลืออยู่ แต่ถ้ากินแล้วจะอ้วกอีกหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิ แต่ยังไม่อยากเสี่ยงเลย”
“กลับบ้านไปนอนมั้ย”
“อื้ม... ก็คงต้องอย่างนั้น”
“ไปไหวนะ”
“สบาย”
ยูอิจิกระโดดขึ้นเต้นเช็คเรี่ยวแรงตัวเอง เมื่อพบว่าปวดบิดช่วงใต้ลิ้นปี่แค่นิดหน่อยแต่กำลังวังชายังดี ก็ยกนิ้วรูปตัววีให้เพื่อน
“ทัตจัง”
“หืม...”
“ดอกซากุระน่ะ... มันบานในฤดูใบไม้ผลิ... นอกจากเรื่องของความทรงจำแล้ว ฉันว่ามันสามารถพูดถึงการเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนกันนะ”
กลีบบางเบาสีชมพูใสผลิบานได้เพราะแสงแดดอ่อน ดังตัวแทนโบกมือลาความหนาวเหน็บจากเกล็ดหิมะ
“อื้ม... นั่นสิ มีหลายมุมมองดีนะ คนชมดอกซากุระร้อยคน คงมีความคิดต่างไปร้อยแบบ นายคิดถึงวันใหม่ ฉันคิดถึงความหลัง”
“ทำไมแบบนั้นล่ะ”
“หือ”
“ทำไมไม่ลองคิดถึงวันใหม่ดูล่ะ”
“อ้าว ก็ตอนนี้ฉันจะคิดถึงความหลังนี่”
“เปลี่ยนไม่ได้เลยหรือ”
“จะบ้าเรอะ ฉันจะคิดอะไรก็เรื่องของฉัน ไป กลับไปได้แล้วเดี๋ยวรถไฟก็หมดหรอก”
“ฉันก็แค่...”
“แค่อะไร เอางี้ นายกินยาลดกรดหน่อยดีกว่า ดูอาการหนักนะ”
“เดี๋ยว”
“........”
สื่อถึงไม่ได้...
คำๆ นี้ลอยวนอยู่ในหัวของยูอิจิอย่างบ้าคลั่ง ทำนองเพลงรักของดอกไม้ก็เช่นกัน ทั้งที่เพื่อนของเขาไม่ได้บรรเลงมันอีกแล้ว แต่เสียงก็ยังคงดังเหมือนจะหลอกหลอนกันเล่น ไม่รู้จบ
“ไม่เอายาน้ำนะ”
“นี่... นากามารุ พูดเหมือนไม่รู้จักกันเลย”
ไม่รู้จักหรือ?
รู้จักดี... แต่ไม่รู้ใจสักที หรือกลีบดอกไม้ร่วงหล่นทับถมจนเกินไป ยูอิจิได้แต่ถามตัวเอง
ทั้งที่ดอกไม้ของเขายังไม่เคยได้ผลิบาน...
“รอนี่ ไปหยิบยาแป๊บ”
“เดี๋ยว”
บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยูอิจิไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เขารั้งข้อมือที่กำได้รอบนั้นแรงไปจนผลลัพธ์ของมันเกินความคาดหมาย หรือเพราะเขาเป็นบ้าไปแล้ว...
แต่ที่เขารู้ เขาได้แลกเสียงหัวเราะของเพื่อน กับฝันที่เฝ้าปรารถนา
รสชาติของกลีบซากุระ
บางเบา อ่อนโยน แสนหวาน
ฝันที่เป็นจริง ฝันที่เกินฝัน แต่เย็นเยียบไม่เจอแม้แดดรำไรเมื่อสำนึกได้ว่าเป็นฝันที่เกินอาจเอื้อม
“ฉัน...”
ภาพที่ยูอิจิคงจำขึ้นใจไปจนตาย เพื่อนรักที่เขาแอบรักกระพริบช้าๆ...สองครั้ง และเดินออกไปจากห้องนั้น
เสียงหัวใจที่เต้นระรัวออกมาจนรู้สึกได้ เขาแยกไม่ออกเลยว่าระหว่างความสุขและความทุกข์สิ่งใดมีมากกว่า แต่หากเมื่อกี้เขาไม่ได้บ้า เขาก็อยากจะลองเป็นบ้าไปซะเดี๋ยวนี้
เขาทำอะไรลงไป จูบไปได้ยังไง
อ้างสิ่งใดก็ไม่ได้ เมื่อเขาได้ย้ำมันลงไปมากกว่าครั้งหรือสองครั้ง ทำราวกับไม่รู้ตัวว่าตื่นหรือหลับฝันอยู่
ห้านาที สิบนาที ผ่านไปนานชั่วกัลป์หรือสั้นชั่วลมหายใจเข้าออก เพื่อนรักของเขากลับมายืนตรงหน้าอีกครั้ง
“ยาลดกรด”
ทัตสึยะยื่นแผงยามาให้ เดินไปเปิดประตู ทุกอย่างเกิดขึ้นเชื่องช้าราวเป็นภาพสโลโมชั่น
โดยไม่มีคำพูดอื่นใดอีก
ทำไม...
เขาคงคิดผิดไปที่แน่ใจว่ารู้จักเพื่อนตัวเองดี ความนิ่งเฉยแบบนี้ไม่เคยอยู่ในการคาดเดา
รัก หรือเกลียดกันแล้ว คิดยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่คงไม่ใช่เรื่องที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย...แน่นอน แต่ถึงอย่างไรเขาก็สูญเสียตำแหน่งของคนที่พูดกันได้ทุกเรื่องไปแล้ว
บทลงโทษข้อแรกของเพื่อนที่กล้าหักหลังเพื่อน
....................................................................................
Talk
โฮกกกก หายไปนานก็เพื่อแต่งอีเรื่องนี้เนี่ยแหละค่ะ
แต่งไว้ใกล้เสร็จแล้วค่ะพี่น้อง ดูดีมีอนาคตมากๆ
แม้นว่าจะใช้เวลานานเกินไปสุดๆ ตั้งแต่ได้ยินเพลงนี้และได้อ่านเนื้อไทยที่บอร์ด fixxx เมื่อชาติเศษ
กรี๊ดลั่นบ้านเพราะเกิดแรงบันดาลใจอย่างหนักหน่วงจนหยุดทุกอย่างและหมกมุ่นอยู่กับมัน
จนถึงวันนี้ก็สามารถเอาครึ่งเรื่องมาแปะไว้ได้แล้วค่ะ
ขอขอบคุณ คุณ PBJ ผู้สร้างแรงบันดาลใจ (เจ้าตัวเขาจะรู้มั้ยนะ)
ขอบคุณสาวกเมียลาที่กดดันกันอยู่ได้ (ฮึ่ม!!)
ขอบคุณน้องผู้ชื่นชอบยูอิจิคนนั้นที่ให้ข้อมูลตัวละครฝ่ายพระมาหลายประการ (ฝากจอยบอกด้วยนะ)
และขอบคุณ Starryflower ผู้แปลเนื้อเป็นภาษาอังกฤษ จนทำให้เราเอามาแปลเป็นไทย แล้วสามารถแปะควบคู่กับฟิกได้อย่างที่เห็นนี้ (ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเคย)
สำหรับคนที่ไม่เคยคิดจะอ่านฟิกคู่นี้มาก่อน มาเขียนทอล์กไว้ตรงนี้จะมีโอกาสอ่านกันหรือเปล่านะ
คือแจนน่ะ อยากให้อ่านมากเลยนะคะ ถึงจะไม่ใช่คู่หลักก็เถอะหรือถึงจะไม่ได้ลัทธิกับคู่นี้เลยก็เถอะ
แต่เป็นเรื่องที่ตั้งใจแต่งมากๆ เลยค่ะ และสำหรับตัวเองก็ค่อนข้างพอใจกับมันพอสมควร
อีกอย่าง ถึงคู่เมนจะเป็นยูกะเอ้ก็ตาม แต่ด้วยความเป็น KA-TT-UN ลิซึ่มอย่างรุนแรงในพักหลังนี้
ตัวประกอบอย่างสองคู่ที่เหลือเป็นตัวละครที่แจนปลื้ม(เองคนเดียว) มากๆ เลย
ยังไงก็ขอฝากฟิกสั้นเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ
แล้วก็ สำหรับคนที่หลงอ่านไปแล้ว...
หุหุ พบกับตอนจบของมันราวๆ สัปดาห์หน้าค่ะ
แล้วเจอกันนะค้าาาา

สุดยอด อ่านแล้วสับสนกับความกล้าและกลัว ของพี่ยูสุด ๆ แบบพี่ยู ขืนยังสับสนอย่างนี้ ต้องให้คู่รักบรรลือโลกมากดดันให้มากกว่านี้มั้ง แต่สัญญาณที่ดีก็มีมากขึ้นแล้วนะ แค่พยายามอีกหน่อย คนที่ชอบทำหน้าตาย ต้องหลุดความรู้สึกออกมาแน่ ๆ
รออ่านตอนจบค่า
#1 By Oh No(akajinkame) (222.123.89.121) on 2008-07-09 07:20