Accidentally Possessive Part 01
posted on 06 Aug 2008 03:48 by asuka-jan in AccidentTitle: Accidentally Possessive
Part: 01
Author: Asuka
Casts: Basic KA (คู่อื่นแล้วแต่อารมณ์พาไป)
Rate: G (หวังว่าท้ายเรื่องมันจะมากขึ้นๆ เอิ๊กๆ)
“คุณไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันตลกหรือไงครับ”
ถ้อยความขอความเห็นที่เกือบจะเป็นการบังคับให้ตอบรับ ดังขึ้นอย่างไม่มีคำพูดเกริ่นนำทันทีที่ประตูห้องทำงานส่วนตัวของอาคานิชิ จินประธานกรรมการบริหารฯ คนใหม่ปิดสนิท
คาเมนาชิ คาซึยะทายาทคนเดียวของผู้ถือหุ้นรายรองนิ่วหน้าลังเลถึงความเหมาะสมเล็กน้อย ก่อนจะให้อารมณ์ขุ่นข้องนำพาร่างกายของตนไปทิ้งน้ำหนักลงบนโซฟาตัวเล็กโดยที่ไม่คิดขออนุญาตจากเจ้าของก่อน
“ผมเข้าใจพวกเขา”
คำตอบเฉยเมยของชายหนุ่มทำให้คาซึยะเบิ่งตากว้าง แล้วเลยชักไม่รู้สึกผิดกับความไร้มารยาทที่ได้ทำลงไปเมื่อสักครู่
“เข้าใจว่ายังไงไม่ทราบ...ครับ” เสียงสูงต่ำตามคลื่นอารมณ์อันแปรปรวน แต่ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็พยายามอย่างที่สุดไม่ให้มันถึงขั้นก้าวร้าว
อีกฝ่ายเป็นเจ้านายในแง่หน้าที่การงาน แล้วยังเป็นผู้ใหญ่ในทางสังคม ต่อให้นึกอยากกระชากเสื้อสูทสุดเรียบเพื่อเร่งเอาคำตอบ เขาก็ทำได้เพียงข่มใจให้เย็นเพื่อรอฟังคำพูดของคนที่บิดาวางใจอยากจะฝากชีวิตของเขาไว้นัก
“ว่ายังไงครับ” ชายคนนี้มีเหตุผลอะไรดีๆ จะมากล่อมโทสะของเขาได้บ้าง
“ก็เข้าใจว่าพวกเขาต้องการเสริมความมั่นคงทางธุรกิจ แล้วก็อยากให้เราทั้งคู่เป็นฝั่งเป็นฝากับคนที่เขาต่างวางใจได้ไงล่ะ”
เหมือนกรอเทปฟังซ้ำ เพียงแต่ตัดความให้กระชับและเพิ่มความตรงไปตรงมา
“ก็แล้วคุณว่ามันไม่น่าขำหรือ! ขายลูกเพื่อเงิน แล้วยังจะทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตทั้งที่เราต่างเป็นผู้ชาย--”
“ใช่ ผู้ชาย... ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วย”
ความจริงที่ปกติต้องอ้อมต้องค้อมแล่นมาหยุดลมหายใจและวาจาเกรี้ยวกราดได้ผล แต่ก็เพียงชั่วอึดใจ คาซึยะสูดลมเติมพลังพร้อมจะระบายน้ำโหอีกครั้ง ถ้าเพียงว่าผู้เสียหายร่วมจะไม่ยกมือขัดไว้ก่อน
“เขาไม่บังคับให้เราแต่งงานกับผู้หญิงที่ไหนก็น่าชื่นชมแล้วนะคาซึยะ ในแวดวงนี้ เขาทำหน้าชื่นกับรสนิยมทางเพศของเราแล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ก็น่าทึ่งจะแย่แล้ว... ไม่ใช่ว่าไม่มีตัวเลือกอื่นถ้าจะเงินต่อเงิน ผู้หญิงสักคนที่จะให้ทั้งทายาทสืบสกุลและการยอมรับจากสังคม... ผมว่าเขาพยายามพบเราครึ่งทางแล้วล่ะ”
“ครึ่งทางบ้าอะไร” หนุ่มน้อยในห้องตบโต๊ะ “คุณยอมรับได้ด้วยหรือกับการคลุมถุงชน สำหรับคุณอีกฝ่ายเป็นผู้ชายคุณก็ว่ามันครึ่งทางงั้นหรือ ระบบความคิดของคุณมีปัญหาหรือเปล่า”
“เอาล่ะๆ คาซึยะ ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกยังไง เดี๋ยว... อย่าเพิ่งโวยวาย ผมแค่พยายามจะบอกว่า พวกเขาพยายามแล้วที่จะเดินมาครึ่งทางให้เรา แต่มันก็ออกจะเป็นการมองโลกแง่ดีและเข้าข้างตัวเองเกินไป”
“เกินไปมากด้วย!”
“ถูกต้อง...” อาคานิชิ จินเดินอ้อมหลังโซฟาตัวเล็กแล้วท้าวแขนลงกับพนักที่ใช้รองรับแผ่นหลังบาง โดยยังคงยิ้มเยื้อต่อวายุภัยร้อนๆ อย่างสบายๆ “แต่เรา คุณและผม ก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนหรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไปเช่นกัน”
“แค่หมั้นเท่านั้นคาซึยะ ยังไม่ได้แต่ง คุณอยู่กับสภาวะคนมีเจ้าของไปสักหนึ่งปีแล้วถึงตอนนั้นค่อยไปบอกพวกท่านว่าไม่ต้องการแต่งงานจริงๆ ก็ได้...”
“คุณคิดว่ามันจะง่ายอย่างนั้น?”
“มันไม่ยากเท่าการปฏิเสธพวกท่านตอนนี้แน่ๆ”
ทายาทผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้ให้เหตุผลดีๆ เพื่อบรรเทาความรุมร้อนในใจแก่คาซึยะ แต่ความใจเย็นที่มากกว่านำทางให้เขาเริ่มมองเห็นวิธีเอาตัวรอด...เฉพาะหน้า...จากที่เคยหัวชนฝาว่าจะยอมหักไม่ยอมงอ หนุ่มน้อยไม่ใช่เชื่อในทางเลือกที่ชื่อว่า “คู่หมั้นกำมะลอ” อะไรนัก แต่เขากำลังแยกเส้นขีดกำจัดที่แท้จริงออกจากเส้นเขตการยอมรับเดิม
พื้นที่ใหม่ทำให้เขาอึดอัดน้อยลง... ถึงจะไม่มากเท่าอีกคน แต่ก็มากพอจะตกลงรับคำชวนการออกไปรับประทานมื้อเที่ยงกับผู้ตกพุ่มชะตากรรมได้
“ออกไปกันเลยดีมั้ยรถจะได้ไม่ติด ท้องอิ่มสมองแล่นไวกว่าตอนหิว แล้วเราค่อยปรึกษากัน”
สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบห้านาที คาซึยะมองเข็มนาฬิกาเป็นสิ่งสุดท้ายในห้องก่อนจะแล่นตามก้าวยาวๆ ของท่านประธานไปเข้าลิฟต์สำหรับผู้บริหารพร้อมกับถอนหายใจ
...................................................................
ร้านอาหารระดับสามดาวเรื่องราคาและสี่ดาวสำหรับบรรยากาศ ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติเช่นไม้ไผ่กับกระดาษไข คาซึยะนึกดีใจที่ชายหนุ่มเลือกนั่งโต๊ะบริเวณริมกระจก ซึ่งเปิดโล่งและสว่างไสวหากแปลกแยกออกจากพื้นที่ภายในร้านให้ความรู้สึกเป็นสัดเป็นส่วน
“คุณไม่สั่งอะไรหน่อยหรือคาซึยะ”
“เชิญคุณเถอะครับ ผมยังไม่ค่อยหิว” หนุ่มน้อยปลดกระดุมเสื้อสูท วางท่าสุนทรีย์กับน้ำเปล่าเย็นเฉียบ
จินเห็นเช่นนั้นก็ไม่เซ้าซี้อะไร เขาจัดการสั่งอาหารเองพูดรวดสามสี่รายการที่คุ้นปาก ตามด้วยเบียร์อีกหนึ่งเหยือกมาดื่มร่วมกับอาหารรสจัด
“คุณโกรธพ่อคุณมากจริงๆ...” ประธานหนุ่มเปิดประเด็นพลางเอนหลังกับเก้าอี้หุ้มเบาะ
ส่วนคาซึยะก็รับแก้วเบียร์จากบริกรมาจิบฟองขาว รสขมอันกลมกล่อมทำให้ใบหน้าเครียดเหยเกยิ่งกว่าเก่า
“มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนี่ครับ”
“ใช่... เรื่องใหญ่ แต่ความโกรธไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานี่”
“งั้นอะไรละที่คุณว่ามันจะช่วยได้”
หนุ่มน้อยเจ้าอารมณ์ถามย้อนด้วยแววตาท้าทายและปลายคางยกเชิด กิริยานั้นยั่วให้คนสูงวัยกว่าไม่ยอมตอบออกไปเร็วเกิน จินทอดเวลาให้กับการยิ้ม... แล้วจึงโน้มตัวเอาศอกวางกับโต๊ะและกระซิบคำเฉลยชัดถ้อยชัดคำ
“มิตร”
“มิตร?” หนุ่มน้อยทวนถาม
“อะไรล่ะ ที่พ่อคุณชอบพูดบ่อยๆ”
“สร้างมิตร... ดีกว่าสร้างศัตรู”
“ใช่... เพราะงั้นคุณควรมองผมอย่าง ‘มิตร’ ดีกว่ากันผมไว้ออกจากคำคำนั้น”
คาซึยะกรอกตา จากที่ข่มอารมณ์ให้เย็นได้ก็รู้สึกว่ามันจะร้อนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
มันเสียเวลาเกินไป... ทั้งการออกมารับประทานอาหารเคล้าเบียร์ หรือการต่อปากต่อคำที่ไม่ได้หนทางแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง
“หรือครับ งั้นคุณช่วยหามิตรที่จะมาบอกผมหน่อยสิว่าจะเปลี่ยนใจพวกพ่อๆ ได้ยังไง”
“คุณลงเรือลำเดียวกับผมแล้วนะคาซึยะ... ไม่เชื่อใจผม เราก็พายเรือทวนน้ำกันไม่ได้”
“เชื่อใจหรือ จะให้ผมเชื่อใจอะไรคุณไม่ทราบ ในเมื่อคุณนิ่งเฉยขนาดนี้ ถามจริงๆ... คุณเต็มใจจะแต่งงานกับผมอย่างนั้นหรือ”
การถกเถียงถูกคั่นจังหวะด้วยการทำหน้าที่ของพนักงานเสิร์ฟ คาซึยะจึงส่งเสียงหงุดหงิดในลำคอให้กระจกและต้นไม้ด้านนอก
เขาไม่กล้าหันกลับจนกว่าที่โต๊ะจะเหลืออยู่เพียงสองคนอีกครั้ง นอกเหนือจากไม่อยากให้ความหงุดหงิดต้องไปกระทบบุคคลที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ หนุ่มน้อยยังรู้สึกหน้าม้านกับคำโวยวายเมื่อสักครู่ของตนที่ไม่แน่ใจว่าดังพอจะไปเข้าหูใครบ้างหรือเปล่า
“อาหารมาแล้ว กินกันเถอะ”
“..........”
“คาซึยะ... ถ้าเผื่อคุณยังไม่ทราบ ผมมีคนรัก รับรองเลยว่าผมไม่ได้เดือดร้อนน้อยไปกว่าคุณจริงๆ”
ความรู้ใหม่ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนตกหลุม คาซึยะหันมามองคู่สนทนาราวกับเห็นตัวประหลาด พลางนึกสงสัยว่าสิ่งที่เขาได้ยินเป็นเรื่องล้อเล่น...หรือว่าสิ่งที่ตาเห็นเป็นเรื่องตลก
“แล้วคุณยังใจเย็นอยู่ได้...”
“ก็แล้วคุณที่ใจร้อนหาทางออกได้แล้วหรือ”
คำย้อนเรียบๆ มาพร้อมกับชิ้นปลาที่จินบิและจุ่มซอสส่งไปยังถ้วยข้าวของคาซึยะ ผู้รับมองมันอย่างไม่พิศวาสมากนัก แต่ก็คีบเข้าปากไปคล้ายว่ายังทำอะไรไม่ถูก
“ผมไม่เห็นด้วยกับการยอมหมั้นไปก่อนเพื่อให้ผู้ใหญ่ตายใจ”
น้ำเสียงที่ไม่เจือทิฐิเหมือนเป็นสัญญาณของการหันหน้าเข้าหารืออย่างแท้จริงระหว่างคนทั้งสอง จินพยักหน้ารับก่อนจะส่งผักให้อีกชิ้นเป็นการแสดงเจตนาของการกินไปคุยไป
“มันอาจจะยืดเยื้อ แล้วมันก็ไม่มีอะไรรับประกันด้วยว่าสุดท้ายเราไม่ต้องตกกะไดพลอยโจนถึงขั้นแต่งงาน ไหนเราจะต้องลำบากเล่นละคร แล้วก็...แฟนคุณ ต่อให้คุณพูดให้เขาเข้าใจได้เขาอาจจะรอไม่ไหวก็ได้...”
“คุณอยากยืนยันกับท่านว่าคุณปฏิเสธ”
“ผมว่าการไม่ทำให้เรื่องบานปลายน่ะดีที่สุด”
จินพยักหน้า
“คุณอาคาเมนาชิขู่อะไรคุณบ้าง”
“หืม?”
“ท่านไม่ขู่อะไรคุณเลยหรือ”
“ก็... ก็มีบ้าง เขาว่าจะตัดพ่อตัดลูก”
“รุนแรงนะ”
“ผมถึงโมโหไง... อะไรจะอยากให้ผมแต่งงานกับคุณขนาดนั้น”
คนฟังหัวเราะ แล้วก็ก้มหน้าหั่นชิ้นเนื้อเข้าปากพลางเล่าประสบการณ์ฝั่งตน
“พ่อผมขู่จะเอาบริษัทออกจากตลาดหุ้น ขายสาขาที่ต่างประเทศให้นักธุรกิจท้องถิ่นทั้งหมด แล้วก็จะเลย์ออฟพนักงานร่วมแสนชีวิตตัดรายจ่าย”
“หา... เขาคงไม่ทำจริงหรอกมั้ง”
“ผมก็คิดว่าเขาคงไม่ทำจริงๆ หรอก แต่นั่นแหละคาซึยะ อะไรจะอยากให้ผมแต่งงานกับคุณขนาดนั้น...”
ประธานหนุ่มยังคงเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ แตกต่างจากคาซึยะที่หยุดการเคลื่อนไหวไปแล้วตั้งแต่ฟังคำขู่ของอาคานิชิคนพ่อ จนป่านนี้...ทำได้แต่เพียงกลืนน้ำลาย
“ผมไม่เข้าใจเลย...”
“เหตุผลของเขาไง เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ และฝากชีวิตลูกชายคนเดียวกับคนที่ไว้ใจ”
“แล้วทำไมต้องคุณ ทำไมต้องอาคานิชิ”
“ทำไมต้องคุณ ทำไมต้องคาเมนาชิ”
ชายสองคนมองหน้ากันราวกับอีกฝ่ายจะให้คำตอบ แต่เมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไรก็เป็นคาซึยะที่เกิดอาการคอแห้ง ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มอักๆ ราวกับไม่รู้รส
“เรื่องธุรกิจผมพอเข้าใจ... แต่เรื่องคู่ครอง เราไม่ใช่เด็กอมมือหรือคนตาสั่ว เรื่องอะไรต้องมากะเกณฑ์ด้วย”
“เพราะพ่อคุณอยากได้ผมเป็นเขย ส่วนพ่อผมก็อยากได้คุณเป็น... เอ่อ ถูกใจคุณ ความต้องการของเขาสองคนตรงกัน ลงตัว และจะไม่มีอะไรมาขัดขวางได้”
“บ้า”
“ก็เพราะมันบ้าผมถึงไม่อยากชนกับพวกท่านตรงๆ”
........................................................................................
เหตุผลของคนประมาท ขี้ขลาด หรือรอบคอบ ชายหนุ่มไม่รู้ รู้แต่เหมือนถูกโน้มน้าวให้ต้องสงบทั้งที่ในใจยังไม่สงบ วางเฉยทั้งที่ยังว้าวุ่น ยอมรับต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปทั้งที่อยากจะอาละวาดเต็มแก่
ทำได้แค่บีบแก้วแล้วต้องรีบวางเพราะกลัวจะแตกคามือเมื่อนึกถึงตอนที่ได้ยินข่าวล่าสุด มันเกินจะรับไหว...
หมั้นศุกร์นี้ ทำบุญตอนเช้า ฉลองเป็นการภายในตอนค่ำ
รีบทำเพราะฤกษ์ดีมีวันเดียวจนสิ้นปี ไม่ฉวยไว้เดี๋ยวจะไม่ทันใจคนวัยทอง!
คาซึยะเดินวนไปเวียนมาในห้องเป็นรอบที่ร้อย หลายกว่าหลายชั่วโมงแล้วยังคงหาทางออกให้ปัญหาบ้าๆ ไม่ได้สักอย่าง โกรธใครไม่สู้หงุดหงิดตัวเอง…
บางหนทางไม่ต้องอ้าปากเสนอก็ปัดตกเองเพราะมันทำได้แค่ในนิยาย
บางหนทางคิดว่าพอไปไหวก็เจอประโยคเก่าที่ว่าคู่ต่อสู้ไม่ธรรมดา เรื่องจริงอาจยิ่งกว่านิยายได้ถ้าลองดี
หลังอาหารค่ำปกติเขาจะสางงานเอกสารที่ยังทำไม่เสร็จจากบริษัท แต่คืนนี้แฟ้มไหนๆ ก็ไม่ถูกเปิดเพราะไร้ใจจะจับต้อง
...นึกผิดหวังกับบุพการีจนอยากจะร้องไห้...
นึกผิดหวังกับ ‘มิตรใหม่’ ที่ใจเล็กตาขาว แถมสมองตันไม่สมตำแหน่งอันสูงส่ง
ยังดี...ที่พูดรู้เรื่องเกี่ยวกับการหมั้นหลอกๆ ว่ามันไม่เข้าท่าปานใด... แต่ก็ยังเงียบเป็นเป่าสากหาวิธีแก้ไขไม่ได้พอกัน
บางทีวันนี้ยังคิดไม่ได้ แต่หมดคืนนี้ไปต้องคิดได้! ไม่ออกจากหัวของเขา ก็ต้องออกจากหัวของคนที่กำลังจะไปพบคนรัก... บุคคล ผู้เป็นเงื่อนไขที่หวังได้มากที่สุด และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่อาจยอมรับได้มากที่สุด
<Rrrrrrrrrrrrr>
“คุณ!”
...เพราะถึงจะ...ดูดี แต่ถ้ามีเจ้าของแล้วก็เป็นอันจบ...
“อืม ผมเอง”
“แฟนคุณว่าไงบ้าง”
“ยังไม่ได้ว่าอะไร ยังไม่ได้พบกัน”
เสียงจอแจของยวดยานพาหนะ และดนตรีอึกทึกแว่วแผ่วผ่านสายโทรศัพท์ คาซึยะเริ่มนึกรู้ว่าคู่สนทนาอยู่ ‘แถว’ ไหน แล้วก็แปลกใจว่าที่ออกจากบริษัทไปตั้งแต่เย็นแล้วทำไมยังไม่ได้เรื่อง
“ดึกแล้วนะครับ”
“เขามีธุระ คงจะได้เจอกันในอีกซัก...ชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมงมั้ง ผมโทรมาก่อนเพราะคิดว่าคุณคงรู้ข่าวใหม่แล้ว”
“ใช่ ผมรู้แล้ว และก็แทบจะคลั่ง”
“ผมรู้...”
แต่คาสึยะไม่รู้ ว่าทำไมถึงแน่ใจ คนปลายสายกำลังยิ้มจางๆ เหมือนที่ทำเสมอเวลาเห็นเขาเป็นเดือดเป็นร้อน
หากคราวนี้เขาไม่นึกโมโห แค่รู้สึกหมั่นไส้ท่านประธานผู้ใจเย็นนิดหน่อย
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องรีบ อย่างน้อยเขาควรให้... ให้เราทำใจ หรือทำความรู้จักก่อน” เช่นตามธรรมเนียมการดูตัวของคู่หญิงชาย ให้มีการเดท อย่างน้อยสักครั้งสองครั้ง
หรือการกินข้าวกลางวันและการถูกบังคับให้นั่งรถกลับบ้านมาด้วยกันตอนเย็นจะนับไปแล้ว
“คติชีวิตพ่อผมน่ะ”
“คติอะไรครับ”
“ยิ่งเร็ว! ยิ่งดี!”
“เหอะ ต่างจากคุณลิบ...”
“ก็คนละคน”
“คุณว่าแฟนคุณจะโกรธหรือเปล่า...” คาซึยะเบี่ยงกลับมาคุยเรื่องที่เป็นห่วง เรื่องพ่อๆ ทิ้งไว้ เพราะเบื่อจะคิด
“คุณว่ายังไงล่ะ ถ้าเป็นคุณ แฟนถูกบังคับให้แต่งงานกับคนอื่น”
“ผมคงคิดว่าถูกอำ” เสียงตอบรวดเร็ว
“เรื่องจริงนะ”
“ต้องอำสิ เพราะถ้าจริงคงใจหาย... กลัวเขาบอกว่าจะยอมแต่ง ให้เลิกกันหรือถ้าให้ผมรอ ผมไม่รอหรอก จบแน่...”
“ถ้าเขาบอกว่าไม่ยอม จะสู้”
“ต้องงั้นสิครับ คุณก็อย่าทำเฉยตอนไปบอกเขาล่ะ”
คราวนี้ท่านประธานหัวเราะ... ให้คาซึยะต้องหยิกแขนตัวเอง เพราะนึกสงสัยว่าที่รู้สึกถึงความ ‘แห้ง’ เพราะจับได้จากน้ำเสียงหรืออนุมานเอา
“คุณจิน”
“ครับ”
“ผมจะไปเที่ยว”
“หืม?”
“ศุกร์นี้... ถ้ายังพูดกับพ่อไม่รู้เรื่องผมจะไปทะเล คุณจะอยู่ที่งานนั่นหรือไม่ก็ตามใจคุณ แต่เอาเป็นว่าหัวเด็ดตีนขาดผมก็ไม่ยอมให้พวกพ่อๆ เอาแต่ใจกับผมอย่างไร้เหตุผล ส่วนเรื่องคุณกับแฟน ผมจะไม่...” ชายหนุ่มเว้นเพื่อนึกคำ “...ละลาบละล้วงอีก แล้วกัน...”
“....อืม”
“ความจริงผมเกลียดการหนีปัญหา แต่คราวนี้ผมคงต้องทำอย่างนั้น”
“ได้... แต่ถ้าจะไปยาวส่งข่าวให้ผมด้วย ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศของคุณไม่ใช่เล็กๆ ผมจะดูแลหาคนมาดูงานแทนให้ เผื่อพ่อคุณจะได้ไม่อาจใช้มันเป็นเครื่องต่อรองกับคุณ”
“ผมเกรงว่าพ่อจะให้คนคนนั้นทำงานแทนถาวรมากกว่า” หนุ่มน้อยคาดเดาจากความน่าจะเป็น
“เราล้วนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง...”
“ครับ อะไรผมก็รับได้ มันดีกว่าเดินเข้าไปในใยที่สางไม่ออกเยอะ”
“ถ้าผมมีอิสระที่จะหันหลังอย่างนั้นได้บ้างคงดี...”
เสียงดนตรีเหมือนจะดังขึ้น เสียงรบกวนอื่นๆ ก็เช่นกัน คาซึยะคิดว่าอีกฝ่ายคงลงจากรถและเดินเข้าไปในผับแน่แท้ เขากดโทรศัพท์แนบแก้ม
“เพื่อความรักผมจะสู้ ถ้ามันยังเป็นรัก ผมจะดิ้นหนีใย”
คำพูดที่เหมือนจะพึมพำกับตนเองนั้นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนสายจะตัดไป ความจริงคาซึยะนึกโกรธในการผิดมารยาทการสิ้นสุดบทสนทนาที่ดี หากเสียงสุดท้าย ท้ายสุดจริงๆ ก่อนที่สัญญาณจะขาดหาย
แวบแรกคาซึยะคิดว่าจินเรียกชื่อเขา
แต่มันไม่ใช่ ถึงจะคล้ายกัน หากเขาแน่ใจว่าได้ยิน...
“ทัตสึยะ”
.........................................................................................
ดัชนีหุ้นปั่นป่วน สงครามแถบเอเชียกลางและราคาน้ำมันที่ยังผันผวนฉุดให้ตัวเลขบนกระดานเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียว หนุ่มน้อยกุมขมับมาพักใหญ่ๆ แล้วกับการรอฟังคำเยสโนจากผู้ลงทุนรายใหม่สัญชาติแมนดาริน ผู้จู้จี้กับความแน่นอนทางเศรษฐกิจญี่ปุ่น และเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าผลประกอบการรายปีของบริษัท
ทั้งที่ควรเจรจาเสร็จไปตั้งแต่ต้นสัปดาห์ แต่ความอ่อนน้อมของบรรดาตี๋หมวยเลยยืดเวลากันไปไม่สิ้นสุด
หากเลือกได้คาสึยะถนัดพูดคุยกับพวกอเมริกันหรือแขกมากกว่า เร็ว ไม่อ้อมค้อม ตรงไปตรงมา ลวดลายไม่จัด
แต่อย่างไรจีนก็ดีกว่าญี่ปุ่นด้วยกัน
อ้อมค้อม การเมือง ศักดิ์ศรี และเหยียดเพศ...
“เธอไม่ต้องใช้รถอีก ตาจินจะขับมารับทุกวัน”
ถ้าอยากจะให้สนิทสนมกันนัก ในฐานะที่บ้านคาเมนาชิไกลกว่าก็น่าจะให้เขาเป็นพลขับ แต่ลูกชายคนเดียวก็พอเข้าใจ ผู้เป็นพ่อคงคาดว่าหากให้เขาถือพวงมาลัยล้อคงไม่มีวันเลี้ยวไปบ้านท่านประธานแน่
...วันนี้จินนิ่งยิ่งกว่าเดิม มุมยิ้มกว้างกว่าเดิม แต่แววตาโรยดั่งคนไม่ได้หลับ
เมื่อเขาไม่ถามทางนั้นก็ไม่เล่าจริงๆ ในรถจึงมีแต่เสียงเพลงแจ๊ซคลอเบาๆ ไปเรื่อยๆ....
จนกระทั่ง
“ผมไม่คิดจริงๆ นะครับ ว่าอย่างคุณจะฟังแจ๊ซ”
“อย่างผมเหมาะกับอะไรล่ะ”
“คลาสสิคมั้ง”
“โอ้ หลับคาเก้าอี้พอดี--”
“แจ๊ซดูเป็นศิลปินไปหน่อยนี่ครับ พวกเหตุผลจัดอย่างคุณน่าจะป็อป”
“จริงๆ ผมฟังได้หมดนะ แค่วันนี้อยากฟังอย่างนี้...” แนวดนตรีที่ไร้กฎเกณฑ์ ตัวโน้ตที่เหวี่ยงไปมาโหนขึ้นโหนลงตามอารมณ์
“ผมก็ว่า...คุณน่าจะฟังได้หมด”
“ทำไมล่ะ”
“เพราะรับได้ทุกอย่าง เข้าใจเข้าถึงทุกอย่าง”
คนถูกแซวคลี่ยิ้ม...
“แต่อย่างคุณคงเป็นฮิพฮอพ”
“ทำไมล่ะ”
“ขวาง”
“ครับ?”
“จริงๆ ก็เข้าใจเหมือนกัน แต่เพราะตัวเองคือจุดศูนย์กลาง...จึงขวาง”
“คุณว่าผม...” ผู้โดยสารพ้อเสียงไม่ค่อยแข็ง คงด้วยคำวิจารณ์คลอมาด้วยทำนองดนตรี
“คุณไม่ว่าอะไรผมแล้วผมจะว่าคุณทำไม ชมต่างหาก คุณเป็นตัวของตัวเอง ตรง... ไม่เชื่อหรือว่าผมชม... เชื่อเถอะ ผมเป็นมิตรคุณนะ”
มิตรใหม่ชมได้น่าโกรธ แต่ก็ไม่น่าโมโหเท่าบรรดาพ่อๆ ที่ทำเป็นยืนตรวจความเรียบร้อยแถวโถงชั้นล่างของบริษัท ออกจากบ้านมาช้ากว่าแท้ๆ หากกลับมาดัก ‘รอดูผลงาน’ ได้ก่อน อาจเพราะพลขับมือเย็นเท้าเย็นไม่เหยียบซิ่ง
เขารู้สึก ‘ขวาง’ พอสมควร ถ้าไม่เห็นแก่หน้ามิตรก็คงได้ทำอะไรกระแทกกระทั้นให้ผู้ใหญ่ซึ้งน้ำใจเด็กกันบ้าง
แต่โบราณว่าอย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น บางครั้งการทำทองไม่รู้ร้อนสไตล์ ‘อาคานิชิ’ ก็น่าเลียนแบบ...
“คาเมนาชิซังครับ”
“ว่าไง”
“ผมแบ่งทีมเจรจาชุดใหม่เรียบร้อยแล้วนะครับ อีกเรื่องหนึ่งทางแผนกบุคคลส่งเด็กใหม่มาฝึกงานสองคน คาโต้ซังเลยเสนอว่าจะให้ติดตามไปช่วยงานทีมละคน คาเมนาชิซังอนุญาตมั้ยครับ”
ในช่วงที่บริษัทกำลังขยายตัวตอบรับบอร์ดรุ่นใหม่เช่นนี้ งานของฝ่ายต่างประเทศมีมาก ภาระทั้งหลายทำให้แผนการพักร้อนของเขาไม่ง่ายนัก ยิ่งระยะเวลาเหลือน้อยเท่าไรเขาก็อยากใช้ทุกนาทีผ่านไปอย่างไม่เสียเปล่า
“อื้ม เอาอย่างนั้นก็ได้นะ แต่ดูแลให้ดีแล้วกัน จัดพี่เลี้ยงสอนงานเป็นจริงเป็นจังหน่อย จะได้ไม่มีปัญหา”
จะไม่ให้อะไรมาบีบมารั้งให้ติดกับใยยุ่งๆ เป็นอันขาด
“ครับผม”
เมื่อพ้นสายตาลูกน้องคาซึยะเหยียดแขนบิดตัวแก้ความเมื่อยขบ อันเป็นผลจากการคร่ำเคร่งทำงานหลายชั่วโมงโดยแทบไม่ได้ขยับตัว เขานึกถึงเมื่อครั้งตนเองเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ใหม่ๆ ไม่มีพี่เลี้ยง และ...ก้าวแรกก็กับตำแหน่งปัจจุบัน การเริ่มต้นที่จุดสูงลิ่วอย่างที่ทายาทนักธุรกิจรายใหญ่พึงจะเป็น
หากคุณในความเป็นเด็กเส้นอนันต์เพียงใด โทษของแรงกดดันแห่งความไม่เชื่อน้ำยาก็มหันต์เพียงนั้น
ยิ่งสูง ความผิดพลาดนิดเดียวก็เสมือนตกผาซ้ำด้วยหอกคม
เขาประคับประคองตัวเองเรื่อยมา ไม่ให้ใครมาว่า ไม่ให้ใครมาดูถูกถึงพ่อ...
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนโชคร้ายที่สุด
หากเปรียบตระกูลคาเมนาชิเป็นชะง่อนผา อาคานิชิก็เป็นดั่งยอด การท้าทายแรงดึงดูดของโลกที่เขาต้องเผชิญ คงลำบากน้อยกว่าชายผู้มีท่าทีสบายๆ คนนั้นทุกด้าน ถึงคาซึยะจะนึกหมั่นไส้บ้าง แต่เขาก็ยอมรับกับตัวเองอย่างไม่เสียเวลาตั้งแง่ ความสามารถและบุคลิกของอาคานิชิ จิน น่าเลื่อมใส เพื่อประโยชน์หรือเพื่ออะไรคนคนนี้ก็น่าคบหา
เป็นแบบอย่างเพื่อศึกษาก็ดี คุยเล่นฆ่าเวลาก็ใช้ได้...
“เดี๋ยวคุณเฝ้าโต๊ะให้ผมทีนะ จะเอางานไปให้ท่านประธานเซ็น ถ้าฝ่ายไหนมาติดต่องานอะไรคุณจัดการได้ก็ทำไปเลย”
ถึงแม้วิกฤตคลุมถุงชนนี้จะพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยก็เถอะ
แต่ในเมื่อเขาเดือดร้อนมากกว่า เขาก็ต้องเป็นฝ่ายเดินหน้าแก้ปัญหาก็ถูกแล้ว
“คาเมนาชิซังให้ผมเดินไปให้ก็ได้ครับ”
“ไม่เป็นไร ผมไปยืนรอเองจะได้ไซโคให้ได้งานกลับมาเร็วๆ ไง”
...................................................................................................................
เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องท่านประธานคาซึยะก็บอกกับตัวเองได้ว่าเขาตัดสินใจไม่ผิด แค่กองเอกสารที่เลขาคนสวยต้องจัดการและคัดเลือกก่อนลำเลียงถึงมือคนในห้องก็สูงแทบจะท่วมศีรษะคนนั่งอยู่อยู่แล้ว เท่านั้นหนุ่มน้อยก็ตัดสินใจใช้เส้นแห่งตำแหน่งส่งยิ้มสว่างๆ ให้คุณเลขา ก่อนจะแบกแฟ้มของตัวเองเข้าอาณาจักรส่วนตัวของจินชนิดไม่ขออนุญาตใคร
“นามิ เข้ามาก็ดี คุณช่วยเอาเอกสารพวกนี้ออกไปเลยนะ”
ชายหนุ่มกลางห้องกว้างง่วนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์และแก้วกาแฟในมือจนไม่มองว่าใครเป็นผู้เข้ามารบกวนความเป็นส่วนตัวของตน
“งั้นผมเรียกเธอให้นะครับ”
“อ้าว คาซึยะหรือ มีอะไรหรือเปล่า”
คำถามของจินทำให้ผู้เข้าพบทำเป็นลืมคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ แล้ววางแฟ้มในมือลงกับโต๊ะที่เกือบไร้ที่ว่างด้วยทีท่ากริ่งเกรงเล็กน้อย “ผมเอาเอกสารมาให้คุณดู”
“ด่วน?”
“ก็...ครับ”
คำยืนยันของคาซึยะไม่ได้ทำให้จินหงุดหงิดอะไร ตรงข้าม ชายหลังโต๊ะแย้มยิ้มอย่างเข้าใจ แล้วทำมือให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ซะ
เขาพับโน้ตบุ๊กลงและเกลี่ยพื้นที่สำหรับงานแทรกชิ้นใหม่
“นี่งานสุดท้ายก่อนพักร้อนหรือเปล่า”
“ที่สำคัญๆ นี่ก็สุดท้ายแล้วครับ”
จินครางรับในลำคอพลางไล่ปลายปากกากับข้อความเบียดเสียดในหน้ากระดาษ
“ขอโทษนะครับที่มารวนตารางการทำงานของคุณ”
“ไม่หรอก” ชายหนุ่มทั้งส่ายหน้าและขมวดคิ้วน้อยๆ ไปพร้อมๆ กัน
“ผมได้ยินจากพ่อมาว่า คุณเองเป็นคนเสนอรูปแบบพิธีหมั้น” เมื่อพอเห็นว่าอาคานิชิ จิน มีความสามารถในการอ่านงานไปด้วยและคุยไปด้วย คาซึยะจึงเปิดประเด็นที่ตนคาใจขึ้นมาทักทีโดยไม่รอ
“ใช่ ตอนแรกพวกท่านว่าจะจัดกันที่บริษัท แต่ผมว่าที่บ้านดีกว่า เป็นส่วนตัวด้วย คุณเองก็จะได้ไม่กระดากสถานที่”
“ที่ว่าเปลี่ยนจากช่วงห้าโมงเย็นเลื่อนขึ้นเป็นบ่ายสี่ก็ความคิดคุณ”
“อืม เย็นนักคนว่างเยอะ จะปวดหัวกับคนที่เราไม่ได้เชิญเอาเปล่าๆ”
“ไม่ให้มีการอัดวีดีโอแล้วมีแต่ภาพนิ่ง?”
“ถึงมีวีดีโอคงไม่มีใครเอาเทปมานั่งดูหรอกมั้ง แค่มีภาพนิ่งไว้สำหรับเอาไปลงข่าวก็พอ”
“ลงข่าวหรือครับ?” คาซึยะอุทานเสียงสูง
“เราให้ข่าวเองดีกว่ารอให้คนอื่นเอาไปลง หมั้นวันศุกร์ก็พอดีลงข่าวได้เช้าวันเสาร์ หมดปัญหาเรื่องตลาดหุ้น แล้วก็ยังเหลือวันอาทิตย์อีกวันสำหรับตอบคำถามพวกคู่ค้าและสังคม สองวันอาจจะไม่พอให้คนหายตกใจเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่กระทบกับบริษัทมากนัก”
ตลอดเวลาที่ตอบคำถาม จินยังไม่เงยหน้าออกจากแฟ้มงานสำคัญชิ้นสุดท้ายของฝ่ายต่างประเทศเลย จึงไม่มีโอกาสรับรู้แววตาเครียดและริมฝีปากที่หุบไม่ลงของอีกคน จนมีความเงียบและเสียงสูดลมหายใจลึกเตือนให้เขาต้องละความสนใจจากงานบ้าง
“ท่านประธาน... เคลียร์กับคนรัก คุณทัตซึยะ เรียบร้อยดีแล้วหรือครับถึงมีเวลามาขบคิดตระเตรียมเรื่องบ้าๆ พวกนี้ด้วย”
นามของบุคคลที่สาม ทำให้ดวงหน้าเย็นๆ เปลี่ยนสีวูบไหวได้เสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนที่จะเข้ารูปยิ้มดังเดิม ยิ้มแบบอ่อนโยนหาใช่แค่นเอาด้วยอารมณ์ทางลบ
“ผมมีหน้าที่ต้องเตรียมทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้น... หรือไม่เกิดขึ้น” ท้ายประโยคจินดีดปากกาลงกับกระดาษ
“คุณพูดให้ผมแน่ใจได้มั้ยครับว่าคุณเองก็ไม่ได้ปรารถนางานนี้เหมือนกัน”
“พูดเป็นเล่นไปได้ ใครที่ไหนอยากถูกจับแต่งงานกะทันหัน...คาซึยะ ผมคิด เพราะผมต้องคิด ทำ เพราะสมควรทำ จะเพื่อครอบครัว บริษัท หรือตัวเอง”
ประธานบริษัทก้มลงไปสนใจงานในมือใหม่ ทิ้งให้คู่สนทนาได้ใคร่ครวญ ถึงคำพูด ความหมาย และความจำเป็นที่อะไรที่เขาอาจจะคิดไม่ถึง
จิน... ชายที่มีพันธะผูกพัน
จิน... ยอดสูงของธุรกิจสองตระกูล
คนคนนี้ต้องคิดต้องทำอะไรแค่ไหน เชื่อถือได้มั้ย ไร้สาระเกินไปหรือเปล่า
“ผมมหัศจรรย์กับยี่สิบสี่ชั่วโมง แล้วก็สมองกับหัวใจของคุณจริงๆ”
“คุณนามิเคยเรียกผมว่าซูเปอร์แมน...”
“แล้วเตรียมอะไรไว้บ้างสำหรับการหนีเที่ยวของว่าที่คู่หมั้นล่ะครับ”
“เรื่องแบบนั้นผมเตรียมได้แค่ยาดมล่ะมั้ง บอกตามตรงว่าผมเดาสถานการณ์ของทางผู้ใหญ่ไม่ถูก แต่สำหรับตัวผมเองเทปปิดปากน่าจะพอสำหรับพ่อหม้ายขันหมาก คงไม่มีใครมายุ่งกับผมนักหรอก”
“คุณสิคาซึยะ เตรียมตัวเตรียมใจอะไรไว้บ้างสำหรับทางเลือกของตัวเอง”
“ผมหรือครับ ปวดหัวจนโยนทิ้งไปหมดแล้ว เหลือแต่ความเชื่อมั่นในเหตุผลและความถูกต้องสำหรับตัวผมเท่านั้นแหละ”
....................................................................................................
สดได้อีก มีอารมณ์ลากต่อได้อีกหน่อยปุ๊บ อัพปั๊บ
หามีตรวจทานไม่
เรื่องนี้ถึงจะดูหายๆ เนื่องใจมีใจพะวงกับการสอบจนไม่ได้ต่อ
แต่มันก็เป็นเรื่องที่มีอนาคตมากที่สุดในบรรดาเรื่องอื่นๆ ที่เคยมาโปรยตอนหนึ่งเอาไว้ค่ะ
เคยบอกไว้ว่าจะทิ้งความเรียลลิสติกลง ก็รู้สึกว่าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง
หลายอย่างยังคิดมากเกินจากที่ตัวเองกะไว้ (ว่าจะไม่คิดอะไรเลย)
แต่ด้วยเงื่อนไขที่จินต้องหมั้นกะเมะ ทำให้ต้องทู่ซี้กันไปแบบไม่สนความเป็นไปได้อยู่ดี (เย่)
ชอบไม่ชอบอย่างไรบอกได้นะคะ
ขอบคุณทุกคนค่ะ

...นี่มันช่องเจ็ด ช่องสาม หรือว่าเอ็กแซกฟระแก...
โอ๋ๆๆๆๆ แซวเล่นน่า.....
"แค่หมั้นเท่านั้นคาสึยะ ยังไม่ได้แต่ง"---->หึหึหึหึ มันก็เหมือนแกแต่งไปครึ่งตัวแล้วหล่ะ อีจินนนนนนนน
#1 By cat~~~ on 2008-08-06 10:15