Accidentally Possessive Part 02
posted on 24 Sep 2008 00:25 by asuka-jan in Accident
Title: Accidentally Possessive
Part: 02
Author: Asuka
Casts: Basic KA
Rate: G
สมบูรณ์แล้ว
ความเชื่อมั่นที่ลั่นวาจาไว้เมื่อวันก่อนกลับไม่มั่นคงนักยามตะวันลับฟ้าในคืนวันพฤหัส
บ้านคาเมนาชิ...ถึงแต่ละคนจะเอาแต่ใจเพียงไรก็ยึดถือเหตุผลเป็นหลัก วิธีล้มกระดานหรือหันหลังให้กันไม่ใช่วิถีที่คุ้นชิน ตัวเขาในตอนนี้ แม้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่ว่ากระเป๋าเสื้อผ้า หรือเงินสดหลายแสนเยน...ที่เผื่อเอาไว้หากพึ่งการ์ดเงินการ์ดทองที่พกไปเต็มอัตราไม่ได้... หากหัวใจกลับไม่เป็นสุข
ถึงบอกตัวเองไว้ว่ามันคือการตอบโต้ความเผด็จการของผู้ใหญ่ แต่ผู้น้อยก็ไม่สามารถกระทำมันได้อย่างปรีดา
เหนือการแตกหักกับพ่อแล้ว ยังมีแม่ที่เขานึกเป็นห่วง ถึงแม้แม่ของเขาจะไม่เคยให้ความเห็นอะไรกับเรื่องบ้าๆ นี้เลย ทว่าเขารู้... แม่สนใจงานพิธีพรุ่งนี้ไม่น้อยไปกว่าพ่อ
งานทำความสะอาดหรือการสรรหาอะไรมาตกแต่ง ทั้งที่วัดและที่บ้าน นางคาเมนาชิดูแลเองทั้งหมด
รวมถึงชุดสูทสีขาวตัวใหม่ ราคาแพงสมความหรูหราของมัน แม่ของเขายื่นมาให้ลองใส่เมื่อเย็น และจนบัดนั้นมันยังถูกแขวนไว้ภายในห่อพลาสติกใสตรงหน้าตู้ ย้ำเตือนทุกสิ่งทุกอย่างว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นและไม่ใช่ความฝัน
ทุกอย่างถูกต้องแล้ว... คาซึยะทบทวนให้ตัวเองฟัง
สิ่งที่เขาเลือก ความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้... เขากำลังหักหลังบุพการีทั้งสองท่าน แต่เขาไม่ผิด เขาไม่ผิดและมีเหตุผลอันสมควร
เวลาผ่านไปรวดเร็ว เพียงการเดินง่วนรอบห้องไม่เท่าไหร่ก็ถึงเที่ยงคืนจนได้ คาซึยะตัดสินใจทิ้งความกังวลทุกอย่างไว้เบื้องหลัง จับกระเป๋าแบบหูหิ้วหนังมันวาวสีดำไว้กระชับมือ และหย่อนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เปิดใช้งานไว้ที่กระเป๋าเสื้อตรงอกด้านขวา
หนุ่มน้อยของบ้าน ค่อยๆ หย่อนขาลงบันไดพยายามไม่ให้เกิดเสียง ในความมืดที่มีแต่แสงไฟจากรั้วภายนอก คาซึยะระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ก้าวพลาดหรือไปเตะสิ่งของอะไร
แน่ล่ะเขากลัวจะมีผู้ใดมาพบเห็น แล้วจะทำให้เสียเวลาจนเดินทางไปไม่ทันกำหนดเครื่องบินขึ้น
ทำไมประตูไม่ได้ล็อก...
“แกจะไปไหนคาซึยะ”
เพราะยังมีคนอยู่ข้างล่าง!
“พ่อ...”
“ใช่ ฉันเอง นี่แกจะไปไหน ดึกป่านนี้แล้วไม่รู้หรือไงว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
นายคาเมนาชิถามลูกชายพลางปิดปากหาว แกว่งมือแกว่งไม้ที่คีบมวนบุหรี่ประกอบคำพูดบ่นว่าลูกชายของตัว
“เอาๆ จะไปไหนก็ไป แต่อย่ากลับช้านักล่ะ ตาเป็นหมีแพนด้าแล้วจะหาว่าพ่อไม่เตือน”
คาซึยะไม่คิดว่าบิดาของตนจะไม่เห็นสิ่งที่ผู้เป็นลูกชายหิ้วอยู่ในมือ กระเป๋าเดินทางที่ใบใหญ่พอจะจุเสื้อผ้าใส่ไม่ซ้ำได้เป็นอาทิตย์... หากอะไรที่ทำให้พ่อมั่นใจ ว่าเขาจะปรากฏตัวในงานพิธีวันพรุ่ง ไม่สิ เช้าวันนี้ อะไรกันที่ทำให้พ่อไม่แคร์...
“ผมไม่กลับหรอกนะครับ” คาเมนาชิคนลูกเอ่ยอย่างพยายามกลืนความตระหนกลงคอ
“กลับซิ ยังไงแกก็ต้องกลับ บ้านของแกนี่”
“แต่พรุ่งนี้ผมจะไม่กลับ”
“อืม ถ้างั้นก็แล้วแต่... ฉันเลี้ยงแกมา รู้อยู่แล้วว่าบังคับไม่ได้”
“งั้น... ฝากพ่อบอกแม่ด้วย...”
“โฮ้ย ไม่ต้องบอกหรอก ไว้รู้พร้อมคนอื่นๆ ตอนเช้านั่นแหละ”
คาซึยะไม่รู้ว่าจะโกรธหรือร้องไห้ดี เขาได้แต่กำหูกระเป๋าแน่นขึ้น แต่ห้ามไม่ให้ตนเองเม้มริมฝีปากแน่นจนเกินไป
“งานที่บริษัท ผมเคลียร์หมดแล้วนะครับ”
“ฉันรู้...”
นายคาเมนาชิอัดควันเข้าปอดหนักๆ เฮือกสุดท้ายก่อนจะหันไปขยี้ปลายมวนกับที่เขี่ยแก้ว
“เอาล่ะ ฉันว่าฉันขึ้นไปนอนก่อนดีกว่า เดี๋ยวแม่แกจะลงมาตามเอา ป่านนี้คงพอกหน้าเด้งแข่งกับคุณนายอาคานิชิเขาเสร็จแล้วล่ะมั้ง”
สิ้นคำ คนเป็นพ่อก็หันหลังให้ลูกชายแล้วฝ่าความมืดก้าวขึ้นบันไดด้วยความเร็วและฝีเท้าที่มั่นคงกว่าคราวเดินลงของคาซึยะมากนัก ผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังรู้สึกฉุนกับกลิ่นบุหรี่ที่เพิ่งโชยมาตรงที่ยืนอย่างไม่เคยเป็น ควันจางๆ ทำร้ายโพรงจมูกเสียจนเขาแสบร้อนไปถึงกระบอกตา
อยากตะโกนบอกไปเหลือเกิน...
พ่อทำแบบนี้กับเขาไม่ได้!
นี่คือความต่างของประสบการณ์ที่ห่างชั้นกันมากกว่าสามสิบปีใช่หรือไม่
หนุ่มน้อยก้าวเดินต่อไปจนออกมาพ้นรั้วบ้านแล้ว หากสุดท้ายก็นั่งอย่างหมดแรงที่หน้าประตูรั้วนั่นเอง
พ่อขี้โกงที่พูดถึงแม่ พ่อใจร้ายที่ไม่ห้ามไม่ท้วงอย่างที่รู้ว่าจะทำให้เขารู้สึกผิดน้อยลง... เขามีสิทธิ์ทิ้งทุกอย่างไป เขามีสิทธิ์ไม่ต้องแคร์ใครมากกว่าอนาคตของตนเองทั้งชีวิต
พ่อสิ ไม่มีสิทธิ์จะมาทำให้เขาสับสนแบบนี้
น่าโมโห... ทุกอย่างล้วนบ้าบอเป็นที่สุด
“คุณจิน”
คาซึยะไม่รู้ตัวนักว่าใช้ความเร็วแค่ไหนในการเปิดเครื่อง รอจนเครือข่ายมีสัญญาณ และกดหาเบอร์เพื่อโทรออก...
เขานึกได้เพียงแต่ว่า นี่มันดึกดื่นเกินไปหรือไม่ กับการโทรไปรบกวนมิตรใหม่ที่เพิ่งคบหาได้ไม่กี่วัน แต่ยังไม่ทันตอบตัวเองได้ปลายสายก็ส่งเสียงกลับมาแล้ว
“คุณเป็นอะไรหรือ”
ไม่มีเค้าของคนถูกรบกวนจากนิทรารมย์ ซูเปอร์แมนของเลขานามิยังคงแผ่รังสีความสงบเย็นได้ทั้งทิวาราตรี
“ผมควรยังทำไงดีครับ...”
คาซึยะถามออกไปเช่นคนกำลังจนหนทาง แนบหน้าเข้ากับเครื่องมือสื่อสารที่เป็นโลหะเย็นเฉียบ
เสียงสั่น... หนุ่มน้อยรู้ตัวเองดี แต่ศักดิ์ศรีของเขาขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่สำคัญกว่าการควบคุมตนเองยามนี้นัก
“คุณตัดสินใจไปแล้วไม่ใช่หรือคาซึยะ...”
“ใช่! แต่ผม...ทำไม่ได้... ผมพลาดที่สุดเลยคุณจิน ผมน่าจะคุยกับท่านให้รู้เรื่อง ผมไม่น่าเชื่อคุณ ไม่น่าใจเย็น ไม่น่าปล่อยให้มันดำเนินมาขนาดนี้...”
ทั้งที่ไม่มีใครรู้จักคาเมนาชิดีเท่าคนคาเมนาชิ แต่เขาดันไปเชื่อ...คนที่เมื่อไม่กี่วันก่อนสามารถพูดได้เต็มปากว่า คนอื่น...
“ผมมันโง่ที่สุด!” จนตอนนี้มันสาย...
“ใจเย็นๆ...”
“คุณอย่าพูดคำนี้นะ!” ใกล้เคียงกับการตวาด เพียงแต่เสียงของหนุ่มน้อยได้ลากยาวจนเหมือนรำพัน คาซึยะยังพึมพำต่อไปไม่หยุดเป็นการแสดงเจตจำนงว่าไม่ชอบคำปลอบของอีกฝ่ายแค่ไหน
เพราะแบบนั้น จินจึงช่วยบรรเทาอาการสติแตกของปลายสายด้วยการไม่พูดอะไรอีกเลย... จนกระทั่งทางนั้นเริ่มอุบอิบคำขอโทษออกมา หรือก็คือ ขวัญที่บินไปอย่างกระเจิงเมื่อครู่กำลังกลับคืนพร้อมด้วยสติจนพอจะพูดกันได้ใหม่อีกครั้ง
“ไม่เป็นไรหรอกคาซึยะ ผมสิต้องขอโทษคุณ”
“ไม่ๆ คุณก็แค่ทำในสิ่งที่คุณคิดว่าดี ผมเองต่างหากที่ทำตามอย่างที่ตัวเองคิดไว้ไม่ได้ ผมไม่ควรมาพาลใส่คุณ... เท่าไหร่หรอกจริงๆ...”
“ไม่หรอก... คุณมีสิทธิ์โวยวายได้มากกว่านี้อีก”
คาซึยะรู้สึกเห็นด้วยอย่างไม่มีเหตุผล ไม่เกี่ยวกับว่ามีสิทธิ์หรือไม่ เขาแค่อยากโวยวายคลุ้มคลั่งอีกหน่อยให้สมกับเรื่องทุเรศทุรังที่ดำเนินมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ คนที่สมควรรับฟังก็ไม่ใช่ใคร นอกจากคนที่ชื่ออาคานิชิ จิน ว่าที่คู่หมั้น...
หากเมื่อทุกคำพูดกำลังจะแล่นออกจากปากสมองที่วิ่งเร็วจี๋ก็โดนเบรกอย่างแรงด้วยคำพูดที่เขาพูดออกไปเองก่อนหน้า
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกทำอะไร แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเขาเองที่ไม่มีปัญญาหนี...
เขาโทษผู้อื่นได้หรือ
“คนที่ดิ้นรนจะเป็นจะตายอย่างผมสุดท้ายยังหมดท่า ผมก็ไม่มีสิทธิ์ว่าอะไรคุณหรอกครับ”
“คุณโอเคนะ”
“...ไม่”
จะโอเคได้อย่างไรเมื่อเขาต้องถอยกลับไปสู่จุดที่ต้องยอมแพ้อีกครั้ง
“ผมควรทำยังไงดีคุณจิน”
ความเฉลียวฉลาดที่เขาเคยภาคภูมิใจไม่ว่าเมื่อครั้งเป็นนักเรียนหรือบอร์ดบริหาร ดูจะช่วยไม่ได้เอาเลยยามต้องเจอะเรื่องเฮงซวยของจริงในชีวิต
“นี่คุณอยู่ที่ไหนคาซึยะ”
“หน้าบ้านครับ”
“งั้นเข้าบ้านก่อนเถอะ”
หนุ่มน้อยนิ่งไปชั่วครู่กับคำแนะนำ เขาอยากจะพ่นคำสบถใส่ แต่แล้วก็พบว่าจริงๆ เขาก็สมควรทำตามที่อีกฝ่ายบอก เนื่องจากไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะยืนหนาวอยู่คนเดียวตรงนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าต้องการแกล้งให้ตัวเองปวดบวมอย่างหนักพอที่งานวันพรุ่งต้องยกเลิก
หรือนั่นจะเป็นความคิดที่ดี
“เข้าบ้านคาซึยะ”
หากเสียงพูดจริงจังของท่านประธานก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาพิจารณาทางเลือกใหม่ มันไม่ใช่คำสั่ง แต่ก็มีพลังพอที่คาซึยะต้องทำตาม... ลำโพงของเครื่องมือสื่อสารที่ติดแนบอยู่กับมือและหูของคนทั้งคู่ จึงสะท้อนก้องแต่เสียงเปิดปิดประตู เสียงฝีเท้าขึ้นบันได และเสียงลากกระเป๋าเหวี่ยงไปมาแบบไม่เกรงใจคนหลับไปพักหนึ่ง
คาซึยะแถมท้ายการถอนหายใจดังๆ หลังจากทิ้งตัวลงบนเตียงให้อีกเสียงด้วย
“ผมต้องเข้าพิธีหมั้นพรุ่งนี้จริงๆ หรือครับ”
“มันก็...อยู่ที่คุณไม่ใช่หรือคาซึยะ”
คำตอบแบบนี้ก็ทำให้คนฟังอยากจะถอนหายใจอีกสักหลายๆ รอบ... ถ้าแบบนี้มันจะแปลว่าอะไร ก็เขาทิ้งไปไม่ได้ จากไปไม่ได้
ก็ต้องหมั้น... อย่างนั้นสิ
“แล้วแฟนคุณล่ะครับ คุยกันว่ายังไงบ้าง เขาเข้าใจหรือเปล่า”
ออกจะเป็นความปรารถนาเล็กๆ ที่ใจร้าย แต่เขาจะไม่ปฏิเสธด้านมุมอันเห็นแก่ตัวของตัวเองหรอก
ดวงไฟแห่งความหวังวูบสุดท้าย... อย่างน้อยพิธีการใดๆ ที่อาคานิชิ จินเสียแรงเสียเวลาสรรค์สร้าง มันก็ควรเกิดขึ้นกับเจ้าของที่แท้จริงไม่ใช่หรือ
ไม่ใช่เขา ไม่ใช่คาเมนาชิ คาซึยะ
“เข้าใจสิ... ทัตสึยะ เป็นคนที่เข้าใจผมมากกว่าใครในโลกนี้แล้วล่ะ”
เข้าใจกันอีท่าไหนนั่น!
“อย่างนั้น...หรือครับ” หนุ่มน้อยครางอย่างปิดความผิดหวังไม่มิด “ดีจังนะครับ” ดีจนอยากจะเอามือเกาหัว เข้าใจกันอย่างไรถึงยอมปล่อยแฟนให้หมั้น รักกันแบบไหนถึงไม่คิดจะสู้จะต่อต้าน
แปลกเกินไปหรือเปล่า
“แล้วคุณกับแฟน--”
“คุณเคยบอกว่าจะไม่ละลาบละล้วง...เรื่องส่วนตัวของผม คาซึยะ”
“แต่เรื่องส่วนตัวของคุณมันเกี่ยวกับชีวิตและอนาคตของผมนี่!”
“คุณเองก็มีเหตุผลที่ต้องเข้าพิธีหมั้น ผมก็เช่นกัน ปัญหาของผมกับ... กับเขา ก็คือเรื่องของผม”
คาซึยะได้ยินเสียงสูดลมหายเข้าใจเข้าปอดอย่างช้าๆ เขารับรู้ได้ว่ามันเป็นการเรียกกำลังใจ หรือเป็นการขอเวลาเพิ่มเพื่อไตร่ตรองก่อนจะเอื้อนเอ่ย เขามีอารมณ์อยากจะโวยวายอีกแล้ว แต่สิ่งนี้รั้งเขาให้ตั้งใจฟังอีกครั้ง...
“ผมเสียใจที่หาทางหลีกเลี่ยงให้คุณไม่ได้ คาซึยะ ผมเสียใจจริงๆ... อาจจะฟังดูเป็นข้ออ้าง แต่เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นมันไม่ได้ร้ายแรงสำหรับเรานักหนาไม่ใช่หรือ”
“คุณกำลังพูดถึงสภาพคู่หมั้นกำมะลอ?”
“แล้วแต่คุณจะเรียกเถอะ”
ร้ายแรงมั้ย ถามใจจริงๆ เดี๋ยวนี้หนุ่มน้อยก็ไม่แน่ใจนัก ถูกล่ะ ว่าถ้าไม่นับเรื่องยุ่งๆ ทั้งหมดนี่ เขากับท่านประธานหนุ่มก็คุยกันถูกคอไม่น้อย พอจะเป็นเพื่อนเป็นพี่... แต่อะไรเล่าที่จะเกิดขึ้นอีกในวันหน้า ถ้าปัญหายังไม่หยุดเพียงเท่านี้แล้ว ‘ร้ายแรง’ ขึ้นมาจริงๆ ล่ะ
หรือถ้ามองในสภาพปัจจุบัน คลุมถุงชนเชียวนะ หมั้นกับคนที่ยังไม่ได้รัก... เชียวนะ
แถมยังไม่ใช่คนตัวเปล่า
“เหลือเวลาอีกสี่ชั่วโมง อำนาจการตัดสินใจยังอยู่ในตัวคุณ”
“สี่ชั่วโมง?!”
เกือบตีหนึ่งแล้ว ไม่ทันไปสนามบินแน่นอน คาซึยะรู้สึกว่าอำนาจที่คิดว่าหลุดลอยไปตั้งแต่ปิดประตูเมื่อครู่หลุดลอยไปอีกรอบ คงเหลือแต่การทำตัวสิ้นสติ เดินออกไปให้รถชนเข้าห้องไอซียูเท่านั้นแหละ
“นอนหลับซะก็ได้ พักผ่อนเอาแรงตื่นมาสมองแจ่มใส”
“บอกตัวคุณเองด้วยเถอะคุณจิน”
คำยอกย้อนในโวหารไม่เป็นทางการ เรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากคนอายุมากกว่า
“นั่นสินะ... ผมก็ควรจะนอนได้แล้วเหมือนกัน”
“อ้ะ นี่คุณอยู่ที่ไหนครับ”
“หืม... ในรถน่ะ”
“ในรถ?”
“ราตรีสวัสดิ์นะ คาซึยะ แล้วเจอกัน”
“คุณจิน... คุณจิน!”
คาซึยะมองโทรศัพท์ที่แสดงตัวเลขจับเวลา ครึ่งชั่วโมง ไม่มากไม่น้อยไปกว่าที่คาดคะเนไว้ ถึงจะนานกว่าทุกครั้งแต่ก็ยังเร็วไป... อาคานิชิ จินไปนั่งทำอะไรอยู่ในรถ
ความกลุ้มใจ ความสับสน ยังไม่หาย ยิ่งคิดยิ่งมีมากขึ้น มากขึ้น...
ตีสองก็แล้ว ตีสามก็แล้ว ยังนอนไม่หลับข่มตาไม่ลง แต่ตลอดเวลานั้น ความรุ่มร้อนไม่ได้ลุกโชนขึ้นมาอีก
ปวดหัวตุบจนต้องมองหายาแก้ หากก็เป็นดังตะกอนขุ่น... ฟุ้งอยู่ในกระแสน้ำนิ่ง...
................................................................................
ทายาทตระกูลคาเมนาชิหาวหวอดๆ ตั้งแต่ถูกสะกิดตัวให้ตื่นตอนตีห้า อาบน้ำแต่งตัวด้วยฮากามะสีเข้ม รวบผมผัดแป้ง จนขึ้นรถยุโรปเดินทางไปยังวัดใหญ่ชานเมือง หนุ่มน้อยบ่ายหน้าหนีข้าวปั้นที่ผู้เป็นแม่พยายามป้อนเข้าปาก เขารู้สึกท้องว่างอยู่เหมือนกัน หากลำคอดูจะตีบตันจนไม่ยอมให้อาหารใดผ่านนอกเหนือจากน้ำเปล่าหรือน้ำส้ม
อย่างไรก็ตาม ในภาวะหวิดหวิวจากการนอนไม่พอ น้ำหวานๆ เย็นๆ ก็ดีใช้ได้แล้วในความรู้สึก
ครอบครัวอาคานิชิมารออยู่ก่อน เจ้าอาวาสชราก็เช่นกัน กลุ่มคนจำนวนน้อยซึ่งประกอบไปด้วยเครือญาติ คนสนิท และพระ ตั้งแถวประจำที่ของตนราวกับรับบุคคลสำคัญของญี่ปุ่น คาซึยะอยากชักเท้ากลับเข้ารถหน่อยๆ ทั้งเก้อเขินและประดักประเดิดสิ้นดี ถ้าไม่เพราะเห็นว่ามีคนที่คล้ายจะหัวอกเดียวกันกับเขายืนอยู่ตรงปลายขบวนต้อนรับ หนุ่มน้อยก็อยากหอบชายชุดเทอะทะเดินฉีกหนีเข้าป่าหลังวัดไปซะเลย
ใบหน้าของอาคานิชิ จิน ค่อนข้างไร้สีสัน... คาซึยะรู้โดยไม่ต้องถามว่าคงเป็นโรคพักผ่อนไม่เพียงพอขั้นรุนแรง แต่กระนั้นก็ยังส่งยิ้มทักทายมาได้แบบระโหยเล็กน้อย ซึ่งเมื่อรวมกับโครงหน้างดงาม ท่านประธานหนุ่มก็ดูเป็นชายเปราะบางอย่างไม่น่าเชื่อ
ขัดก็แต่...กลิ่นบุหรี่จางๆ ที่โชยเคล้ามากับกลิ่นธูปเท่านั้น
“อรุณสวัสดิ์”
คำทักทายสั้นๆ นี้ดังขึ้นผ่านหูรวดเร็วยิ่งกว่าลมพัด แล้วนั่นก็เป็นโอกาสเดียวสำหรับบทสนทนาระหว่างชายคู่หมั้น
จินและคาซึยะต้องหันซ้ายหันขวา โค้งคำนับ คลานเข่า ทำอะไรต่อมิอะไรตามสั่งยิ่งกว่าหุ่นยนต์ลงโปรแกรม เวลาล่วงผ่านนานเท่าไหร่ก็สุดรู้ สำนึกเพียงแสงแดดอ่อนกำลังถูกแทนที่ด้วยแสงขาวจ้า แผ่นหลังเริ่มซึมเหงื่อ แต่ก็ไม่ถึงกับเหนียวตัวนักเพราะมีลมคอยพัดให้ระเหยอยู่เรื่อย
หลังจากอดทนกับเหน็บชาที่เป็นๆ หายๆ อยู่สองครั้ง ในที่สุดบรรดาพระและเจ้าหน้าที่วัดก็พาตัวเองและของไหว้กลับเข้าไปในอารามไม้...บ่งบอกว่าพิธีใกล้จะเสร็จ ตอนนี้เองคาซึยะเริ่มทรมานกับความหิว เขานับถอยหลังไปพร้อมกับการก้าวเดินไปบริเวณซุ้มขอพร โชคดีที่บรรดาญาติมิตรไม่ใคร่รบกวนผู้เข้าพิธี สองหนุ่มจึงรู้สึกเหมือนได้รับอิสระครู่หนึ่ง
คนสูงวัยกว่าก้มตัวลงอ่านป้ายแนะนำที่ทางวัดติดไว้
“คุณโอเคนะ” ชายหนุ่มถาม
“ก็... โอเคมั้งครับ ก็เหมือนมาทำบุญธรรมดาแต่ขั้นตอนอะไรเยอะหน่อย แล้วก็ชุดรุ่มร่ามกว่า... คุณล่ะ” คาซึยะตอบและถามโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา เนื่องจากเขาต้องหลบหน้าปิดปากหาวไปด้วย
“ผมหรือ... ร้อน...”
“แค่นั้นหรือครับ”
“ก็อย่างที่คุณว่านั่นแหละ... เหมือนทำบุญปกติ เพียงแต่มีคนจ้องเราตลอดเวลาเท่านั้น”
“นี่คุณบ่นหรือ”
“ผมบ่นบ้างไม่ได้หรือยังไง...”
“ไม่ได้หรอกครับ เพราะผมไม่คุ้นหู”
จินตอบรับคำแซวหน้าตายด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้ต่อความอะไร เพียงแต่ก้มลงมือเขียนข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับความสงบสุขของชีวิตแล้วส่งต่อปากกาให้คนข้างเคียง จากนั้นก็ยืนรออีกคนที่ก้มงุดๆ ขีดเขียนข้อความจนเกือบเต็มแผ่นเพื่อนำไปผูกไว้ที่ราวไม้พร้อมๆ กัน
“ได้ยินคุณพูดเล่นได้ก็ดีใจนะ”
“เมื่อคืนผมก็คิดว่าตัวเองจะหน้าบึ้งตาขวางเหมือนหมาบ้าอยู่เหมือนกันครับ แต่คงเพราะหลับไปได้ตื่นหนึ่งจิตใจก็เลยเข้าที่เข้าทาง”
ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และความสบายที่ได้ยืดแข้งยืดขา ว่าที่คู่หมั้นทั้งสองพร้อมใจกันทอดน่องชมนกชมกระแตไปเรื่อย ถ้าไม่ติดว่าอยากรีบกลับบ้านเพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหาร คาซึยะก็อยากจะรั้งคู่เดินให้เอ้อระเหยอีกหน่อยเพราะไม่อยากจะเข้าไปในวงพูดคุยกับบรรดาผู้ใหญ่ที่รออยู่
“อ้าวแม่ล่ะครับ” หนุ่มน้อยร้องทักเมื่อพบว่ามารดาหายตัวไปทั้งที่เมื่อครู่ยังเห็น
“จูงมือแม่ตาจินเขาไปเสี่ยงเซียมซีกันข้างในน่ะ” อาคานิชิคนพ่อเป็นผู้ตอบ “คาซึยะรู้หรือยังลูกว่าตอนกลางวันพวกเราจะไปกินข้าวที่บ้านด้วย”
“ทราบแล้วครับท่าน คุณแม่ผมบอกแล้ว”
“งั้นพวกเราไปรอที่รถกันเลยก็ได้นะ ยืนกันตรงนี้ชักร้อนแล้วสิ เดี๋ยวพ่อให้คนไปตามพวกสาวๆ ให้”
อาคานิชิขยิบตาให้อย่างใจดีแล้วก็ก้าวฉับๆ จัดแจงทุกสิ่งอย่างด้วยความรวดเร็ว หากก็เต็มไปด้วยกิริยานุ่มนวลจนเมื่อถูกต้อนมายังลานจอดรถแล้วก็ไม่ได้สัมผัสถึงความเผด็จการ
ทั้งเหมือนและต่างกับคนลูกอย่างที่พอยืนยันได้ว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน
“อ้าวครบแล้ว เดินทางกันเลยนะ”
คาราวานรถแล่นตามกันไปเป็นคณะใหญ่ คาซึยะมองผ่านกระจกหลังก็นึกแปลกใจอยู่ว่าคนจำนวนแค่หยิบมือแต่เหตุใดจึงโดยสารมาด้วยรถมากคันขนาดนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงขบวนรถก็ได้แบ่งสายไปตามจุดหมายที่แตกต่าง คันที่ยังขับตามหัวขบวนซึ่งก็คือรถของครอบครัวคาเมนาชิมา เหลือเพียงแค่รถครอบครัวอาคานิชิ และรถสปอร์ตส่วนตัวของจินที่คาซึยะไม่เคยเห็นมาก่อนเท่านั้น
มื้อเที่ยง หรือเรียกให้ถูกก็คือมื้อสายจบสิ้นไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่ทันสังเกต รู้ตัวอีกที เจ้าของบ้านผู้อ่อนวัยที่สุดก็กำลังล้มตัวลงนอนกับเตียงโดยยินเสียงพูดของมารดาเป็นเสียงสุดท้าย...
“หลับซะเลยก็ได้นะลูก เดี่ยวแม่จะปลุกให้ลุกมาแต่งตัวอีกทีตอนบ่ายสองนะจ๊ะ”
โดยไม่นำพาต่อแขกที่ตามมาและความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่ชั้นล่างอย่างสิ้นเชิง
.................................................................................................................
หากช่วงเช้าเป็นการดำเนินชีวิตแบบใช้สมองและสติเพียงแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ช่วงเวลากลางดึกนี้คาซึยะกำลังใช้งานมันเต็มกำลังทั้งร้อย...
เพื่อจัดการกับความรู้สึกว้าวุ่น สับสน และอะไรอีกมากที่ไม่สามารถจำกัดความออกมาเป็นคำ
หนุ่มน้อยนอนลืมตา ก่ายแขนอยู่บนหน้าผากร่วมชั่วโมงได้แล้ว แสงไฟหัวเตียงสีเหลืองนวลกำลังล้อเล่นกับประกายของอัญมณีเม็ดเล็ก ที่ฝังในเครื่องประดับสูงค่าชิ้นใหม่
เขาได้รับมันมาเมื่อเย็น แล้วจะต้องเป็นเจ้าของมันไปอีกนานเท่าที่สถานะ ‘คู่หมั้น’ ที่ได้รับมาพร้อมกันจะถูกถอดถอน คาซึยะโยนแล้วปล่อยให้สิ่งนั้นตกลงมาบนอกราบของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก
เขาจะต้องใช้มันในวันมะรืน เพื่อประกาศฐานะอันไม่น่าภาคภูมิใจนี้จริงๆ หรือ
ด้วยเหตุผลที่คัดค้านไม่ได้ เขาต้องทำตามความคิดของคนที่น่าสงสัยว่ามีหัวใจหรือไม่... จริงๆ อย่างนั้นหรือ
หมุดรูปตัวเอขนาดประมาณหนึ่งเซนติเมตร สีดำ ขอบแพลตินั่ม และมีเพชรน้ำงามเม็ดเล็กๆ ฝังอยู่... ดูสวยงาม เมื่อนึกว่าจะได้ใช้ประดับบนเนคไท หรือใช้เป็นกระดุมข้อมือในเสื้อสูท
ทว่าความหมายของมันไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือกระทั่งราคา หากเป็นเครื่องหมายที่ยืนยันว่าข่าวปล่อยในหนังสือพิมพ์หน้าสังคมฉบับเช้าวันเสาร์ ไม่ใช่แค่เรื่องล้อกันเล่นของพวกชนชั้นสูง
น่ากังวลเสียยิ่งกว่างานเมื่อเย็นที่ทำเอาเขาแทบประสาทจะกินมาแล้วเสียอีก
อย่างน้อยวันนี้ทั้งวัน เขาไม่ต้องตอบคำถามใครเลยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มีแต่ยิ้ม ยิ้ม และยิ้มแล้วทำตามเสียงกระซิบของผู้ใหญ่เท่านั้น คำพูดที่ต้องเอ่ยเมื่อโดนยัดไมค์ใส่มือ ก็ยอมรับกันได้แม้เขาจะออกเสียงแทบไม่เต็มคำกับคำว่า ‘ขอบคุณมากครับ’ คำเดียว
นอกนั้นทุกๆ คนก็ปล่อยให้เขาทำตัวเสมือนเป็นคนมาร่วมงานมากกว่าเจ้าของพิธี ทิ้งให้เขากวาดตามองบ้านของตัวเองที่ตกแต่งซะจนเกือบจำไม่ได้ว่าบ้าน
“ผมชอบอะไรเรียบๆ ก็เลยใช้สีขาวเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็คิดว่ามันเหมาะสม”
คู่หมั้นจำเป็นของเขาเล่าให้ฟัง เมื่อยื่นมือมารับให้ไปยืนข้างกันขณะที่เขาเดินลงมาจากบันได คาซึยะจำได้ว่าไม่ตอบอะไรอีกฝ่าย เนื่องจากกำลังขนลุกกับสภาพ ‘เลดี้’ ของตนเต็มพิกัด ซ้ำยังมีเสียงปรบมือเกรียวกราว อันชวนให้เลือดร้อนๆ วิ่งขึ้นไปคั่งอยู่ที่สองข้างแก้มแล้วทิ้งให้มือเย็นเฉียบ
“คิดผิด คิดผิดสุดๆ บอกผมทีคุณจินว่านี่ไม่จริง...”
วิญญาณดูจะหลุดออกจากร่าง... ไม่ได้อยากจะสวีทหวานโชว์ใครแต่นึกอยากซุกหน้ากับไหล่คนข้างๆ หลีกหนีความจริงเหลือเกิน
กลิ่นกุหลาบสีขาวอบอวลให้อารมณ์แสนโรแมนติก ชวนให้เขาครั่นเนื้อครั่นตัวได้ราวกับจะเป็นภูมิแพ้เกสรดอกไม้กะทันหัน คาซึยะออกจะรู้สึกไม่ดีกับฝ่ามือที่ถูกบังคับให้กุมกันไว้ (จนชื้นเหงื่อ) แต่นั่นก็เหมือนเป็นที่พึ่งพิงอย่างเดียวในภาวะสติจะแตกได้ทุกเวลา
“อดทนหน่อยนะ” ถึงจะฉุนกับประโยคแผ่นเสียงตกร่องนี้มากก็เถอะ...
สิ่งดีอย่างเดียวในงานนี้คือ บุฟเฟต์สุดหรูจากโรงแรมดัง เขาสามารถรับประทานไปได้พร้อมๆ กับแขกเหรื่อ... ส่วนสิ่งที่แย่ คือแสงแฟลชที่สาดใส่หน้าเขาไม่หยุดไม่หย่อน แล้วยังกลุ่มบุคคลที่แวะเวียนเข้ามาฉีกยิ้ม จู้จี้ให้เขาเปลี่ยนที่ยืนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่สระน้ำ ซุ้มดอกไม้ หรือชุดเก้าอี้หลุยส์สุดรัดสุดหวงของคุณนายแม่
“คุณจินครับ เมื่อไหร่งานจะเลิก” แม้เข็มยาวจะหมุนผ่านตัวเลขเดิมไปไม่กี่องศา แต่คนไม่ใคร่สบายนักรู้สึกว่านานชั่วกัปชั่วกัลป์
“ทนอีกหน่อยนะ...”
“รู้แล้วครับ ผมแค่อยากรู้ว่าต้องทนอีกเมื่อไหร่ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย... ถ่ายรูปๆ” เหงือกแห้งๆ ขยับบ่นขมุบขมิบ
“อีกไม่กี่นาทีก็เข้าช่วงพิธีแล้วล่ะ และหลังจากนั้นถ่ายรูปอีกนิดหน่อย คนกินอิ่มแล้วเขาก็ไม่อยู่กันนานหรอก”
“อะไรนะครับ พิธี... ต้องมีพิธีอะไรด้วยหรือ”
หนุ่มน้อยปากค้างเหวอจัดอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แทบจะทำน้ำส้มในมือหกรดสูทขาว ดีที่อีกฝ่ายเป็นคนมือไว แย่งแก้วทรงสูงไปถือไว้ได้ก่อน
“คุณจิน พิธีอะไร ไหนแม่ผมบอกว่าแค่งานกินเลี้ยงเฉยๆ ไง”
“สวัสดี...ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน” เสียงสะท้อนก้องจากกระบังลมท่านประธานคนเก่าตอบคำถามแทนลูกชาย “บัดนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญว่าที่คู่หมั้นทั้งสอง อาคานิชิ จิน และคาเมนาชิ คาซึยะ มายืนต่อหน้าท่านผู้มีเกียรติตรงนี้ด้วยครับ”
หนึ่งในสองของคนถูกเรียกร้องคราง พลางเดินตามแรงจูงของผู้ที่มีจิตใจสงบนิ่งกว่า ใบหน้าเรียบเฉยเป็นนิตย์ไม่แสดงความรู้สึกใดให้คนใกล้ชิดจับได้ มีเพียงการกระชับมือแน่นเข้าเป็นจังหวะเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่ากำลังใจยังมีส่งมาให้เสมอ
แต่ยามนี้หนุ่มน้อยคิดว่ากำลังใจไม่พอเสียแล้ว เขาต้องการผู้ที่จะมายุติ หรือบันดาลให้ทั้งหมดนี่เป็นแค่ความฝันเพ้อเจ้อ
“ขอให้ทั้งสอง แลกเปลี่ยนของหมั้นเพื่อเป็นสัญญาแห่งความรักและพันธะระหว่างคนสองคน”
บ้าแล้ว!
ของหมั้นอะไร มีด้วยหรือของพรรค์นั้น
แม้จะเพียรรักษากิริยาด้วยสติ แต่หนุ่มน้อยคาเมนาชิก็ได้หันหลังอย่างเหรอหรา หาบิดามารดาเพื่อขอคำอธิบาย
...กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินถูกส่งเข้ามือมาแทนคำตอบ
ไม่จริง!
คาซึยะเพ่งมองสิ่งของในมือตนสลับกับมือว่าที่คู่หมั้น ฝ่ายนั้นเป็นกล่องสีแดง ขนาดเดียวกัน
ยามนั้น ไม่อยากยอมรับก็ต้องรับ ใจของเขากำลังเต้นระทึก นาทีวิกฤตของจริงเมื่อกำลังจะเห็นว่า ‘สิ่งของ’ เจ้าปัญหามันคืออะไร
ถ้าเป็นแหวน...เขาคงได้เขวี้ยงทิ้งลงพื้นแน่ๆ
หรือจริงๆ ต่อให้ไม่ใช่แหวนเขาก็ควรทำเช่นนั้น นี่มัน foot in the door* เกินไป
“คาซึยะ” เสียงหนึ่งเรียกเขาให้หลุดจากห้วงความคิด เป็นเสียงที่คุ้นเคย แต่ก็ไม่คุ้นเลยเมื่อรู้สึกได้ถึงความสั่นพร่า
นัยน์ตาสีดำสนิทเช่นเดียวกับสีผม หรุบต่ำลงในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เขาอาจไม่ทันสังเกตเห็นเลย หากไม่เพราะมือเรียวสวยที่เขาเคยแอบชื่นชมในบางเวลา ครานี้กลับเคลื่อนไหวอย่างไม่มั่นใจ
มีด้วยหรือที่มือคู่นี้จะฟ้องความในแก่เจ้าของ
“ติดคืนให้พี่เขาด้วยสิลูก”
คุณนายคาเมนาชิสั่งการให้ลูกชายคนเดียวเปิดกล่องของหมั้น หยิบหมุดรูปตัวเคดีไซน์เดียวกัน แล้วติดกลับไปที่ปกสูทด้านซ้าย ...ตำแหน่งเหนือหัวใจ
ยิ่งย้อนคิด เขายิ่งไม่เข้าใจว่าตามน้ำไปได้อย่างไรขนาดนั้น
ทำไม... การกระทำอันฝืนใจจึงลื่นไหลทั้งที่ภายในยังร้องค้านเหยงๆ
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสั้นๆ เสียงชัตเตอร์ก็ระรัวขึ้นมาอีก ทว่าไม่ยืดเยื้อดั่งเช่นแรกๆ พอฟ้าเริ่มมืดผู้คนก็เริ่มทยอยกลับ ตลอดเวลานั้นเขาต้องพยายามทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดียืนส่งผู้ใหญ่ที่บริษัทและผู้น้อยที่มาคอยช่วยงาน ไม่พะว้าพะวงก้มดูตัวอักษรที่สะท้อนแสงไฟวับๆ ล่อตา
กระนั้นก็ยังสังเกตได้ว่า มิใช่เขาผู้เดียวหรอกที่ประดับเสื้อผ้าด้วยหมดของตัวสระตัวแรกของภาษาอังกฤษ
ผู้ชายตระกูลอาคานิชิดูจะมีครอบครองไว้ทุกคนราวเป็นสัญลักษณ์
“จบแล้วนะ”
“ครับ จบแล้ว แต่จบไม่ค่อยจะสวย ทำไมครับ ทำไมไม่มีคนบอกผมเรื่องนี้”
“ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าคุณไม่รู้ เดี๋ยว ฟังก่อนคาซึยะ... นี่งานหมั้น ถึงจะไม่ใช่ตามธรรมเนียมทั่วไปของชาวญี่ปุ่น แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นงานหมั้นก็ต้องมีให้ของหมั้น ผมไม่คิดว่าคุณเดาไม่ได้...”
“ผมผิดเองใช่มั้ยเนี่ย”
“เอาเถอะครับ เอาเถอะ ผ่านไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”
“ผมขอโทษ...”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ถ้าผมอยากฟังคำขอโทษก็คงต้องไล่ขอฟังจากอีกหลายคน รวมถึงตัวเองด้วย มันผิดตั้งแต่ตกกระไดมาก้าวแรกแล้ว จะโจนลงไปยิ่งกว่านี้ผมก็ยังโทษใครมากกว่าตัวเองไปไม่ได้หรอก”
“ดื่มน้ำเย็นๆ หน่อยนะ”
คาซึยะรับแก้วน้ำมาซดดื่มชำระความรุ่นร้อนในอกอึกใหญ่ ก่อนจะหันรีหันขวางหาที่วางใกล้ๆ ตัว อย่างไรมือเขาเย็นยังไม่หาย จึงไม่อยากจะทำให้มันชาหนักมากกว่าเก่า
“จะมีรายการเซอร์ไพรส์อะไรอีกหรือเปล่าครับ พูดตรงๆ นะ อย่างน้อยผมก็อยากจะรู้ล่วงหน้าบ้าง วันนี้ผมรู้สึกเหมือนผมจะร่วงหมดศีรษะได้”
“ขนาดนั้นเลยหรือ”
“ขนาดนั้นสิครับ ผมน่ะเตรียมใจที่จะเจอกับสายตากับเสียงซุบซิบของคน... แต่ นั่นล่ะ... ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์”
หนุ่มน้อยจำได้ว่าเขาบ่นงุบงิบไปอีกยาวยืด คนฟังก็รับฟังอย่างสงบ อาคานิชิ จินหัวเราะเป็นบางครั้ง พูดแทรกเป็นบางจังหวะ โต้ตอบกันไปมาจนขาของทั้งคู่พาร่างเด่นๆ ตัดกับสีของความมืดมาหยุดอยู่ที่ศาลาหินอ่อนกลางสวน
ละทิ้งเสียงแจ้วๆ ของคุณนายสองบ้านที่ยังคุยกันอย่างปลาบปลื้มกับงานที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่เสร็จ
“ผมละทึ่งกับพวกเขาจริงๆ” คนขี้บ่นจับคลำอัญมณีชิ้นน้อยแทนคำพูดว่ากำลังหมายถึงสิ่งไหน
“ต้องวางแผนกันมานานแล้วแน่ๆ เอ๊ะ อย่าบอกนะครับว่านี่ก็อีกเรื่องหนึ่งที่มาจากความคิดของคุณ”
“เรื่องนี้ผมเปล่า... เป็นความคิดของพ่อ ความจริงท่านคงแทบไม่ต้องคิด เพราะมันเป็นธรรมเนียมปกติอยู่แล้วที่จะให้สิ่งนี้กับ...เอ่อ...สมาชิกใหม่”
คำที่ใช้เรียกขานเรียกความขัดเขินได้ทั้งคนพูดคนฟัง
“คุณไม่รู้เรื่องมาก่อนเลยจริงๆ?”
“ผมไม่ได้คุยเรื่องนี้กับท่าน”
“งั้น...พวกเขาก็คงจัดการกันเองสินะครับ พ่อคุณคงบอกพ่อผมว่าจะให้อะไร พ่อผมเลยเอาไปทำเลียนแบบ เพลิดเพลินกันดีแท้... แล้วยังไงครับ ผมต้องใส่ติดตัวทุกวันเหมือนแหวนหมั้นอะไรอย่างนั้นหรือเปล่า” คาซึยะขึ้นเสียงสูงประชด
“ไม่ ผมว่าไม่นะ อาคานิชิก็จะติดหมุดสำหรับในงานสำคัญๆ เท่านั้น”
“งั้นช่วงนี้คงไม่มีงานสำคัญอะไรหรอก ใช่มั้ยครับ...”
“ก็... ไม่เชิง”
“คุณหมายความว่ายังไง”
“เรื่องนี้เป็นความคิดของผม วันอาทิตย์นี้...จะมีงานของรัฐบาล เป็นงานพบปะสังสรรค์กันระหว่างคนในวงการธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ผมต้องไปในฐานะประธานบริษัท และผมอยากขอร้องให้คุณ...ไปด้วยกัน”
“ในฐานะคู่หมั้น?”
การไม่ปฏิเสธของประธานหนุ่มเป็นคำยืนยันได้ดีเช่นที่ทำบ่อยๆ
หากนี้เป็นครั้งที่ทำให้เข็มความอดทนวิ่งถึงจุดสูงสุด
“เพื่ออะไรครับ! นี่คุณคิดอะไรอยู่คุณอาคานิชิ คุณ... คุณบ้าแล้วแน่ๆ อะไรของคุณ คุณจะให้เราควงกันออกงานทำไมไม่ทราบ เรื่องตลกใช่มั้ยเนี่ย”
“ไม่ตลกหรอกคาซึยะ ที่คุณพูดยังไง ตกกระไดพลอยโจน... สำหรับผมมันยิ่งกว่านั้น ผมต้องรับผิดชอบ...” ชายหนุ่มพูดเหมือนเตรียมคำพูดมานาน เขาก้าวประชิด และเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น “รับผิดชอบในฐานะผู้บริหารสูงสุดของบริษัท รับผิดชอบที่จะทำทุกอย่างให้ AK-Dengasei รอดตัวจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รับผิดชอบในสิ่งที่จะตามมาจากการตัดสินใจของตัวเอง...”
“ความรับผิดชอบของคุณยิ่งใหญ่จริงๆ ผมต้องร่วมรับผิดชอบไปกับคุณด้วยใช่มั้ย”
ประธานผู้มากในสำนึกในหน้าที่ก้มหน้ายอมรับ
“ผมขอโทษอีกร้อยครั้งก็คงไม่พอ”
“คุณ... อย่าแผ่นเสียงตกร่องกับผมเลยครับ ผมน่าจะเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง... คลุมถุงชน หมั้นกำมะลอ ไม่มีทางดี... คุณลุงคุณป้าท่านจะทราบมั้ยครับว่าทำให้ลูกชายตัวเองต้องลำบากแค่ไหน เปลืองสมองมาคิดเรื่องพวกนี้...” คาซึยะแค่นยิ้ม “ผมลืมไป คุณเก่ง... แย่จริงๆ ที่ผมไม่เก่งอย่างคุณ พ่อแม่ผมคงไม่รู้แน่ๆ ว่าผมประสาทเสียมากแค่ไหน ผมกลัวว่าวันหนึ่งแฟนคุณจะเดินเข้ามาบีบคอผมจะแย่”
หนุ่มน้อยเงยหน้าขึ้นสบด้วยแววตาหยัน...
“อยากจะไม่สนใจ แล้วคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณปัญหาของคุณคนเดียวอยู่หรอกนะครับ แต่ผมทำไม่ได้... คุณนึกถึงใจผมใจของคนรัก ได้สัก ‘ครึ่งหนึ่ง’ ที่คิดถึงบริษัทหรือเปล่า”
ใบหน้าซีดเผือด ปรากฏขึ้นเด่นชัดในความมืด
“ผมล่ะสงสัยนัก”
คาซึยะไม่รอเอาคำตอบใดทั้งสิ้น เขามุ่งหน้าเดินเข้าตัวบ้าน พร้อมกับผลลัพธ์แห่งคำถามที่เกิดขึ้นเองกลางใจ
เขารู้...อาคานิชิ จิน ตัดสินทางเดินทั้งหมด ด้วยการตระหนักถึงทุกสิ่งไม่เว้นแต่สิ่งที่เขาเอ่ยถาม
ชายเจ้าของนัยน์ตาดำดังเหวลึก แค่ผลักสิ่งเหล่านั้นให้ตามหลังคำว่าเหตุผล
จิน ไม่ใช่ซูเปอร์แมนที่ฆ่าไม่ตายเพราะว่าไร้หัวใจ
เพียงแต่ความจริงง่ายๆ... หัวใจดวงนั้นถูกซ่อนอยู่ในหีบปิดตาย และไม่มีสิ่งไหนจะมาถอดสลักกุญแจเหล็กไหลอันแข็งแกร่ง...
แต่ตัวเขาเล่าจะไหวหรือ แค่หมุดเล็กๆ อันเดียว ก็ทิ่มตำจนเขาหลับตาไม่ลงมาแล้วค่อนคืน อย่าว่าแต่งานที่จะเกิดขึ้นอีกวันสองวันนี้เลย แค่ในนาทีต่อไป ลมหายใจต่อไป เขาจะสิ้นสุดความอดทนแล้วหันหลังให้ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นที่ควรทำตั้งนานแล้วหรือเปล่า
ปรัชญาของคาเมนาชิ จงแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ
แต่มือมือเดียวจะทำได้อย่างไร ในเมื่ออีกหลายมือจงใจขยุ้มขยำให้ใยมันยุ่งเหยิงรัดคอเขาแน่นขึ้นทุกวันๆ
ไม่นับรวมที่ยังไม่ปรากฏ
มือนั้น... จะฆ่าเขาตายด้วยดาบเดียวเลยหรือเปล่า ก็น่าหวั่นใจเหลือเกิน
.......................................................................................................
อ๊ากกกกกกกกกกก
แต่งตอนสองเสร็จซะที โฮโฮ
ขอบคุณทุกๆ คนมากนะค้า ที่เข้ามาอ่านทีละกระจึ๋งๆๆๆ
pierce ผ.ผึ้ง rei พี่วี เม่า enz=^__^= `Rii,, 369` jantomo
nawa_akanish nao rei GAZESL พี่ไฮดี้ Himemiya
ทุกๆ คนเลยน้า ขอบคุณมากค่ะ
*Foot in the door แปลว่าการยื่นข้อเสนอจากที่เล็กๆ ก่อนแล้วลามปามไปเรื่อยๆ ทำให้คนหลวมตัวต้องรับปากหรือซื้อสินค้าเรา นะคะ
ตรงข้ามกับ Door to the face ที่จะเริ่มจากข้อเสนอแบบเวอร์ๆ แล้วค่อยลดลงมา ทำเป็นว่าถ้างี้มากไปเอาแค่นี้ได้ปะล่ะ แล้วมันก็จะทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าแค่นี้ล่ะก็ ตกลงก็ด้ะ
แล้วจะพยายามเข็นตอนสามมาโดยไวค่ะ
เพราะมาต่อช้าเลยให้ตอนสองยาวพิเศษ หังว่าจะยังไม่เบื่อกันนะ

ตอนหนึ่งนับถือความสามารถจินมัน คราวนี้มาพ่อคาเมะ...
ทำไมพวกผู้บริหารระดับบิ๊กๆเนี่ย มันใจเย็นกันซะยิ่งกว่า ช่องฟรีซซะอีกน้า~... มันคือเคล็ดลับของการที่จะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากเรียกร้องใช่มั้ย?
อย่างว่า พ่อ ก็ต้องรู้ว่าลูกเป็นยังไงอยู่วันยังค่ำล่ะน่า
#1 By pierce on 2008-09-24 14:41