Accidentally Possessive Part 03
posted on 27 Oct 2008 23:41 by asuka-jan in Accident
Title: Accidentally Possessive
Part: 03
Casts:
Basic KA
Author:
Asuka
Rate:
G [this part only]
กลองจังหวะร้อน แรง เร้า คลอเคล้าด้วยทำนองโทนสูงของเครื่องสาย ดังกระหึ่มจนหัวใจแทบจะบีบตัวไปพร้อมจังหวะนั้น ความมีชีวิตชีวาของมัน ทำให้คนฟังรู้สึกล่องลอย เหมือนหลุดข้ามไปอยู่อีกภพแดนหนึ่ง... มีเพียงเสียงดนตรีในอกที่เป็นตัวฉุดรั้งให้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ มีตัวตนอยู่ ณ โลกใบเดิม
แม้บางครั้ง... จะหยุดพักการหายใจ
หูของชายหนุ่มยังคงได้ยินเสียงเพลงกระทั่งเวลาเลื่อนตัวจมลงไปใต้ระดับน้ำ ธรรมชาติของร่างกายเรียกร้องให้หายใจเข้า แต่แน่ล่ะ เขาทำไม่ได้ อย่างไรก็ดี...ของเหลวที่รู้กันว่าประกอบด้วยออกซิเจนก็เย้ายวนให้ปอดนึกอยากทำงาน
หากผลที่เกิดขึ้นเป็นไปในทางตรงกันข้าม ฟองอากาศถูกปล่อยขึ้นมาเป็นระลอก
อาคานิชิ จินไม่ใช่ปลา ในที่สุดจึงค่อยๆ หยัดตัวขึ้นมาต่อลมหายใจ
แสบจมูก เจ็บกระบอกตา ใครจะรู้ว่าคนอย่างเขาบางครั้งก็พอใจอาการเหล่านี้...
น้ำอุ่นแทนที่ด้วยน้ำเย็นในเวลาที่ชายหนุ่มเริ่มรับรู้ว่าแทรคแรกของแผ่นซีดีถูกเล่นซ้ำ เจ้าของเรือนกายสมส่วนผละจากจากุชชี่แสนรัก จินสวมเสื้อคลุมแล้วเดินไปลดความดังเครื่องเล่นเพลงก่อนจะเลือกแผ่นใหม่มาเปลี่ยน มันยังเป็นแนวร็อค แต่ไม่ป่วนประสาทด้วยเนื้อหาเสียดสีสังคมเช่นวงเมื่อครู่
แผ่นนี้เป็นเพลงรักธรรมดา...
หากเพียงแค่อินโทรขึ้น มันก็โดนขัดจังหวะด้วยแสงไฟสีฟ้า และเสียงสั่นกึกๆ บนโต๊ะไม้ด้วยเทคโนโลยีที่วางอยู่บนนั้นมีสัญญาณเรียกเข้า
อีเมลหนึ่งฉบับ
จินวางโทรศัพท์เครื่องแพงลงทันทีที่อ่านเสร็จ คว่ำมันลง...แต่มือยังคงทาบทับไว้ ความคิดสับสนไหลวน ซ้ำยังถูกก่อกวนด้วยคำร้องของเพลงที่เขาเคยชอบและซาบซึ้ง
- วันพรุ่งนี้อย่าลืมล่ะ! –
เขาอยากแสบจมูกเจ็บกระบอกตาและหายใจไม่ออกอีก
...แต่ความจริงคือ เขายังสูดลมเข้าออกปกติ ไม่ได้รู้สึกเจ็บแสบอะไรดังที่สมองนำไป
แสงสีฟ้าสว่างลอดมืออีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มรีบกดรับโดยไม่รอให้แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้น
- วันนี้...ดีใจด้วยนะ -
บทเพลงยังคงไพเราะ แต่อาคานิชิ จินไม่ต้องการฟังมันแล้ว ด้วยแรงกดครั้งเดียวห้องกว้างก็พลันเงียบสงัด เจ้าของพื้นที่เดินตัดไปยังเตียงคิงไซส์ซึ่งตั้งอยู่อีกมุมห้อง เขาล้มตัวลง จ้องมองไปยังวัตถุหนึ่งเดียวในอุ้งมือ สิ่งนั้นยังคงฉายแสงสว่างบาดตา จ้าเสียจนทนมองไม่ได้นาน สุดท้ายหมอนใหญ่ใบนุ่มได้รับเลือกเป็นที่พึ่ง...
“ไม่เห็นอยากได้คำนี้สักนิด” ...ให้กับคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าอ่อนล้า
เครื่องมือสื่อสารไถลลงสู่พรมข้างเตียง เมื่อไม่มีการใช้งานแสงไฟก็ดับลงไปในเวลาสั้นๆ ความมืดมิดแผลงฤทธิ์อย่างเต็มที่ ทำงานคู่ความหนาวเหน็บจากเครื่องทำความเย็นทรงประสิทธิภาพ
จินที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมตัวบางเพียงอย่างเดียวรู้สึกสั่นสะท้านไม่น้อย แต่เขายังทนไหว อยู่ในสภาพคงเดิมได้
ชา แต่ไม่เป็นอะไร
จนเขานึกพิศวงความอึดทนของกายใจตัวเองเหลือเกิน
..........................................................................................................
“อย่าทำตัวพูดไม่รู้เรื่องนะรันจัง เข้าใจมั้ยว่าฉันอารมณ์ไม่ดี!”
คาซึยะแผดเสียงใส่สัตว์เลี้ยงตัวจ้อย เพราะรำคาญที่มันมาเกาะแกะปัดแข้งปัดขาไม่เลิกตลอดทางเข้าบ้าน ทั้งที่เขาพยายามเอ่ยไล่ดีๆ ก็แล้ว ใช้เท้าดันดีๆ ก็แล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าดัชชุนท์ขนยาวจะไม่เข้าใจภาษาคนเอาเสียเลย
“ไม่ต้องกินข้าวเย็นซะดีมั้ย” หนุ่มน้อยใช้ทั้งวาจาและนัยน์ตาข่มขู่
แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าสี่ขาก็ยังคงทำหน้าระรื่นไม่รู้ความ เพียรเอาอุ้งเท้าเล็กๆ แหย่เจ้านายที่รักอย่างสัตว์มองโลกในแง่ดี ไม่มีสนใจเลยว่า จะเป็นการกวนโมโหให้คนพื้นเสียอยู่แล้ว ‘เสีย’ หนักขนาดไหน
“รันจัง!” ตวาดใส่เป็นครั้งสุดท้ายหนุ่มน้อยก็หมดความอดทน เขาเดินลงส้นหนีหมาเข้าไปในตัวบ้าน ก้าวขาฉับๆ อย่างไม่แคร์ว่าจะเผลอไปเตะหรือเหยียบเจ้าสิ่งมีชีวิตแสนน่ารำคาญที่ยังคงตามติดมาหรือไม่
“อะไรกันลูก เสียงดังลั่นเชียว”
คาซึยะหยุดฝีเท้าเมื่อถูกทัก
“ผมกลับมาแล้วครับ”
เขาเอ่ยกับมารดาเสียงห้วน หากนางคาเมนาชิไม่ได้ถือสา เพราะภาพลักษณ์ใหม่ของบุตรชายคนเดียวกำลังเตะตาเธออยู่
“ว้าย ไปทำผมมาหรือจ๊ะ”
คาซึยะแค่นยิ้มรับเสียงหลงๆ ของคนเป็นแม่ เหตุแห่งความตกใจนั้นคือผมทรงหนูแทะ ที่กลางกระหม่อมมีลูกผมถูกเซทให้ชี้โด่ชี้เด่อยู่ อาจจะไม่เหมาะนักกับหน้าที่การงานระดับผู้บริหาร แต่ยามนี้ถือเป็นสิ่งช่วยบำบัดอารมณ์บูดบึ้งได้มาก รวมถึงสีน้ำตาลอ่อนหวิดทองสะใจเจ้าของศีรษะด้วย
เสียดายที่พอจะ ‘ดี’ ขึ้นหน่อยกลับต้องเจอเรื่องแย่ๆ หักไปอีกหลายชั่ง
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”
นางคาเมนาชิไม่ทันทักท้วงอะไร เขาก็ก้าวพรวดๆ เข้าไปในบ้านแล้ว
ร่องรอยของเหตุการณ์เมื่อวานก็ปรากฏแก่สายตา ยังความหงุดหงิดให้เพิ่มขึ้นเป็นริ้วๆ ผ้าประดับขาวโปร่ง กลิ่นกุหลาบหอมอวล หนุ่มน้อยแทบจะวิ่งขึ้นข้างบนโดยทำไม่สนใจพ่อที่นั่งหันหลังให้ทีเดียว
ถ้าเพียงว่า...ไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
เสียงกริ๊งๆ แหลมหู สะกิดนายคาเมนาชิให้หันมาเห็นลูกชาย และทำให้คาซึยะรีบยกโทรศัพท์ขึ้นตัดสิ่งกวนโสตประสาท
“สวัสดีครับ บ้านคาเม--”
“คาเมนาชิซังใช่มั้ยครับ ผมเป็นนักข่าวจากนิปปอนเดลี่นะฮะ ขอสัมภาษณ์คุณหน่อยได้มั้ย”
“อะ อะไรนะครับ”
“ผมทาเคดะจากนิปปอนเดลี่ครับ จะขอสัมภาษณ์--”
เสียงของปลายสายแว่วหาย ด้วยอุปกรณ์สื่อสารในมือถูกแย่งไป
“ที่นี่ไม่มีใครจะให้สัมภาษณ์ใดๆ ทั้งนั้น อย่าโทรมารบกวนเราอีก” คาเมนาชิผู้พ่อวางหูโทรศัพท์ลงอย่างเด็ดขาด ก่อนจะหลบสายตาลูกชาย แล้วกลับไปนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของตนดังเดิม ทว่า...เพียงพักเดียวที่บั้นท้ายสัมผัสพื้นผิวเก้าอี้ นายคาเมนาชิก็ลุกและเดินกลับมาที่โต๊ะวางโทรศัพท์
สายสีเทาถูกปลดออกจากตัวเครื่องอย่างรวดเร็วท่ามกลางการมองพลางอ้าปากค้างของคาซึยะที่ยังยืนอยู่ตำแหน่งเดิม
“นี่มันอะไรกันครับพ่อ นักข่าวพวกนั้น...”
“ไม่ใช่ธุระของแกน่า...” คนพ่อทำกระแอม
“แต่มันเรื่องของผม เรื่องหมั้นของผมกับอาคานิชิใช่มั้ยครับ”
“ไม่ต้องไปสนใจร๊อก เดี๋ยวก็หายกันไปเองนั่นแหละ”
คาซึยะฉุนขาดกับการพูดจาแบบหันหลังให้ เขาจึงตอบโต้ด้วยการไม่สนใจบิดาของตัวเช่นกัน หนุ่มน้อยหันรีหันขวางเสียบสายโทรศัพท์ติดกลับเข้าเครื่องดังเดิม และแค่เพียงเชื่อมต่อได้เท่านั้นเสียงกริ๊งๆ ก็ดังขึ้นอีกดังคาด
“ผมคาซึยะพูดครับ ผมยินดีจะให้สัม--”
“นี่แกคิดจะทำอะไรฮะ” นายคาเมนาชิเอ็ดอึงลูกชายของตนภายหลังเมื่อแย่งโทรศัพท์และจัดการถอดสายได้อย่างเก่า
“ผมจะทำอะไรหรือฮะ ผมก็จะบอกพวกเขาไปน่ะสิว่าเรื่องที่ลงในหนังสือพิมพ์มันเป็นการเข้าใจผิด แค่เรื่องล้อเล่นของพวกคนรวยที่ไม่มีอะไรจะทำ”
“เหลวไหล!”
“ใช่ครับ เหลวไหลมาก เหลวไหลอย่างที่ผมไม่เคยเจอมาเลยในชีวิต!”
“พ่อรู้มั้ยว่าเมื่อกี้ผมออกไปตัดผมมา มีคนในร้านแล้วก็ในห้างกี่รายที่หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาเทียบหน้าผม ว่าใช่หรือเปล่า คนนี้หรือเปล่า แล้วก็มีอีกกี่คนที่ชี้นิ้ว กระซิบกระซาบกันถึงผมอย่างไม่เกรงใจ ขนาดนอนบนเก้าอี้ให้เขาสระผมให้อยู่นะพ่อ ยังอุตส่าห์มีคนมาเกาะกระจกถามพนักงานในร้านว่ารู้มั้ยว่าผมชื่ออะไร ใช่คาเมนาชิหรือเปล่า”
คาซึยะระบายอย่างใส่สีตีไข่ แต่มันก็ไม่ได้เกินจริงไปซะทั้งหมด อย่างน้อย...เรื่องมันก็เกิดขึ้น ถึงไม่มีมีปริมาณมากเช่นที่คำพูดของเขาชี้นำให้เข้าใจ
แต่ยังไงเขาก็รู้สึกแย่จริง อยากจะบ้าจริงๆ รู้สึกว่าไร้สาระเกินไปแล้วจริงๆ
“ผมว่านี่จะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดแล้วครับพ่อ... บอกเขาไปว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนข่าวผิด บริษัทของเราจะได้ไม่ต้องเสี่ยงด้วย” หนุ่มน้อยต่อในใจ... ตาอาคานิชิ จินนั่น จะได้เลิกหมกมุ่นหาเรื่องควงเขาออกงานเสียที!
“พูดเป็นการ์ตูน! นี่แกเห็นว่างานหมั้นเป็นเรื่องเด็กเล่นขายของหรือ”
“แล้วพ่อจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปเพื่ออะไรล่ะครับ”
คนเป็นแม่ปราดเข้ามาลูบแขนลูกชาย “คาซึยะ อย่าไปเถียงพ่อเขาสิลูก...” คนถูกลูบกรอกตาขึ้นฟ้าอย่างสุดทน เขาอยากพูดกับมารดาตัวเองนักว่า เขาไม่ได้เถียงด้วยอารมณ์เลย พูดด้วยเหตุผลแท้ๆ
“ฉันว่าแกขึ้นไปสงบใจข้างบนก่อนเถอะ”
พ่อต่างหากที่ไม่เคยคุยกับเขาดีๆ ด้วยเหตุผล
ขณะสมองกำลังแล่นพล่านด้วยความคิดก้าวร้าว ก่อนจะกลั่นกรองให้เหลือคำสุภาพอย่างที่สุด คาเมะก็เหลือบไปเห็นโน้ตบุ๊กด้านหลังคนเป็นพ่อ
หน้าต่างที่เปิดค้างไว้... ดูคล้ายเป็นบอร์ดสนทนาของเว็บไซต์ชื่อดัง ที่คิดอย่างไรนักธุรกิจอายุขนาดนายคาเมนาชิก็ไม่น่าโคจรผ่านเป็นปกติได้เลย
ด้วยความหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้นในระดับสูง ทำให้เขาสาวเท้าเข้าไปหาคำตอบให้ตัวเองโดยไม่สนมารยาท
“คาซึยะ!”
หนุ่มน้อยเลื่อนเมาส์ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว สายตาคนหนุ่มของเขา ถ่ายทอดข้อความเข้ามาให้สมองรับรู้
- เพี้ยนหรือเปล่า คนพวกนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ -
- อุ๊ย หล่อจัง เสียดาย... ทำไมไม่ชอบผู้หญิงนะ -
- ผมว่าเรื่องล้อเล่นล่ะมั้ง ใครจะบ้าทำจริง หรือไม่ก็แผนโปรโมทอะไรสักอย่าง -
- น่าละอาย บัดสีที่สุด -
- กรี๊ดดดดดดดดด ฉันจะเหมาสินค้าบริษัทนี้ให้หมด!! –
สารพัดสารพันคำวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งแง่ลบ แง่บวก (อย่างไม่อยากเชื่อ) ...มีกระทั่งความเห็นที่ด่าทอถกเถียงกันเอง ระหว่างคนที่ชอบกับฝั่งที่รังเกียจ
ถ้าเป็นเรื่องของคนอื่น เหตุการณ์ของคนอื่น คาซึยะคงให้ความสนใจข่าวนี้ แล้วมีความเห็นไปในทางใดทางหนึ่งแน่ๆ อาจไม่ถึงขั้นพิมพ์ตอบเป็นข้อความแต่คงสนุกคิดและสนุกปากเวลาที่พูดถึง
ทว่านี่ไม่ใช่... ที่ชมหรือด่ากันมันตัวเขา ครอบครัวของเขาทั้งนั้น...
มีสิทธิ์อะไร คนเหล่านี้มีสิทธิ์อะไร
“สาแก่ใจพ่อมั้ยครับ”
ไม่ต้องสนใจไม่ต้องรับรู้ซะก็ได้ แต่นี่เห็นแล้ว ถูกชี้หน้ามาก็แล้ว
คาเมนาชิ คาซึยะ จะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร...
ลูกชายคนเดียวของบ้านกลับเข้าห้องส่วนตัวโดยไม่ออกมาอีกเลยตลอดทั้งวัน
..................................................................................................
วิถีการดำรงอยู่แบบตัดขาดโลกภายนอกลำบากกว่าที่คิดนัก ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์... สินค้าทำเงินของบริษัทไม่เคยกลายเป็นของแสลงใจเท่านี้มาก่อน
แค่เห็น... สิ่งที่ผ่านสายตาไปเมื่อเช้าก็หวนกลับมาทำให้อารมณ์เสีย พยายามไม่คิดถึงแต่หลายครั้งที่ปัดสิ่งเหล่านั้นออกจากหัวไม่ได้ก็อยากจะบ้า
คาซึยะเดินไปเดินมาในห้องนอนยาวของตนไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ และถอนใจยาวไปไม่ต่ำกว่าพันหน เขากำลังเบื่อเต็มพิกัดกับความว่างเปล่า ไม่มีกิจกรรมใดให้ทำ แม้แต่แฟ้มงานสองสามกองที่แวะไปเอามาจากบริษัทเมื่อเช้าก็ไม่อาจทำใจให้แตะต้องได้
อันที่จริง... หนุ่มน้อยแตะต้องไปแล้ว หากสุดท้ายก็ปิดและไสมันออกไปพ้นตัวอย่างเร็ว เนื่องจากสำนึกได้ว่ากำลังเซ็นเอกสารและร่างแผนการเจรจาแบบที่จะทำให้งานออกไปทางเจ๊งมากกว่าได้กำไร
น่าเบื่อ... น่าเบื่อ... น่าเบื่อ...
ไม่รู้จะทำอะไร นอนหลับทับตะวันเสียจนปวดหัวไปหมดก็แล้ว...
แสงไฟในห้องทำให้ยากที่จะมองเห็นสิ่งใดนอกหน้าต่าง เป็นข้อเสียของกระจกสีชาที่ทำให้คนนอกส่องเห็นคนในได้เมื่อถึงเวลาค่ำ คาซึยะไม่ชอบสิ่งนี้ เขาหวาดระแวงว่าจะโดนจับจ้อง แต่จะให้ปิดม่านก็เกรงว่าห้องที่แคบอยู่แล้วจะยิ่งน่าอึดอัดเข้าไปใหญ่ หนุ่มน้อยจึงได้แต่เดินไปเดินมาและถอนหายใจ... สลับการแนบหน้ากับบานกระจก แล้วเอามือป้องลดแสงสะท้อนเพื่อมองออกไปภายนอกเท่านั้น
อย่างน้อย...ก็จนกว่าจะได้เวลาล้างผมสำหรับตอนนี้
เขาไม่รู้หรอกว่าจะได้เจออะไรหรือไม่ เพียงแต่อาจจะจิตว่างเกินไป อยู่คนเดียวนานเกินไปก็เป็นได้
“คาซึยะจ๊ะ...”
แม่...
เลยเวลาอาหารมาพอสมควรแล้ว แม่มาเรียกเขาเป็นรอบที่ห้า ครั้งแรกคาเมะปดไปว่าไม่หิว ครั้งที่สองบอกว่ากำลังจะนอน ส่วนครั้งหลังๆ คาเมะแกล้งหลับและไม่ตอบ
ครั้งนี้เขาจะทำอย่างไรดี
“ยังนอนอยู่หรือลูก”
“เปล่าครับแม่ แม่มีอะไรฮะ” หนุ่มน้อยส่งเสียงไปโดยยังไม่เปิดประตู
“ยังโกรธพ่อกับแม่อยู่หรือจ๊ะ”
“...ไม่ ไม่โกรธหรอกครับ”
โกรธบุพการีหรือ เปล่าเลย... คาซึยะเป็นแต่โกรธตัวเอง กับพ่อและแม่... มีแต่ความไม่เข้าใจ น้อยใจ ผิดหวัง และเสียความรู้สึกอยู่บ้างเท่านั้น
“งั้นเปิดประตูให้แม่หน่อยได้มั้ยจ๊ะ”
บุตรชายคนเดียวของบ้านยืนคิดอยู่ชั่วครู่ เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทิ้งให้มารดายืนรออยู่หน้าห้องแม้สักนิด เพียงแต่ว่า เขาจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยผ่านมาเพียงครึ่งวันเท่านี้น่ะหรือ ถ้าเปิดประตู จุดยืนที่เขาเพียรยึดมั่นก็จะพังทลายใต้ฝ่าเท้าลงอีกครั้ง ไม่ใช่หรือ... พังทั้งที่ยังคิดอะไรไม่ตกสักอย่าง
แต่จะว่าไปเขาเคยรักษาจุดยืนอะไรได้บ้าง
ตั้งแต่ได้รับข่าวร้ายเรื่องการจับคู่ รับรู้ว่า ‘คู่’ คนนั้นมีเจ้าของแล้ว จนถึง...อยู่ร่วมงานพิธีสุดกระฉ่อนเพราะหนีไม่ได้
โครงร่างสมมุติของบุคคลที่ยังไม่มีใบหน้า แต่มีชื่อว่า ‘ทัตสึยะ’ มนุษย์จอมหลอกหลอนก็ปรากฏวนเวียนในจิตสำนึก
ถ้าสักวัน คนที่ชี้หน้าเขาว่าเป็นพวกวิปริต แต่งงานกับผู้ชายด้วยกันเพื่อทรัพย์สมบัติ คือชายที่มีชื่อว่าทัตสึยะขึ้นมาบ้างจะเป็นอย่างไร...
“คาซึ...”
“ครับ” เสียงเรียกหน้าประตูมีผลให้มือของคนผู้หมกมุ่นในความคิดเอื้อมไปปลดตัวล็อก ไม่ต้องรอนานเลย หญิงเดียวผู้เป็นที่รักของบ้านก็เปิดผางซะจนแทบจะชนหน้า
“อะไรกันครับแม่ ...เอ๋...”
ไม่จริง!
“อาคานิชิ!?” ได้อย่างไร อาคานิชิ จินมาปรากฏตัวอยู่หลังแม่ของเขาได้อย่างไร เสียงรถก็ไม่ได้ยิน และถึงห้องเขาจะอยู่หลังบ้าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เห็นถ้าใครมาหาเสียหน่อย
หรือเขาตกข่าวที่ว่า ซูเปอร์แมนเพิ่มความสามารถพิเศษในการหายตัวได้นอกจากเรื่องเหาะ?
“พี่จินเขามาเยี่ยมแน่ะลูก อ่ะ ตาจิน เข้ามาสิจ๊ะ” นุ่มนวลเหลือจะกล่าว...กิริยาของผู้เป็นมารดา แต่ก็รวดเร็วไม่ผิดพ่อของใครบางคน ไม่ทันให้ผู้ใดได้อ้าปากถามไถ่นางคาเมนาชิก็หายตัวไปพร้อมงับบานประตูให้คู่หมั้นหมาดๆ เป็นอันเรียบร้อย
ดีเหลือเกิน ไม่มีถามความเห็น ไม่มีคิดถึงความเหมาะสม
คาซึยะเหลือบมอง ‘โจทก์’ ตรงหน้าด้วยริมฝีปากที่เม้มแน่น พลางถามตัวเอง ...ถ้าจะทุ่มค้อนใหญ่ๆ ให้คนที่เพิ่งมาถึงนี่จะผิดหรือไม่
“มีธุระอะไรกับผมไม่ทราบครับ”
คนที่ยังมึนงงไม่หายเอ่ยทักเสียงแข็ง ด้วยยังไม่ลืมข้อถกเถียงและถ้อยคำสุดท้ายที่ตนได้ฝากไว้ในค่ำคืนก่อน...
หากดูเหมือนจินก็ยังเป็นจินคนที่เขาเคยรู้จัก นิ่ง และเย็นจนน่าหาน้ำร้อนมาสาด
“คุณทำอะไรอยู่หรือ” คนหวิดโดนราดน้ำร้อนราดถามพลางเพ่งมองศีรษะเจ้าของบ้าน จมูกก็ฟุดฟิดกับกลิ่นสารเคมีอวลคับห้อง
ถึงความจริงจะประจักษ์แก่สายตาอยู่แล้ว ทั้งหัวเยิ้มไปด้วยของเหลวสีดำ ซ้ำยังถูกครอบไว้ด้วยหมวกคลุมพลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้ง
จะเป็นกิจกรรมอื่นใดไปได้
“ย้อมผมครับ”
“ย้อมผม?”
“เมื่อเช้าผมไปทำสีมา นึกขึ้นได้ว่าวันอาทิตย์ต้องไปออกงานกับคุณ เลยย้อมดำกลับน่ะครับ” คาซึยะยิ้มอย่างให้รู้ว่าประชด
เสียดาย...ที่จะต้องผิดหวังเพราะดูเหมือนไม่สั่นคลอนใคร แถมเจออบรมกลับมาอีกต่างหาก
“คุณไม่ควรย้อมสีกลับไปกลับมาภายในวันเดียว รู้มั้ย ทำแบบนั้นผมจะเสีย ยิ่งผมคุณเส้นเล็ก...แตกปลายแน่ๆ”
ผม...แตก...ปลาย หนุ่มน้อยทวนคำคำนี้ในใจอย่างกึกก้อง
“จะเสียจะแตกปลายก็ช่างมันเถอะครับ ผมไม่ซีเรียส”
“จะดีหรือ... เอาเถอะ ผมก็แค่เป็นห่วงน่ะ”
“ขอบคุณครับ แต่คุณเก็บ...ความเป็นห่วงไว้ทุ่มเทให้บริษัทดีกว่า”
และแล้วความพยายามก็ประสพผล คาซึยะได้มีโอกาสเห็นเสี้ยวนาทีของดวงหน้าที่ฉาบความสะเทือนใจ อย่างที่น่าคิดด้วยซ้ำว่า... หรือแค่เพียงแสงไฟหลอกตา
ความเงียบโรยตัวลงมาให้น่าอึดอัด ขับเสียงที่เริ่มต้นเอื้อยเอ่ยให้ดังกังวานเป็นพิเศษ
“คุณ... ไม่เห็นผมเป็นเพื่อนแล้วหรือ”
“เมื่อคืน โกรธผมมากมายเชียวหรือ คาซึยะ...”
จินถามด้วยเสียงธรรมดา ท่าทางก็ธรรมดา หากถ้อยคำชัดเจน ดูจริงจัง เล่นเอาคนฟังถามย้อนกลับไปว่า ‘ตกลงเป็นเพื่อนกันตอนไหน’ ไม่ถูก
เหลือแต่เพียงเสียงอ่อนๆ... อ่อยๆ... เหมือนหน่ายจะพูด แต่ก็อดไม่ไหวของคนใจไม่แข็ง
“ถามมาได้” คำประชดจึงกลายเป็นคำว่าไม่ถือโทษ การมองขึ้นฟ้าก็กลับถูกสื่อสารว่า...ยังพอคุย
เป็นโอกาสอันรำไรให้จินผู้ไม่เคยจะตะกุกตะกักได้เอ่ยความที่ไม่ผ่านการเรียบเรียงมาเป็นอย่างดี
“คาซึยะ ผมไม่รู้จะพูดยังไง แต่ผมไม่อยากให้คุณรู้สึกไม่ดี ถึงแม้ว่า...ผมเองมีส่วนทำให้คุณต้องมารู้สึกแย่แบบนี้ แต่ผมก็อยากเป็นคนทำให้คุณหาย...”
“ความรับผิดชอบอีกใช่มั้ยครับ ความรู้สึกของผม...ที่เป็นคู่หมั้นคุณ คงเหมือนบริษัทที่คุณต้องคอยดูแล แบบนั้น? ถูกมั้ยครับ? เหตุผลที่คุณมาที่นี่--”
“ผมแคร์เพราะเห็นคุณเป็นเพื่อนหรอกนะ”
ประธานหนุ่มแก้ตัวด้วยเสียงที่บิดสูงขึ้นเล็กน้อย จังหวะที่ผิดแผกทำให้คนขี้รวนชะงัก
“เถอะครับ... ผมเองก็ไม่รู้จะโกรธคุณทำไมเหมือนกัน คุณเองก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนด้วย เพราะยังไงคุณก็...ไม่ต่างจากผม น่าจะแย่กว่าอีกเพราะคุณเป็นประธานบริษัท คุณแบกภาระมากกว่า แล้วคุณก็มีคนรักของคุณอยู่ ผมออกจะลอยตัว...” เจ้าของบ้านยักไหล่ “แต่ผมไม่เข้าใจครับ ทำไมคุณดูสบายๆ นัก เหมือนผมบ้าอยู่คนเดียว กลุ้มใจอยู่คนเดียว มันทำให้ผมโมโห คุณเข้าใจใช่มั้ย ผมโมโหมาก แต่ดูเหมือนมันไม่ใช่ความผิดของคุณอยู่ดีแหละ คุณไม่ได้เป็นคนสร้างเรื่องนี้ขึ้นมานี่”
คาซึยะส่งค้อนให้ผู้เป็นแขก พลางก้าวไปนั่งลงที่เก้าอี้ยาวตรงปลายเตียง “แต่ท่าทีคุณ คำพูดคุณ มันก็อดไม่ได้ที่ผมจะหงุดหงิด ผมไม่เข้าใจคุณหลายอย่างมากๆ จนบางทีผมสงสัย...นี่ผมยังพูดกับคนอยู่หรือเปล่านะ”
“...ทำไมคุณถึงได้ ไม่เดือดร้อนเหมือนที่ผมเดือดร้อน”
“ผมไม่แสดงออกอะไรก็ไม่ได้หมายความว่า...” จินชะงัก “บางทีผมอาจจะเป็นคน ที่เลือดเย็นมากก็ได้”
“เลือดเย็นกับคนอื่น หรือเลือดเย็นกับตัวเองล่ะครับ”
“...........”
“คุณรู้มั้ย งานนี้ผมสรุปได้อย่างเดียวเลย”
“หืม?”
“คุณเป็นเอม ประเภทที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวน่ะ”
คำสรุปจริงจังจากผลวิเคราะห์ของลูกชายบ้านคาเมนาชิ ทำให้ทั้งห้องปกคลุมด้วยความเงียบอีกหน ก่อนจะมีเส้นอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นขาดผึง จากนั้นเสียงหัวเราะในลำคอของคนที่เพิ่งถูกกล่าวว่าหาว่าเป็น ‘มาโซคิสต์’ ก็ดังขึ้นแทนที่
“ผมแค่หาทางรอดให้บริษัทเท่านั้นเองคาซึยะ คุณก็รู้”
“นี่ผมไม่ได้จะพูดให้คุณขำเลยนะ”
แต่ถึงอย่างนั้นคนพูดก็เริ่มถูกมุกแห่งความเครียดของตัวเองทำร้ายเข้าแล้ว อารมณ์ขุ่นมัวที่เพียรก่อร่างมาจนเกือบจะกลายเป็นกำแพงกั้นความสัมพันธ์ฉันมิตรของเขาทั้งคู่ได้มลายลงไปอย่างง่ายดายต่อหน้าต่อตา
“โอเค ผมว่าผมหายบ้าแล้วครับ ภารกิจของคุณลุล่วง”
แม้จะเป็นแนวโน้มที่กระเตื้องขึ้นเพียงบางเบา แต่จุดดีๆ จุดเล็กๆ จุดเดียวก็มีน้ำหนักพอจะบรรเทาบรรยากาศอันหน่วงหนักเมื่อแรกได้
คาซึยะห้ามตัวเองไม่ทันที่ไปตวัดมองคนเลือดเย็นอย่างหมั่นไส้ แล้วก็ให้แปลกใจตัวเอง ว่าเหตุใดความคิดที่เคยอยากบีบคอใครสักคนถึงนำมาซึ่งความสนิทสนมในขั้นที่จิกและกัด (เขาฝ่ายเดียว) อย่างไม่ต้องกลัวอะไรแบบนี้หนอ
“แม่คุณบอกว่าคุณไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่กลางวันแล้ว ท่านเป็นห่วงคุณมาก”
“ก็ผมรอให้ทุกคนหลับก่อนไงครับ แล้วจะลงไปกิน”
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ควรอยู่รบกวนคุณน่ะสิ”
“เห็นได้ชัดว่าผมไล่ทางอ้อมอยู่”
ไปกันใหญ่... หนุ่มน้อยยิ้มแต่นึกอยากกัดลิ้นตัวเองเล็กๆ เอาเข้าไป ล้อเล่นหยอกเอินน่ารักน่าชัง
จินขยับตัวเตรียมที่จะกลับ หากสักพักก็สืบเท้าเข้ามาหาคนที่นั่งอยู่ เขานั่งลงข้างๆ กระแอม และปรับสีหน้าเพื่อเข้าสู่ภาวะของการพูดจาจริงจังอีกหน
“เรื่องข่าว เรื่องสังคม อาจจะสร้างความลำบากใจให้คุณ แต่ผมไม่อยากให้คุณเก็บเอามาคิดมากหรือเป็นอารมณ์นะ เรื่องแบบนี้... ถ้าเราไม่เดือดร้อนเดี๋ยวมันก็เงียบไปเอง ฮื่อ อย่ามองผมแบบนั้น ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่พูด แต่ผมไม่อยากเห็นคุณเป็นทุกข์นะ...”
คาซึยะถอนหายใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ คนอย่างผมน่ะทุกข์ง่ายหายเร็ว ...แต่ยังไงก็ขอบคุณแล้วกันครับที่อุตส่าห์มา”
“ถ้าคุณไม่ปิดมือถือผมก็ไม่ต้องมาหรอก”
“...แต่ผมอาจจะวางสายใส่คุณ”
“นั่นก็แปลว่าสุดท้ายผมก็ต้องมาอยู่ดี” จินยิ้มเก๋ ทำให้ใบหน้าขรึมในเวลาปกติของเขาดูอ่อนวัยกว่าเคย
ชายหนุ่มลุกพร้อมกับคู่สนทนาโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะเดินไปรอที่ประตูอย่างคนรู้ตัว แล้วรอ...ให้เจ้าของห้องมาเป็นคนเปิดให้
เขาเอ่ยคำลาด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ขณะยันมือไว้กับประตูที่แง้มเหลือไว้เพียงช่องแคบๆ
“ปัญหามันอาจจะไม่จบภายในวันสองวันนี้ มันอาจจะยืดเยื้อ หนักหนากว่าเดิมไปอีก ผมไม่มีคำพูดแง่ดีอะไรจะพูดให้คุณฟังได้... แต่ผม ไม่ได้พูดไปอย่างนั้นเรื่องมิตรภาพของเราสองคน ในเรื่องน่าปวดหัวทั้งหมด ผมยินดีที่ได้รู้จักคุณจริงๆ”
“...ครับ”
“และไม่ว่าผมจะมาที่นี่ด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ตอนนี้ผมดีใจที่ได้มา... ยังไงคุณก็อย่าลืมย้อมสีคิ้วด้วยนะครับ”
ยอดมนุษย์เคลื่อนไหวรวดเร็วสมชื่อ ชั่วเวลาที่คาซึยะคลายแขนที่กอดอกไว้เท่านั้นอาคานิชิ จินก็เดินฉิวลงบันไดไปถึงหน้าบ้านเสียแล้ว หนุ่มน้อยเดินกลับเข้าห้องมาวัดใจกับนาฬิกาแขวนเรือนโก้ เมื่อเข็มยาวซ้อนกันแถวๆ เลขแปดเขาก็หันหลังให้กับไฟหน้ารถที่สว่างวาบผ่านหน้าต่างเข้ามาพอดี ไปยังที่ยืนใต้ฝักบัวเพื่อล้างน้ำยากลิ่นฉุนออกจากศีรษะ
หนุ่มในห้องน้ำพยายามเต็มที่ที่จะไม่มองผ่านม่านสีขุ่นออกไปหาถ้วยเล็กๆ บนอ่างล้างหน้า ถึงเขาจะกังวลพอสมควรว่าจะเหลือน้ำยาพอสำหรับคิ้วสองข้างของตนหรือไม่ แต่ความดึงดันไม่อยากเป็นผู้แพ้ก็ตรึงให้เขาต้องตั้งสมาธิอยู่กับการชำระร่างกายแต่เพียงเท่านั้น
คาซึยะท้องร้องโครกคราก เสียสมาธิซะเหลือเกิน
ให้ตาย... คนคนนั้นมีอะไรนักหนา เขาถึงได้เกลียดไม่ลงโกรธไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงสักที
ความประทับใจน่าติดลบไปหลายขั้น เข้าใจยาก ระบบความคิดแปลกประหลาดก็เท่านั้น
คนที่มีนิสัยชวนเท้าสะเอวใส่ขนาดนี้นี่หรือที่พ่อเขาวางใจอยากฝากชีวิตลูกชายคนเดียวเอาไว้ นายคาเมนาชิมองเห็นอะไรที่เขายังมองไม่เห็นหรือยังไง รึเป็นเขาเองที่ดันไปเห็นอย่างที่นายคาเมนาชิไม่เคยมอง
แล้วเขาเองเล่า... มีอะไรน่าเอ็นดูสำหรับคนบ้านนั้นบ้าง
ขังตัวเองไว้ในห้องหลังจากปะทะคารมกับพ่อ... เด็กซะ... ซ้ำยังร้อนไปถึงคนทางโน้นให้ต้องบึ่งรถมาจัดการถึงที่อีก
แล้วก็ทำได้ซะด้วย รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น
ไม่ได้การซะแล้ว
...............................................................................................................
<Rrrrrrrrrrrrr> <Rrrrrrrrrrrr>
“ครับ คาเมนาชิครับ”
คาซึยะละเมอรับสายโทรศัพท์ด้วยสัญชาตญาณ เขานึกโกรธคนโทรมาเป็นนักหนา ธุระแบบไหนไม่ทราบ ถึงต้องมาปลุกคนที่เพิ่งจะทิ้งหัวลงหมอนได้ไม่เท่าไหร่แบบนี้
“............”
ไม่มีเสียงพูดจากปลายสาย มีแต่เสียงอื้ออึงไปด้วยของดนตรีดังหนวกหู ...ใครกัน? หนุ่มน้อยขี้เซาถามตัวเองพลางหรี่ตาสู้แสงจ้าเพื่อเพ่งหาชื่อคน
อาคานิชิ จิน เวลา 1:51
ไอ้บ้าเอ๊ย...
“นี่คุณ เกรงใจคนจะหลับจะนอนบ้างสิ ทุกคนเขาไม่ได้เป็นซูเปอร์แมนเหมือนคุณนะจะได้ตาแข็งทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องหลับพักผ่อนน่ะ”
“ได้ยินมั้ยครับ ท่านประธาน” โวยวายอย่างหนักไม่พอ คาซึยะจิ๊ปากไปเต็มที่อย่างไม่เกรงใจตำแหน่งของคนที่เพิ่งเอ่ยเรียกไปด้วย
พอไม่มีเสียงตอบกลับมาอีกก็ยิ่งทำให้หงุดหงิด คิดไปสารพัดว่าฝ่ายนั้นจะแกล้งอะไรตนเองหรือไม่
หรือเป็นการกดไปโดนปุ่มโทรออกโดยไม่ตั้งใจ ให้เขาที่เพิ่งทำใจเปิดเครื่องได้ตอนก่อนนอนต้องถูกปลุกเพราะความซวยเอาอย่างไม่พอที่
“คุณจิน ถ้าไม่พูดอะไรผมวางแล้วนะครับ”
“หนึ่ง... สอง...”
“เอ่อ ขอโทษครับ นั่นคุณคาซึยะใช่หรือเปล่า”
“คุณเป็นใคร”
หนุ่มน้อยลุกขึ้นจากเตียงอย่างงนงัน สงสัยในเสียงไม่คุ้นหู... ใครกัน? โทรหาเขาด้วยเบอร์ของอาคานิชิ จิน แถมยังเรียกเขาด้วยชื่อต้น...
“ผมทัตสึยะนะครับ ขอโทษจริงๆ ที่โทรมารบกวนคุณเอาดึกป่านนี้ ผมลืมไป”
คำขอโทษขอโพยกลั้วหัวเราะของคู่สนทนา แผ่วเบา...แต่ฟังแล้วน่ากลัวนักผิดกับความอ่อนหวานที่ได้ยิน
ไม่นะ...ไม่จริง บอกที...ว่าคาเมนาชิ คาซึยะกำลังฝัน!
“ผมจะโทรมาบอกคุณให้บอกจินเขาหน่อยน่ะครับ ว่าเขาลืมโทรศัพท์ไว้ที่ผม”
“อ่ะ ครับ...”
“ถ้ายังไงให้มาเอาคืนไปด้วย”
“...ครับ”
“คุณคาซึยะครับ”
“ครับ? ว่าไงครับ”
“ผม...รบกวนเท่านี้แหละ”
“ครับผม”
“ราตรีสวัสดิ์นะครับ แล้วก็ต้องขอโทษอีกที”
“ไม่เป็นไร...ครับ ราตรีสวัสดิ์”
พระเจ้า มันจะไปเป็นอะไรได้อย่างไร แฟนตัวจริงจะโทรหาคู่หมั้นของคนที่รักตอนตีหนึ่งตีสอง...จะเป็นกระไรไปได้!
คาซึยะนั่งนิ่งๆ ฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นระรัวในอก เขาไม่ได้ยกมือขึ้นสัมผัสมัน แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าอวัยวะส่วนนี้กำลังทำงานหนักเป็นอย่างมาก
ตื่นเต็มตาเสียยิ่งกว่าใครเอาคาเฟอีนมากรอก
กลัว... อย่างไม่มีเหตุผล หนุ่มน้อยบอกว่าตัวเองว่าไม่ได้ทำผิดอะไรให้ต้องกลัวใคร
แต่เสียงหวานๆ นั่น... น่าหวั่นใจ น่าหวั่นใจยิ่งนัก
“อะไรนะ ทัตสึยะ เป็นคนที่เข้าใจผมมากกว่าใครในโลก... แล้วนี่มันอะไร คุณจิน มาตอบกันทีซิว่านี่มันอะไร”
ตลอดทั้งคืนนั้น หนุ่มน้อยไม่อาจปลอบใจตนเองได้เลย ว่าคนรักของจินจะโทรมาหาเขาโดยไร้สิ่งใดในกอไผ่
เพราะเขาเป็นเบอร์โทรออกล่าสุดหรือ เพราะเขาเป็นคนที่น่าจะได้เจอกับเจ้าของเครื่องบ่อยๆ หรือ...
เชื่อไม่ลง เบอร์บ้านก็มีไม่รู้จักโทร
“ฉันไม่เกี่ยวนะ อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่เกี่ยวเข้าใจมั้ย!”
..............................................................................................................................
tbc นะจ๊ะ

-----------------
เข้าเรื่อง...
เห็นด้วยกะคาเมะ อิจินมันเป็นเอม แถมเอมใจเย็นที่น่าหมั่นใส้ที่สุดในโลก! เอมที่ไหนเวลาโดนทรมาณมันต้องดิ้นเร่าๆเส่!คับคล้ายจะเป็นคาเมะนะ อิอาการแบบนี้-*-)
แล้ว เมลล์นั่นน่ะ...อุเอะใช่ม้า~ ใช่ม้า~ หุหุ
เหมือนดีใจอะไรซักอย่าง ฮ่าๆ
แต่นะ... ไอ้ความคิดที่อุเอะโทรมาน่ะ มันก็น่าชวนให้คิดจริงๆน่ะแหละ
ไม่มีอะไรในกอไผ่จริงใช่มะ อุเอะ
#2 By pierce on 2008-11-04 12:04