Accidentally Possessive Part 05
posted on 02 Feb 2009 22:10 by asuka-jan in Accident
Title: Accidentally Possessive
Part: 05
Casts:
Basic KA
Author:
Asuka
Rate:
G again
ทั้งสองหยุดยืนตรงกลางสวนสวยสไตล์บาหลี หลีกหนีความวุ่นวายภายในตัวอาคารด้วยศิลาแลงและน้ำตกจำลองที่โอบล้อม คนแกล้งป่วย...ดันให้ผู้ประคองลงนั่งที่เก้าอี้หินแล้วจึงทรุดตัวตามลงไป คาซึยะใช้การจ้องมองกดดันให้อีกฝ่ายอธิบายความจริงที่ติดค้าง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังปล่อยเวลาให้เดินเล่นไปอย่างว่างเปล่าสักพัก ...เพื่อลบแววเชื่อมปรอยในดวงตา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยถึงเรื่องที่เขาหลีกเลี่ยงจะพูดออกมาหลายครั้งหลายหน
อย่างช้าๆ... ราวกัดฟันพูดออกมาเช่นผู้ใหญ่สักคน ที่มีหน้าที่กล่อมเด็กให้เข้านอนด้วยนิทานเรื่องหนึ่งที่เขามองไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหน
“ผมกับเขาเป็นเพื่อนกันมาก่อน เจอกันสมัยที่เรียนตรีโทที่ลอนดอน... ผมเรียนบริหาร แต่เขาเรียนดีไซน์...”
จินเริ่มนิทานของเขาไปพร้อมกับพิจารณาแก้วน้ำเปล่าในมือ
“เราได้มาเจอกันตอนปาร์ตี้คริสต์มาสรวมเด็กเอเชีย หลังจากนั้นก็ติดต่อกันตลอด สนิทกันมาก...เข้ากันได้ดี จนความเป็นเพื่อนพัฒนากลายมาเป็นความรัก ผมไม่เคยเจอใครอย่างเขา และก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เจอ ทัตสึยะเป็นคนที่ผมคิดว่าจะรักกันได้จนชั่วชีวิต และผมก็แน่ใจว่าเขาเองก็คาดฝันในสิ่งเดียวกัน เพียงแต่...” ชายหนุ่มยิ้มขม “ตอนนี้มันเปลี่ยนไป หลายสิ่งหลายอย่าง...เปลี่ยนไป สุดท้ายเราก็ได้รู้ว่าความจริงมันไม่สวยงามเหมือนความฝัน คืนก่อนวันหมั้น ผมกับเขา ตัดสินใจเลิกกัน ไม่ใช่การหมั้นเป็นสาเหตุหรอกนะ คาซึยะ แต่มันเหมือนเป็นเดธไลน์...ที่ทำให้เราตัดสินใจได้สักทีมากกว่า”
จินเงยหน้าขึ้นอันเป็นสัญญาณว่าจบเรื่อง... ทว่า เด็กผู้ไม่ยอมหลับใหลกลับตอแยถามต่อ
“คุณหมายความว่ายังไงครับ ที่ว่า...ความจริงไม่สวยงามเหมือนความฝัน อะไรที่คุณบอกว่าเปลี่ยนไป”
คุณผู้ใหญ่สูดลมหายใจเข้าลึก เขาทำทีตริตรอง และคำตอบที่เหมือนคิดเอาไว้มานานถูกถ่ายทอดออกไป
“ผมขออนุญาตสรุปสั้นๆ นะคาซึยะ ว่ามันเป็นเพราะ ผมกับเขา... เราไปกันได้ดีที่สุด มีความสุขที่สุด ก็เมื่อตอนเป็นเพื่อน...”
ถ้ามันจะไม่เป็นไปด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแปร่งปร่า ก็คงจะสมบูรณ์สมเป็นข้อสรุปสมคำอ้างได้มากกว่านั้น
แต่เพราะมันแสนเบา พร่า และสั้นตามคำเตือน คนรอฟังจึงอดยื่นหน้าเข้าไปโดยหวังจะได้ยินอะไรเพิ่มอีกเติมอีกไม่ได้ หากกลั้นใจ...นานเท่าไหร่ก็ไม่มี
เหมือนโกงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่รอจะฟัง รอทำความเข้าใจ
แล้วนี่อะไร...แววร้าวลึกใดๆ ที่ตัวเขาเผอิญสัมผัสได้มันไม่ช่วยเลย เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ ไม่ต้องมากนักแค่ให้พอเข้าใจ คู่หมั้นผู้ขอเสนอตัวเป็นมิตร ให้เขาไม่ได้.. ความจริงใจอยู่ที่ไหนกัน
“ง่ายๆ แค่นี้น่ะหรือครับ”
ได้ผล...
คำถามที่เอ่ยด้วยความผิดหวัง กลายเป็นเหมือนคำดูถูกที่จุดให้ชายหนุ่มหันมายิ้มแบบที่ดูรู้สึกรู้สามากกว่าเก่า
“ก็ไม่ง่ายหรอกนะคาซึยะ ไม่เลย... ผมกับเขาเป็นเพื่อนกันมาสามปี เป็นแฟนกันอีกเกือบสี่ปี มันไม่ได้เริ่มต้นอย่างง่ายๆ และก็ไม่ได้จบลงไปง่ายๆ เราสองคน... ผมกับเขา ต่างพยายามที่จะประคับประคองกันและกันแล้ว พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำแม้แต่พยายามมองว่าปัญหามันไม่มีอยู่ แต่ในที่สุด มันก็ถึงเวลาที่ต้องยอมรับว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา ยอมรับว่าผมกับเขาควรมีกันและกัน...ในฐานะอะไร”
“คุณหมายถึง...เพื่อน?”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“มัน... ให้ตายสิ” คาซึยะส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ อะไรมันจะเลือดเย็นปานนั้น ถึงมีแนวโน้มจะเลิกกันเต็มแก่ แต่ทำไมต้องใช้เรื่องหมั้นเป็นฤกษ์ดีในการยุติความรักด้วย พอดีเกินไป พอดีจนไม่สมเหตุสมผล
นี่ต่างหากที่เขาว่ามันง่าย
“คุณไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้วหรือครับ”
ระยะเวลานานแสนนานที่รักกัน หากเป็นจริงดั่งว่า...จะตัดทิ้งอย่างไม่เสียดายเลยอย่างนั้นหรือ เอาเรื่องหมั้นมาเป็นฟางเส้นสุดท้ายของความรักร่วมเจ็ดปีได้อย่างไร
หนทางที่ดีกว่านี้ อะไรก็ได้ที่เมกเซนส์กว่านี้...
ดูน่าเชื่อไม่เหมือนเด็กเล่นขายของมากกว่านี้!
“ผมกับทัตสึยะเลือกทางนี้แล้ว”
เสียงตอบของชายหนุ่มเบาหวิว แต่แปลกเหลือเกินที่แม้ว่าผู้ฟังกำลังหูอื้อตาลาย ก็ยังได้ยินชัดเหมือนมันทะลุทะลวงเป็นกำปั้นที่ทุบดิน
เสียแต่ว่า...ไม่ได้ให้ความกระจ่างแต่อย่างใด นอกเหนือไปจากความรู้สึกเหยียดหยามที่เพิ่มขึ้นทบทวี
ทำไมต้องทำให้เขากลายเป็นมือที่สาม...
จะเฉือนหัวใจตัวเองก็ทำไป แต่ไม่ต้องเอาเขาเป็นเหยื่อไปด้วยไม่ได้หรือ นี่น่ะนะ...ทางออกของคนฉลาด
“คุณทำได้ยังไงกันครับ เลิกกับแฟนปุ๊บ ก็มาเข้าพิธีหมั้นกับ...กับใครก็ไม่รู้ได้ปั๊บ คุณเฮิร์ตมากหรือไง ผิดหวังกับความรักมากเกินไป ใช่มั้ย ถึงได้ประชดชีวิตด้วยการหมั้นกับผมอย่างนี้!”
คาซึยะเคยอกหัก เคยล้มเหลวเรื่องรัก เขาจำได้ว่ามันหนักหนาสาหัสแค่ไหน ถึงจะยังเดินต่อไปได้แต่กว่าจะเป็นก้าวย่างที่มั่นคงก็ใช้เวลานานพอดู อาคานิชิ จิน...เข้มแข็งเกินคนปกติ? หรือว่าสิ่งเหล่านั้นถูกปกปิดไว้ กดไว้...
“ผมไม่ได้ประชด”
แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คนแบบนี้น่าสงสาร หรือน่าเหยียบย่ำซ้ำเติมกันล่ะ
“ก็ได้ไม่ใช่การประชด คุณแค่หมดศรัทธาในความรัก” คาซึยะยืนขึ้น เอานิ้วชี้จิ้มที่อกของจิน “ใช่แน่ๆ เพราะคุณไม่เชื่อถือในความรัก คุณไม่จำเป็นต้องรักษาหัวใจของคุณ พอมีเรื่องหมั้นเข้ามาคุณถึงได้...ได้ไม่แยแสที่จะต่อต้านมัน จริงมั้ยครับ ไม่มีอะไรที่คุณต้องแคร์นี่ ไม่มีเลย นอกจากผม ผมซึ่งเป็นหมากตัวหนึ่งให้คุณได้มีอะไรทำ จิตไม่ว่าง ไม่ต้องมานั่งขมขื่นหมดอาลัยตายอยากได้พอดี- -”
“คาซึยะ!”
“คุณจะปฏิเสธหรือคุณจิน คุณมันก็แค่คนบ้าเท่านั้นเอง อกหักแล้วเลยเพี้ยน เล่นตลกกับชะตาชีวิตตัวเองไม่พอ ยังเล่นใหญ่ลากผมให้ซวยไปกับคุณอีก”
“คาซึยะ!!”
ประธานหนุ่มผุดลุกด้วยความโกรธ เขาตะคอกเสียงไม่ดังนัก แต่ก็ห้วนจัดอย่างพอทำให้คนที่เอาแต่สนใจในเหตุและผล จนไม่ยอมรับรู้และเห็นใจใคร หยุดได้...
หยุดและยอมรับว่าชายหนุ่มตรงหน้ากำลังอัดแน่นด้วยความเจ็บปวด กับการต่อว่า คำกล่าวหา และการไว้วางใจ...
ที่จินมอบให้ แต่ถูกตอบแทนด้วยการฟาดฟันไม่มียั้งมือ
ชายหนุ่มไม่ได้มองคู่หมั้นของเขาด้วยความอ่อนโยนและพร้อมที่จะเข้าใจทุกเมื่ออีกแล้ว หลังจากความโกรธซาลง จินมองคนตรงหน้าอย่างขอความเห็นใจ เขาใช้สายตาแทนคำอธิบาย ที่ดูเหมือนเจ้าตัวสิ้นปัญญาและกำลังจะเอ่ย
ทายาทคนเดียวของตระกูลคาเมนาชิ อยากทึ้งหัวตัวเองแรงๆ นัก
เขาแพ้สายตานั่น ทั้งที่เขาไม่ได้สบตาตอบด้วยซ้ำ!
“ไม่... ยังไงผมก็ยืนยันว่าคุณประสาทมากคุณจิน คุณรู้มั้ยว่าที่คุณทำแบบนี้ เลือกที่จะหมั้น มันทำให้คุณไม่มีโอกาสคืนดีกับแฟนของคุณได้อีกเลย คุณเอาห่วงมารัดคอตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็น ทำให้ปมมันยุ่งๆๆ เกินจะสาง คุณรู้หรือเปล่า...”
“ผมรู้สิ”
“ทั้งรู้คุณก็ยังทำ จะไม่ให้ผมคิดว่าคุณบ้าได้ยังไง”
“คาซึยะ... ใช่ คุณพูดถูกที่ว่าผมไม่จำเป็นต้องแคร์หัวใจ แต่ผมเชื่อว่าคุณรู้และจำได้ ว่าเพราะอะไรผมถึงทำแบบนั้น สำหรับคุณมันอาจจะไม่มีเหตุผลมากพอ แต่สำหรับผม... ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ผมรักมากกว่าตัวเอง และไม่น้อย...กว่าที่เคยรักเขา นั่นก็คือครอบครัวและบริษัท ...ผมยอมรับว่าการตัดสินใจนี้ผมไม่ได้คิดถึงตัวเอง หรือกระทั่งผู้ร่วมชะตากรรมอย่างคุณเป็นอันดับแรก แต่เชื่อเถอะคาซึยะ ผมมีสติกับทางที่เลือกเดิน และผมไม่ได้ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือขาดความรับผิดชอบ สิ่งที่ผมทำ... อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในมุมมองของคุณ แต่ให้ความยุติธรรมกับผมด้วย คาซึยะ... ที่เราร่วมทางเดินกันมาจนถึงตอนนี้ ผมเคยขีดเส้นบังคับให้คุณเดิน เหมือนกับหมากตัวหนึ่งจริงๆ หรือ”
คำถามที่วกกลับมาของชายหนุ่มทำให้คนฟังอ้าปากค้าง
ใช่สิ... เป็นคาซึยะเองที่ทำเป็นปากเก่งแต่ก็หนีงานหมั้นไปไม่รอด เป็นเขาเองที่ยอมมางานสังคมบ้าบอนี่ทั้งที่คิดว่าไร้สาระ
หากเอาคานิชิ จินเป็นคนบ้า เขาก็คงเป็นแค่คนโง่...
หนุ่มน้อยทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง ความชอบธรรมในการโวยวายใดๆ ที่เขาเคยคิดว่าตัวเองมีลอยหายไปจากมือ คาซึยะกลับมายังจุดที่เขาต้องพยายามทำความเข้าใจชายหนุ่มคู่หมั้นอีกครั้ง ให้ความยุติธรรมซึ่งถูกร้องขอออกมาเต็มคำอีกครั้ง
“ที่คุณเคยบอกว่าเขาเข้าใจคุณที่สุดในโลก... เป็นเพราะแบบนี้เองหรือครับ เขาไม่เอาแต่โกรธคุณอย่างที่ผมเป็น ยอมรับในสิ่งที่คุณทำ...อาจจะไม่ง่ายแต่ก็ทำได้...”
“ใช่...” จินยิ้มรับ
“ความเข้าใจ... ความเป็นเพื่อน... มันก็เป็นเหมือนดาบสองคม การตัดสินใจของผม คงไม่มีคนรักคนไหนยอมรับได้โดยดี แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วกับเรา ระหว่างผม...กับเขา ผมไม่อยากให้คุณต้องเป็นกังวลเรื่องนี้ คาซึยะ ผมเข้าใจว่าคุณคงเป็นห่วงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ตอนนี้ผมมีความมั่นใจมากพอที่จะยืนยันกับคุณได้... ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องผิดพลาดให้ผมต้องเสียใจภายหลัง คุณเชื่อผมได้มั้ยคาซึยะ ยังไม่ต้องเข้าใจ แต่เชื่อผม...ได้มั้ย เชื่อใจผม”
“คุณ...”
ประธานหนุ่มขอร้องด้วยแผ่นหลังหยัดตรง เขาไม่ได้อ้อนวอน...จึงไม่ทำให้คาซึยะรู้สึกต่อต้านด้วยความกดดัน
คำยืนยันที่หาหลักฐานมาถ่วงน้ำหนักไม่ค่อยได้จะได้นั้น มีความมั่นใจมาขอแลกเพียงอย่างเดียว
“งั้นขอถามอะไรอีกสักข้อได้มั้ยครับ”
เรื่องคาใจสุดท้ายก่อนจะตัดสิน
“ได้สิ”
“ทั้งคุณและเขา ต่างยังรักกันใช่มั้ย”
จินหันไปสูดลมหายใจลึกให้คนลุ้น อาจเพราะเขาละทิ้ง ‘หัวใจ’ อย่างที่หนุ่มน้อยสันนิษฐานมาได้พักใหญ่แล้ว ดังนั้นเมื่อต้องหันกลับไปมองอีกครั้งเพื่อหาคำตอบมาให้ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเอ่ยไปได้อย่างไม่อาศัยการคิดทบทวน
เสียแต่การทบทวนครั้งนี้ ชักจะนานจนกลั้นใจรอไม่ไหว
“รัก...”
“......”
คำไม่เต็มคำ ทำให้คนฟังคันหนึบที่กลางหน้าอก
ให้มันได้อย่างนี้...
ถ้ารักไม่ใช่ปัญหาระหว่างชายหนุ่มกับอดีตหวานใจ มันก็ต้องเป็นปัญหาระหว่างเหยื่อกับคนบ้า! คนบ้าสองคนที่บ้ารักกันอย่างมาโซคิสต์ขนานแท้เสียด้วย
“แต่ตอนนี้ผมกับเขาเป็นแค่เพื่อน - -”
“และไม่มีวันจะกลับไปเหมือนเดิมหรือครับ”
“.........ผมคิดว่าไม่”
“คุณคิดว่า?”
“ผม เชื่อว่าไม่...”
จินตอบโดยพยายามไม่กระพริบตาไม่หลบสายตา หากกรามขบแรงจนขึ้นสันนูน คาซึยะทั้งรู้สึกสมเพชและสงสารขึ้นมาในขณะเดียวกัน... สุดท้ายร่างเล็กก็ส่ายหน้าอย่างจนความจะหาเรื่อง
ชีวิตใครชีวิตมัน หัวใจของใครจะถูกโยนทิ้งไว้ตรงไหนเขาก็คงทำได้แค่ปล่อยเอาไว้
“เอาล่ะคุณจิน... ผมกำลังแยกเหตุการณ์ออกเป็นสองส่วน เรื่องหมั้น...ผมคิดว่าพอเข้าใจได้แล้ว หรือต่อให้ไม่เข้าใจผมก็คงว่าอะไรคุณไม่ได้” หนุ่มน้อยยักไหล่ “ส่วนเรื่องคุณกับเขา... ผมไม่เข้าใจหรอกนะ แต่คงต้องเคารพสิทธิ์การตัดสินใจของคุณ”
“...แต่ผมอยากบอกอะไรให้คุณรู้สักหน่อยนะคุณจิน สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันขัดกับความรู้สึกของผมมาก ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะยอมรับในตัวคุณ... เชื่อคุณ... หรือทำใจให้สบายอย่างที่คุณต้องการได้ในเร็วๆ วันนี้”
“ผมเข้าใจ...”
“แต่ผมจะพยายามเปิดใจให้กว้าง พยายามละอคติที่เคยมีก็แล้วกัน”
ถ้อยคำแสดงไมตรีอย่างเสียไม่ได้ของหนุ่มน้อย ค่อยๆ ฟื้นรอยยิ้มของ ‘คนช่างยิ้ม’ จินขอบคุณคู่หมั้นของเขาโดยไม่มีเสียง มีแต่สีหน้าบ่งบอกความภูมิใจ...ในอะไรสักอย่างโดยไม่ปิดบัง ยังให้ความขุ่นข้องน้อยๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจของคาซึยะถูกข่มทับลงไปอย่างน่าขัดใจเพราะความขัดเขิน
“กลับเข้างานกันเถอะครับ เราออกกันมานานมากแล้ว” ร่างเล็กเอ่ยตัดบท
“เรากลับบ้านกันเลยก็ได้นะ ผมจะไปบอกเจ้าของงานว่า เอ่อ... ว่าคุณไม่ค่อยสบาย”
“อย่าเลยครับ งานมันยาวถึงเที่ยงคืนไม่ใช่หรือ อย่างน้อยเราก็ควรอยู่ให้ถึงช่วงแฟชั่นโชว์”
“คุณแน่ใจนะ”
“แน่สิครับ” คาซึยะตอบเสียงห้วนด้วยชักฉุนที่อีกฝ่ายประเมินเขาต่ำเกินไป “คุณเถอะ ไหวหรือ...”
“ในงานนั้น...เขายังอยู่นะครับ ในมุมใดมุมหนึ่งที่จะมองเห็น ‘คุณ’ กับ ‘ผม’ ได้ตลอด ผมลองคิดถึงตัวเอง...ถ้ามีแฟนเก่าคนไหนของผมมาอยู่ที่งานบ้างล่ะก็ ผมคงพะวงและอดไม่ได้ที่จะสอดส่ายสายตามองหา บอกตามตรงนะคุณจิน ถึงผมไม่คิดจะละเมิดสิทธิ์อะไรของคุณ แต่ในฐานะที่เราเป็นคู่หมั้นกัน ผมคงไม่สบายใจถ้าต้องเห็นคุณมีอาการแบบนั้น ไม่ว่าจะโดยโจ่งแจ้งหรือพยายามเก็บซ่อนไว้”
หนุ่มน้อยแกล้งว่าอย่างใจแคบด้วยใบหน้าเชิดสูง
ก่อนจะค่อยๆ... ลดลงด้วยคำพูดต่อมาของชายหนุ่มที่เกินความคาดคิด
“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยผมได้มั้ย จับมือของผมไว้ ตรึงความสนใจของผมไว้ที่คุณ ผมจะไม่เสแสร้งบอกคุณว่าจะไม่มีวันวอกแวก ผมรู้ว่าคำขอของผมดูแย่... แต่คุณก็ได้เห็นแล้วว่าผมก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง คนธรรมดาอย่างผมคุณพอจะช่วยเหลือได้มั้ยคาซึยะ โดยไม่รังเกียจกัน ได้มั้ย...”
คำร้องขอดื้อๆ นั้นแทบทำให้คนฟังกรอกตาขึ้นฟ้า พลางอยากถามนักว่าคนธรรมดาที่ไหนเขาจะกล้าพูดจาได้คืบจะเอาศอก ได้เมตรจะเอากิโลอย่างคนตรงหน้าคนนี้บ้าง
กล้าขอไม่พอยังกล้าทำท่าเชื่อมั่น ไซโคให้ต้องตอบรับกันโดยที่กำแพงเก่าๆ ทิฐิเดิมๆ ไม่ฟื้นก่อตัวขึ้นมาใหม่
หนุ่มน้อยมองประธานบริษัทของตัวเองอย่างไม่เหลือความเคารพ เขายื่นมือไปจับมืออีกฝ่ายพร้อมบีบแรงๆ เป็นการฝากแค้น ทั้งที่ในใจ อยากฝากรอยเท้ากับคนที่ทำมาอ้อนทั้งที่เพิ่งบอกรักคนอื่นไปไม่ถึงห้านาทีมากกว่า
“ไปก็ไปสิครับ” เสียงรอดไรฟันฟังแล้วเหมือนแมวขู่ฟ่อ
จินออกเดินนำตามหน้าที่คู่หมั้นที่ดี โดยพยายามไม่ยิ้มหลังเห็นว่ามือของผู้นำอย่างเขาเริ่มซีดขาวเพราะขาดเลือดวิ่งไปหล่อเลี้ยง
“พร้อมนะคุณ” ‘แมวมือหนัก’ มีน้ำใจกระซิบถามยามเดินมาถึงประตูเข้างาน
“ครับ” เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มปากไวกว่าความคิด แต่เมื่อเอ่ยออกมาแล้วเขาก็ไม่คิดถอนคำคืน ตลอดมากับการเป็นผู้บงการคอยวางแผนและชักใยใครๆ... เขาเพิ่งได้รู้วันนี้ว่าการเป็นผู้ตามนั้นมิได้เลวร้ายหากเพียงเชื่อมั่นในมือที่จับจูงไปด้วยกัน
เช่นเดียวกับอีกคน คาซึยะค้นพบข้อเสียของซูเปอร์แมนอินเจแปนจนเจอมากมาย แต่ช่างน่าแปลกว่าแทนที่เขาจะนึกรังเกียจเดียดฉันท์ เขากลับขำและรู้สึกปลงเสียมากกว่า
เพราะความจริงที่ว่าโนบอดี้เพอร์เฟค หรือเพราะลำพองต่ออำนาจในฐานะผู้กุมความลับก็สุดรู้...
แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในกลยุทธ์พื้นฐานประจำแผนก รู้เขารู้เรา รบพันครั้งชนะพันครั้ง ในฐานะที่เป็นนักสู้ คาซึยะพบว่าตนเองรู้สึกดีกับข้อมูลอันเป็นจุดอ่อนของท่านประธานคนเก่งคนนี้นัก รื่นรมย์เสียจนกระทั่งทำหน้าที่ตัวแทน AK-Dengasei ไปจนตลอดงานได้ดีไม่แพ้ผู้มากประสบการณ์ข้างตัว
มือที่ประสานกันไม่ยอมปล่อยถูกมองอย่างไม่เกรงใจหลายครั้ง แต่ถึงจะอายหรือโกรธ ทั้งคนหน้าตายและคนหน้าบางกลับไม่คิดปล่อยออก แม้ภายหลังที่อุเอดะคนพี่เดินมากล่าวลากลับไปแล้ว แรงบีบกระชับก็ลดลงบ้าง แต่นิ้วก็ยังคงเกี่ยวกันไว้อย่างหลวมๆ
ถามว่าชื้นเหงื่อหรือเบื่อรำคาญบ้างหรือไม่ ทั้งสองคงไม่โกหกว่าเปล่า...
แต่คงเพราะความสัมพันธ์ที่สานไปแล้วครั้งนี้เดินหน้ามากกว่าถอยหลัง กำลังใจที่ให้แก่กัน...ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายจึงต่อยอดไปเรื่อยๆ
.
.
.
“คาดเข็มขัดก่อนเถอะ”
จินเอ่ยเตือนคู่หมั้นหนุ่มของเขา เพราะร่างเล็กเอาแต่สาละวนหยิบนามบัตรไม่ต่ำกว่าห้าสิบใบออกมาพิจารณา คาซึยะเงยหน้าขึ้นมายิ้มรับรู้ ก่อนจะรวบกระดาษเข้ากระเป๋าแล้วยกมือขึ้นดับไฟตรงเพดานรถ
“คนมาเยอะจริงๆ นะครับ สงสัยทางกระทรวงจะได้เงินบริจาคอื้อ”
“ก็คงพอจะเอาไปทำการกุศลได้ครบทุกรายการที่เขียนในบัตรเชิญนั่นละ...”
“...เหนื่อยมั้ยครับ”
“คุณล่ะ”
“เหนื่อยมากครับ คุณอย่าพาผมมางานพวกนี้บ่อยๆ แล้วกัน” ว่าจบคนบ่นก็เอนเบาะลงนอนคล้ายต้องการแกล้งให้อีกฝ่ายถูกทิ้ง สารถีหนุ่มมองขำ จากนั้นจึงหักพวงมาลัยขับออกไปยังถนนกลางกรุงโตเกียวที่ยังสว่างไสว
วันคืนอันยาวนานกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาการพักผ่อน ความเมื่อยขบที่กัดกินไปทั้งตัวทำให้ไม่มีบทสนทนาใดๆ หลังจากนั้นอีก คนขับรถกิตติมศักดิ์ใช้เวลาไม่นานในการส่งทั้งผู้โดยสารและตนเองกลับถึงบ้าน หลังจากตั้งเวลาการตื่นให้สายกว่าปกติไปหนึ่งชั่วโมงตามที่ตกลงกับอีกคนไว้ ประธานคนเก่งก็เดินเข้าห้องน้ำพร้อมด้วยการกดเช็คข้อมูลถาดเข้าของเมนูข้อความสั้น
ชายหนุ่มเรียกดูข้อความใหม่ที่เขารู้ว่ามันถูกส่งมาตั้งแต่ช่วงห้าทุ่ม
- เขาน่ารักดีน้า... น่าอิจฉานายจัง -
...ก่อนจะวางเครื่องมือสื่อสารทิ้งไว้ และใช้เวลายืนอยู่นิ่งๆ ใต้ฝักบัวที่ให้น้ำอุ่นจัด
จินคิดไปถึงเจ้าของวลีสั้นๆ ผู้มีนิสัยขี้เล่นขี้แกล้ง คนที่เข้าใจกันมากเกินไปจนต้องยุติความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนดังความรัก กับอีกคน... ที่เจ้าอารมณ์ผิดหน้าที่การงาน แต่มีเหตุผลและมีน้ำใจอย่างน่าคบหา
สานต่อความเป็นเพื่อนกับคนเก่าด้วยความผูกพันไปอย่างขมปร่า พร้อมๆ กับที่ต้องสร้างไมตรีกับคนใหม่ผู้น่ารักไปด้วยความรู้สึกผิดต่อคนเก่า
เจ็บปวดแต่ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์
รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์จะคิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม ถ้าคาซึยะเป็นคนดีน้อยกว่านี้เขาจะรู้สึกผิดน้อยลงหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น... จะดีกว่าความสุขเล็กๆ น้อยๆ ดังทะเลทรายได้น้ำฝนอย่างที่ได้อยู่ทุกวันนี้ใช่หรือเปล่า
คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่มีคำตอบ...
อาคานิชิ จิน มีแต่ทำหน้าที่ตามเส้นทางที่เลือกเดินไปทีละก้าวเท่านั้น
“ครับ อาคานิชิครับ”
“ถึงบ้านแล้วใช่มั้ยคุณจิน”
“สักพักแล้ว... คุณมีอะไรหรือคาซึยะ”
“เปล่าครับ โทรมาถามตามมารยาทเฉยๆ ว่าคุณถึงบ้านดีไม่มีอุบัติเหตุที่ไหน”
“......ผมปลอดภัยดี”
“โอเคครับ งั้น...ราตรีสวัสดิ์”
ราตรีสวัสดิ์...
แค่เสียงใสๆ สองสามคำก็ช่วยปัดเป่าความเหงาและฝันร้าย จริงยิ่งกว่าจริง...ที่คุณมาพร้อมกับโทษเสมอ
ขอโทษนะทัตจัง
จินไม่คิดจะตอบอะไรกลับไปผ่านเทคโนโลยีทันสมัย เพราะเขาแน่ใจว่าปลายทางจะได้ยินอยู่แล้ว
รับรู้ได้ผ่าน...ความเงียบของเขา
.......................................................................................................................
เพราะนัดกันว่าจะนอนให้เต็มอิ่ม ทั้งสองจึงมาถึงบริษัทล่าช้ากว่าเวลาปกติมาก ใกล้เคียงกับเส้นตายเก้าโมงที่พนักงานส่วนใหญ่จะเฮกันมาตอนนั้น... จินและคาซึยะต้องเดินฝ่าคนหลายสิบที่รอสแกนนิ้วมือ ผ่านกลุ่มคนที่คอยส่งสายตาและปฏิกิริยาแปลกๆ มาให้ เช่นเดียวกับตลอดช่วงสัปดาห์ที่ล่วงผ่านและทำท่าจะไม่จางหายไปตามกาลเวลาโดยง่าย
ข่าวเช้าบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่วางหราอยู่บนโต๊ะไม่ทำให้คนรอดูผิดหวัง หัวหน้าแผนกต่างประเทศใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนเริ่มงานด้วยการละเลียดกาแฟรสเข้ม พร้อมอ่านคอลัมน์ซุบซิบซึ่งมีภาพตนเองและคู่หมั้นวางประกอบ เขาค้นพบว่าความสูงอันจำกัดของตนเองไม่เป็นปมด้อยมากนัก เมื่ออีกด้าน ขนาบด้วยท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ร่างเตี้ย
แต่ถ้ารู้มาก่อนก็คงเขยิบเข้าไปท่านผู้นั้นมากกว่านั้น... จะได้ไม่ต้องโดนเปรียบเทียบให้เจ็บใจจากร่างสูงใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง
จนกลายเป็นภาพที่ดูหวานน่ารักอย่างประหลาด
“คาเมนาชิซังครับ”
เลขาคนสนิทเรียกเจ้านายอย่างเกรงใจอยู่หน้าประตูกระจก เจ้าของห้องวางแก้วลง ก่อนจะทำมือเป็นสัญญาณเรียกให้คนรอเข้ามาด้านใน
“เอกสารที่จะส่งไปให้ทางดูไบเรียบร้อยแล้ว จะเช็คเลยมั้ยครับ”
“อืม เอามาสิ... เอ้อ คาโต้ ฉันว่ารายนี้จะให้โคยาม่าดูแลแทน นายคิดว่ายังไง” ร่างเล็กถามพลางเปิดแฟ้มพลาสติกเล่มบางดูคร่าวๆ
“จะดีหรือครับบอส... เจ้านายใหญ่เขาจะมาเอง ถ้าให้โคยาม่าไปรับรองเขาอาจจะคิดว่าเราไม่ให้เกียรตินะครับ”
“แต่ฉันกลัวว่าถ้าเป็นฉัน เขาจะ ‘รังเกียจ’ เอาน่ะสิ”
คาซึยะว่ากลั้วเสียงหัวเราะ หากคนฟังนิ่งอึ้ง นึกไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าในโลกอาหรับมักมีความคิดต่อต้านเรื่องรักร่วมเพศ ด้วยว่าผิดทั้งประเพณีและศาสนา
“แต่ว่า... คนที่มาค่อนข้างเป็นคนรุ่นใหม่นะครับ อาจจะ... เอ่อ...”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ใส่ชื่อฉันไปหยั่งเชิงดูก่อน ถ้าเขาไม่มีฟีตแบคอะไรก็เอาตามเดิม” เจ้านายหนุ่มผลักเอกสารคืน
“ครับ งั้นเดี๋ยวผม - -”
<Rrrrrrrrrr> <Rrrrrrrrrr>
เสียงโทรศัพท์จากหัวโต๊ะที่เชื่อมต่อเป็นสายเดียวกับอีกเครื่องหน้าห้องดังขึ้น
“ไม่เป็นไรคาโต้ ฉันรับเอง” เจ้าของห้องยกหูขึ้นรับโดยไม่รอให้ผ่านเลขาตามขั้นตอนปกติ “โมชิโมชิ คาเมนาชิครับ”
“...........”
“.........ครับ”
คาซึยะเอ่ยรับคำด้วยสีหน้าที่ตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ตัดสินใจยืนรอต่อไปโดยไม่คิดออกไปก่อน และเมื่อเห็นเจ้านายคนดีเริ่มขมวดคิ้ว ชิเงอากิก็เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ... แล้วนึกเสียใจที่ไม่รู้จักเคร่งครัดในหน้าที่แย่งการรับสาย
“ขอโทษครับ ผมไม่ว่าง”
ยิ่งคำพูดสุดท้ายก่อนจากวางหูโครม เลขาคนสนิทก็ยิ่งมั่นใจถึงความไม่ชอบมาพากล
“คาเมนาชิซังครับ...”
“นักข่าวน่ะ... ไม่มีอะไรหรอก แต่เขาพูดเร็ว...แล้วก็เสียงดัง จนเหมือนมีน้ำลายมากระเด็นใส่หูเลย” คาซึยะบอกเล่าปนขำขัน แต่กลับทำให้สีหน้าคนฟังเจื่อนสนิท
“นักข่าวหรือครับบอส ไม่น่า...”
“ก็ไม่น่าน่ะสิ ฉันไม่ใช่ดาราสักหน่อย”
“ไม่น่าถึงเบอร์ห้องคาเมนาชิซังได้ต่างหากครับ ก็ท่านประธานสั่งไว้แล้ว- -”
“ประธานสั่งไว้ นายว่ายังไงนะ”
ชิเงอากิตกใจในความปากรั่วของตัวเองจนแทนทำแฟ้มหล่น ก่อนจะต้องยิ้มแผล่และขออโหสิกรรมกับเจ้านายใหญ่ในใจ ด้วยสายตาคาดคั้นที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเมตตาของเจ้านายน้อยตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่จะหลบเลี่ยงได้
“ผมทราบมาจากชิโอริ โอเปอร์เรเตอร์ข้างล่างน่ะครับ เขาเล่าว่าอาคานิชิซังโทรมาสั่งกับฝ่ายของเธอไว้ตั้งแต่เช้าวันเสาร์... ว่าถ้าหากมีใครขอต่อสายมาถึงคาเมนาชิซังหรือมาทางแผนกต่างประเทศ ให้กรองดีๆ ก่อน ถ้าไม่แน่ใจที่มาที่ไปก็อย่าต่อสายให้ จะให้ดีเป็นกลุ่มคนที่เคยติดต่องานบ่อยๆ หรือพูดเบอร์ภายในได้ถูกต้องค่อยอนุญาต ชิโอริยังเล่าอีกนะครับว่าในช่วงวันหยุดต้องปัดสายต้องสงสัยทิ้งเป็นว่าเล่น นี่ไม่รู้คนไหนปล่อยให้มาถึงบอสจนได้ ถ้าท่านประธานทราบสงสัยโดนเฉ่งทั้งบางแน่ๆ เลยครับ...” สุดท้ายเลขาก็สารภาพหมดเปลือก
“พอๆ ฉันเข้าใจแล้ว” คาซึยะยกมือท่าปางห้ามญาติ จากนั้นก็ผายออกเป็นสัญลักษณ์ให้เลขาคนสนิทกลับไปทำงานที่มอบหมายให้ก่อนหน้า
หนุ่มน้อยในห้องยกกาแฟที่เริ่มเย็นขึ้นจิบ จากนั้นเขาก็หัวเราะในลำคอ พลางถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับข้าวใหม่ที่เพิ่งได้ยินนี้บ้าง
คำตอบก็คือ...ตลก แม้แรกๆ จะหงุดหงิดพอสมควรกับบรรดานักข่าวขี้ตื๊อ และฉุนนิดๆ กับคนเจ้ากี้เจ้าการบางคน แต่พอคิดว่าเรื่องนักข่าวไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอ และยิ่งกับใครบางคนที่ว่า...ไม่ใช่ประเด็นแปลกใหม่ เรื่องไม่สบอารมณ์ก็แปรเป็นเรื่องชวนหัว
จะติดใจก็แค่เลขาคนดี ผู้ซึ่งน่าสงสัยในความภักดี ขึ้นตรงกับเขาแท้ๆ มีเรื่องแบบนี้ไม่เคยกระซิบกันก่อน
“คาโต้... เข้ามาหน่อยซิ ฉันลืมอีกเรื่องหนึ่ง” คาซึยะกรอกเสียงใส่อินเตอร์โฟนด้วยสำเนียงหวานหู และนั่งพิงเก้าอี้ยิ้มรอการเดินเข้ามาแบบตัวลีบๆ ของหน้าห้อง
“ครับคาเมนาชิซัง...”
“หึ... ฉันจะถามว่าเรื่องสัมมนาปลายปีว่ายังไง ฝ่าย HR กับฝ่ายบัญชีอนุมัติให้แผนกเราไปฮาวายหรือเปล่า”
......................................................................................................
Talk
บ่ได้อู้นะบ่ได้อู้...
แต่ซีนอารมณ์จัดมาก เลยต้องพักแล้วเขียนใหม่พักแล้วเขียนใหม่หลายรอบ (อีกเช่นเคย) 555
พาร์ทนี้ค่อนข้างมีความแตกต่างจากพาร์ทที่ผ่านๆ มา แน่ว่าคนอ่านได้รู้อะไรมากขึ้น
ถึงจะน้ำท่วมสักนิดแต่หวังว่าจะไม่รำคาญกันซะก่อนนะคะ (นะ)
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มันเริ่มจากไม่มีพล็อตแต่แรก แต่งไปเรื่อยๆ โดยนั่งคิดเอาว่า อ๊ะ น่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะเป็นหลัก และความรู้สึกของตัวละครต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอีกหลัก ดังนั้นความถี่ของการโพสก็จะไม่รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหล่อเลี้ยงอารมณ์ตัวละครให้ต่อเนื่อง (ซึ่งจริงๆ กระพริบตาทีก็หลุดแล้ว 55)
ฟิกเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ขาดความรัดกุมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ด้วยไม่มีพื้นฐานสำคัญคือโครงเรื่อง แต่ก็อยากให้มองว่าเป็นฟิกชั่นเชิงทดลองที่คนแต่งขอเชิญชวนให้มาลองอ่านกัน...
ถ้าใครยังไม่เบื่อที่จะติดตาม ก็อยากให้มาคอยเอาใจช่วย จิน คาซึยะ และทัตจัง ไปพร้อมๆ กับคนแต่งนะคะ ^^
ป.ล. เลขสามช่างเป็นเลขที่ไม่ลงตัว เริ่มมีคนร่ำร้องว่าอยากได้คนที่สี่มาช่วยคลี่คลายเดี๋ยวนี้
555+ ถ้าออกมาไวเกินไปก็ไม่สนุกสิ ต้องมาทีหลังเพื่อเป็นฮีโร่ใช่ม้า...

ป.ล. นี่อะร๊ายยยยยยยยย มีการดักคอให้รอด้วย โฮกกกกกกกกกกกกก
[นี่สินะ...สิ่งที่ไล่ให้มาอ่าน]
ย้ำอีกครั้ง สงสารทัตจังค่ะ เฮิร์ตที่สุดแล้ว เพราะเข้าใจ เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากเจ็บ กรี๊ด!
// วิ่งหนีไป
#1 By renika on 2009-02-02 22:54