~MOON~

posted on 24 Apr 2009 00:54 by asuka-jan  in Short-fic

 

 

ถ้าผมบอกว่าผมระลึกชาติได้... พวกคุณจะเชื่อกันไหม

 

มีใครคนรู้จักของคุณสักคนมากระซิบแบบนี้ คุณจะถามเขากลับสักคำหรือคิดว่าเขาพูดจาเลื่อนเปื้อน

 

อันที่จริงการระลึกชาติของผม ผมก็ยังว่ามันไร้สาระ

ความสำคัญของมันมีแค่ คาเมนาชิ คาซึยะ ...คนที่ชาติที่แล้วชื่อว่ามิโดริ หรือมิวาโกะผมก็ไม่อยากจะใส่ใจจำ

 

แต่ชาตินี้ เขามีชื่อว่าคาซึยะ

คาซึ...คนรักของผม คนเดียวและคนสุดท้าย

 

เราพบกันครั้งแรก (ของชาตินี้) เมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่ผมเป็นดารานักร้องดัง... เขามา ในตอนที่ผมกำลังถามตัวเองซ้ำๆ ว่านอกจากเป็นคนมีชื่อเสียงให้ใครต่อใครจับจ้อง คนแบบผมเกิดมาเพื่ออะไร

ความหมายของชีวิต...คืออะไร

 

ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะเชื่อการระลึกชาติของผมหรือไม่ เรื่องราวที่ผมจะเล่าก็แค่เรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่ง

 

 

กลางปี 2006 คำตอบวิ่งมาหาอย่างไม่รู้ตัว

 

แวบแรกที่เห็น หรือพูดให้ถูกคือครั้งแรกที่รู้สึก ท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย...เบียดเสียดเสียจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ผมมองเห็นเขาผ่านแว่นสีชา ในมือถือกล้องตัวใหญ่ แขนข้างหนึ่งหนีบกระดาษกับดินสอ ไม่ต้องพิจารณาก็รู้ว่าเป็นนักข่าวจากนิตยสารโนเนม เขาสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ มีท่าทีทุกอย่างสุดแสนธรรมดา เป็นเช่นคนที่ผม อาคานิชิ จินจะมองผ่าน... เดินผ่าน...

 

ถ้าจะไม่รู้สึกถึงความเหน็บหนาวอันเฉียบพลัน ถ้าจะไม่เจ็บปวดราวใครสักคนมาบีบกำหัวใจ และถ้าผมไม่ล้มลงกลางบันไดในรายการสัมภาษณ์สด...

 

ผมก็คงจะไม่มีวันได้มองเห็นเขา

 

ว้าย...

อาคานิชิ!! เฮ้ย ใครก็ได้โทรเรียกรถโรงพยาบาล

เขาเป็นอะไรไปน่ะครับ

เร็ว! เอายาดมมาก่อนก็ได้มา

 

อย่างฉับพลัน ผมรับรู้ความแสบร้อนของสัมผัส ได้ยินเสียงร้องอย่างตกอกตกใจ ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นจริงในบรรดาเสียงทั้งหลายมีแค่เสียงเดียวเท่านั้นที่ตามติดหลอกหลอนผมไปจนตลอดทั้งคืน

กับใบหน้าที่ไม่มีอะไรเหมือน แต่ผมรู้และแน่ใจว่าคือคนคนเดียวกัน

 

คนที่เป็นความรัก ความเสน่หา ความผูกพันจากชาติภพก่อน คนที่ทำให้ผมตั้งมั่นในคำอธิษฐานก่อนหมดลมหายใจ

 

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...

 

 

ข่าวการเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคพักผ่อนไม่เพียงพอของผมเป็นที่ฮือฮาอยู่สามวัน แต่ไม่มีใครรู้ ว่าผมนอนป่วยและเข้าใจว่าตนเองเป็นโรคประสาทหลอนอยู่ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม

 

ผมฝันถึงเขา...หรือเธอ ตลอดเวลาอย่างไม่รู้วันรู้คืน แยกไม่ออกว่าหลับหรือตื่น ผมเห็นใบหน้าคนสองคนซ้อนกัน หนึ่งคือหญิงสาวในชุดโบราณ สองเป็นหนุ่มนักข่าวคนนั้น ผมไม่รู้จักคนทั้งคู่ ผมรู้แต่ความอึดอัดทรมาน

 

ผมไม่ใช่คนชอบดูละครรัก ไม่ชอบยุ่งในกิจการของคนอื่น แต่ภาพฝันไม่ยอมสิ้นสุด เรื่องราวความรักบีบคั้นน่ารำคาญใจ ความพลัดพรากความไม่สมหวังดำเนินต่อเนื่องกดทับจนผมรู้สึกดำดิ่ง ยิ่งนานยิ่งเหมือนว่าไม่มีวันสิ้นสุด

 

ปวดร้าว...

 

ผมพยายามไม่สนใจ ไม่รับรู้ ไม่ตั้งคำถาม ปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝันและการเล่นตลกของสมอง แต่ผมก็อดขัดใจไม่ได้ในความโชคร้ายและโง่งมของผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งโดนคนรอบข้างมาวุ่นวายเจ้ากี้เจ้าการจนต้องสูญเสียหญิงที่รักยิ่งกว่าชีวิตหลายต่อหลายครั้ง

 

ทำไมเขาถึงยังรักเธอ ต้องการเธอ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมา... บางช่วงของชีวิตเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ รอให้หญิงที่รักหมดจากพันธนาการและกลับคืนมาหา ไม่ว่าเธอจะนำทั้งความสุขและความปวดร้าวมาให้เขามากเท่าไร แต่เหมือนว่าคำรักและคำสัญญาระหว่างคนสองคนนั้นยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

 

ยิ่งเจ็บยิ่งรัก ยิ่งทุกข์ยิ่งต้องการ

 

บางครั้งผมก็คิดว่าเพราะเขาเกลียดผู้หญิงคนนั้น เพราะถ้าไม่มีเธอเขาคงไม่เจ็บซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ดูเหมือนว่าก็เธอเพียงคนเดียวกลายเป็นลมหายใจ เป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่...

เขาไม่เข้าใจว่าใครต่อใครขัดขวางความรักของเขาทำไม พอๆ กับผมที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่รู้จักตัดใจจากเธอเสีย

ความรักที่โหดร้ายแบบนั้น กับคนที่ทำให้น้ำตาเขาไม่มีวันเหือดแห้ง

 

ผมสงสารและสมเพชชายผู้นั้น

หรือพูดให้ถูก ผมสงสาร...และสมเพชตัวผมเองเมื่อชาติที่แล้วนัก

 

เรื่องราวความรักของเขาและเธอจบลงเมื่อผมฝันล่วงเข้าวันที่เจ็ด โศกนาฏกรรมสิ้นสุดลงด้วยความตาย จุดจบนั่นไม่น่าแปลกใจ ...แต่ผมสังหรณ์ใจว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้น

 

หลังจากนั้นผมกินอิ่มนอนหลับดี ไม่ฝันอีก แย่แต่ผมได้หลอมรวมวิญญาณและความทรงจำของชายผู้โง่เขลาเอาไว้ ก่อนหลับผมคิดถึงเธอ ลืมตาขึ้นมาผมอยากเจอเธอ ผมรู้แล้วว่าชาตินี้เธอเป็นใคร ไม่ยากเลยที่จะไปตามหา

 

แต่เพียงคิดถึงก็เหมือนหัวใจถูกบีบ

ถ้าชาตินี้ก็ยังไม่สมรัก ถ้าชาติไหนผมก็ต้องพรากจากเธอไป...

 

ผมไม่อยากเจอเธออีกแล้ว ผมจะไม่อยากรู้ว่าจะจำผมได้ไหม ยังรักผมไหม ต้องการผมเหมือนที่ผมต้องการเธอไหม

ผมจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของคำว่ารักอีก

 

 

เมื่อเราพบกันครั้งที่สอง

 

ผมจู่โจมเข้าหาเธอ/หรือเขาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมอยากเห็นดวงหน้าหมดจด อยากสบสายตา อยากทำอะไรก็ตามให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงการมีตัวตน

 

ข้างในมันร้อนเหมือนไฟ

 

ผมไม่ได้รักคนคนนี้ เราไม่เคยรู้จักกัน ชายหนุ่มตัวผอมกับแววตาแข็งๆ คนที่ไม่มีความทรงจำตามติดมาเหมือนกัน ผมไม่มีธุระอะไรกับเขา...

 

นายชื่ออะไร แต่กลับห้ามตัวเองไม่ได้

 

อาคานิชิซัง!!”

นั่นชื่อฉัน ฉันถามว่านายชื่ออะไร!”

 

ไม่ใช่แค่เขาที่ตกใจ ผมเองก็ตกใจ คนแถวนั้นก็ตกใจ หลายคนยืนอ้าปากตาค้าง มีสองสามคนที่พยายามแยกผมออก ผมสลัดคนเหล่านั้นและกำรอบข้อมือขาดสารอาหารแน่นขึ้น ผู้ที่ถูกผมคุกคามหน้านิ่วด้วยความเจ็บปวด...

เหนือสิ่งอื่นใดเขามองผมด้วยความหวาดกลัว ก็ไม่น่าแปลกในเมื่อผมทำตัวไม่ต่างอะไรกับพวกโรคจิต

 

ชื่ออะไร ฉันถาม ตอบมาสิ ตอบมา!”

คาเมะ...คาเมนาชิ ทำไมครับ ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือ ผมเจ็บ ปล่อย...

 

เขาละล่ำละลักบอกเสียงสั่น แต่ตอนนั้นผมได้แต่โมโห ทำไมเขาไม่บอกชื่อเต็มมา ผมโกรธเกรี้ยวทั้งที่ไม่มีเหตุผล รู้แต่ว่าคนอื่นช่างน่ารำคาญ พวกตัวเกะกะ ผมอยากคุยกับเขาสองคนทำไมใครต่อใครต้องร้องเสียงดังต้องมาห้ามต้องมากีดกัน!

 

จิน นายทำบ้าอะไร อยากลงหน้าหนึ่งอีกหรือ จิน ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!!”

 

ผมคงเป็นบ้าไปจริงๆ...

 

หลังจากถูกลากให้มาระงับสติอารมณ์ในห้องก็ยังไม่หายคลั่ง ผู้จัดการทิ้งให้ผมระบายเอากับข้าวของในนั้นตามสะดวก ส่วนเขาก็ผละไปทำหน้าที่เจรจา และขอร้องให้คู่กรณีของผมไม่เอาเรื่อง ผ่านไปนาน...แต่ก็ไม่มีใครกลับมาเล่าให้ผมฟังว่าฝ่ายนั้นว่าอย่างไร ผมรู้เพียงแต่ที่สุดแล้วทุกอย่างเรียบร้อยดี ส่วนงานทุกอย่างของผมในวันนั้นถูกเลื่อนคิวออกไปก่อน

 

คนที่รู้เห็นเหตุการณ์พากันลือว่าผมคงยังป่วยอยู่ บ้างก็เดาว่าเป็นผลกระทบจากยาของโรงพยาบาล

คำเล่าลือทั้งหลายนั้นทำให้ผู้ใหญ่หลายคนหัวเสีย แต่สำหรับผมแล้วการที่ให้คำตอบตัวเองไม่ได้หรือควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกแย่มากที่สุด

 

อดีตที่ผ่านมานานแสนนานขนาดนั้นไม่ควรมีอิทธิพลกับผมมากแบบนี้ ผมไม่น่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก

 

คาเมนาชิเป็นแค่คนอื่น...

ชาติภพใหม่ ตัวตนใหม่ เราทั้งคู่ต่างเป็นคนอื่น

 

ผมไม่อาจโกหกตัวเองว่าแววตาคู่สวยตรึงใจผมไปอีกหลายวันหลายคืน ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกรัก ในเมื่อไม่รู้จักกันก็ไม่มีอะไรจะไปรัก แต่ผมก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้เมื่อมองหาเขาไม่เห็น

 

คนที่ผมไม่จำเป็นต้องเจอ... ผมคิดถึงเขา อยากฉุดลากบังคับให้เขามาอยู่ในเอื้อมมืออีกสักครั้ง

 

หรือหลายครั้ง

 

 

หนที่สามของการเผชิญหน้า

 

คาเมนาชิมองผมหวาดๆ เหมือนหนูกลัวแมว แต่ด้วยหน้าที่ที่จะต้องเอาคำสัมภาษณ์ของผมไปเขียน เขาจึงต้องเดินเข้ามาหาใกล้ผมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เสียแต่เป็นความใกล้ที่อยู่ปลายสุด เขาไม่ได้สนใจคำตอบหรือท่าทีของดาราคนดัง ยกกล้องขึ้นถ่ายรูปผมสองสามครั้งแล้วก็หันไปลอกข้อความในกระดาษของเพื่อนนักข่าวคนข้างๆ

 

คุณคิดว่าผมจะรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นแค่ไหน

 

ความถือตัวว่าเป็นไอดอลแสนสำคัญทำให้ผมค่อนข้างโกรธ แต่ในความโกรธผมก็พอใจให้มันเป็นเช่นนั้น ระยะห่างเท่านี้...เหมาะสมถูกต้องแล้วสำหรับเรา

 

อาคานิชิซังรู้สึกยังไงกับบทบาทในเรื่องใหม่นี้คะ

ท้าทายมากครับ ผมชอบความแปลกใหม่ ผมมักจะได้รับบทเบาๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคม

ได้รับบทที่มากกว่าอายุจริง หนักใจมั้ยคะ

ไม่หรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของนักแสดงอยู่แล้ว ผมก็พยายามทำการบ้านเท่านั้นเอง

 

ไฟในอกไม่ได้เย็นไปกว่าครั้งก่อนๆ มันมอดไหม้แผดเผาเสียจนต้องขอตัวกลางคันเพื่อแยกไปสูดหาอากาศบริสุทธิ์ ทั้งๆ ที่ปั้นหน้าได้แค่ครึ่งจากที่ตั้งใจ

 

อาจเพราะอาการทางกายที่เลวร้ายอย่างหนักนี่ก็ได้ จึงทำให้ผมสามารถละความสนใจจากเขาได้สำเร็จ ในห้องพักนักแสดงที่ผมนั่งทำสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก...ผมพยายามท่องประโยคที่จะทำให้ใจสงบ

 

มันได้ผล ถึงจะแลกด้วยน้ำตาสองสามหยดจากความเศร้าและคับแค้นที่ผุดขึ้นมากลางใจ

 

หากรักไม่ได้ ก็ไม่ต้องรัก

 

เพื่อที่จะไม่รักก็ต้องตัดขาด โชคดีที่ในวันนั้นบทที่ผมต้องแสดงเป็นบทโดนคนรักเก่าทรยศ ตาแดงๆ และอารมณ์หม่นหมองปนสับสนของผมจึงเป็นประโยชน์และเรียกคำชมจากผู้กำกับและสื่อมวลชนได้มากเกินคาด

 

อันที่จริงในวันนั้นผมไม่ค่อยจะมีสติรู้ตัวอะไรนัก แต่เพราะภาพจากนิตยสารบันเทิงที่ทางกองถ่ายส่งมาให้ผมถึงได้เห็นตัวเอง...

ผมอยากรู้เหมือนกัน ว่าคนที่กลัวผมเหลือเกินคนนั้นจะได้เห็นมันบ้างหรือเปล่า

 

เขาจะคิดยังไง

 

เขาจะรู้มั้ยว่าผม ตั้งใจจะไม่สนใจเขาจริงๆ

 

 

วันที่สี่

 

ผมเกลียดเขาขึ้นมาแล้ว ...เขาทำให้ผมผิดแผน

 

เมื่อแรกปฏิกิริยาของผมสั่งได้เหมือนพระเอกเจ้าแง่แสนงอน ผมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าเขามองมาผมก็ทำเมิน เมื่อเขาเข้ามาใกล้หนึ่งก้าวผมก็เดินฉีกออกไปสามก้าว คุณคงคิดว่ามันคือการแก้แค้นและเรียกร้องความสนใจแบบเด็กๆ

 

ผมไม่ปฏิเสธ... ทั้งหมดเป็นความบ้าความฟุ้งซ่านของผมคนเดียว ผมรู้สึกรู้สมอยู่คนเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่าจำเป็นต้องทำอย่างนั้น ผมเชื่อว่ามันจะเป็นการฝึกตนขั้นต้น ใครบางคนเคยบอกไว้ว่าการหลอกตัวเองซ้ำๆ บ่อยเข้าสักวันมันต้องจริง

 

ผมไม่รู้ว่าทฤษฎีนั่นเชื่อได้แค่ไหน แต่ก็ดีกว่าการที่ผมไม่ทำอะไรเลย

 

เขาจะเกลียดผม เขาจะสงสัย ก็ช่วยไม่ได้ ผมจำเป็นต้องจัดการกับตัวเอง และสุดท้ายถ้าผมทำได้ตัวเขานั่นแหละที่จะเป็นผู้ได้ประโยชน์

 

ผมไม่เข้าใจเลยสักนิด... ทำไมเขาต้องแกล้งทำให้ทุกอย่างล้มเหลว

 

มุงกันอยู่ได้ เขาจะตายก็เพราะพวกคุณ

 

คาเมนาชิเป็นลมล้มพับขณะที่ผมสั่งให้ทีมงานในกองไปกันพวกนักข่าวออกจากพื้นที่ ผมต้องการทำสมาธิในฉากสุดท้ายของละคร มันเป็นฉากสมหวัง มันคงดำเนินไปไม่ได้ถ้าหากพระเอกอย่างผมจะต้องผจญกับความเศร้าอันดำมืด แต่แล้ว...เขาก็ทำลายความรู้สึกปลอดโปร่งของผมได้สำเร็จ วินาทีที่เสียงเอะอะดังมาเข้าหู วินาทีที่ผมหันไปเห็นภาพเขาทรุดตัวลงไป พายุในจิตใจที่ผมเพียรเป่าพัดไปไกลแสนไกลก็หวนมาพังทลายทุกสิ่งอย่างไม่มีชิ้นดี

 

ผมห้ามใจไม่ให้แล่นไปหาเขาได้สำเร็จ แต่ผมอดไม่ได้ เมื่อเห็นผู้หวังดีจำนวนมากห้อมล้อมปฐมพยาบาลผู้ป่วย ผมก็ส่งเสียงออกไปอย่างกราดเกรี้ยว

 

ถอยกันออกไปให้หมด คุณเอดี พานักข่าวคนนั้นไปห้องพยาบาล

 

พวกเขาไม่รู้กันหรือไงว่าความหวังดีความเจ้ากี้เจ้าการของคนหมู่มาก หากไม่เคยถามความสมัครใจของผู้รับการช่วยเหลือ บางครั้งก็กลับกลายเป็นการฆ่ากันอย่างเลือดเย็น

 

มันจะต้องไม่เป็นเช่นนั้น

 

ช่วยบอกให้พวกนั้นไปนั่งรอกันไกลๆ บอกเขาว่าผมสัญญาจะไปให้พวกเขาสัมภาษณ์ทันทีที่ทำงานเสร็จ

 

ผมทำงานต่อไปด้วยใจรุมร้อน ได้แต่ข่มตัวเองไม่ให้แวะเวียนไปไถ่ถามอาการของเขา ไม่ฟัง ไม่สนใจ

 

แต่วันนั้นทั้งวันทำให้ผมเรียนรู้... การกีดกันตัวเอง ถึงไม่เจ็บแค้นเท่าที่โดนคนอื่นกระทำ แต่ภายในใจมันก็ดิ้นพล่านทุรนทุรายไม่ได้ต่างกันเลย

 

 

ครั้งที่ห้า กับบทสนทนาแรก

 

การพบกันครั้งนี้สร้างความประทับใจให้ผมมาก นอกจากมันเป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกันปกติ มันยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่อง...ที่เขามองเห็นผมก่อนที่ผมจะคอยมองหาเขา

 

ผมกำลังก้มหน้าให้ลายเซ็นในงานโปรโมตซิงเกิล ด้วยความตั้งใจให้งานนี้มีบรรยากาศที่เป็นกันเองมากกว่าครั้งอื่นๆ บริเวณที่เป็นการแจกลายเซ็นจึงกันไว้ให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว เงียบ ปราศจากสื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น

เขาเดินเข้ามาหาผมเป็นรายสุดท้าย ราวกับไม่สามารถถ่วงเวลาได้อีก

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองผงะไปขนาดไหน ดูจากท่าทีสะดุ้งของเขาแรงตกใจของผมคงไม่เบานัก ...เป็นความโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้แน่ ที่บริเวณรอบๆ ไม่มีใครสนใจเราเลย

 

ไม่มีใครจับจ้องผม ไม่มีใครเหลือบแลเขา...

 

คาเมนาชิถือซีดีแผ่นใหม่อยู่ในมือ ผมรับมาขีดเขียนโดยอัตโนมัติ ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งบื้ออยู่นานแค่ไหน แต่คงไม่นานเกินกว่าเวลาที่นานที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งหยุดหายใจได้โดยไม่ตาย

 

เพลงของคุณ...เพราะนะครับ

...ขอบใจ

 

ผมควรจะยิ้มเฟก ให้มันเหมือนกับที่แฟนๆ คนอื่นได้รับ แต่ผมยกมุมปากไม่ขึ้น ใบหน้าของเขาจืดเจื่อนไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาของผม

 

ก็ดีแล้ว...

 

เพลงโบนัส ผมชอบมาก

เพลง miss?”

 

ครับ... เพลง miss”

 

แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่ก้อนในอกของผมจะเต้นระรัว กับคนที่คุณอยากจะให้เส้นชีวิตมาบรรจบกันอีกครั้ง เขากลับเดินเข้ามาหาคุณ มาชื่นชมผลงานของคุณที่คุณไม่เคยบอกใคร

 

miss เป็นเพลงเดียวในซิงเกิลที่ผมแต่งทั้งเนื้อร้องและทำนองแต่ปิดไว้ด้วยนามปากกา เขาไม่ใช่คนเดียวที่บอกว่าชอบเพลงนี้ แต่เขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนลูกโป่งสูบลม

 

มันไม่ดีเลย...

 

ตอนแรกผมคิดว่าชื่อเพลงแปลว่าคิดถึง แต่พอฟัง...เหมือนจะหมายถึงการสูญเสียมากกว่า แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันคือความคิดถึงน่ะถูกแล้ว คล้ายๆ... มีความโหยหาซ่อนอยู่ลึกๆ ในความเศร้า เอ่อ ไม่ทราบใช่หรือเปล่าครับ 

คาเมนาชิ คาซึยะ พูดจ้อยๆ ทั้งที่สายตายังมองผมอย่างหวาดกลัว ไม่ต่างจากแมวที่เกร็งแขนขาไว้พร้อมกระโดดหนี

 

ก็...แล้วแต่ใครจะตีความ ผม หมายถึงคนแต่งเพลง เขาไม่ได้เจาะจงอะไร

อ่า อย่างนั้นหรือครับ

 

วันนี้คุณไม่ได้มาทำงาน?

เปล่าครับ งานนี้คุณไม่ให้นักข่าวเข้าไม่ใช่หรือ

...ก็ใช่

 

งานนี้จัดขึ้นเพื่อแฟนพันธุ์แท้ด้วยซ้ำ จากการคุยอีกสองสามคำทำให้ผมรู้ว่าเขาไม่เคยชอบฟังเพลงผมมาก่อน ซิงเกิลเก่าๆ ก็รู้จักแต่เพลงโปรโมตเท่านั้น เขาหาทางมางานนี้ได้อย่างไร... ผมสงสัย แต่ไม่คิดจะถามดูเลยสักที

 

อาคานิชิ เรียบร้อยแล้วสแตนบายด้วย แฟนๆ กลับไปนั่งรอหน้าสเตจหมดแล้วนะ เสียงเข้มงวดของผู้จัดการขัดเวลาสั้นๆ ของเรา คาซึยะดูโล่งอกที่จะได้รอดพ้นจากคำซักถามอื่นๆ ของผม ท่าทีประหม่าของเขาเหมือนคนทั่วไปเวลาอยู่ต่อหน้าดาราดังที่ตัวเองชื่นชม ดูแตกต่างกับมาดนักข่าวในยามปกติ

 

และมัน...ก็น่ารักดีล่ะมั้ง

 

เสียแต่ผมไม่ค่อยจะนึกรัก ตรงข้าม...ในตอนนั้นผมออกจะเกลียดเขา

เพราะเขาทำให้ผมหลอกตัวเองต่อไปไม่ไหว พ่ายแพ้แก่แรงปรารถนาในจิตใจ

 

ผมอยากใกล้ชิด ใกล้ชิดเพื่อจะรัก

 

งั้นผมไปหน้าเวทีบ้าง

เดี๋ยว

 

ผมรั้งเขาเพราะเขาลืมซีดีทิ้งไว้ คาซึยะสะดุ้งโหยง ตัวค้างแข็ง ตาเล็กเบิกโตมองท่อนแขนตัวเองที่ผมกระชับไว้เบาๆ

เขาคงตกใจเกินไปเสียจนลืมสะบัดทิ้งหรือออกแรงผลักผมออก...

 

ขอบคุณครับ ผมไปนะ

 

แฟนคลับคนใหม่ของผมไม่รักษาคำพูดที่บอกว่าจะไปรอหน้าเวที แต่กลับไปยืนพิงประตูทางออกไว้แล้วแล่นหนีไปทันทีที่การแสดงครึ่งหลังจบลง

 

เขา...แทบไม่มีอะไรเหมือนตัวตนในชาติที่แล้วของเขาเลย ไม่ว่ารูปกายภายนอกหรือบุคลิกนิสัย

ผู้หญิงคนนั้นอ่อนหวานบอบบาง น่าทะนุถนอมปกป้อง เป็นนางในฝันของบุรุษในยุคนั้นทุกกระเบียด

ส่วนคาซึยะ แม้ในยามตื่นกลัวก็ยังเผชิญหน้าเหมือนเด็กที่อยากรู้อยากเห็น สั่นๆ สู้ๆ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล แต่ก็ไม่เชิงว่ากล้าแกร่งมากมาย

 

แตกต่างไปเสียทุกอย่าง แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ผมก็ยังรู้สึกว่าเขาคือคนคนเดียวกัน

...คนที่ผมผูกพันผูกใจ...

 

แต่มันเพียงพอแล้วหรือ

ขอให้เป็นเขา จะเป็นใครยังไงก็ได้อย่างนั้นหรือ

 

ความคิดถึงจากที่เคยสูญเสีย เพราะห้ามใจไม่ไหวแล้วสุดท้ายจะไปสุดทางที่ไหนกัน

 

 

ครั้งที่หก จุดพลิกผัน

 

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...

 

คำอธิษฐานก่อนตายนี้ดังก้องอยู่ในใจตลอดเวลาที่ผมแกล้งพรมจูบบนเนื้อเย็นๆ ของเขา  แรงสั่นสะท้านริมฝีปากที่เม้มแน่นบอกให้รู้ว่าร่างข้างใต้ตื่นเต้นขนาดไหน นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยความสับสน แต่เขาไม่มีทางรู้หรอกว่าคนที่ทำอะไรดูหาเหตุผลไม่ได้อย่างผม ทั้งตื่นเต้น และสับสนยิ่งกว่ามากมายหลายล้านเท่า

 

ผมกำลังยอมแพ้แก่โชคชะตา?

เพื่อให้เขามาแนบชิด ผมต้องยอมตกอยู่ในวังวนแห่งทุกข์และสุขแสนสาหัสอีกครั้ง

 

พอครับ พอได้แล้ว

 

ใครจะ พอตามใจเขากัน เขาไม่รู้หรอกว่าผมต้องแลกวินาทีนี้กับอะไร ...ด้วยแรงคิดถึง

...คิดถึงจนทำในเรื่องบ้าๆ!

 

ถ่ายเอาไว้เยอะๆ เผื่อเลือกสิ

 

หลังงานโปรโมทซิงเกิ้ลครั้งนั้นคาซึยะหายเข้ากลีบเมฆ ถึงผมจะไม่มีผลงานออกสื่อมากนัก แต่ก็ยังมีรายการโทรทัศน์บ้างสองสามหน ทว่าปราศจากเงาของนักข่าวตัวจ้อย

 

ขี้โกงเป็นที่สุด

 

คาซึยะเป็นแรงบันดาลใจให้บทเพลงใหม่ๆ หลายเพลง แต่ไม่ว่าจะเพลงไหนผมก็ไม่มีความมั่นใจพอจะส่งเข้าห้องอัด เพียงแค่เพราะเพลงเหล่านั้นไร้เสียงแหบๆ ที่มีชีวิตชีวา มาคอยเติมอีโก้ให้คนแต่งด้วยคำเยินยอว่ามันไพเราะถูกใจเขาแค่ไหน

 

ผมคิดถึงเขาอยากเจอเขา... เรื่องความรักเป็นสิ่งที่ถูกผลักออกไปไกลนานแล้ว ผมเลิกสนใจว่าสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างเราทั้งสองคืออะไร ขอแค่เขาอยู่ในสายตา เอื้อมมือคว้า ให้ผมได้สังเกตอากัปกิริยา จินตนาการของผมที่มีต่อเขามันมากมายและผมก็อยากพิสูจน์ว่ามันเป็นจริงบ้างหรือเปล่า

 

แต่เขาก็ไม่ยอมมาให้เห็น...

 

อาจไม่นานนับเดือนแต่ก็พอทรมานความรู้สึกของคนเฝ้ารอ ผมคิดไปต่างๆ นานาว่าถ้าเจอกันอีกครั้งผมจะทำอะไร คิดไปมากมายแม้จะรู้ตัวดีกว่าสิ่งที่คิดคงไม่ใช่เรื่องที่ผมจะทำได้จริง ...จนถึงค่ำของคืนสิ้นเดือนแปด

 

ในที่สุดผมก็ได้พบเจอเขา แล้วก็ช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าพิศวงอย่างยิ่ง ผมไม่รีรอเลยที่จะวิ่งไปหา ตรงข้ามกับที่เขาลนลานเข้าเกียร์ถอย ก็แน่ล่ะ...ถ้าคุณเป็นปาปารัซซี่ที่ดาราเป้าหมายหันมาเจอ คุณจะยืนอยู่เฉยๆ ให้ถูกเล่นงานหรือ

 

หยุดอยู่ตรงนั้น

 

ด้วยสถานที่ที่เป็นโรงจอดรถของคอนโด เสียงตะโกนจึงสะท้อนก้องฟังน่ากลัว หากเป็นพวกปาปามืออาชีพอาจจะไม่ใจฝ่อ แต่คาซึยะที่ออกจะขวัญอ่อนเล็กน้อยยืนนิ่งราวกับถูกปืนจี้อยู่ข้างหลัง

 

คิดจะทำอะไรผมถามเสียงเข้ม หน้าเสียๆ ท่าทางห่อไหล่กอดกล้องตัวใหญ่แน่นทำให้ไม่มีทางคิดเป็นอื่น คาซึยะไม่ได้ดักรอผมอย่างพวกยาราคาชิสโตรกเกอร์ดารา และเขาคงไม่ได้มาทำข่าวผมอย่างนักข่าวธรรมดาแน่นอน

 

เปลี่ยนอาชีพจากนักข่าวชั้นดีเป็นพวกชั้นต่ำตั้งแต่เมื่อไหร่

 

อาคานิชิซัง! ผมขอโทษ คืนกล้องให้ผมเถอะ คาซึยะร้องเสียงหลงเมื่ออุปกรณ์ในอ้อมอกของเขาถูกริบ แน่ว่าผมไม่มีทางทำตามคำขอของเขาง่ายๆ เพราะคงไม่มีคู่ต่อรองคนใดที่จะปล่อยตัวประกันคืนให้ไปโดยปราศจากข้อแลกเปลี่ยน

 

เขาผิดเองที่ปรากฏตัวหาผมอย่างผิดที่ผิดเวลา... ล่าช้าแล้วยังหลบซ่อน

 

อาคานิชิซัง คาซึยะวิ่งตามพลางร้องขอคืนเครื่องมือทำมาหากินกับผมตั้งแต่ชั้นล่างมาจนชั้นบนสุด เขาคงคิดว่าดาราจิตไม่ปกติคนนี้คงจะไปหาที่ทิ้งดิ่งกล้องของเขาอย่างพวกฮอลีวูดนิยมทำกัน

...ช่างไม่รู้ใจกันสักนิด

 

เข้ามา... หลายวันที่ไม่ได้เจอหน้าผมก็แค่อยากหาที่พูดคุยกับเขาได้อย่างสะดวก หรือต่อให้ลงโทษกัน ผมก็อยากทำได้โดยไม่ต้องว่าใครหรือปาปาเจ้าไหนจะจ้องมองอยู่

 

คาซึยะก้าวพ้นกรอบประตูห้องชุดของผมอย่างระมัดระวัง สายตาเขายังคงจับจ้องไปที่กล้องสี่เหลี่ยมทรงอนุรักษ์สลับกับใบหน้าเรียบตึงเจ้าถิ่น

 

คุณจะยึดฟิล์มในนั้นก็ได้ แต่คุณคืน- -

นิตยสารของเธอเปลี่ยนเป็นแนวก็อซซิปตั้งแต่เมื่อไหร่ คาเมนาชิ เขียนข่าวธรรมดามันขายไม่ได้งั้นหรือ

ไม่ใช่ครับ นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับบริษัทของผม ผมขอโทษ ผมมีความจำเป็นจริงๆ อาคานิชิซังอย่าเอาเรื่องผมเลยนะครับ

ความจำเป็นที่เรียกว่าเงิน?

อาคานิชิซัง!”

ถ้าไม่จริงก็แก้ตัวมาสิ

 

.......ผมขอโทษ

 

ไหนเล่าให้ฟังหน่อยดีกว่าว่ารูปฉันมันขายได้ใบละเท่าไหร่ คุ้มค่าเหนื่อยหรือเปล่า

คุณจะรู้ไปทำไม

ก็น่าสนใจออก ...ว่าไงล่ะ ถึงพันมั้ย

เป็นหมื่นหรอก... เขาพูดเสียงเบา

อะไรนะ

ถ้าชัดกว่าเจ้าอื่นก็เป็นหมื่น ยิ่งถ้า... ถ้าจับได้ว่าควงผู้หญิงอยู่ด้วยก็ถึงแสน

มิน่า...

ผมไม่ได้อยากทำนะครับ ถ้าไม่ได้เดือดร้อนผมก็ไม่ทำหรอก ผมไม่ได้เห็นแก่เงิน...

อ่อ...ถ้าไม่ได้เห็นแก่เงินแล้วเห็นแก่อะไร

 

ก็...

 

คำอธิบายของคาซึยะไม่พ้นเรื่องเงิน ด้วยการเล่าแบบติดๆ ขัดๆ ในที่สุดผมก็ได้รู้ว่าเงินก้อนสำคัญนั้นนำไปเพื่อการใช้หนี้... เสียแต่ไม่ใช่เป็นหนี้ของเขาเองหากมันเป็นหนี้บุญคุณ

 

เรื่องราวที่ผมได้รับรู้เกี่ยวกับชีวิตเขาทำให้ผมนึกถึงชาติภพก่อนของเรา ชาติที่แล้วเราทั้งคู่มีญาติมิตรมากมาย จะทำอะไรล้วนต้องคำนึงถึงคนรอบข้างเป็นหลัก แต่ในชาตินี้...ผมเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากพ่อแม่ที่ย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ นานๆจึงติดต่อกันสักครั้ง ส่วนคาซึยะ ก็เป็นเด็กกำพร้าที่ลืมตาดูโลกก็อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์

 

...ตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีใครที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัว มีแต่ผู้อุปการะ ที่เคยบริจาคเงินทองเป็นค่าการศึกษาให้ในยามมั่งมี และบัดนี้คนเหล่านั้นกำลังทวงบุญคุณ

 

เงินหนึ่งล้าน กับอิสระที่จะไม่ต้องทำอะไรเพื่อใครนอกจากตัวเอง

หนึ่งล้าน ที่ชีวิตจะหมดสิ้นจากพันธนาการทั้งปวง

 

ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องหาเงินก้อนนั้น คุณอาจจะไม่เข้าใจ ผมเองก็ไม่มีข้ออ้างอะไรที่ดีมากพอจะขอให้คุณปล่อยผม แต่ได้โปรดเถอะ อย่าเอาเรื่องผมเลย ผมสัญญาก็ได้ว่าจะไม่กวนใจคุณอีก... นะครับ อาคานิชิซัง คืนกล้องให้ผมนะ

 

ไม่อยากได้แล้วหรือเงินล้าน

ครับ?

ต้องแอบถ่ายภาพดารากี่ภาพกันกว่าจะครบหนึ่งล้าน ไม่คิดจะหาทางที่มันรวดเร็วกว่านั้นหน่อยหรือ

 

สิ้นคำถามกำกวมเขาก็เกิดท่าทีหวาดระแวง แต่เพราะผมยังนิ่ง (ด้วยสงครามในหัว) จึงทำให้เขายังรักษาอาการไม่ตีโพยตีพาย

 

ฉันช่วยเธอได้นะ แค่กระพริบตาปริบและก้าวถอยหลัง

คุณ?

ภาพปาปาชุดเดียว ที่จะทำให้ทุกสำนักพิมพ์แย่งกันเสนอเงินให้เธอ เมื่อกี้บอกว่าถ้าถ่ายติดฉันกับผู้หญิงอาจได้เป็นแสนใช่มั้ย ถ้ามากกว่านั้น... เงินล้านก็คงจะไม่ยากมั้ง

 

........

 

ไม่ใช่แค่เขาที่งุนงง แม้แต่ผมเองผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

 

แต่นั่น...ก็เป็นที่มาของการที่ได้ตัวเขามาอยู่แนบกายในการพบกันครั้งที่หก ซึ่งกว่ามันจะเกิดขึ้นก็หลังจากการโน้มน้าวแทบเป็นแทบตายจากคนเป็นเหยื่อ

 

ผมไม่รู้ว่าเหตุผลที่เขายอมตกลงคืออะไร จะด้วยเงินล้านหรือมึนงงกับคำหว่านล้อมจนคิดไม่ทันก็ไม่ชัดนัก แต่ที่แน่ๆ ถ้าสายตาไม่หลอก ในตอนที่ผมมัดมือชกถอดเสื้อแล้วเดินนำไปยังเตียงกว้าง มือของเขาที่ตั้งโปรแกรมถ่ายภาพอัตโนมัติและนำตัวกล้องไปวางตรงหัวเตียง มันทั้งสั่น ทั้งละล้าละลังด้วยความตื่นเต้น

 

...ไม่ตื่นกลัว แต่ตื่นเต้น

 

บางทีเยื่อใยจากชาติภพเก่ามันอาจไม่ได้ตามติดผมมาแต่เพียงผู้เดียว

 

ซุกหน้าลงมาซะ... ถ้าไม่อยากให้ใครตามเจอว่า เขา หรือ เธอ ในภาพเป็นใครล่ะก็

 

คำล้อเลียนถูกโต้กลับด้วยคมค้อน แต่สุดท้ายกลุ่มผมสีน้ำตาลก็ฝังตัวลงกับหมอนนุ่ม

 

เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นแล้ว... และดังอีกในทุกๆ 20 วินาที ผมจำได้ถึงแรงเต้นของหัวใจตัวเองเมื่อมันถูกรบกวนด้วยลมหายใจอุ่น ต่อมาจึงเป็นหน้าผากนวลและแก้มนิ่ม แรกสัมผัส...คาซึยะสะดุ้งนิดๆ ราวกับเกิดไฟช็อต จากนั้นจึงค่อยแนบลงไปแล้วฝังตัวมากขึ้นๆ พร้อมๆ กับพยายามดันผ้าห่มขึ้นบดบังกาย

 

เธอจะอายกระทั่งแผ่นหลังเชียวหรือ

ร่างเล็กขมวดคิ้วมุ่น

แค่นี้คงพอแล้วมั้งครับ

พอสิ คงพอ แต่เรียกเงินล้านไม่ได้หรอก

 

แล้วต้องสักแค่ไหน... เขาใช้สายตาไถ่ถาม...

ในเวลาเดียวกับที่ผมถามตัวเองว่าแค่ไหนจึงเพียงพอที่จะกดข่มความบ้าคลั่งไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก

 

คาซึยะดิ้นขลุกเมื่อรู้สึกถึงแรงรัด ลูกตาสีน้ำตาลที่มองสบกันอยู่เบิกกว้างขึ้น แล้วแววไหวระริกก็แทบจะโตเท่าไข่ห่านเมื่อถูกผมก้มลงไปเอาจมูกเกลี่ยทั่วใบหน้าและลาดไหล่

 

อาคานิช-- มือที่เย็นอยู่แล้วเย็นเฉียบขึ้นอีก เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครสนใจ กล้องตัวใหญ่บันทึกภาพนิ่งของตัวละครสองตัวบนเตียงกว้าง

...ตัวหนึ่งมุ่งมั่นกับการเชยชม ส่วนอีกตัวนิ่งแข็ง

 

เขาหลับตาปี๋ริมฝีปากเผยอค้าง

 

ไม่ได้รังเกียจกัน...สินะ

 

ความปิติลำพองแผ่ซ่าน ผลักดันจิตใจลังเลและคำถามอีกนับพันให้หายไปจนหมด ผมลืมเลือนทั้งเรื่องเจ็บปวดในอดีตและความหวาดกลัวอนาคต สิ่งที่สนใจมีเพียงสิ่งเดียว...ความในใจของเขา ซึ่งจะถามเอากับเรือนกายบอบบางที่ถือสิทธิ์เหนือมันตั้งแต่วินาทีนั้นเอง

 

พอครับ พอได้แล้ว...

 

คำห้ามปรามกว่าจะส่งผลก็เมื่อเสียงกรอฟิล์มอัตโนมัติดังขึ้น ผมผละจากเขา พร้อมสาบานกับตัวเองว่าจะต้องมีสักวันที่ไม่ต้องหักห้ามใจอีก

 

ปลดพันธะที่มีซะคาซึยะ ครั้งหน้าฉันจะไม่ปล่อยเธอไปอีกแล้ว

 

คาซึยะผงกหัวส่งๆ รับคำพูดรอดไรฟันของผม เขารีบร้อนสวมเสื้อผ้า เก็บข้าวของ และก้มหน้าวิ่งออกไปหลังหันรีหันขวางหาทางออกไม่เจออยู่นาน

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...

หากกลิ่นกรุ่นฝังอยู่ในความทรงจำกล่อมให้ผมหลับฝันดี

 

ความคิดถึง...เปลี่ยนจากสิ่งบั่นทอนจิตใจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าวันพรุ่งนี้ผมจะทำอะไร เมื่อได้พบและหนีไม่พ้นคำว่ารัก ผมก็ไม่คิดจะสับสนอีกแล้ว

 

อาจจะเรียกว่าท้าทายโชคชะตา หรือยอมแพ้ต่อแรงปรารถนาก็ได้...

 

 

ครั้งสุดท้ายและชั่วนิรันดร์

 

หลังจากกลั้นใจรอคอย ไม่เกินห้าวันภาพจงใจหลุดทั้งหลายก็ได้ลงหน้าหนึ่งทุกฉบับ

 

ชีวิตการเป็นดาราของผมเป็นอันย่อยยับไปตามความคาดหมาย ต้นสังกัดต้องคอยหาที่อยู่ใหม่ให้แทบคืนต่อคืนเพื่อหนีนักข่าว ก่อนที่เขาจะตัดสินใจลอยแพ ตัวภาระด้วยการประกาศพักงานยาวไม่มีกำหนด

 

อย่างที่คุณทราบ... ทุกสื่อสับดาราจอมฉาวอย่างผมไม่เหลือซาก บ้างแสดงความเห็นใจว่าถึงคราวแบดบอยตกม้าตายถูกผู้หญิงซ่อนกล้อง และบ้าง...ถึงกับออกอาการซ้ำเติมทันทีที่มีข่าวลือว่า อาคานิชิ จิน โดนบทลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการไล่ออก

 

มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความจริงว่าผมต้องเสียค่าปรับร่วมๆ สิบล้านเยนในวันที่เข้าไปยื่นซองขาวที่บริษัท

 

คาซึยะเคยโทรหาผู้จัดการผมครั้งเดียวหลังจากเกิดเรื่อง ผมไม่ได้พูดคุยกับเขา เช่นเดียวกับนักข่าวอีกหลายเจ้าที่เขาถึงตัวผมไม่สำเร็จ หลังจากตัดสินใจกันหลังให้เบื้องหน้าของวงการบันเทิง ผมใช้เวลาสองสามวันในการเคลียร์สิ่งติดค้างทั้งหมด และอีกวันในการขนข้าวของประดามีทั้งหมดไปยังบ้านเก่าที่ต่างจังหวัด กว่าจะหมดเรื่องยุ่งผมก็ไม่สามารถตามความเป็นไปของเขาได้อีกแล้ว

 

เรื่องล่าสุดที่ได้ยินก็มีแค่เขาลาออกจากงานเพราะเกิดมีคนสืบได้ว่าเขาเป็นเจ้าของไฟล์ต้นฉบับ ทำให้อดีตนักข่าวโนเนมถูกตามล่าหาตัวไม่ต่างจาก ผู้หญิง ปริศนาในรูป

 

ผมเป็นห่วงเขา คาดว่าคงเช่นเดียวกับที่เขาเป็นห่วงผม... ที่นากาโนะข่าวสารแทบเข้าไม่ถึง และเรื่องราวก็ยังไม่สงบมากพอที่ผมจะเข้าเมืองได้บ่อยๆ ผมทั้งห่วงว่าเขาจะเป็นอย่างไร และกังวลว่าตัวผมเองจะสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตไปโดยไม่ได้ความรักตอบแทนกลับมา ผมไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองน่าสมเพชอย่างชาติภพก่อน แต่ก็อดกลัวใจคนไม่ได้... เขาเปลี่ยนไปมาก เกรงว่ามันจะรวมไปถึงหัวใจ

 

ผมไม่อยากนั่งรอเฉยๆ ในขณะที่อีกใจบอกให้รอ

ไม่เคยเชื่อมั่นแต่ต้องวัดดวง

 

ผมฆ่าเวลาที่เดินไปอย่างเนิบช้าด้วยการพยายามทำนั่นทำนี่ เงินเก็บของผมมากพอที่จะเนรมิตบ้านหลังเดิมให้กลายเป็นที่ทำงานของนักแต่งเพลง และยังเหลือสำหรับซื้อตึกแถวในเมืองสักหลังเพื่อรับรองในการทำกิจการอะไรสักอย่าง

ผมใช้เวลากลางวันดำเนินการต่างๆ เต็มที่ ก่อนจะมานอนตาค้างกอดรูปฉาวในหน้านิตยสาร...

 

ผมถามตัวเองทุกคืนว่าออกไปตามหาแล้วลากให้มาอยู่ด้วยกันเลยมั้ย

ไม่ต้องอ่อนโยน... ไม่ต้องรอว่าอีกฝ่ายจะว่ายังไง...

 

เสียงเคาะประตูมาดังรัวเอาในคืนที่ห่างจากการเจอกันครั้งล่าสุดของเราเกือบเดือน

ตอนแรกผมคิดว่าเป็นโจรมากกว่าเป็นเขา

 

อาคา... อาคานิชิซัง

 

...ในที่สุดเขาก็มา...

คาซึยะตาแดง และเบะปากโฮไปเลยเมื่อเห็นหน้าผม

 

ผมขอโทษ... ผมขอโทษ เพราะผม... ผมเห็นแก่ตัว ผมทำให้คุณเป็นแบบนี้ ผมขอโทษ อาคานิชิซัง ผมขอโทษ

เขาร้องไห้ตัวโยน สองมือเข้ามากระชับแขนผมแน่น เข่าอ่อน...ถ้าคุกเข่าได้คงทำไปแล้ว

เข้ามาสิ

เพราะผมคนเดียว...

จะชดใช้...หรือเปล่าคาซึยะ

ครับ?

 

เธอจะชดใช้ให้ฉันมั้ย

 

ผมมองเขานิ่ง มือสั่นเล็กน้อยแต่ซ่อนเอาไว้ข้างหลัง จนเขาก็ก้าวเข้ามา...ลดระยะห่างระหว่างเรา คาซึยะสะอึกเพราะกลั้นน้ำตา เขามองตอบผม ก่อนจะต้องหลับตารับจูบจู่โจม

 

ผมรัดเขาแน่นมาก แต่ก็ไม่ได้รับข้อประท้วงอะไร มีแต่นัยน์ตาเชื่อมน้ำใสที่มองมาอย่างเคลิบเคลิ้มและโหยหาเมื่อผมหยุดจูบและมองตาเขาอีกครั้ง

 

ถ้าไม่ออกไปก่อนประตูบานนี้ปิดลง อิสรภาพของเธอจะหยุดอยู่ที่ฉัน

 

คาซึยะยืนนิ่งเหมือนก้าวขาไม่ออก เขาตอบ ด้วยการไม่ตอบอะไรเลย ผมจึงอุ้มไปที่เตียงและปิดโอกาสไม่ให้เขาได้พูดอะไรอีก...ซึ่งเขาก็ไม่พูดอะไรจริงๆ

 

หากครางเสียงหวาน... โอนอ่อนให้กันทุกอย่าง เขาหลับตาพริ้มเหมือนยอมจำนนต่อโทษทัณฑ์ทุกประการที่ผมจะมอบให้ ฤทธิ์เดชสิ่งเดียวคือฟันและเล็บ ซึ่งมาพร้อมการผวากอดในทุกๆ ครั้งที่มีช่องว่างแม้เพียงเล็กน้อย

 

จินครับ จิน

 

ผมกอดเขาแน่น...

 

ร่างของเราทั้งสองร้อนเหมือนไฟ ลุกโหม และเย็นฉ่ำสุขสม ผมเคยคิดว่าว่าหากการรอคอยสิ้นสุดความพิศวาสอาจจะจางหาย แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ยิ่งแนบชิดความรู้สึกก็ยิ่งลึกซึ้ง... รุนแรง

 

เสียงสะอื้นดังคลอทั้งคืน ตลอดเวลาคาซึยะหลับตาแน่น ต่างโดยสิ้นเชิงกับกวางระแวงภัยเมื่อคราวก่อน แต่ทั้งที่ไม่ยอมลืมตา...เขาก็ซุกซบเข้าหาเหมือนบอกว่าการร้องไห้นั้นไม่ใช่เพราะความเสียใจ

 

ผมคิดถึงคุณ... จิน

 

ผมหลับฝันดี สุขสงบกับคำกล่อมก่อนนอนของเขา...

 

 

สายวันต่อมาหลังจากนอนมองตากันเฉยๆ อยู่นานผมก็พาเขาไปเก็บข้าวของมาที่บ้าน จำได้ว่าตอนนั้นผมบอกสั้นๆ เพียงว่าต้องการให้มาอยู่ด้วยกัน เขาก็พยักหน้าแล้วลุกไปอาบน้ำแต่งกายด้วยชุดเดิมจากเมื่อคืน

 

คาซึยะเล่าว่าเขาตามหาผมตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง แต่มันไม่ง่ายและยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อเขาเองก็ต้องหนี เขาเพิ่งได้ยินข่าวลือก่อนหน้านั้นสองวันว่าผมอยู่ที่นี่ แล้วเขาก็ใช้เวลาตลอดสองวันในการตระเวนตามหาอย่างไม่รู้เหนือใต้ไปทั้งจังหวัด

เขาเกลียดตัวเองนักหนาที่เห็นแก่ตัวจนทำให้ชีวิตผมต้องพัง เขาว่าเขาตามหาผมเพื่อที่จะขอโทษ ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็จะตามหาให้เจอให้ได้

 

ผมไม่รู้ว่านั่นเกี่ยวกับความรักหรือเปล่า แต่ที่ผมรู้...คาซึยะไม่เคยคิดอยากไปจากผม

 

เราจึงอยู่ด้วยกันตลอดมานับแต่นั้น

 

ระหว่างเราไม่มีคำพูดมากนัก ไม่ว่าเมื่อไหร่ โดยเฉพาะคาซึยะเขามักเอาแต่พยักหน้าหรือไม่ก็รับคำ ครับ คำเดียวเสมอ เขาจะคอยสังเกตเอาเองแทนการถาม (ขัดกับอาชีพเก่า) คำพูดยาวๆ ของเขามีขึ้นหลังจากได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นนักวิจารณ์เพลงที่ผมแต่ง คาซึยะมีเซนส์การฟังที่ดี ฉลาดเลือกใช้คำพูดในการบอกข้อบกพร่อง ขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยประหยัดคำเยินยอ

 

เขาดูแลผมดี ไม่มีอะไรมากเกินไป เพียงแต่ทำทุกอย่างด้วยความใส่ใจโดยที่ผมไม่ต้องร้องขอ

 

จริงๆ แล้ว...คาซึยะทำคล้ายกับที่มิโดริในชาติก่อนทำ ต่างกันนิดหน่อยด้วยความแตกต่างทางเพศ เขาไม่อ่อนหวาน...แต่อ่อนโยน สิ่งต่างๆ ที่ผมได้รับทำให้ ตัวตนของเขาค่อยๆ สำคัญกว่า จิตวิญญาณ

 

ในราวครบรอบหนึ่งปีที่เราอยู่ด้วยกัน ผมเล่านิทานเกี่ยวกับอดีตชาติให้เขาฟัง บอกเขาว่าผมฝันถึงเรื่องราวเหล่านี้ในวันแรกที่เราได้พบ และบอก...ว่าสองคนนั้นอาจเป็นเราทั้งคู่ เมื่อเล่าจบคาซึยะเงียบไปนานก่อนจะเอ่ย

 

ยังไงเราก็ไม่มีทางพิสูจน์เรื่องนั้นได้ ผมขอไม่สนใจแล้วกันนะครับ เขาพูดประโยคนั้นทั้งหยดน้ำตา แล้วก็ลุกไปทำมื้อเที่ยงให้ผมกิน

 

เราตกลงกันด้วยความเงียบว่าจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีก แต่หลายครั้งเมื่อเกิดเหตุที่อธิบายไม่ได้ สิ่งเหล่านั้นก็เหมือนเป็นคำอธิบายเป็นจุดสิ้นสุดของความสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คาซึยะเพิ่งเล่าให้ฟังเมื่อเร็วๆ นี้อย่าง ...อาการอึดอัดหายใจไม่ออกตอนที่ผมหันหลังให้เขาในกองละคร ...รอยไหม้ที่สองแขนหลังถูกผมคุกคามเมื่อเจอกันครั้งสอง ...หรือว่าการที่เขาต้องกินขนมปังทาตับบดทุกเช้า

 

ผมไม่ได้ชอบ... แต่ติดกินเป็นนิสัยเพราะเลือดน้อยผิวซีด ไม่รู้สิ ผม...ตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งใจมาตลอดว่าต้องไม่อ่อนแอ ต้องเข้มแข็ง แข็งแรง จะไม่ยอมให้ใครรังแก ต้องยืนบนขาตัวเอง เป็นตัวของตัวเองให้ได้...

 

ความทรงจำอาจไม่ตามมาหลอกหลอนเขาเหมือนที่ผมเป็น แต่ก็มีบางสิ่งที่ส่งผล...

 

อย่างไรก็ดี ชีวิตคู่ของเราดำเนินมาอย่างเรียบง่าย ราวกับชดเชยขวากหนามทั้งหลายที่มีมากเกินไปเมื่อครั้งก่อน แม้จะยังคงมีบรรดานักข่าวหรือผู้คนต่างๆ ที่พยายามมายุ่งวุ่นวายบ่อยครั้ง แต่เหมือนว่าไม่มีอะไรน่าหวาดหวั่น ไม่มีอะไรจะมาทำลายเราได้ ไม่มีสิ่งไหนที่เราจะรับมือไม่ไหว

 

...ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน

 

ครั้งหนึ่งผมเคยทำให้คาซึยะร้องไห้ เพียงเพราะผมมองหาเขาไม่เห็น เรียกแล้วไม่เจอ ทั้งที่รู้ว่าเขาต้องไปช่วยเฝ้าร้านห้องอัดในเมืองที่ผมเปิดให้เช่า แม้ไม่มีเหตุผลแต่ผมก็หงุดหงิดฉุนเฉียว พอเห็นเขาคุยยิ้มแย้มกับลูกค้า ผมก็ใจร้ายอย่างไม่ยอมควบคุมตัวเอง ...ผมระบายความไม่พอใจลงกับค่ำคืนร้อนแรงของเรา

 

คาซึยะโอนอ่อนให้ผมเหมือนเคย ทั้งที่เป็นอย่างนั้นอยู่หลายวัน เขาเจ็บ แต่ไม่โกรธ เขามองตัดพ้อ แต่ไม่เคยห้ามปราม จนถึงวันที่เขาเหลือทน เขาพูดกับผมด้วยร่างกายบอบช้ำ

ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่จินครับ ผมอยากอยู่กับคุณนานๆ ได้โปรด ถนอมผมมากกว่านี้...

 

เขาร้องไห้เพราะผม แต่ก็ซับน้ำตากับอกของผม

 

วันนั้นทำให้ผมได้เข้าใจว่าหากสิ่งที่ติดตามผมมาคือความทรงจำและความขุ่นแค้น สิ่งที่ตามคาซึยะมีเพียงสิ่งเดียวที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ...หนี้ความรัก

 

ก่อนหน้านี้ผมแน่ใจแต่ความปรารถนาและการครอบครอง แต่เขา...ได้มาสอนให้ผมรู้ซึ้งถึงคำว่า รักระหว่างเราอีกครั้ง

 

ผมพร่ำขอโทษเขาจากใจ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังเป็นคนคนหนึ่งที่แสดงออกไม่เก่ง ผมได้แต่หวังว่าเขาจะเข้าใจและมั่นใจในตัวผมเสมอ ผมรู้ว่าเขารู้ ว่าไม่มีอะไรที่ผมให้เขาไม่ได้ แต่ผมก็อยากให้เขารู้ ถึงปราศจากคำพูดใด ตำแหน่งคนรักผมจะมอบให้เขาเท่านั้น

 

ชีวิตคู่ของเรานับจากนี้ก็น่าจะยังคงเรียบง่าย สามปีที่ผ่านมาเราต่างเรียนรู้กันแหละกันและคอยเติมความผูกพันให้หนาแน่น อนาคตแน่ว่าต้องมีเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาอีก พวกคุณที่อ่านมาถึงจุดนี้จะคิดอย่างไรก็ตาม สำหรับผมข้อความไม่กี่หน้ากระดาษนี้จะเป็นดังบันทึกและคำมั่นสัญญา

 

ไม่ว่าอะไรจะไม่แน่นอน แต่ความรักของผมจะแน่นอน

ชาตินี้หรือชาติไหน

 

จำได้...หรือลืมกัน

 

ความหมายของชีวิตของผม จะยังเป็นเขาเสมอ

 

 

 

 

 

 

........................จบ..........................

 

 

 

 

 

 

Talk

 

ปาดเหงื่อ...

ไม่เจอกันนานนนนนนน...เลยเนอะ (ป้องปากหัวเราะอายๆ)

หายศีรษะไปอ่านหนังสือสอบมาค่ะ ตอนนี้สอบติดแล้ว ก็เลยมาแต่งฟิกต่อ

ฟิกเรื่องนี้เอามาคั่นฟิกคู่หมั้นที่ดองจนเค็มเปรี้ยวได้รส โพสเรื่องนี้เสร็จก็จะไปนั่งใช้หนี้เก่าไม่ทำลืมแน่นอน (หุหุ)

แวร์ก็แวร์ๆ ขอเล่าที่มาของฟิกเรื่องนี้สักหน่อยนะคะ...  (ใครอยากรู้)

 

ฟิกเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากอ่านนิยายเรื่องหนึ่งเสร็จ (ระหว่างอู้) นิยายเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวของายคนหนึ่ง ที่รอคอยความรักจากชายอีกคน...รอมาตั้งแต่เด็ก จนตลอดชีวิต และจนจบก็ยังรอต่อไป...

มันไม่สมหวังค่ะท่านผู้โช้มมมม / ตบโต๊ะปัง!!

นิยายแบบนี้แต่งมาทำไมคะ (จริงๆ ต้องบอกว่าเราไปแหล่มอ่านของเขาทำไม -*-)

เคืองม๊ากกกกกกกกกก ทำม้ายทำไม ถ้าสุดท้ายรักกันไม่ได้จะรักไปทำไมล่ะเนี่ย... ไอ้เราก็ช่างแย่ น่าจะแอบเบิ่งตอนจบก่อนจะได้ไม่พลาด แง่มๆ ไม่ชอบเลย รักมาตั้งนานแต่สุดท้ายก็สูญเปล่า....งื้ออออ

 

โอ๊ะๆๆๆ ได้พ๊อยๆ

 

ต่อมาก็ไพล่นึกไปถึงเรื่องเล่าลัทธิเรื่องหนึ่งค่ะ ไม่รู้ว่าจะเคยได้ยินมาบ้างหรือยัง แจนนั้นได้ยินจากเพื่อนมาสักพักแล้ว

เป็นเรื่องของชาวลัทธิต่างชาติคนนึง... เขาไปเที่ยวบาหลีแล้วพกรูปจินคาเมะไปด้วย ไปเจอร้านหมอดู เลยไปลองภูมิหมอดูเล่นๆ เอารูปจินเมะให้เขาแล้วบอกว่าชายสองคนนี้มาจีบหนู แต่ใครจะเป็นเนื้อคู่หนูคะ (น่าลองทำเลียนแบบมาก 55)

ปรากฏแว่... (เขาเล่ามานะ จริงหรือเปล่ามิยู้ววว) หมอดูบอกว่า หนูน่ะไม่เกี่ยว สองคนนี้เขาคู่กัน (>////<) สองคนนี้เขาผูกพันกันมา ชาติที่แล้ว (ชี้เมะ) คนนี้เป็นผู้หญิง เป็นคนรักกัน แต่โดนคนรอบข้างขัดขวาง จนตายเลยแยกจากกันไม่สมหวัง ชาตินี้เขามาเจอกันใหม่ ก็ยังจะเจอมารผจญนะ อยู่ที่ว่าเขาจะเข้มแข็งมากกว่าภพเดิมหรือเปล่า ถ้าแคร์คนรอบข้างน้อยลง ก็มีสิทธิ์จะสมหวังได้ บลาๆๆๆ

 

เผยเพ่ย ถูกใจลัทธิอย่างแร๊งงงง (ไม่รับรองความมั่วซั่วของข่าวที่เล่าปากต่อปากแต่อย่างใด)

 

นั่นเลยค่ะ เอาพ๊อยข้างบน มาใส่รวมกับพีคข้างล่าง จึงออกมาเป็นเรื่องนี้....อย่างนี้

ตัวฟิกอาจจะไม่สนุก แต่งแบบมึนๆ เล่าๆๆๆ แถไปจนจบ แต่ก็...เป็นฟิกที่อยากเชิญชวนคนที่พร้อมจะอยากจะอคาเมะเข้าไส้มาเสียสติพร้อมกันนะคะ 555+

อ่อๆๆ สำหรับชื่อเรื่อง ก็สองความหมายค่ะ ทั้งหมายถึงเพลงมูนในอัลบั้มล่าสุด และนอกจากนั้นมูนยังแปลว่า รำพึง รำลึกถึงด้วย...

 

 

ก่อนจะหายไปอีกหน ขอขายของนิดนึงค่ะ เพื่อความเข้มข้นแบบไม่มีเม้มลองไปอ่านเนื้อ 1582 แปลไทยสำนวนแจนกันค่ะ  http://asuka-jan.exteen.com/20080422/entry (อยู่ต่อจากเพลงเลิ้ฟจุ๊ย) รับรองฟูเฟื่อง ไม่เอนจอยกับฟิก เอนจอยกับเพลงเมะก็ยังดี

 

พบกันครั้งหน้าค่ะ ^^

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นั่นสิ when ค่ะ whennnnn

อุตส่าห์บิ๊วเข้มข้นทั้ง 1582 ทั้ง Moon ตั้งแต่หลายวันก่อน ได้มาแค่นี้ -*-
เค้นออกมาค่ะแจน พี่อยากอ่านต่อ ลงแค่นี้เห็นแล้วปวดตับ 555

#1 By viva (58.97.1.218) on 2009-04-24 10:24

ปูเสื่อ...

รอค่ะ open-mounthed smile

#2 By renika on 2009-04-24 21:10

when ละคะ

มาหลอกให้อยากอ่านแล้วจะหายไปมั้ยเนี่ยยย


ปล. เค้ายังคิดถึงคาเมะจังเวอร์ชั่นแอ๊บสาวสุดๆ ด้วยย ^^question

#3 By rei (58.9.52.75) on 2009-04-25 20:21

- -"

มาลงให้อยากแล้วจากไป ...

#4 By pierce on 2009-04-26 21:28

คนอ่านก็กดดันค๊า

มายั่วให้น้ำลายหกเเบบนี้

ดูท่าเรื่องนี้ ตาจินจะเป็นคนดีศรีชาตินะเนี่ย

แอร๊ยยยยย ไม่ได้เห็นจินเวอร์ชั่นเทวดาติดปีกมานานเเล้วเน้อ

(ปกติเห็นบทพระเอกตบจูบ เล่นทีไรนายเอกเราเสียใจแกมเสียตัวทุกที)

#5 By Himemiya (58.8.162.171) on 2009-05-01 22:08

กรี๊ดดดดดดดดด

ชอบใจฉากให้ถนอมค่ะ cry ชอบๆๆๆๆๆ

ไม่รู้จะคอมเมนท์อะไรดี...ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่เรื่องีน้จินพิศาลหน่อยๆนะเนี่ย รุนแรง[ไม่ค่อย]แอบแฝง

ป.ล. จริงๆมันคือ1582สินะ หุหุ open-mounthed smile

#6 By renika on 2009-05-07 21:35

เอ็นจอยค่ะ เอ็นจอยกะฟิคมากมายเลย
ชอบมากๆเลยค่ะ พล็อตโดนใจ
แถมที่มาของพล็อตยังโดนใจยิ่งกว่าอีก
อยากจะเอารูปไปถามหมอดูบ้างอะไรบ้าง 555+
ชอบน้องในเรื่องนี้มากมาย
พูดน้อย ยอมจิน ไม่ค่อยเห็นคาเมนาชิเป็นแบบนี้

#7 By [Y.o.K.u.] (58.8.127.214) on 2009-05-07 22:26

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...
ชอบคำนี้มาก ชอบมากจริงๆค่ะ
แบบ...มันดูเป็นคำก่อนตายจริงๆนะ เหมือนผิดหวังมากอ่ะค่ะ โฮกกกก

ชาตินี้อาคานิชิก็เลย...กริ๊วๆ (กริ๊วอะไร 555)
ชื่อเรื่อง MOON จะมีชื่อเล่นว่า Sadistic love ใช่ป่ะคะ เหมาะกับอาคานิชิตอนลมเพชรหึงเข้าแทรก 5555

ชอบนิสัยคาเมะจริงๆเลย ไม่พูดมาก แต่ก็แสดงออก
สงสารตอนน้องบอกว่า
“ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่จินครับ ผมอยากอยู่กับคุณนานๆ ได้โปรด ถนอมผมมากกว่านี้...”
จินเอ๋ย ถ้าฉันเป็นแกจะถนอมสุดชีวิต ชนิดที่ว่ายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมยกเว้นหมูหนึ่งตัว >O<

จินชาตินี้มีความทรงจำกับความขุ่นแค้น สิ่งที่ตามติดมาทำให้มีนิสัยแบบนี้ด้วยสินะ เป็นคนแรงได้อีก Sadistic loveๆ (อินี่ยังไม่เลิก 5555+)
คาเมะจังมีหนี้รัก โฮกก มารักกับพี่เถอะคาเมะ ><
อ่อนโยน ละมุนละไม...เป็นนิสัยคาเมะจังในชาตินี้ (ในฟิก) ที่รู้สึกได้จริงๆ


ชอบบบบบบบบบบบบบบบ


^^

#8 By ToonkO (222.123.165.95) on 2009-05-07 23:16

กว่าจะสมหวัง พี่จินเราทรมานอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนกัน

แต่ในทีร่สุดก็ได้น้องมาแล้วใช่ไหมในชาตินี้

รักกันนานๆเน้อ

#9 By love_kame (58.9.116.30) on 2009-05-08 00:03

ชอบค่ะ
เหมือนจะอึดอัด แต่ก็อยากติดตาม

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...

ประโยคนี้ถึงกับตบเข่าฉาด!!!!
โดนรุงแรงwink
ชาติที่แล้วฉันอธิฐานก่อนตายแบบนี้ไว้รึเปล่าเนี่ย?
ชาตินี้ถึงยังไม่พบใครสักที

#10 By mimi (124.121.57.192) on 2009-05-08 00:49

เรื่องนี้ดีจัง

เป็นช๊อตฟิคสั้นๆ

แต่ได้ใจความดีค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยชอบอ่านช๊อตฟิคง่ะ

ได้อ่านจากแง่มุมของจินก็ดีไปอีกแบบ

แล้วก็ แอบเชื่อหมอดูด้วยนะ ถึงจะจริงไม่จริงก็เถอะ เชื่อไว้ก่อน เห่อๆconfused smile

#11 By สตรอว์เบอร์รี่_อุจจี้ (203.144.180.65) on 2009-05-08 02:13

ตบเข่าฉาดค่ะ ในที่สุดมันก็เสร็จ 555
เห็นตอนตีหนึ่ง อ่านเสร็จตอนตีสอง สิวขึ้นจะโทษแจน โฮะๆ
ชอบจิน เอาแต่ใจได้ถูกใจแม่ยกมากกกกกกกกก
พิศาลสุดติ่งตับกันไปเรยทีเดียว
ชอบหลายประโยคเลยอะทั้้งบทบรรยาย บทพูด
ประโยคเด็ด...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...
“ถ้าไม่ออกไปก่อนประตูบานนี้ปิดลง อิสรภาพของเธอจะหยุดอยู่ที่ฉัน”
“ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่จินครับ ผมอยากอยู่กับคุณนานๆ ได้โปรด ถนอมผมมากกว่านี้...”
และ ไอ้ "หนี้ความรัก" อะไรนั่นอีก อ่านแล้วรู้สึกว่ามันโคตรจะรักกันเลย

เซ็งเล็กน้อย สรุปว่า คุณน้องไม่ได้พอยท์อะไรกับ1582และมูนที่พี่บิ๊วเลย เสียเส้นมากค่ะ
เพราะฉะนั้นอย่ากินเลยเค้กชอคหน้านิ่มน่ะ *เดินลอยชายออกจากบล็อก*

#12 By viva (61.90.78.181) on 2009-05-08 02:29

ปาดน้ำตาT^T ซึ้งพ่อพระเอกมาก เหมือนชีวิตเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าน้องเมะ ยอมทิ้งทุกอย่าง
เรื่องนี้เมะดูบอบบางน่าทะนุถนอม น่าสงสารมาก ตอนบอกอยากอยู่ด้วยกันนานๆ ตอนจินมันรุนแรง ฮือออ...
ตอนแรกอึดอัดทั้งสองฝ่าย ไปๆมาๆ ชอบความใจเด็ดของคุณพระเอก ที่พระเอ๊กพระเอก ทำเพื่อนางเอกจริงๆ 555
จบไม่ทำร้ายคนอ่านดีค่ะ ถ้าไม่สมหวังนี่เศร้าอีกนาน อินมาก

#13 By nid (124.157.152.41) on 2009-05-08 03:56

สนุกมากค่า~confused smile
ดำเนินเรื่องแบบเรียบง่ายแต่ก็ตราตรึงใจดี หุหุ
จินก็แรงตามสไตล์ คาเมะก็อ่อนโยนแบบสไตล์

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...

แต่ชอบประโยคนี้มากเลย โดนนนนนนนนนนนนน

คาเมะจังก็ใช่ย่อย เห็นดูเรื่อย ๆ แบบนี้ แต่พูดออกมาแต่ละทีมา แรงงงงงงงงงง จริง ๆ

“ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่จินครับ ผมอยากอยู่กับคุณนานๆ ได้โปรด ถนอมผมมากกว่านี้...”

เจ็บมั้ย ๆ อาคานิชิ หึหึหึ


อ๋า~ข่าวลักธินั้นนี่เอง เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ (^^)
สาธุ~ขอให้ชาตินี้สมหวังกันเต๊อะ สาธุ ๆ ลามไปถึงชาติหน้าและชาติต่อไป อาคาเมะ~♥

ว่าแต่นิยายเรื่องนั้นน่าสนใจนะคะ 555+
แต่จบเศร้าเหรอเนี่ย

#14 By P-chan on 2009-05-08 09:16

มาอ่านแล้วนะ ถึงแม้ว่าจะชอบประโยคเด็ดเหมือนเช่นทุกคน จริงๆแล้วชอบประโยคนี้มากกว่านิดหน่อย


แต่เพียงคิดถึงก็เหมือนหัวใจถูกบีบ

ถ้าชาตินี้ก็ยังไม่สมรัก ถ้าชาติไหนผมก็ต้องพรากจากเธอไป...


อย่าถามเหตุผค่ะ เพราะไม่มี...แค่รู้สึกว่ามันคือคำตอบของการกระทำของจินทุกอย่าง
แหม ถ้าได้อ่านก่อนมีชื่อเรื่องคำแนะนำอาจจะกลายเป็น"หนี้รัก" ชื่อฟิกที่เหมาะสมมากหลังจากอ่านจบ แต่ได้พบว่าMOON นั่นแหละดีแล้ว

แจนไม่ค่อยแต่งสรรพนามบุรษที่ 1 แทนจินมานาน ด้วยเหตุผลที่ให้ไว้ว่าแต่งยาก แต่รู้สึกว่าเรื่องนี้ดูเข้าทาง โบนัสแทรคชื่อMISS ทำไมได้ยินเพลง Care ลอยมาแทน อาจจะอินโดยไม่มีเหตุผล(อีกแล้ว)
ชอบบรรยายกาศเย็นๆในเรื่องค่ะ แม้ว่าพระเอกมันร้อนแผดเผาสุมทรวงก็ช่างหัวมันไปคนเดียว วันพระจันทร์เต็มดวงเช่นนี้ เหมาะกับการรำพึงเสียจริง

#15 By hydie (58.8.77.203) on 2009-05-08 13:18

Congratulations !!!

สอบผ่านแล้วใช่ไหมคุณน้อง คุณพี่ยินด้ด้วย

ไม่ได้อ่านฟิคแจนมานานมากกกกก เลย คิดถึงนะจ๊ะ

วันนี้อยู่ดีๆ ไม่รู้เป็นอะไร ขี้เกียจปั่น thesis (ที่กำลังจะต้องส่งวันนี้..แต่ไม่เสร็จ)

ก็เลยเข้าบอร์ด มาเห็นแจน post ไว้

โอ้วววว ไม่รีรอ อ่านเลยละกัน งานชั้นไว้ก่อน...

สนุกดีน้า เรื่องนี้ เล่าได้เรื่อยๆ เราก็อ่านได้เรื่อยๆ รู้สึกว่า มันเต็มไปด้วยความรู้สึกดีค่า

จะพูดว่าไงดี บอกไม่ถูก รู้แต่ว่า อ่านแล้วลุ้นไปเรื่อยๆ ว่ามันจะถึงวันไหน เมื่อไหร่ เมะจะรู้ไหม ว่า คือใครอดีต..(เอาเข้าไป ชักเพ้อ)

รอให้พี่เรียนจบน่ะ แล้วจะกลับมาอ่านเรื่องก่อนๆ ที่เราเขียนไว้...ตอนนี้เวลาไม่พอ 555

คิดถึงนะจ๊ะ แล้วค่อยคุยกัน confused smile

#16 By mildy (58.9.210.43) on 2009-05-08 19:18

อาคาเมะอันนั้นเคยอ่านค่ะ ...เราเศร้ามากกว่าที่จะกรี๊ดกับความเป็นอาคาเมะนะ...

รักไม่สมหวัง...มันออกจะเจ็บปวด ทั้งๆที่รักแต่อยู่ด้วยกันไม่ได้อ่ะ...

เรื่องนี้อ่านไปกลุ้นตลอดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคาเมะเหมือนที่เกิดกับจินบ้างหรือเปล่า...แบบว่า น้องจะรักหรือเปล่านะ...อะไรงี้

จบแฮปปี้ดีค่ะ ชอบบบบ

ไม่ชอบอ่านฟิกที่จบไม่สวยอะ มันทำให้หดหู่ เคยอ่านแล้วมันไม่สมหวัง ชีวิตเฉาไปสามสี่วัน โฮกกกกกกกก

#17 By 赤月 on 2009-05-09 13:01

โอ้วววว ฟิคเรื่องนี้
คนอ่านก็รอคอยค่ะ รอว่าเมื่อไหร่ ทั้งสองจะได้กลับมารักกันอีก

ตอนแรกคิดว่าเรื่องยาว กลัวว่าต้องรอขาดใจแน่เลย แต่จบในตอน

อ๊ากกกก ช่างมีความสุขจริงๆ


แต่ขอกรี๊ดตรงทอล์คได้มั้ยอ่ะ

เคยได้ยินเหมือนกัน ที่มีหมอดูดูว่า จินกับคาเมะน่ะ เค้าคู่กัน แต่ไมได้เป็นหมอดูต่างชาตินะ หมอดูไทยนี่แหละ
โอ๊ยยย คลั่งกันตายไปเลย

#18 By Mi-o (125.24.120.250) on 2009-05-09 13:19

ยังไงก็ขอให้ชาตินี้ ทั้งสองเข้มแข็งฝ่าฟันอุปสรรคไปได้นะ
อย่าเห็นแก่ใครมากกว่าตัวเองอีกเลย

#19 By Mi-o (125.24.120.250) on 2009-05-09 13:22

ขอแปะไว้ก่อน อ่านไปได้กระจึ๋งนึงเอง

อยากจะอคาเมะเข้าไส้่ค่ะ ทุกวันนี้
ได้แต่กรี๊ดอยู่ในใจ มิได้ติดตามแต่อย่างใด
มีแค่เวลานอนเท่าน้านนนน เง้อออ

ไว้กลับมาอ่านจบเมื่อใดแล้วจะมาเม้นท์อีกรอบนะคะ

#20 By rei (58.9.239.72) on 2009-05-10 22:31

บอกไม่ถูกไม่รู้จะวิจารณ์ยังไง
รู้แต่ประทับใจมาก

เหมือนความเงียบของทั้งคู่ในเรื่อง
แบบว่า..ประทับใจแบบเงียบๆไงค่ะ แต่ไม่รู้จะแสดงออกยังไง (ฮา)
(จริงๆคือ หลังเที่ยงคืน สมองจะนอนฟั่งชั่น ไม่สามารถประมวลผลได้ เหอๆ)

รักกันเงียบแต่หนักแน่น คาแรกเตอร์อคานิชิ เกรี้ยวกราว เอาแต่ใจ และชอบบังคับ
แต่อ่านจากมุมเจ้าตัวแล้ว ดูจะซอฟลง
เดาว่าถ้าได้อ่านมุมคาเมะ คงออกแนวสับสนๆ ตัดสินใจทำอะไรไม่ถูก รู้แต่หนูถูกเขาบังคับ(แต่ก็ยอม เอิ๊ก)

ยินดีด้วยนะคะที่สอบติดแล้ว
จะได้มีฟิคคุณแจนมาให้อ่านอีกเร็วๆนี้ใช่ไหม (หวังผลๆ ฮา)

ปล.ข่าวลือนั้นก็เคยอ่านมาเหมือนกัน มันจี๊ดมากค่ะ *ตบโต๊ะรัว*
เชื่อไม่เชื่อ จริงไม่จริงอีกเรื่อง :P

#21 By TarRu_NT (222.123.56.215) on 2009-05-11 01:23

กรึ้ดมากๆ ค่ะ ยิ้มไม่หุบเลย 55+
ประทับใจกับประโยคนี้เลยค่ะ
...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...
รู้สึกทั้งเศร้าและเจ็บจี๊ดๆ ขึ้นมาเลย
สำหรับเราคิดว่า แม้จะผิดหวัง แต่ขอให้ได้รักก็พอ

เรื่องอคาเมะชาติที่แล้ว เราเชื่อไปแล้วล่ะ เอาไว้จะลองทำเลียนแบบชาวลัทธิคนนั้นบ้างดีกว่า เหอ เหอ question

#22 By kokochan on 2009-05-11 07:21

เรื่องนี้อบอุ่นมากค่ะ

พรหมลิขิตมีจริง

คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน

เป็นคู่กันก็ต้องคู่กันตลอดไปอย่างนี้สิ

#23 By reeya (114.128.41.197) on 2009-05-11 09:54

555 ยาวสะใจมากค่ะ

ระลึกชาติได้ เป็นอะไรที่ไม่ค่อยได้อ่าน

น่าสนดีค่ะ ขอบคุณนะคะ

ที่เอาอาคานิชิ เวอร์ชั่นดีแสนดี (ที่ไม่ค่อยได้เจอ กร๊ากกก) มาให้อ่าน

#24 By kozaku_love (114.128.151.50) on 2009-05-11 13:53

"ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่จินครับ ผมอยากอยู่กับคุณนานๆ ได้โปรด ถนอมผมมากกว่านี้...”


ประโยคนี้ ทั้งน้ำตาจะไหล ทั้งจะฉีกยิ้มไปพร้อมกัน
โดนใจมากค่ะ

คาแร็กเตอร์คาเมะดูน่าสงสารมากๆ
แอบเหมือนผู้หญิงสมัยก่อน ตกเป็นทาสอีจินมัน Y Y

เรื่องเล่าลัทธิก็ปลื้มได้อีก
แต่ที่สนใจกว่า
อยากรู้ชื่อนิยายจังค่ะพี่แจน
ถึงไม่สมหวังแต่อยากอ่านมากมายค่ะ

#25 By BeLLe (202.5.81.164) on 2009-05-12 19:07

มาแนวหวาน ๆๆ แบบเรื่อยๆๆอะ

อ่านไปก็เพลินไปดีนะค่ะ

น่ารักมากมาย

ปลื้มใจกะลัทธิมากมากอะค่ะ

ดีใจด้วยนะค่ะที่สอบติดแล้วอะ

#26 By Netsuk@ (202.176.127.30) on 2009-05-13 16:03

อ่านเพลินดีค่ะ

แอบนึกว่าจินคงไม่สมหวังอีกชาติ

แต่ดีใจที่ไม่เป็นอย่างที่คิด ในที่สุดเขาก็มีแรงดึงดูดกัน ถูกพันธนาการด้วยสายสัมพันธ์อันอ่อนหวานที่ไม่อาจมองเห็นได้ อ๊ากกก!! สมองผลิตสำนวนลิเกออกมาอีกละ!!

จินเป็นคนดีเนาะ เป็นคนดีจริงๆ
หลงอ่ะเพคะ!!

ชอบตอนจบอ่ะ ประโยคชวนเขินของจินกับปฏิกิริยาคาเมะจัง น่ารักเว้ย!! เหมือนประโยคขอแต่งงานได้อีก

หมอดูคนนั้น น่าเอาหมูเห็ดเป็ดไก่ไปเซ๋นเนอะ
ทำนายได้ถูกใจชาวเรามว๊ากก!!
น่าให้เขาผูกชะตาให้คู่รักสะเทือนโลกนี่ด้วย อิอิ

เพลงมูน เจ๋งเนอะ อยากเห็นไลฟ์!!

รอฟิคทุกเรื่องน๊าา
ไม่ได้ทวง แต่อยากอ่าน ฮ่าๆๆๆ

#27 By `Rii,, ♥ All18` on 2009-05-14 22:08

รอคอยเธอมาแส๊นนนน นานนนนน

ฮ่าๆๆๆๆ

ในที่สุดก็ได้อ่านฟิคแจน เย่ๆๆๆ

ช่วงแรกๆเหมือนเครื่องยังไม่ร้อนป่ะ

รู้สึกว่าภาษาแปร่งๆ นิดหน่อย มีแอบพิมพ์ผิดด้วยนะ

แต่พอช่วงท้ายท่าทางเครื่องจะแรง

เรียบลื่นจนทำพี่อิน เกือบร้องไห้แล้วด้วยนะเออ

แอบขำเรื่องลัทธิที่แจนเล่า

ว่าแล้วก็อยากไปหาแม่หมอคนนั้นบ้าง ฮ่าๆๆๆ

ไม่แน่ไม่แม่หมอแกอาจจะเปิดสำนักหมอดูเป็นอาชีพเสริม

พอหลบหลังม่านคุณแม่หมออาจจะนั่งถือพัดดูดีวีดีคอนอยู่ก็ได้ ฮ่าๆๆๆ

ยังไงก็แล้วแต่ต้องขอบคุณแม่หมอและนิยายเรื่องนั้นที่ทำให้แจนมีแรงบันดาลใจจนแต่งฟิคออกมาได้อีกหนึ่งเรื่อง

ปล.แจนได้ยินข่าวบ้างป่าวว่าเพลงโซโล่จินในคอนอ่ะเป็นเพลงอะไร พี่ได้ยินว่าแว่วๆว่า feat กะคริสตัล เคย์ โคดจะอยากฟังเลยอ่ะ

แต่กรี๊ดเมะอ่ะ ยูกะตะเปิดไหล่ กะ ลิปติกแดง อร๊างงงงง

#28 By nawa_akanish (58.9.39.59) on 2009-05-17 09:48

อ่านแล้วชอบมากกกกกกกกกกกก
แบบว่า .... จินมันดูสับสนใจตัวเองดี
ความจริงอยากหใต่งพาร์ทคาเมะมั่งจัง
(มีรีเควส) 5555+
ตอนท้ายมีแอบน้ำตาคลอได้อีกอ่ะ
ตอนที่จินมันพูด "ไม่ว่าอะไรจะไม่แน่นอน แต่ความรักของผมจะแน่นอน

ชาตินี้หรือชาติไหน



จำได้...หรือลืมกัน



ความหมายของชีวิตของผม จะยังเป็นเขาเสมอ"

เอาใจไปเลยเหอะ!!!! สุดๆอ่ะ
ความรักที่เรียบง่าย แอบก็แอบร้อนแรงลึกๆ
อยากรู้ว่าคาเมะน่ะ รู้สึกยังไงกันนะ
ตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรก .......

#29 By KittyDoll (117.47.45.131) on 2009-05-22 01:36

อ่านแล้วชอบมากกกกกกกกกกกก
แบบว่า .... จินมันดูสับสนใจตัวเองดี
ความจริงอยากหใต่งพาร์ทคาเมะมั่งจัง
(มีรีเควส) 5555+
ตอนท้ายมีแอบน้ำตาคลอได้อีกอ่ะ
ตอนที่จินมันพูด "ไม่ว่าอะไรจะไม่แน่นอน แต่ความรักของผมจะแน่นอน

ชาตินี้หรือชาติไหน



จำได้...หรือลืมกัน



ความหมายของชีวิตของผม จะยังเป็นเขาเสมอ"

เอาใจไปเลยเหอะ!!!! สุดๆอ่ะ
ความรักที่เรียบง่าย แอบก็แอบร้อนแรงลึกๆ
อยากรู้ว่าคาเมะน่ะ รู้สึกยังไงกันนะ
ตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรก .......

#30 By KittyDoll (117.47.45.131) on 2009-05-22 01:37

โอ้... โอ้... โอ้....
//อ่านจบแล้วพูดไม่ออกเลยค่ะ >///<

ชอบค่ะพี่แจน ชอบมากกกกกกกกกกกก
ถึงจะไม่ได้หวานกันขนาดนั้น ถึงจะมีอะไรที่ทำให้ช็อกค้าง
//จินยอมทำลายชีวิตไอดอลของตัวเองเพื่อน้องเลย... ซึ้ง
แต่ ความสัมพันธ์(อันคลุมเครือในตอนแรกๆ)ของจินและคาเมะ
ก็ทำให้ฟ้าอึ้งและซึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลยค่ะ ><

เป็นการเอาเรื่องระลึกชาติได้มาเขียนในแบบที่ไม่ค่อยได้อ่านเจอนะคะ
เพราะปกติแล้ว เหมือนเวลาระลึกได้จะจำได้ถึงความรักที่เคยมีให้กับอีกคนเลย
แต่ในเรื่องนี้ ในตอนแรกจินสงสารและสมเพศ พยายามที่จะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสอง
กว่าจะรักกันได้ แอบลุ้นแทบแย่แหน่ะค่ะ
ส่วนคาเมะ ถึงจะไม่ค่อยได้รับรู้ถึงตัวตนของคาเมะ (เท่ากับของจิน)
แต่.... รักคาเมะค่ะ (กร๊ากกกก)
สัมผัสได้ึถึงความรักของคาเมะที่มีให้จิน
ถึงน้องจะทำตัวยอมให้จินเอาแต่ใจตลอด
แต่ก็รับรู้ได้่ว่าคาเมะไม่ได้ฝืนใจ
//ถึงจะกระอักกับประโยคที่ว่าให้ถนอนคาเมะหน่อยก็เถอะค่ะ
อคนช!!! เพลาๆแรงหน่อย ^^"

อ่า... ยังไงก็ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆอีกเรื่องนะค้า
ต่อจากนี้ เวลาฟัง MOON ต้องนึกถึงแต่ฟิคเรื่องนี้แน่ๆเลยค่ะ อิอิ

#31 By mishiko~ (131.111.213.38) on 2009-05-27 15:55

น่าสนใจดีคะ เรื่องเรื่อย ๆ แต่ไม่น่าเบื่อ เรายังแอบกลัวว่าจะจบแบบรอคอยกันไปแบบไม่รู้จบเลย ถ้าจินไม่พยายามกับโอกาสที่มี แล้วเมะไม่ตอบสนองตรงกับความรู้สึก เราคงไม่เห็นตอนจบแบบที่เป็นอยู่

#32 By Bluesky (58.9.177.55) on 2009-05-30 20:03

เป็นฟิคที่........>///////////<

บรรยากาศ

คำบรรยาย

คาเรคเตอร์

เฟอร์เฟคมากกกกกกกกกกกกก

โฮ............

ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้อ่านฟิคแบบนี้เลยค่ะ

หลุดไปอีกโลกเลย

จะร้องไห้หลายรอบทั้ง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุให้ร้อง

ทั้งคลุมเครือ ทั้งบีบหัวใจ

อบอุ่น มีความสุขแบบประหลาด ๆ ตลอดเวลาที่อ่าน

ไม่อยากให้จบเลยค่ะ

อึ้งมากในการพบกันครั้งที่หก

จินทำลายอนาคตตัวเองเพื่อน้อง

ประทับใจมากค่ะ

ชอบเว่อร์ ๆ ไม่ไหวแล้ว ToT

ขอบคุณมากสำหรับฟิคเฟอร์เฟคเรื่องนี้

ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

#33 By RainDeer (125.27.120.39) on 2009-06-20 17:02

จินเมะรักกันใช่หรือเปล่า จินทะนุถนอมเมะหน่อยก็ดีนะจิน อะไรกันเมะบอบบางกว่าจินนะ อย่ารุนแรงมากนักสิ เมะอ่ะไม่สนใจคนอื่นนอกจากจินหรอก ก็เมะรักจินนี่นา

#34 By jk (58.9.14.179) on 2009-06-22 18:31

อารายกานนนน สายใยรัก ยังไงก้หนีกันไม่พ้นสิคะ อิอิ

#35 By ^^akatang^^ (125.26.230.243) on 2009-08-08 15:40

...หากรักไม่ได้ หรือไม่ได้รัก ก็ขอให้อย่ารัก อย่าพบ...

พล็อตโดน ประโยคเริ่ด
ซึ้งอ่ะ ชอบมากๆเลย โรแมนติกมากๆเรื่องชาตภพนี่เปนอะไรที่ยากจะบรรยาย

แล้วแบบ งือ้ พูดไม่ถูก
เอาเปนว่าชอบบ

จุ๊บๆคนแต่ง

#36 By 1 (58.8.161.157) on 2009-08-08 22:48

อะไรก็ไม่เท่าแม่หมอดูคนนั้น เป็นแฟนอาคาเมะหรือเปล่านิ หุ หุ

เอาล่ะเข้าเรื่อง ไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ดีเนาะที่ระลึกชาติได้เนี้ย

แต่ถ้าได้แล้วสมหวังอย่างจินกะดีสิเนอะ

แอบสงสารจินที่โดนมรสุมข่าวจนต้องออกจากวงการเนอะ

แต่ก็ไม่เป็นไรมีคาเมะมาอยู่ด้วยชดใช้แล้ว

#37 By nao (202.28.27.5) on 2009-08-10 23:01

หนุกมากๆๆเลยค่าา



ชอบๆๆ

#38 By WanNY (125.25.77.227) on 2009-08-11 10:35