Accidentally Possessive Part 18

posted on 09 May 2012 22:36 by asuka-jan in Accident
 

Title: Accidentally Possessive
Part: 18
Casts: Jin x Kazuya & Yuichi x Tatsuya
Author: Asuka
Rate: G

 

 

 

 

 

เหนื่อยสายตัวจะขาด

 

คาซึยะเดินหมดเรี่ยวหมดแรงมาทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่ม เหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่น่าเชื่อในหลายประเทศทำเอาเขาหัวปั่นรับศักราชใหม่ บ่ายวันนี้เขาต้องจัดการประชุมวีดีโอคอนเฟอเรนส์ให้กับคณะกรรมการบริหารได้มารับฟังการอธิบายสถานการณ์ล่าสุด จากซีอีโอที่ประจำอยู่แต่ละประเทศ และร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อออกนโยบายโดยรวมและแนวทางการปฏิบัติตามสถานการณ์ของแต่ละที่ที่หนักเบาไม่เท่ากัน

 

งานใหม่ที่แทรกเข้ามาก็กะทันหัน งานเก่าที่ต้องสะสางก็เร่งด่วน คาซึยะต้องแบ่งคนเป็นสองทีม หนึ่งรับผิดชอบดูแลการประชุม หาข้อมูล และแปลข่าวสาร ส่วนทีมที่สองให้ค้นหาผู้ร่วมทุนที่เหมาะสมรายใหม่แทนชีคอัลฟา งานของทั้งสองทีมยืดเยื้อกว่าที่เขาคาดไว้มาก เขาผู้ต้องคอยรับรายงานและตัดสินใจทุกส่วนจึงรู้สึกเพลียทั้งกายทั้งใจ

 

ความเหน็ดเหนื่อยส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากภาระในส่วนของตัวเอง แต่มาจากการเห็นลูกน้องวิ่งวุ่น คนที่ออกมาจากห้องประชุมตอนพักก็ดูหัวฟูพิกล ‘การข่าว’ แว่วว่า แม้ฝ่ายต่างประเทศจะจบภารกิจในเวลาเลิกงานพอดี แต่ก็มีฝ่ายอื่นพาเหรดเข้าไปแทนมากมาย ความเหนื่อยขั้นสุดท้ายจึงมาจากการต้องรอคนที่บ้านขับรถมารับ กว่าจะไปถึงที่ทำงาน กว่าจะกลับมาถึงบ้าน คาซึยะบ่นได้คำเดียวว่า...เหนื่อย

 

ร่างเล็กกินมื้อเย็นด้วยความหิวจัดแบบไม่ค่อยรู้รส ก่อนส่ายหน้าปฏิเสธของหวานที่มารดาภูมิใจเสนอ เขาลากสังขารตัวเองไปแช่ลงในน้ำอุ่นจัด เกือบหลับคาอ่างอยู่แล้ว ถ้าไม่ถูกเรียกด้วยเสียงเคาะประตูถี่ๆ

 

“ครับพ่อ”

 คาซึยะในชุดคลุมสีขาวเดินหาวมาเปิดประตู

 

ผู้เป็นพ่อแทรกตัวเข้าห้องลูกชายตนโดยไว มานั่งเป็นประธานอยู่ปลายเตียง

 

“แกนะแก”

“อะไรครับ...”

 

“ฉันรู้เรื่องไอ้ชีคบ้านั่นแล้วนะ”

ผู้เป็นลูกชะงัก

“รู้แล้วหรือครับ”

 

“ก็เออสิวะ! แหมแกนี่มันน่า... รู้ว่ายังไงเรื่องก็ต้องแดงก็ทำอุบ พวกบอร์ดแก่ๆ เขาจะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงกะทันหันได้ยังไงถ้าไม่เข้าใจเหตุผล” แน่ว่านายคาเมนาชิไม่รวมตัวเองเข้าพวกแก่ๆ นั้นด้วย “เจ้าจินก็พยาย้าม...อ้างนั่นอ้อมนี่ คงไม่อยากให้แกอาย ดีว่าพ่อเขาหัวไวช่วยลูกชายแถเรื่องนี้จนผ่านไปได้ แล้วค่อยมาซักกันนอกรอบ”

 

ถ้าเป็นเช่นที่พ่อเขาเล่ามาจริงก็นับว่าดี เขาก็อายจริงๆ นั่นล่ะถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นที่รู้กันทั่ว

 

“ฮู้ย... นี่ถ้าแม่แกรู้อีกคนนะ”

 

“ฮะ พ่อจะบอกแม่หรือครับ” ร่างเล็กร้องเสียงหลง

“หึ ถ้าแม่แกรู้ล่ะก็ ได้วิ่งเอามีดไปเสียบพุงไอ้ชีคเวรนั่นแน่”

 

ก็นั่นล่ะที่ไม่อยากให้รู้! เขารู้ว่าแม่ตัวเองไม่ได้หวงลูกชายอะไรนักหนา แต่หากมีใครหน้าไหนมาหยามศักดิ์ศรีคนในครอบครัวล่ะก็... คุณนายเธอไม่เคยยอม แค่คิดก็เครียด!

 

“ยังไงก็คงต้องบอก แต่ไว้รอให้พวกมันเอาเท้าพ้นแผ่นดินเราก่อน ตาจินบอกว่ามันยังไม่ยอมกลับกันไปสักที คงอยากจะหาโอกาสอีกมั้ง เฮอะ! ใครจะยอม นี่พูดแล้วก็โมโห ตาจินไม่ยอมทำอะไรนอกจากคอยป้องกันไม่ให้ใครเข้าถึงตัวแก กับบีบพวกโรงแรมไม่ให้รับเช็คอินพวกมันต่อจากที่จอง ฉันกับพ่อเขานะอยากจะส่งคนไปซ้อมพวกมันแล้วอันเชิญกลับประเทศไปจะแย่!”

 

คาซึยะกระพริบตาปริบกับข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยทราบ หลังจากโล่งใจเรื่องแม่ ก็ต้องมาเซอร์ไพรส์เรื่องใหม่ เออหนอ น่าแปลกใจตัวเองเสียจริงที่ไม่ได้สนใจจะรู้เลยว่านายอัลฟาและคณะเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน ขณะที่คนไม่มีธุระต้องรู้ กลับรู้ แถมยังมีการเคลื่อนไหว ลงมือจัดการอะไรบางอย่างแบบไม่กระซิบบอกหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศอย่างเขาบ้าง

 

ว่าแต่...เมื่อกี๊พ่อเขาว่าอะไรนะ ส่งคนไปซ้อม?

 

“พ่อพูดเล่นใช่มั้ยครับ...”

 

“พูดจริงโว้ย! ถ้าเจ้าจินไม่ห้ามนะ ทำไปแล้ว!”

 

“ฮึ่ย...!”

ร่างเล็กร้องอีกหน ความฉุนเฉียวไม่สมวัยของผู้เป็นพ่อทำให้เขาอยากเอามือทาบอก

อาไร้...! คนหนุ่มใจเย็น แต่คนแก่เลือดร้อน แล้วดูสิดู ทำท่าถมึงทึงประหนึ่งตัวเองเป็นหัวหน้าโกะคุโดที่ถูกกระตุกหนวดเสือกระนั้น

 

“ไม่ฮึ้ยล่ะ! แต่เจ้าจินบอกว่ามันไม่ใช่แค่ชีคหัวหน้าเผ่าเบดูอินธรรมดา แต่เป็นพระญาติพระวงศ์ น้องสาวเป็นพระเมียของนายกรัฐมนตรีผู้ครองรัฐดูไบอะไรเนี่ย มันถึงใหญ่นัก ถ้าไปยำมันเรื่องจะลุกลามกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ อีโธ่! กลัวที่ไหน”

 

“ครับ ไม่กลัวครับ...”

 

ร่างเล็กทวนคำพ่อเสียงสูง เขาออกจะเชื่อว่าระดับนายอาคานิชิบวกกับนายคาเมนาชิแล้วก็คงไม่กลัวจริงๆ แต่ส่วนตัวเขาเองล่ะออกกลัวนิดๆ ...คิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาจริงๆ เขาในฐานะ ‘มูลเหตุ’ ของความขัดแย้ง จะต้องเอาปี๊บคลุมศีรษะไปทำงานหรือเปล่า

 

คนกลัวได้แต่ยืนทำหน้าเมื่อย ส่วนคนไม่กลัวก็ยังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่เลิก

 

“นี่กลายเป็นว่ามันลอยตัวสบายไปทั้งที่ทำกับเราอย่างนี้ ขนาดพ่อตาจินยังโมโหลูกชายตัวเองเลยนะ...ว่าไม่คิดแก้แค้นให้แกบ้างหรือไง” นายคาเมนาชิตบขาตัวเอง “แต่รู้มั้ย! ตาจินเขาว่ายังไง...”

 

คนเป็นลูกส่ายหน้าพรืด ส่วนนายคาเมนาชิยึดหลังตรงใส่มาดว่าที่ลูกเขยหัวแก้วหัวแหวน แต่ใส่โอเวอร์แอคติ้งในสีหน้าสีตาและน้ำเสียงเล็กน้อย

 

“ความแค้น...รอชำระสิบปีไม่สาย ขอแค่ให้มีโอกาสดีๆ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนในวงกว้าง ผมเอาแน่ ยังไง...ผมก็ไม่ลืม”

 

โอ้ว...

คาซึยะขนลุกซู่ๆ เสียวสันหลังวาบๆ แต่ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดที่ได้ยิน หรือภาพการสวมบทบาทที่ได้เห็นกันแน่

สุดท้ายร่างเล็กสรุปแบบขี้เกียจคิดเอาว่า... บาดใจทั้งคู่

 

ตัวเขาเองนั้นหลังจากจบเรื่องไปเขาก็ไม่ได้คิดถึงแขกหน้าหล่อแต่ใจขี้เหร่คนนั้นอีก ไม่ได้คิดถึงไม่ได้เจ็บแค้น ตามประสาคนลืมง่าย ยิ่งหลังจากถูกจินดุ (ซึ่งอันนี้จำฝังใจ) เขาก็หันมาพิจารณาแต่ตนเองกับปวดหัวเรื่องงาน ไร้ความคาดหวังโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับการแก้แค้นใดๆ ทั้งสิ้น  

 

พอได้ยินว่ามีคนใส่ใจจะเอาคืน มันก็...แอบปลื้มนิดๆ

 

“แต่ฉันไม่พอใจว่ะ!”

 

คำประกาศสวนทางเล่นเอาคนกำลังเคลิ้มสะดุ้ง

 

“รอสิบปีก็ได้แก่เข้าโลงก่อนพอดี ก็เลยบอกตาจินไปว่าถ้าไม่จัดการอะไรให้ลูกชายฉันบ้าง มีถอนหมั้นแน่!”

“หา”

“เหอะ! มันหน้าซีดไปเลย สะจาย...”

 

“ถอนหมั้น?”

 

“ทำไม ไม่อยากถอนหมั้นล่ะสิ”

 

“เปล๊า...” เสียงปฏิเสธของลูกสูงพอๆ กับคิ้วที่เลิกขึ้นของพ่อ “ไม่ใช่ไม่อยาก พ่อนี่! ทำอะไรเป็นเด็กเล่นขายของ เดี๋ยวก็จับหมั้นเดี๋ยวก็ให้ถอน เสียภาพลักษณ์มาถึงบริษัทหมด”

“อ้อ...รู้จักห่วงบริษัท”

“ห่วงสิครับ” คู่หมั้นปลูกฝังมาดี เอ้ย... “ถ้าหุ้นตกโบนัสก็หด พ่อเองก็มีหุ้นส่วนอยู่ตั้งเยอะแยะ ไม่ห่วงเงินปันผลหรือไง อย่างน้อยถ้าจะถอน ก็ควรรอสักปีถึงจะไม่น่าเกลียด”

 

“หรือ...”

 

คนช่างห่วงพยักหน้าระรัว ก็อยากจะนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวอยู่หรอก แต่เหมือนจะออกอาการไปจนกลับมานิ่งได้ไม่ทันแล้ว ร่างเล็กจึงสวมท่าทีขึงขังจริงจัง แต่ก็จริงใจ เหตุอะไรที่อ้างๆ ไปก็ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น

 

ผู้เป็นพ่อทำปากหยันแบบไม่เชื่อถือเลยสักนิด หากไม่คิดต้อนใครให้เข้าตาจน

 

“อ่ะ นี่...”

“อะไรครับ”

 

คาซึยะรับนกกระดาษจากบิดามาคลี่ออก

 

“แกต้องหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ รื้อลิสต์ใหม่ไม่ใช่เรอะ ฉันก็ทำมาเสนอบ้างไง ไอ้ที่ดอกจันนั่นพวกกลุ่มทุนเก่าแก่ ส่วนที่ไม่ได้ดอกจันคือพวกหน้าใหม่ไต่อันดับแต่น่าสนใจ แล้วไอ้ที่ไฮไลท์นั่นคือเจ้าที่เป็นปฏิปักษ์เป็นคู่แข่งของไอ้ชีคบ้า ซึ่งแกควร ย้ำ...ควร จะสนใจเป็นพิเศษ”

 

ร่างเล็กกวาดตามองตามคำอธิบาย รายชื่อนับสิบนั้นส่วนใหญ่เป็นชื่อที่ลูกทีมเขากำลังพิจารณาใหม่กันอยู่แล้ว แน่ว่าไม่ได้แบ่งประเภทอย่างที่อดีตหัวหน้าฝ่ายต่างประเทศแบ่ง เรื่องหาคู่แข่งเพื่อหักหน้าสร้างความเจ็บแสบให้ใครยิ่งไม่คิดถึง เขายึดมั่นในนโยบายของท่านประธานเป็นหลัก ความมีเกียรติ ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ คิอคุณสมบัติสำคัญ ส่วนอย่างอื่นนั้นเป็นรอง

 

แต่ความหวังดีที่ได้รับจากผู้เป็นพ่อ เขาก็ไม่คิดปฏิเสธ

เพราะมันมาจากความรักที่เต็มร้อย

 

“แกไม่ได้ขอให้ฉันช่วย แกเก่ง มีปัญญาจัดการเองได้ แต่ฉันอยากเสล่อ พอใจจะทุ่นแรงแกนิดหน่อย จบนะ”

 

“ขอบคุณครับ”

 

“โอเค ฉันไปนอนละ”

 

นายคาเมนาชิเดินกระฉับกระเฉงออกจากห้องไปหลังเสร็จธุระ คาซึยะไม่ต้องตามไปปิดประตูเพราะบิดาจัดการให้เรียบร้อย หนุ่มน้อยถือกระดาษของพ่อมานอนอ่าน ก่อนจะคว้าแทปเล็ตคอมพิวเตอร์ ที่เพิ่งถอยมาเมื่อวันสิ้นปี มาดูเทียบกับรายงานของลูกทีม

 

ที่เคยว่าง่วงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า ตอนนี้ยิ่งกว่าตื่นเต็มตา ร่างเล็กทำงานต่อไปอย่างว่าวที่ติดลมบน รายละเอียดอื่นๆ ที่พ่อของเขาหมายเหตุมาให้เป็นข้อมูลเชิงลึกแบบที่หาไม่ได้จากการสืบค้นธรรมดา แต่มาจากประสบการณ์และเส้นสายเฉพาะตัว ข้อความสั้นๆ กลายเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศคนปัจจุบันพิมพ์เกร็ดเหล่านั้นเพิ่มเติมไปในรายงาน และเขาก็ดูจะได้ท็อปทรีที่จะไปร่วมตัดสินใจกับลูกน้องอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะได้รีบไปเสนอประธานและส่งเรื่องต่อให้ฝ่ายอื่นๆ

 

ว่าแต่ประธานจะว่างพอรับพิจารณาเรื่องด่วนหรือไม่... คาซึยะก็สงสัย

 

การที่พ่อมาโวยกับเขาได้แสดงว่าในช่วงเช้ามีการประชุมบอร์ดใหญ่ เท่ากับว่าวันนี้จินอยู่ในห้องประชุมทั้งวันไม่ได้ก้าวไปไหนเลย ‘การข่าว’ แว่วอีกว่า ณ เวลาที่เขากลับบ้านมาแล้วห้องประชุมก็ยังคงใช้งานอยู่ ช่างมีภาระมากมายทั้งงานราษฎร์งานหลวง เรื่องที่บริษัทก็แสนวุ่นวาย คุณทัตสึยะก็ต้องช่วย ชีคอัลฟาก็ต้องคิดจัดการ

 

จับปลาหลายมือขนาดนี้ คนหรือแหกันแน่...

 

เปล่า...คาซึยะไม่ได้นึกห่วง ระดับยอดมนุษย์ซูเปอร์แมนคงรับได้ทุกอย่าง ไม่มีปัญหา เขาก็เพียงสงสัย ไม่ได้ห่วงสักนิด แค่สงสัย...เท่านั้น

 

 

 

คนกำลังย้ำกับตัวเองสะดุ้งอย่างคนขวัญอ่อนอีกครั้ง เวลานี้คาซึยะตั้งเพลงเฉพาะสำหรับคู่หมั้นหนุ่มแล้ว เป็นเพลงป๊อปยุคเก้าสิบ เนื้อหาหวานหยด ไม่เลย ร่างเล็กไม่คิดว่าเรื่องระหว่างเขากับคู่หมั้นนั้นหวานหรือจะหวานได้เช่นในเพลง แต่เขาชอบประโยคนี้ ‘As long as you love me’

 

ท่ามกลางเนื้อหาแสดงความรักหลงอย่างตามืดตามัว แต่ประโยคนี้ก็แสดงให้เห็นเงื่อนไข ‘ตราบใดที่เธอรักฉัน...’ แต่ถ้าเธอไม่รัก ก็จบกันเท่านั้นเอง

 

 

 

เพราะมัวเอาแต่คิดคาซึยะจึงต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อท่อนฮุควนมาใหม่ คราวนี้เขารีบกดรับหลังจากเรียนรู้ว่าคู่หมั้นของเขาเป็นพวกไม่โทรซ้ำ ก็ไม่รู้ว่าขี้เกียจหรือเกรงใจ

 

“ครับ”

 

แต่ที่รู้ๆ เขาคิดถึง

ทั้งที่ยังงอน มากด้วย แต่ก็คิดถึง

 

“...คาซึยะ ...นอนหรือยัง”

“นอนแล้วครับ นี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์”

“เอ่อ ขอโทษ”

 

“ล้อเล่นครับ ผมยังไม่นอน ก็รอคุณโทรมาราตรีสวัสดิ์ตามธรรมเนียมอยู่”

 

ปลายสายถึงกับเงียบไปนาน ซึ่งร่างเล็กก็อนุมานไปเองว่าคงจะอึ้ง

หึหึ สะจาย... 

 

“ประชุมเป็นไงบ้างครับ ยาวเลย” ชู้ตเข้าหนึ่งลูกคาซึยะก็ยอมผ่อนให้ ไม่เพียงเนื้อหา แต่รวมถึงน้ำเสียงที่อ่อนลงให้นิดหน่อย

 

“อ๋อ ที่ประชุมเกี่ยวกับรับมือภัยพิบัติเสร็จไปตั้งแต่สี่โมงกว่าแล้วล่ะ” ร่างเล็กรู้สึกว่าตัวเองหูดีนิดๆ ที่อุตส่าห์ได้ยินเสียงลอบถอนหายใจเบาแสนเบา

 

“แต่ผมถือโอกาสนี้เรียกประชุมไม่เป็นทางการกับฝ่ายวิจัย ฝ่ายผลิต และการตลาด ผมอยากผลักดันให้ปีนี้เป็นปีแห่งการอนุรักษ์เต็มรูปแบบ ให้ทั้งสินค้าของเราและแคมเปญรณรงค์มุ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติ สองคล้องกันไปให้หมดทั้งระบบ แล้วก็เอาจริง ไม่ใช่เกาะกระแสฉาบฉวยเหมือนที่ผ่านมา ผมคิดเอาไว้นานแล้ว ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะทั้งเราและนานาชาติกำลังตื่นตัวเรื่องนี้เต็มที่หลังจากเจอกับทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากเทคโนโลยีของตัวเองกันพร้อมหน้า” พอหาทางไปได้คนบ้างานเป็นทุนก็ร่ายยาว

 

“ดีจังเลยนะครับ...”

 

“ผมอยากให้เราเป็นของจริง ไม่ใช่ขัดแย้งในตัวอย่างภาพยนตร์บางเรื่องที่พูดเรื่องขยะล้นโลก แต่ทำของที่ระลึกออกมาเป็นพลาสติก เราต้องทำผลิตภัณฑ์ของเราให้รักษ์โลกจริงๆ แล้วก็นำเสนอภาพความจริง”

 

“แล้วพอเป็นไปได้มั้ยครับ”

“ได้ ...ไม่ได้ผมก็จะเอาให้ได้” ประธานหนุ่มพูดเองหัวเราะตัวเอง “พวกเขาก็รับนโยบายไปนะ... คุณเบื่อหรือเปล่า”

 

“ครับ?” คนฟังงงที่อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องรวดเร็ว

 

“เบื่อหรือเปล่า... ดึกแล้ว ผมยังมาพูดเรื่องงาน”

 

“อ๋อ ไม่นี่ครับ อะไรที่อยู่ในหัวคุณผมก็อยากฟังทั้งนั้น ปกติเราคุยกันผมก็เป็นฝ่ายพูด คุณฟัง สลับกันบ้างอย่างนี้ก็ดีออก”

คำพูดทั่วไปเหมือนไม่มีอะไร แต่คนพูดแฝงนัยเอาไว้แบบรู้อยู่คนเดียว ...ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่ทุกอย่างที่อีกฝ่ายคิด รู้สึก และต้องการ คาซึยะอยากฟังอยากรู้... ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขารู้จักนิสัยและตัวตนของคู่หมั้นตัวเองมากขึ้นก็จริง แต่ยังน้อยนัก ที่เขาจะไล่ตามเท่าทันสมองและหัวใจของคนคนนี้

 

“เล่ามาอีกสิครับ”

 

“อืม...วันนี้ก็เท่านี้ล่ะมั้ง”

 

บ๊ะ ขัดใจกันตลอด!

 

เชอะ... ไม่เล่าเขาถามเองก็ได้

“เรื่องคุณทัตสึยะเป็นไงบ้างครับ” ซึ่งก็ถามถึงใครคนนั้นได้คล่องปากมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ก็โอเคขึ้นนะ ยูอิจิช่วยได้เยอะอย่างที่หวังไว้เลยล่ะ เร็วๆ นี้คงมีอะไรคืบหน้า พูดถึงยูอิจิก็น่าทึ่งกับความกลมของโลกนะ...”

 

คาซึยะพยักหน้ากับหมอน

“ผมควรจะสะกิดใจตั้งแต่คุณบอกว่าพี่ชายเรียนที่ฝรั่งเศสแล้วล่ะครับ แต่ผมก็คิดว่ายูที่คณะนิติฯ ดังๆ ในปารีสมีเยอะแยะ”

 

“ผมรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเรียนยูเดียวกับคุณ แต่ก็คิดว่าคงไม่โคจรมาเจอกันเพราะเขาก็เรียนก่อนคุณหลายปี แล้วเขาเองก็ไม่เคยพูดว่ารู้จักกับคุณเลย ผมน่าจะรู้ว่าเขาเป็นพวกไม่บอกถ้าไม่ถาม บางทีถามก็ไม่ค่อยจะบอกด้วยซ้ำ”

 

อืม ก็คล้ายใครบางคน... 

 

“จริงครับ”

 

ค่ำนั้นกว่าร่างเล็กจะได้ยินคำราตรีสวัสดิ์ตามธรรมเนียมก็ล่าช้าไปมาก แต่เขาไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะนัดแนะกับสารถีส่วนตัวไว้แล้วว่าจะพร้อมใจกันเข้างานสายกว่าเดิมสักชั่วโมง ก่อนหลับ คาซึยะต้องหยิกตัวเองให้ส่งอีเมลหาเลขาคู่ใจให้นัดประชุมฝ่ายตอนสายๆ พร้อมแนบรายงานล่าสุดเพื่อไปพิมพ์แจก

 

การเข้านอนดึกกว่าปกติทำให้ร่างเล็กแทบจะหลับไปในทันทีที่หัวถึงหมอน เวลาส่วนมากของช่วงนิทราคาซึยะหลับสนิทโดยไม่ฝัน ยกเว้นในเวลาที่ใกล้จะตื่น เขาฝันถึงตอนไปเที่ยวและดูงานที่ฮาวาย

 

อะไรหลายอย่างคล้ายของจริง ยกเว้นแต่ไกด์กลายเป็นอุเอดะ ทัตสึยะ ที่เขาจำหน้าไม่ค่อยได้แต่แน่ใจว่าไม่ผิดคน กับพวกหนุ่มฮาวายเอี้ยนควงพลองไฟ ซึ่งกลายเป็นชีคอาซัด บิน มุสซาฟาร์ อัล ซาร์จาร์ และคณะ

 

ยามตื่น คาซึยะไม่แน่ใจว่าในตอนท้ายๆ นั้นเป็นความฝัน หรือเป็นความคิดภายหลังรู้สึกตัว ที่เขากับเลขาพร้อมใจกันโยนก้อนหินภูเขาไฟซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน ปาใส่หนุ่มควงไฟจนบึ้มกลายเป็นระเบิดเพลิง

 

เพ้อเจ้อสุดๆ

แต่มันก็... สะจายดี 

 

.....................................................................

 

คนในความฝันของคาซึยะหนึ่งคนกำลังกำมือแน่นและระงับใจตัวเองไม่ให้กระทืบเท้าหน้าห้องประชุมขนาดเล็กของบริษัทเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ของญี่ปุ่น

 

ทัตสึยะดีใจ ดีใจมาก มาก...มากๆๆ ในที่สุดแผนการขั้นต้นของเขาก็สำเร็จจนได้ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างของทุกฝ่าย เพราะโครงการหารอยรั่วพลิกวิกฤตเป็นโอกาสของเขาได้รับอนุมัติจากพ่อหรือกรรมการผู้จัดการเป็นที่เรียบร้อย

 

ท่ามกลางความแปลกใจของพี่สาว ความระแวงของพี่เขย และความไม่เชื่อถือเท่าไหร่นักของผู้เป็นพ่อเอง แต่แล้วเขาก็ได้รับโอกาสจนได้ ด้วยสคริปต์ที่ท่องจำมาเป็นอย่างดีกับการแสดงออกที่จินกำชับอยู่หลายรอบ ‘อย่าพยายามไปจับผิดใคร ไม่ต้องพูดจาฉลาด แหวกหญ้าให้งูตื่น อย่าหลบตาใคร แต่ก็อย่าจ้องตาใครนานเกินไป’

 

ความตื่นเต้นทำให้เขาไม่ค่อยรู้ตัวเองเท่าไหร่ว่าทำอะไรลงไปบ้าง แต่ก็คิดว่าไม่ได้ละเมิดทุกข้อนั่น เขาสนใจมองพ่อเป็นพิเศษเพราะเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด ความที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานทำให้เขาไม่สะดวกใจนักในทีแรก แต่เมื่อไฟจุดติด เขาก็พบว่าตัวเองมีความสามารถในการแสดงละคร และการทำตัวเป็นลูก ‘เนิร์ดๆ’ อยู่ไม่น้อย

 

‘ผมก็อุเอดะคนหนึ่งนะครับ ผมรู้ตัวว่าที่ผ่านมาผมเป็นลูกที่เลว ไม่เคยสนใจปัญหาของครอบครัว แต่ตอนนี้ผมสำนึกผิดแล้ว ผมอยากแก้ตัว อยากทำอะไรที่ช่วยช่วยเหลือทุกคนได้บ้าง’

 

เขาจำคำพูดของตัวเองได้ทุกคำ และคิดว่าคนอื่นก็คงจดจำได้ด้วย เพราะมันเป็นคำพูดที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่าจะออกมาจากปากคนอย่างเขาได้

 

‘ทำหน้าที่ของนายตอนนี้ให้เต็มที่ก็พอแล้วมั้ง’ ส่วนนี่เป็นคำพูดของพี่สาว ซึ่งจินคาดเอาไว้อย่างแม่นจำว่าอาจมีใครสักคนพูดอะไรทำนองนี้

 

และคำตอบที่เขาเตรียมไว้ก็คือ

‘พอที่ไหนกันล่ะครับ ถ้าเรายังหาทางแก้ไขวิกฤตไม่ได้ ผมก็ไม่ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์อะไรแล้ว ตอนนี้ยังพอมีเวลา ผมไม่อยากรอให้สายเกินไป’

 

‘แล้วแกจะมีปัญญาทำได้อย่างที่ขายฝันให้ฉันหรือไง’ พ่อถามเขา

 

ตอนนั้นวิญญาณรักศักดิ์ศรี ความเชื่อมั่นที่ไม่เคยมีมาสิงร่างเขาจนตัวพองไปหมด เขารู้สึกเหมือนเป็นทหารกล้าที่อาสาแม่ทัพออกไปรบ

 

‘อยากรู้ว่าผมจะทำได้หรือไม่ก็ให้ผมได้ลองก่อนสิครับ ยังไงก็ไม่มีอะไรเสียอยู่แล้ว ตรงไหนไม่เข้าใจผมก็ถามทุกคนเองนั่นแหละ ผมสัญญาเลยว่าจะไม่คิดอะไรโง่ๆ พูดอะไรโง่ๆ ทำอะไรโง่ๆ ตรงไหนผมไม่เข้าใจก็จะถามก่อน แต่จะไม่ถามงี่เง่า เซ้าซี้ ปัญญาอ่อน น่ารำคาญอย่างเด็ดขาด ผมสัญญาว่าผมจะทุ่มสุดกำลัง ผมจะทำเต็มที่เพื่อช่วยให้เราพ้นวิกฤตไปให้ได้’

 

ดวงตาของเขากร้าวแกร่งโดยที่ไม่จำเป็นต้องแสดงละคร แต่เป็นพลังที่มันออกมาเองจากข้างใน นาทีนั้นเขากวาดตามองทุกคน และมันก็เป็นนาทีซื้อใจ เขารู้ได้เลยว่าเขาสามารถสร้างความศรัทธาขึ้นมาได้ชั่วระยะเวลาสั้นๆ และมันก็นานพอที่ทำให้ผู้เป็นพ่อจะเผลอเอ่ยปากตกลง

 

‘ตามใจแก’

 

มาถึงตอนนี้ท่านกรรมการผู้จัดการอาจจะอยากเปลี่ยนแปลงคำสั่งแล้วก็ได้ แต่อุเออะรุ่นเดอะเป็นพวกคำไหนคำนั้น ถึงแม้ในยามที่ปิดประชุมจะมีคำพูดที่แสดงออกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขาเลย และเขาก็รู้ว่าพ่อพูดจริง แต่พ่อก็ให้โอกาสเขาแล้ว

 

เพียงเพราะเผลอดีใจที่ลูกชายคนเดียวมีความตั้งใจจริงในเรื่องที่สมใจพ่อสักที แผนการขั้นแรกของเขาก็สำเร็จไปแล้ว

 

ความดีใจของเขามันพุ่งพล่านจนระงับไม่อยู่ สองขาพาร่างบางๆ ให้ออกมายังหน้าบริษัท ทัตสึยะรู้ตัวอีกที ก็พบตัวเองกำลังยืนโบกแท็กซี่พร้อมกับกดโทรออกไปยังเบอร์ที่เพิ่งบันทึกเอาไว้เมื่อวานเสียแล้ว

 

มีคนรับสายพอดีขณะที่เขาก้าวขึ้นรถ

 

“พี่ยูอิจิ!”

 

“มีอะไรหรือ”

ปลายสายถามด้วยเสียงค่อนข้างตกใจ ก็คงเป็นเพราะเสียงร้องของเขามันตื่นเต้นเกินเหตุไปนั่นเอง

 

“ไปฉลองกันครับ ผมทำสำเร็จแล้ว แผนของเราสำเร็จแล้วครับ!”

 

“งั้นหรือ ก็ดี...”

 

“ไปฉลองกันครับ ผมนั่งแท็กซี่ไปหานะครับ”

“คุณไปชวนจินดีกว่ามั้ง”

“ผมชวนพี่นี่แหละ นะครับๆ ผมอยากฉลองจริงๆ อยากเล่าให้ฟัง ไม่ได้โม้ให้ใครฟังอัดอั้นตายแน่ๆ ไปด้วยกันนะครับ นะครับๆๆ”

 

คนปลายสายเงียบไปสักพัก

 

“นี่จินรู้เรื่องหรือยัง”

“อ๋อ ผมส่งข่าวบอกหมอนั่นไปแล้วครับ”

“งั้นคุณก็ไปฉลองกับจินสิ”

“ไม่เอาอ่ะครับ ช่วงนี้จินมันงานยุ่งจะตาย จริงๆ ก็ยุ่งตลอดนั่นแหละ แต่เหมือนว่าตอนนี้มันผอมๆ ไป ผมไม่อยากกวนเขามาก”

 

ก็เลยมากวนคนอื่นแทน... ยูอิจิคิด

 

“ผมอยากเลี้ยงพี่ด้วยครับ นะครับ ให้เกียรติผมสักครั้ง แล้วพี่จะได้สอนผมต่อด้วยไงว่าพรุ่งนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง”

 

ทัตสึยะรอฟังคำตอบชั่วอึดใจ และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ

“คุณจะไปที่ไหนล่ะ” ในเมื่อมีเรื่องงาน เหตุผลก็มีน้ำหนักมากพอ

 

“ไปร้านอาหารสไตล์โอกินาว่ากันมั้ยครับ พี่อยู่ฮอกไกโดมานานจะได้เปลี่ยนรสชาติบ้าง” คนเสนอแทบจะกัดนิ้วลุ้น เขาพยายามคิดในสิ่งที่น่าสนใจสำหรับอีกคนมากที่สุด แต่ว่า...

 

“อะไรก็ได้”

 

ทัตสึยะตีความว่าเป็นคำตกลง เขาจึงเสนอความเห็นต่อ

“ผมรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง อยู่ชานเมืองหน่อยๆ แต่อร่อยมากเลยครับ ให้เยอะด้วย ตอนนี้ผมอยู่บนรถแท็กซี่ ให้ผมแวะไปรับพี่ก่อนมั้ยครับหรือจะไปเจอ--”

“เจอกันที่ร้านเถอะ”

 

“อ่า... เอางั้นก็ได้ครับ”

 

จากนั้นก็เป็นการบอกที่บอกทาง ตำแหน่งแห่งหนของร้านจนพอรู้เรื่องก็วางสาย เขาแทบไม่ต้องพูดอะไรกับโซเฟอร์อีกเลย แค่หันไปจะพูด แท็กซี่ก็เลี้ยวรถขับพาเขาไปส่งได้ถูกต้อง

 

ขณะที่คนแก่วิชาการจับรถไฟฟ้าและใช้เวลาในการเดินทางไปกับการตรวจเอกสารในมือ ว่าสื่อการสอนและแผนงานที่ร่างไว้ตลอดคืนนั้นครบถ้วนหรือไม่ ร่างบางซึ่งมาถึงร้านอาหารก่อน ก็เตรียมเรื่องที่จะเล่า และเมนูแนะนำพร้อมด้วยเครื่องดื่มสำหรับการฉลองเป็นอย่างดี

 

......................................................................

 

หลังจากมีคำว่า ‘อะไรก็ได้’ ออกมาติดๆ กันหลายคำ ทัตสึยะจึงเป็นผู้สั่งอาหารเองทั้งหมด โดยเลือกเมนูพื้นเมืองเป็นหลัก และคอยสังเกตสีหน้าว่าเอ่ยอะไรออกมาแล้วอีกฝ่ายมีทีท่าไม่อยากกินหรือไม่ ซึ่งคนร่วมโต๊ะไม่แสดงสีหน้าอะไรเลย... คนสั่งจึงเลือกให้มีความหลากหลาย และตั้งใจว่าจะสังเกตเอาทีหลังว่าจานไหนพร่องไปมากที่สุด

 

“พี่เขยผมเขาเริ่มมองผมแปลกๆ แล้วล่ะครับ เขาคงสงสัยบ้าง แต่ผมก็พยายามตีหน้าซื่อเข้าไว้”

 

หลังจากพยายามเอาใจจนเหงื่อตก ทัตสึยะก็ตัดสินใจได้ว่าเข้าเรื่องงานน่าจะดีที่สุด ซึ่งมันก็สำเร็จ

 

“แล้วเขามีทีท่าว่าจะให้ความร่วมมือดีหรือเปล่า”

 

แพทเทิร์นการตักอาหารที่ทัตสึยะสังเกตได้คือ ผัก ปลา หมู ไข่ ผัก ผัก ปลา หมู ไข่ ผัก

 

“เขาก็ออกตัวครับว่าผมจะขอข้อมูลย้อนหลังไปหลายปีอย่างนี้ เขาต้องใช้เวลารวบรวมและจัดให้เป็นระบบ คงให้ข้อมูลผมเลยทันทีไม่ได้ นี่แสดงว่าเขามีพิรุธใช่มั้ยครับ คงอยากดูให้แน่ก่อนว่าตกแต่งตัวเลขเนียนพอ”

 

“ตัดสินไม่ได้หรอก ที่เขาอ้างก็มีเหตุผล แล้วคนอื่นล่ะ”

 

ตอนนี้ก็ยังคงเป็น ผัก ปลา หมู ไข่ ผัก...และเบียร์

 

“พี่สาวผมทีแรกเขาก็ไม่อะไรครับ แต่พอพี่เขยพูดแบบนั้นเขาก็เอาตามบ้าง บอกว่างานยุ่ง คงจัดสรรเอกสารมาให้ได้ไม่ทันใจ แต่ผมก็บอกไปว่าแล้วแต่เขาจะสะดวก ขอให้ครบ ช้าหน่อยก็ได้ ทยอยมาให้ก็ได้ แต่ผมก็พูดไว้นะครับว่าถ้าอันไหนผมรีบจะเอาเดี๋ยวผมจะตามไปทวงอีกที”

 

เกิดมาไม่เคยเลยที่จะรายงานเรื่องอะไรให้ใครฟังเป็นตุเป็นตะ แต่ทัตสึยะก็ทำได้คล่องแคล่ว พอๆ กับการรินเบียร์ให้คนที่ดื่มหนักไม่เหมาะกับหน้าตา

 

“นี่เป็นรายการเอกสารที่คุณควรขอเพื่อให้สมจริงตามแผน” ยูอิจิเปิดแฟ้มส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้ “ที่ขีดเส้นใต้คือส่วนที่จะตรวจสอบหาร่องรอยการทุจริตซึ่งคุณต้องนำมาให้ผม ส่วนเอกสารที่เหลือคุณจะวางไว้เฉยๆ หรือเอามาศึกษาจริงๆ เพื่อกู้วิกฤตบริษัทคุณจริงๆ ก็ได้”

 

ได้รับคำพูดไม่คาดหวังจากอีกหนึ่งคนก็เกิดแรงมานะน้อยๆ ร่างบางตั้งใจว่าจะศึกษาทุกอย่างอย่างเอาจริงเอาจัง นับตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานกับครอบครัวเขาก็คอยสังเกตการใช้เฟอร์นิเจอร์และที่การตกแต่งของสถานที่ต่างๆ จนเริ่มติดเป็นนิสัย และตอนนี้เขาก็พอมีไอเดียแผนการผลิตและการตลาดใหม่ๆ บ้างแล้ว แต่เก็บไว้ในใจมาตลอดเพราะยังไม่รู้ถึงความเป็นไปได้ กำลัง รวมถึงทุนรอนของบริษัท นี่ก็เป็นโอกาสให้ได้กลับมาคิดอย่างจริงจัง

 

“จินเขาเคยสอนผมมาบ้างเรื่องวิธีการตรวจดูบัญชี ถ้าผมเอาเอกสารต่างๆ มาให้พี่แล้ว ผมขอตามมาดูด้วยได้มั้ยครับ”

 

“ก็ตามใจคุณสิ อ้อ...”

“อะไรครับ”

“คุณพยายามไปเดินสำรวจพวกแผนกที่เกี่ยวข้อง แล้วก็สังเกตบุคลากรทุกคนด้วยนะ ไม่ต้องถึงขั้นตีสนิท แต่ให้เห็นหน้าทุกคน พูดคุยบ้าง เวลารับเอกสารก็ไปเอาด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้ส่งมาให้”

 

“ได้ครับ” ปากบอกรับไปก่อน แต่ร่างบางก็บอกตัวเองให้ทำให้ได้ “ว่าแต่ผมรุกแบบนั้นแล้วจะไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือครับ”

 

“ผมไม่ได้ให้คุณไปจับผิดใครนี่ ยังไงคุณก็ควรทำตัวให้ดูมีไฟอยู่แล้ว จะกระตือรือร้นบ้างก็ไม่แปลกอะไร ที่ผมให้คุณสังเกตคนนั่นเพราะว่าโดยส่วนใหญ่เวลามีปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบ พนักงานที่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นมักจะขวัญกำลังใจตกต่ำ คุณคิดภาพว่าตัวเองอยู่ในที่ทำงานที่รู้ว่ามีเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า ยักยอกเงินหรือรับสินบนสิ จะฟ้องใครก็กลัวภัยถึงตัว แต่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็มีจิตสำนึกรบกวน ใครอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มักไม่มีความสุขในการทำงาน คุณก็ควรไปลองสังเกตดู แล้วถ้าจังหวะเหมาะจริงๆ คุณอาจได้พยานหรือหลักฐานเพิ่มเติมจากตรงนั้นก็ได้ อีกอย่าง... เผื่อคุณจะได้ยินข่าวลืออะไรที่เป็นประโยชน์ด้วย พวกข่าวงัดข้อกันระหว่างคนที่แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว หรือข่าวเชิงชู้สาว หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ที่จะทำให้ตอบโจทย์เรื่องแรงจูงใจในการทุจริต”

 

คนพูดยาวเว้นวรรคจิบเบียร์

 

“การทุจริตจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีความสามารถ โอกาส และแรงจูงใจ พี่เขยคุณที่เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเขามีความสามารถและโอกาสอยู่แล้วเพราะคุมบัญชีรวมถึงดูแลฝ่ายจัดซื้อ แต่ที่เรายังขาดคือแรงจูงใจ ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นความโลภ มีบ้านเล็ก มีหนี้สิน หรือติดการพนัน คุณบอกว่าพี่เขยคุณไม่มีพฤติกรรมน่าสงสัย เพราะเขาก็มีหุ้นในบริษัท กลับบ้านตรงเวลา และไม่มีเค้าออกนอกลู่นอกทาง ถ้าจะหาคำตอบให้ชัดเจนก็ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งมันจะยากขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นงานขั้นต้นที่คุณทำได้ง่ายๆ ช่วงนี้ ก็คือการหาข่าวและมองหน้าคน เปิดหูเปิดตาให้กว้างๆ เข้าไว้ก็แล้วกัน”

 

เสียงอธิบายราบเรียบราวกราฟเส้นตรงไม่มีขึ้นไม่มีลงชวนให้ทัตสึยะที่ไม่ถนัดฟังเลคเชอร์ออกจะมึนไปบ้าง แต่ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นความรู้ใหม่ เขาก็ใส่ใจเอาเข้าสมอง ร่างบางกระตือรือร้นรื้อก้างปลาเพื่อให้ได้กินเนื้ออีกข้าง แล้วก็คีบมะระผัดใส่ในชามข้าวของตนเองมากเป็นพิเศษ ด้วยเห็นพี่ชายเพื่อนกินมากแล้วฉลาดจึงอยากกินตาม

 

“ผมมีเรื่องอยากจะถามอีกเรื่องหนึ่งด้วยครับ”

 

“อะไร”

 

“คือ...” ทัตสึยะตัดสินใจรินเบียร์ให้คนตรงหน้าก่อนเอ่ยปาก “ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากพี่ยูอิจิเข้าไปสืบในบริษัทด้วยครับ”

 

การเหลือบตามองทำให้ทัตสึยะนั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว

 

“คือผมก็ไม่ได้อยากรบกวนพี่มากนะครับ แต่เมื่อเช้าผมมาคิดๆ ดูว่า ผมไม่มีประสบการณ์เรื่องพวกนี้เลย ไม่แน่ว่าหลักฐานมันลอยมากองตรงหน้าผมก็อาจจะมองไม่เห็น แล้วพวกเทคโนโลยี นอกจากโปรแกรมเกี่ยวกับการแต่งเพลงแล้วผมก็โง่มาก พวกข้อมูลดิจิตอลถ้าผมสืบค้นเองก็อาจจะไม่เจอข้อมูลเด็ดๆ... แต่ถ้าเป็นพี่เข้าไปดูเอง จะในฐานะทีมในโปรเจคของผม หรือแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานใหม่ หรืออะไรก็ตาม มันอาจจะมีประสิทธิภาพกว่า เร็วกว่า...”

 

“ผมก็แค่ถามนะครับ คือถ้ามันไม่เข้าท่าก็โยนมันทิ้งได้เลย แต่พี่ยูอิจิอย่าโกรธผมนะครับ จริงๆ ผมก็เกรงใจ...มากด้วย”

 

คนหน้านิ่งเป็นปลานึ่งอยู่แล้วพอเข้าโหมดครุ่นคิดก็ยิ่งน่ากลัวสำหรับทัตสึยะ แต่จะให้พูดอะไรมากกว่านี้เพื่อบอกว่าเกรงใจสุดๆ ก็เกรงว่าจะดูไม่จริงใจเพราะขัดกับเรื่องที่ขอไปเต็มๆ

 

ร่างบางทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้แสดงออกอย่างไรได้แต่กลั้นหายใจและเอาตะเกียบจิ้มชามข้าวจึกๆ

กระทั่งเสียงถอนหายใจชวนเครียดดังมาอีกระรอก...

 

“ผมจะเก็บไปคิดดูก็แล้วกัน”

 

บอกแล้วทนายหนุ่มลงมือจัดการอาหารตรงหน้าต่อ ขณะคนที่ลุ้นจนตัวเกร็งค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างระมัดระวัง

 

ร่างบางทำตัวเป็นเด็กเชียร์เบียร์อย่างเคร่งครัด คนไม่เรื่องมากเมื่อหมดเรื่องคุยก็ตั้งใจกินแบบไม่มากเรื่อง ไม่เร็วแต่ก็ไม่หยุด อาหารหลายจานค่อนข้างรสจัด ยิ่งกินยิ่งเพลิน กว่าจะรู้สึกตัวว่าอิ่มก็แน่นท้องแบบต้องนั่งหลังตรงเพราะหนังท้องตึงกันไปทั้งคู่

 

เห็นกับข้าวหมดเกลี้ยงทุกรายการทัตสึยะก็รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าการเสนอโครงการเมื่อเช้าเลย

 

“พี่ยูอิจินี่คอแข็งเอาเรื่องเลยนะครับ”

 

ร่างบางเอ่ยทักยามรินเบียร์หยดสุดท้ายจากขวดสุดท้ายให้ยูอิจิเป็นการปิดมื้อ คนถูกทักชะงักไปเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว

 

“นี่ผมกินไปเท่าไหร่แล้ว”

“พี่คนเดียวก็หกขวดครับ ผมสอง”

 

ทนายหนุ่มชะโงกไปมองร่องรอยให้แน่ใจว่าไม่ใช่การพูดเล่น เมื่อเห็นว่าจริง ผู้สูงวัย (กว่า) ก็วางแก้วลงเหมือนละอาย ขมวดคิ้วเครียดราวนึกตำหนิตนเองในใจ

 

“ผมขอโทษนะ”

“ขอโทษทำไมครับ พี่ยังไม่เมาเลยสักนิดเดียว แต่ถึงเมาก็ไม่เป็นไรเลยครับ จะได้สนุก ผมดูแลคนเมาเก่งครับ”

 

ยูอิจิเหลือบมองคนตรงหน้าด้วยสายตามีคำถาม

 

“อ๋อ ไม่ใช่จินหรอกครับ เมื่อก่อนผมเคยเล่นดนตรีตามผับ เพื่อนร่วมวงก็มีเมากันบ้าง พี่ยูอิจิดื่มให้หมดเถอะครับ ชนแก้วก็ได้”

 

ความจริง ‘พ่อแก่’ ของจินไม่คิดแตะของมึนเมาอีกแล้ว แต่เห็นแก่แก้วที่ยื่นมา จึงยกแก้วของตัวเองขึ้นตามมารยาท

“หมดแก้วเลยนะครับ”

 

คนไม่เรื่องมากก็ทำตามโดยดี

 

“สุดยอดไปเลย...” ทัตสึยะมองตามการกระดกแก้วอย่างทึ่ง หมดจดทุกอยากหยาด แต่ก็ไม่มีเสียง ‘อาส์...’ สาใจแบบที่หลายคนชอบทำด้วย กิริยาเรียบร้อยเรียบง่ายราวกับดื่มน้ำเปล่าก็ไม่ปาน

 

“อยู่ฮอกไกโดแล้วผมกินเหล้ารัมแก้หนาวน่ะ” คนหน้านิ่งแก้มเรื่อขึ้นนิดหน่อยขณะเอ่ยคำแก้ตัว ซึ่งคนฟังออกจะมั่นใจว่าเป็นความอายมากกว่าด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์

 

อย่างไรก็ตามตอนนี้ร่างบางมองพี่ชายเพื่อนด้วยสายตานับถือขั้นสุด นอกจากเรื่องในอดีตที่จินเคยเล่า น้ำใจและความสามารถที่ได้เห็นกับตาแล้ว การมีชีวิตที่กลมกลืนกับทุกสิ่ง อยู่ง่าย กินง่าย เอาตัวรอดในทุกสภาพแวดล้อม หากในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเป็นตัวตนไม่หมั่นไหวไปกับสิ่งรอบข้าง ทั้งหมดนั้น...ช่างเป็นสิ่งที่ ‘เท่’ ในความรู้สึกเขาเหลือเกิน

 

เมื่อเห็นคนจริงอยู่ตรงหน้า ยิ่งตอกย้ำความไม่เอาไหน ความจอมปลอมในชีวิตที่ผ่านมาของเขามากขึ้น

 

ทัตสึยะมองหนุ่มชุดเชยสุดเท่นิ่งๆ อย่างไม่พูดอะไรอยู่สักพัก จนคนถูกจ้องขมวดคิ้วและลุกขึ้นยืนทำท่าจะไปจ่ายเงิน ร่างบางต้องกระวีกระวาดไปชิงจัดการก่อน ทั้งสองยักยื้อกันต่อหน้าบริกรอยู่สักครู่ คนอ่อนวัยกว่าจึงได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพสมความตั้งใจ

 

ระหว่างรอเงินทอนทัตสึยะก็ต้องยืนงงเพราะถูกยูอิจิมองนิ่งอย่างเอาจริงเอาจัง สายตาคมเลื่อนไปยังกระเป๋าถือ มองหน้า แล้วก็มองกระเป๋าถือ ไม่พูดอะไรสักคำ จนขึ้นรอบที่สี่ร่างบางจึงเริ่มเข้าใจ เขาวิ่งรี่กลับไปที่โต๊ะ หยิบแฟ้มที่ลืมไว้ แล้วก็รีบซอยเท้ากลับมา

 

ไม่มีคำตำหนิไม่มีการส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หากความละอายในตัวเองก็ทำให้คนร่างบางจนปลิวลมอยู่แล้วยิ่งหดเล็กลงไปอีก ทัตสึยะยกแฟ้มขึ้นปิดหน้าเดินตามหลังผู้ใหญ่ (หมาไม่กัด) จนกระทั่งแยกย้ายจากกัน

 

โดยที่ทัตสึยะได้ลืมความตั้งใจที่จะไปส่งหนุ่มรุ่นพี่ไปเสียสิ้น แต่ครั้นนึกได้ตัวเขาก็แน่ใจ เขาเอ่ยปากไม่ต้องจบประโยคหรอกฝ่ายนั้นก็จะค้าน แล้วก็สื่อสารด้วยสายตาว่าเขาควรจะทำอย่างที่รับปาก นั่นคือรีบกลับไปตั้งใจทำงานแก้ปัญหาให้ตัวเองเสีย ...ไม่ต้องมายุ่งกับเขามาก

 

โอเค รับทราบ ปฏิบัติ

 

...................................................................................

 

 

 

ทอล์กเซ้.........!!

 

คนอ่านว่า คู่ไหนจะลงเอยก่อนกันคะ 555

ผ่านมา 18 ตอน คู่หลักจุ๊บเดียว คู่รองเพิ่งกินข้าวกัน ทำไปด๊ายยยย

ไม่มากความกันล่ะ ตอบเมนต์เฮ้ออออ

 

พี่ก้อย - ไม่ลำบากค่ะคุณพี่ ชิลๆ / จินสนใจชาวบ้านมากนะคะ เพียงแต่อีโก้เบาๆ เดี๋ยวตอนหน้าน่าจะเข้าใจมากขึ้นค่ะ จะเห็นได้ว่าจินเป็นพวกคิดคำนวณตลอดเวลา ชอบใช้ประโยชน์คน คาเมะยังเคยโดน พี่ชายย่อมไม่รอด 55 ป.ล. ไม่ชอบระบบของเอ็กทีนเหมือนกันค่ะ สแปมเยอะ ตัวกันสแปมก็ไม่เห็นจะช่วยได้ มีแต่ทำให้ลำบาก

PPloy - คาเมะไม่งอนไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวจินจะไม่รู้ว่าทำอะไรให้คนอื่นเขาโกรธบ้าง เรื่องระหว่างสองคนนี้มันยากเพราะจินคนเดียวเลยค่ะ ไม่ยอมตามใจคาเมะ 555 ผู้ชายบ้านอาคานิชิโหดทุกคนค่ะ แค่คนละมาด ยูอิจิเรียกว่า โหดมาแต่ไกล จินกับพ่อจะเป็นโหดแบบมาน้อยแต่มาหนัก

harry - น่าดีใจแทนอุเอดะที่สุดค่ะ แฟนเก่าก็ดี แฟนใหม่ก็น่าจะดี (หรือ) คราวนี้ไม่หายไปนาน แต่คราวหน้า...ไม่แน่ค่ะ แหะๆ

sodium44 - นั่นสิคะ ไม่รู้ว่าคู่รองเขาจะแซงหรือเปล่า แต่ทั้งยูทั้งจินจีบยากทั้งคู่ 555 เป็นนายเอกเรื่องนี้เหนื่อยแท้

1412 - สวัสดีค่า...ยินดีต้อนรับค่ะ ^^ คาเมะหงุดหงิดตลอดเวลา วันนั้นของเดือนมาค่ะ (เอ๊ะ ใช่หรือ) พาร์ทนี้หายเหวี่ยงแล้ว แต่จินก็ไม่ได้เหนื่อยน้อยลง 55

viva - ทำไมยูอิจิตัวจริงแอ๊บแตกผิดมากยูอิจิในฟิกของแจนขนาดนี้คะ เสียสมาธิตอนแต่งมาก 55 แฟนแคมก็เสื่อมเกิน ในฟิกก็เคร่งเกิน แอร๊ยยย ตีกัน

 

ป,ล. จะเป็นไปได้มั้ยที่จะมีคนเมนต์ได้สักครึ่งของจำนวนคนอ่าน

เอ๊ะ หรือที่จริงก็อ่านกันอยู่แค่ 7-8 นี่ล่ะ

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ป๊ะป๊าคาเมะกับคาเมะเหมือนกันเปี๊ยบเลยอ่ะ
ฝั่งจินก็เหมือนกัน
เรื่องก๋ากั๋นถ่ายทอดมาเปี๊ยบเลย
ตรงคำว่า สะจาย....
อ่านแล้วขำอ่ะค่ะ ขำจริงๆนะ
ดูคนเค้าจีบกันผ่านโทรศัพท์ โค่ววว
สุขีปรีดา คาเมะนี่หยอกได้ขอให้หยอดเลยทีเดียว
ปลื้มมมมมมมม >O<

#12 By ying (103.7.57.18|202.28.248.140) on 2012-08-19 05:09

คุณแจน
คอมเม้นท์เค้าโดนรายงานว่าเป็นสแปมอ่ะ
เหลืออีกสิบเก้าบรรทัดที่อยากบอก แต่ระบบไม่รับน่ะค่ะ
พยายามตัดบรรทัด แล้วทยอยลงสักสี่ห้าคอมเมนท์ระบบก็ไม่รับ รีสตาร์ทเครื่องแล้วก็ไม่ได้ ลองเปลี่ยนใช้ ไออี ไฟร์ฟอกซ์ก็ไม่ได้ผล ลองมาเกือบสามสิบรอบแล้ว
มีทางไหนจะแปะให้คุณแจนอ่านมั้ยคะ ตอบทีนะ เมล์ก็ได้ (T^T)Y

#10 By chocosymphony (103.7.57.18|124.121.199.114) on 2012-05-30 19:34

รู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างจินกับคาซึยะในพาร์ทนี้กระเตื้องขึ้นมานิด แล้วดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างคุมพื้นที่ของตัวเองยังไงก๋ไม่รู้ กับคาซึยะน่ะมีรุกเล็กน้อยถึงปานกลางเพราะดูเป็นคนไม่ชอบความคลุมเครือ
ความจริงอยากจะรุกมากๆ ล่ะสิ แต่เพราะจินไม่มีท่าทีอะไรมาก เลยสงวนไว้ก่อนสำหรับซีนครอบครัวขอบคุณมากค่ะ แม้ออกมาแค่นายคาเมนาชิคนเดียวก็เด็ดขาดสุดยอดแล้ว

กำลังคิดอยู่ว่าอาคานิชิกับคาเมนาชิรุ่นพ่อแม่นี่คงจะเทพกว่ารุ่นลูกมากแน่ๆ เลย อย่างนี้แหละนะที่เขาเรียกกันว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน ประสบการณ์มันผิดกันลิบลับ

ว่าแต่อยากเห็นจินถูกพ่อของคาซึยะไล่ต้อนจังเลยค่ะ ไอ้นอกรอบหลังประชุมแล้วขู่จะถอนหมั้นลูกชายนี่แหละ แล้วดูเหมือนว่าคุณพ่อจะรู้อะไรลางๆ เลยมีการแย็บซ้ายแย็บขวาให้คาซึยะเกือบร้อนตัว

#9 By chocosymphony (103.7.57.18|58.11.213.52) on 2012-05-30 19:11

หมั่นไส้คนปากแข็ง ไม่อยากถอนหมั้นเพราะห่วงภาพลักษณ์บริษัท  
คู่ทัตจังกับคุณพี่ยูจะเป็นยังไงต่อนะ
ปกติตามอ่านจะเม้นท์นะ แต่เวลากลับมาดูทำไมเม้นท์ไม่ติดก็ไม่รู้สิ

#8 By ppo (103.7.57.18|110.77.134.70) on 2012-05-23 14:18

ชอบพ่อคาเมะจังเลยค่ะ เท่ห์อ่ะ มีขู่ถอนหมั้นเค้าอีกตะหาก ไม่รู้ซะแล้วว่าถ้าถอนจริง ใครจะจ๋อยกว่ากัน อิอิ
พาร์ทนี้ คุณคู่หมั้นคุยกันนิสสสเดียวเอง คนอ่านยังไม่หายคิดถึงเลยค่ะ
ปล.ตัวหนังสือช่องคอมเมนท์แกะยากจริงๆค่ะ

#7 By sodium44 (103.7.57.18|115.87.206.129) on 2012-05-16 20:54

แล้วนี่ ท่านชีคจะยังโผล่กลับมามีบทบาทอยุ่ไหมเอ่ย?
หรือจริงๆแล้วท่านชีคมีแผนดักฉุดเมะอยู่???embarrassed
แอบสะใจความฝันเมะจริงๆ ขอร่วมโยนลูกไฟใส่ด้วยคนนะquestion
ปล. จริงๆเราว่าคนเม้นท์มีเยอะกว่านี้
แต่อาจจะเหมือนเรา เม้นท์แล้วไม่ติด
เราเป็นหลายทีแล้วอ่ะ...

#6 By anna (103.7.57.18|94.59.100.212, 94.59.100.212) on 2012-05-11 20:49

บอกก่อนนะ ไอ้ตัวอักษรที่ให้กรอกตอนจะเม้นท์น่ะ ดูยากชะมัดเลย ไม่รู้จะทำให้ดูยากไปไหน ตาก็ไม่ค่อยจะดีเพ่งแล้วเพ่งอีก ตามประสาคนสูงวัย (อุ๊บส์!!!)บางทีก็ตัวคล้ายๆกันพิมพ์ไปแล้วก็ไม่ถูก เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ก็เลิกเม้นท์ไปก็มี 5555

วันนี้พระนางไม่ได้เจอะกันเลย แต่ได้โทรคุยกันก็ยังดี อยากเห็นจินลุกมาแก้แค้นเร็วๆนี้จัง สะจายยย 5555

ชอบพ่อคาเมะนะ มีขู่ให้ว่าที่ลูกเขยซีดด้วย ถ้าเอาจริงคงมีอีกคนที่ซีดยิ่งกว่า คงค้านหัวชนฝาแน่เลย

ชอบมาดพี่ยูด้วย คนอาไร้ เป๊ะๆๆ เจอแบบทัตจังคงได้ส่ายหน้าระอาใจวันละ38 ตลบ

#5 By harry (103.7.57.18|1.4.191.42) on 2012-05-10 22:59

ชอบพ่อคาเมะมากอ่ะ วัยรุ่นจริงๆแต่ละคำที่หลุดออกมา ถ้าวัยนี้ก็ต้องว่า เกรียน ฮ่า ชอบความคิดด้วยแหละ เก๋าจริงอะไรจริง มีการท้าถอนหมั้นซะด้วย ไม่แน่จริงทำไม่ได้นะ 5555
อยากเห็นหน้าจินตอนโดนพ่อกับว่าที่พ่อตาเค้นคอจริงๆแต่ก็คงนิ่งไม่หลุดมาดตามเคยแหละ ฝันเอาง่ายกว่า หุหุ
คู่รองนี่เรื่อยๆมาเรียงๆแต่พาทนี้ก็ปาไปกว่าครึ่งหน้าอยู่นะ เกร็งแทนทัตจังง่ะ ทำไมยูมันแก่หง่อมขนาดนี้ เป็นการเป็นงานแท้ สงสารเด็กเชียร์เบียร์ด้วย ฮ่า ดันคอแข็งอีก จะมอมก็ไม่ได้ เอ่อ ไม่รู้เป็นไงถึงนึกหน้าเรียวออกมาแทนทนายชุดเชยสุดเท่ห์ซะงั้น บทมันส่งอ่ะ นึกหน้ายูได้แต่ตอนฮา รั่วๆไร้สาระ กร้าก ขอโทษนะยูอิจิ
ปล.พี่นับถือน้องนะที่ยังมีการโต้ตอบกับแฟนขับ ใส่ใจความรู้สึกของคนอ่าน ทั้งๆที่ไม่ทำก็ได้คงไม่มีใครกล้าว่า แต่พอน้องทำแล้วมันรู้สึกดีอ่ะ ถึงเราจะรู้จักกันผ่านตัวหนังสือ ไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ แต่มันทำให้รู้ว่า เราก็เหมือนคนรู้จักกันนะ ดูมีความสำคัญอ่ะ แฮ่ๆ คิดเอาเอง ดังนั้นน้องไม่ต้องกังวลกับผู้อ่านเงามากก็ได้ บางทีเขาอาจจะไม่สะดวกเม้นต์ หรือทำไม่เป็น แบบกรอกรหัสลำบากอย่างพี่ก็เลยไม่เม้นต์ไรงี้ คิดบวกๆๆๆเข้าไว้เนอะ สู้ๆๆ

#4 By พี่ก้อย (103.7.57.18|118.172.87.90) on 2012-05-10 10:15

อยากจะเห็นคู่หมั้นคู่นี้โวยวายตอนพ่อฝ่ายหญิงถอนหมั้นจริงๆ
จินคงจะหลุดจากลุคนิ่งๆไปสักพัก แต่คาเมะน่าจะหลุดยิ่งกว่า ฮ่าๆๆๆ

พี่ยูเขาเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ นิ่งยังไงก็นิ่งอย่างนั้น
ประหนึ่งโลกนี้ใครห้ามยุ่ง ทัตจังจะสู้ได้ไหมเอ่ย???

ติดตามตอนต่อไปนะคะ^^*

#3 By PPloy (103.7.57.18|27.55.10.219) on 2012-05-10 08:58

พี่ยูดู.. อืม.. มีโลกส่วนตัวสูง? ถ้าไม่สนิทไม่ให้เข้าใกล้? อืม... พี่ที่แต่ตัวสุดเชยแต่เท่โพดๆในสายตาเอ้ อืม... 555
พาร์ทนี้จินดูเหนื่อยกว่าพาร์ทก่อนอีกนะคะ 5555 ทุกคนดูเหนื่อยกันหมดเลยมากกว่า
คาเมะมีแอบรุกใส่บ้างพอเป็นสีสัน จินยิ้มได้ใจเลยสิ หึหึ
ชอบประโยคที่พ่อคาเมะพูดจัง
\"แกไม่ได้ขอให้ฉันช่วย แกเก่ง มีปัญญาจัดการเองได้ แต่ฉันอยากเสล่อ พอใจจะทุ่นแรงแกนิดหน่อย จบนะ\" อ๊ายยย เป็นคุณพ่อที่น่าวิ่งเข้าไปกอด 5555

#2 By 1412 (103.7.57.18|58.8.51.78) on 2012-05-10 03:41

ตอบคำถาม เป็นไปไม่ได้ค่ะคุณน้อง 5555
อย่างอื่นพี่เม้นตอนอ่านไปละเนอะ ตอนตอบเม้นก็ไว้ตอบจากในเอ็มละกัน XD
เอาตอนต่อไปออกมาเร็วๆ เอายูเอ็นเยอะๆ *สะกดจิต*  
ปล. นิสัยยูแก่ผิดตัวจริงไปสามล้านเส้นแวงกับอีกสิบแปดรุ้ง

#1 By viva (103.7.57.18|115.87.146.189) on 2012-05-09 23:19