Love Course : End
posted on 14 Feb 2007 15:52 by asuka-jan in Love-Course
คาเมะเพิ่งรู้ว่าประสิทธิภาพของที่ปัดน้ำฝนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพหรือยี่ห้อรถ รถจี๊บบุโรทั่งคันที่ดูไม่น่าไว้ใจกลับมีที่ปัดทั้งกระจกหน้ากระจกหลังดี เลิศ ขนาดที่คาเมะอยากถามยี่ห้อเอาไว้ประดับความรู้ แต่ว่า...ทั้งคันคงมีดีแค่นี้เพราะสิ่งที่สำคัญอย่างดวงไฟหน้ารถกลับติดๆ ดับๆ ทำเอาเสียวไส้ว่าจะแหกโค้งตกเขาไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ได้แต่สวดภาวนาหาพ่อแก้วแม่แก้วให้คนขับรถนั้นชำนาญทางปานหลับตาก็ไม่พาหลง ราวกับบรรจุแผนที่ไว้ในศีรษะ
“เฮ่ย”
เจ้าป่าเจ้าเขาช่วยลูกด้วย
เสียงร้องของเจ้าหน้าที่สึบาสะทำให้คาเมะหลับตาปี๋ด้วยความตกกะใจ มือไม้จับคว้าเอาเบาะที่นั่งตัวเองโดยไม่ต้องรอให้รถเบรกเอี๊ยด...
ยางรถขับเคลื่อนสี่ล้อส่งเสียงบดเบียดถนนได้ทรมานหัวใจทั้งคนขับคนนั่งข้างๆ ดวงไฟหน้ารถที่กระพริบติดๆ ดับๆ พอเจอะสถานการณ์วิกฤตกลับใช้ได้ดีเกินคาด ส่งแสงสว่างกว่าสปอร์ตไลท์เวทีซูเปอร์โมเดลที่คาเมะเคยไปทำข่าวมาเสียอย่างนั้น
“นั่นรถคุณเอมินี่”
สึบาสะกระโดดลงจากรถไปหานางเอกสาวขวัญใจที่นั่งหน้าบูดบึ่งในรถเก๋งเอียง กระเท่เร่ ด้วยล้อข้างหนึ่งได้แหย่ลงไปในหลุมบ่อยางมะตอยเป็นที่เรียบร้อย
เอ้อ ซวยซับซวยซ้อนดีเนอะคนเรา
คาเมะเจริญภาวนาให้ก่อนลงไปดูไปช่วยอีกคนหนึ่ง
ผู้โดยสารรถจี๊บทั้งสองก็กลายมาเป็นคนดันท้ายรถทันใด โดยมีเจ้าของรถเก่งไปเหยียบคันเร่งจนมิด และหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวนั่งชูคอระหงอยู่ที่เบาะหลัง
คาเมะไม่อยากบอกเลยว่า น้ำ โคลน ที่สาดกระเซ็นมาเปื้อนเนื้อเปื้อนตัวเจ้าหน้าที่สึบาสะนั้น ได้เกาะติดเคราหนวดได้ดูน่าจับไปห่มขาวเป็นฤๅษีเฝ้าป่าแค่ไหน
ความพยายามฮุยเล่ฮุยเกือบทำเอานักข่าวคนเก่งล้าไปทั้งข้อแขน แต่สุดท้ายรถโหลดต่ำแบบไม่เหมาะกับการขึ้นเขาอย่างยิ่งก็ยกตัวขึ้นมาจากหลุม จนได้ (เย่...)
“ขอบคุณมากเลยนะครับ” เจ้าของรถเก๋งคันโก้เยี่ยมหน้าจากกระจกรถมากล่าวถ้อยคำมารยาท
แต่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่คาเมะได้ยินน้ำเสียงที่เปี่ยมความละมุนละไมจากผู้ชายคนนี้ นึกว่าจะขรึมดุเป็นอาจินเสียอีก
“แล้วมันจะตกหลุมอีกมั้ยเนี่ย”
โอ้ มือไม่พายยังเอาปากราน้ำ คาเมะเกือบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าเหวอๆ ของคนเพิ่งรู้ฤทธิ์นางเอกสาวอย่างสึบาสะ
“หรือเธอจะเดินไปก็ได้นะเอมิ”
อ้าวๆ มีงับกันเองเห็นๆ ศึกสายตาพิฆาตดังเปรี๊ยะ สนั่นแก้วหูยิ่งกว่าฟ้าร้องเสียอีก คาเมะขอปี่ชวามาบรรเลงขับคลอแทบไม่ทัน
“ไม่นั่งมันแล้ว รถที่มีคนขับอย่างคุณน่ะ”
ว่าแล้วคุณเธอก็ก้าวฉับๆ มานั่งในรถจี๊บแทนที่เขาเสียอย่างนั้น ดีที่ไม่โยนเป้ที่วางไว้บนเบาะออกมาด้วย เพียงแต่ยื่นส่งออกมาบังคับกันกลายๆ ว่าเขาต้องไปเป็นตุ๊กตารถเก๋งโหลดต่ำแทนเธอ
มีอะไรซวยกว่านี้อีกมั้ย
สบตาคนทั้งสามแล้วคาเมะก็รับของเดินต้อยๆ ไปเข้ารถเคียงคู่จินอย่างไม่อิดออด
อู้ย! หนาว!
บ้าป่ะเนี่ย... เปิดแอร์ในสภาพอากาศแบบนี้ แทนที่จะเปิดฮีตเตอร์...!!
สายตาคาเมะแทบมีคำพูดพาดหัวตัวโตแปะไว้ คนอารมณ์ไม่ค่อยสู้จะดีก็ปรับอุณหภูมิในรถให้ตามสั่ง
“ทำให้คุณต้องสกปรก ขอโทษด้วย”
คาเมะยักไหล่รับ ไม่เท่าไหร่...
“เอาตัวสกปรกมานั่งรถคุณ ขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นไร”
คราวนี้รถโหลดต่ำขับเรื่อยๆ มาเรียงๆ ตามก้นรถจี๊บเจ้าถิ่น สถานการณ์คนคู่หน้าเป็นอย่างไรก็สุดจะเดา (เพราะที่ปัดน้ำฝนรถคันนี้ไม่เจ๋งเท่าคันหน้า) คาเมะคอยืดคอยาวด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจเอนหลังกับลมอุ่นๆ ของรถไปเลย
“หิวหรือเปล่า”
จินถามไม่มีปี่มีขลุ่ย คาเมะก็งุนงงไปตามระเบียบ อย่างกับว่าจะจอดรถแวะร้านอาหารข้างทางหรือมีเซเว่นมาเปิดขายแถวนี้เลยนะ
“คุณมีของกินหรือครับ”
“มี” ตอบสั้นๆ พร้อมการเปิดที่เก็บของข้างที่นั่งคนขับ
ไม่ใช่ปืน ไม่ใช่หนังสือโป๊ ไม่ใช่เบ็ดตกปลา แต่เป็นถุงคุกกี้ ขนมปัง กล่องแยมโรล และอีกมากมายหลายสิ่งรวมไปถึงกระติกไมโลด้วย
“คุณเป็นผู้จัดการดาราหรือเจ้าของร้านเบเกอรี่กันแน่เนี่ย”
ท้องร้องจ๊อก... แต่คาเมะกระด้างกระเดื่องหากจะหยิบของกินต่อหน้าเจ้าของ หักหัวใจสั่นหน้าพรืด เขาไม่ใช่คนชอบของหวานน่า...
“ผมยังไม่ค่อยหิว”
“อ่า...แต่ ผมเดานะ ท้ายรถคุณคงจะมีกระติกน้ำร้อนด้วยใช่ป่ะ”
“คุณรู้ได้ไง”
โป๊ะเชะ เดาเลขเด็ดให้มันแม่นอย่างนี้สิน่า
“แล้วก็...น่าจะมีบะหมี่กึ่งฯ อาหารกระป๋อง กาแฟ น้ำตาล ครีมเทียมพร้อมเลยใช่มั้ย”
“คุณรู้ได้ยังไง เคยเปิดท้ายรถผมหรือ” สีหน้ากังขาจริงจังของจิน คาเมะเห็นแล้วก็อยากลุกขึ้นปรบมือให้ตัวเองสามทีจริงๆ
“สัญชาตญาณ...แหม ใครอดคุณก็ไม่อดนะเนี่ย”
“เดินทางไกลก็ต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง”
“อ่ะ ครับ ไม่เถียงๆ ว่าแต่ที่คุณถามผมว่าหิวหรือเปล่าน่ะเพราะตัวเองหิวใช่มั้ย”
“หิว แต่กินไม่ถนัด คุณจะป้อนผมมั้ยล่ะ”
เหอ......
“งั้นคุณไว้กินตอนจอดรถแล้วกันนะ ผมไม่ถนัดบริการใคร”
ปิดฉับแทบงับมือคนเปิด ก็เวลาเดียวกับที่คาเมะได้เกือบหัวทิ่มไปกับคอนโซลรถเป็นครั้งที่สามของวันเพราะแรงเบรก
เอี๊ยด...
อะไรอีกเนี่ย
คำตอบคือ รถทุกคัน ไม่ว่ารถขนของที่ล่วงหน้าไปคันแรก รถตู้ขนคนอีกสาม และรถจี๊บของคุณสึบาสะต่างเลี้ยวกลับขับสวนทางกับรถของพวกเขา ไม่ต้องรอให้เปิดประตูลงไปถาม เจ้าหน้าที่ฤๅษีก็จ้ำอ้าวซ้ายขวาซ้ายมาบอกให้เอาบุญ
“น้ำมาแล้วครับ ตีนเขาท่วมไปหมดเลย ลงไปไม่ได้แล้ว ผมเลยให้ขับย้อนไปที่เขาอีกลูกทางด้านนู้น ไปพักที่บ้านพักของกรมป่าไม้ไปก่อน ยังไงขับตามมาเลยนะครับ”
“ครับ”
“อ่า...คุณเป็นคนมีความอดทนมากเลย” สึบาสะหลิ่วลูกกะตาส่งความในว่าด้วยเรื่องที่จินก็รู้ว่าอะไรแล้วเดินคอตกจากไป
คาเมะเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของจินก็อดเอ่ยปากช่วยเหลือไม่ได้
“อืม...ขับกลับไหวมั้ยครับ ผมช่วยขับได้นะ” ก็คนมันน้ำใจงาม แต่ว่าคำตอบที่ได้...
“ไม่เป็นไร คุณช่วยดูข้างหลังให้หน่อยดีกว่า”
คาเมะเพ่งสายตาไปยังด้านหลังรถในแสงรางของไฟหลังอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนจินก็มองสลับไปมาทั้งสามกระจก จนรู้สึกไม่ถนัดต้องพาดแขนยาวไปที่เบาะนั่งของคาเมะเพื่อให้เอี้ยวตัวไปได้ มากๆ มองข้างหลังชัดๆ
สุดท้ายสองหัวก็ไปรวมกันอยู่ที่ว่างตรงกลางระหว่างเบาะ
“ถอยเลยคุณ ถอยเลย ได้อีกๆ ยาวเลย”
“แน่นะ”
“แน่ ถ้าไม่งั้นคุณก็มองเอง...สิ”
ฟ้าครางคำรามฮึมภายนอกอย่างไรก็ไม่ได้ยินครานี้ เพราะกระแสไฟฟ้าจากเบื้องบนนั้นหรือจะสู้ที่มันเข้ามาลัดวงจรในร่างกาย เปรี๊ยะๆ เปรี๊ยะๆๆ ได้
เหตุการณ์นี้สอนคาเมะให้รู้ว่า ระหว่างคนสองคน... หากเอาจมูกมาชนกันแล้วจะเกิดไฟฟ้าสถิตได้เหมือนตอนเอาหวีพลาสติกมาสางผมในฤดูหนาว
แล้วจะอยู่แช่ให้มันช็อตไปถึงหัวใจเลยหรือไงวะ
ใครไม่หลบเขาหลบก่อน เสหันไปซุกหน้ากับกระจกข้างตัวเองแล้วทำหน้าที่ของตัวต่อไป
“ไม่ต้องถอยแล้วคุณ เดินหน้าเลย หักขวาหน่อย เออๆ นั่นแหล่ะ”
เมื่อรถตั้งตรงได้ คาเมะเสียเวลากับการลูบจมูกตัวเองเล็กน้อยก่อนหันกลับมานั่งเอนหลังกับเบาะนุ่ม
หันไปเห็นเสี้ยวหน้าจินแล้วเกิดพาลเลิกเกรงอกเกรงใจเปิดหาเอากระติกไมโลมาซดอักๆ
ทั้งที่มันหวาน...น่าขนลุกขนพอง
หวานจนเริ่มสงสัยแล้วว่า ต้นตระกูลทำไร่อ้อยกันมาแต่ก่อนเก่าหรือไรกัน
เสียง หัวเราะรื่นรมย์ลอยเข้ามากระทบใบหูบาง คาเมะให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำม้ายทำไม ถึงไม่อยากหันไปมองต้นตอคลื่นเสียงที่ดูเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกครั้งนี้... เลยเชียว
....................................................................................................................................................
บ้านพักของกรมป่าไม้เป็นบ้านที่ต่อยื่นออกไปจากตัวเขา แต่ก็ดูมั่นคงแข็งแรง และพอได้รับคำยืนยันจากเจ้าของสถานที่ว่าปลอดภัยหายห่วง จึงทำให้ทั้งหมดทั้งมวลอุ่นใจ เซซัดเข้าไปซุกกายด้วยความเหนื่อยอ่อนกันถ้วนหน้า
ทุกคนรวมตัวกันอยู่ในห้องกลางขนาดหกคูณหกเมตร ดันเก้าอี้และโซฟาไปแอบไว้ที่ริมห้องก่อนจะกางผ้าปูนอน ห้องน้ำมีสองห้องก็ต่อคิวกันไปใช้บริการ ซึ่งได้รับความนิยมพอๆ กับโทรศัพท์สีเหลืองครีมรุ่นจิ้มนิ้วหมุน
“นอนรวมกันในห้องนี้น่ะหรือคะ”
นางเอกสาวเอมิถามเสียงลั่นพร้อมออกสีหน้าลำบากใจเต็มที่
“ความจริง ชั้นสองมีห้องนอนอยู่ห้องหนึ่งนะครับ ถ้าคุณเอมิไม่สะดวกจริงๆ—“
“งั้นผมขอนอนห้องนั้นแล้วกันนะ อะไรก็ทนได้ แต่ทนนอนร่วมกับคนอื่นไม่ได้จริงๆ”
พระเอกชินตัดหน้าพูดประโยคที่ใครต่อใครคาดว่าจะได้ยินจากสาวเอมิ และยืนยันคำพูดตัวเองด้วยการขนกระเป๋าเดินผ่านไปหน้าตาเฉยอีกด้วย
จินวิ่งเข้าไปปิดปากเอมิได้ทันก่อนที่จะกรี๊ดๆๆ ให้ผู้กำกับจะแลกบทให้เธอเป็นนางร้ายแทน
ขณะนี้ฟ้าแลบแปลบปลาบดูเป็นไฟดิสโก้เทค คาเมะมองภาพที่หาไม่ได้ในฉากหน้าวงการบันเทิงแล้วก็ถอนใจขำๆ ตัดสินใจหามุมเหมาะๆ นั่งลงแล้วเอากล้องมาเปลี่ยนถุงกันความชื้นและตรวจเช็คสภาพตามเรื่องตามราว จากนั้นก็หันไปสนใจเครื่องอัดเสียง สมุดจด แล้วประมวลเนื้อหางานที่ได้วันนี้พิมพ์ใส่โน้ตบุ๊กที่เก็บในถุงพลาสติกกัน น้ำไปเรื่อยเปื่อย
ไม่คิดจะสนใจวิธีการทำงานของผู้จัดการดารานั่งปลอบใจเด็กในปกครอง
จนผ่านไปครู่ใหญ่
“อือ”
ถ้วยข้าวต้มพร้อมน้ำดื่มถูกยื่นให้ตรงหน้า จากบุคคลที่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนอาชีพจากผู้จัดการดาราเป็นพนักงานเสิร์ฟไปเมื่อไหร่
“อ่ะ ขอบคุณครับ”
คำขอบคุณแทบดังไปไม่ถึง เมื่อพนักงานเสิร์ฟที่มีใบหน้าและทรวดทรงหล่อล้ำเกินอาชีพเดินกลับไปทางคณะ แม่ครัวกองถ่ายเสียแล้ว คาเมะยกจมูกขึ้นดมหากลิ่นน้ำตาลฟุตฟิตก่อนอย่างไม่ไว้วางใจ แต่พบเพียงกลิ่นซีอิ้วขาวและพริกไทยก็เลยจ้วงไปด้วยความหิว
อิ่มแปล้ หนังท้องมันตึงหนังตามันก็เลยหย่อน แต่เนื้อตัวสกปรกขนาดนี้ถ้ากล้านอนคาเมะก็คงรังเกียจตัวเองมากถึงมากที่สุด เขารีบลุกขึ้นหอบเสื้อผ้าและเครื่องใช้ส่วนตัวเข้าห้องน้ำห้องที่ว่างอยู่ ทันทีทันใด
สระผมไปได้หนึ่งรอบครึ่งคาเมะก็ได้ยินเสียงหลอนแว่วแผ่วมาจากไหนไม่ทราบ เขาชะงักค้างก่อนตั้งสติตักน้ำรดราดหัวให้ฟองทั้งหลายไม่บดบังการจับทิศทาง เสียง
จากเสียงหลอนฟังไม่ได้ศัพท์กลับพัฒนาเป็นเสียงออดเอื้อนและใส่จังหวะของเพลงแนวร็อคฮิพฮอพผสมป็อปแจส!!
อย่าให้รู้นะว่าใคร ร้องเพลงแนวผสมได้ขนาดนี้ พ่อส่งไปสมัครชิงแชมป์มิรินด้ายุวทูตรสองุ่นแน่ อาบน้ำไม่ได้อายคนข้างห้องเลยนี่
คาเมะฟอกสบู่ถูตัวถูหน้าอย่างเร็ว เสร็จแล้วก็ไปเก็บข้าวของ ตากผ้าเปียกและมายืนดักรอพบพ่อนักร้องเสียงทองคำแท้
รออยู่ไม่นานประตูก็เปิดแอ่อีแอ๊ด....ออกมา
“จ๊ะเอ๋ คุณสึบาสะ”
กำลังจะส่งเสียงแซว...ถ้าไม่เห็นอีกคนเดินตามออกมาจากห้องด้วย
อาคานิชิ จิน!
สองคนนี้ ผู้จัดการดารา กับ เจ้าหน้าที่...ป่าไม้
“ขอบคุณนะครับ ที่มาดูก๊อกน้ำให้”
ฟู่...โธ่เอ๊ย นึกว่า...
“มีอะไรหรือครับ”
ใบหน้าเจ้าหน้าที่สึบาสะแทบจะติดป้ายข้าราชการรุ่นใหม่ เต็มใจให้บริการเอาไว้ ช่างผิดกับหนุ่มมาดเซอเมื่อกลางวันลิบ คาเมะยิ้มแห้งกลบความสงสัยที่เขากล้าคิดเมื่อสักครู่ไปสิ้น
“อ่า...คือ อ้า โทรศัพท์ครับ ผมอยากใช้โทรศัพท์ ฝากคุณสึบาสะช่วยดูให้ทีว่ามันว่างเมื่อไหร่ คือผมจะไปหาอะไรดื่มในครัว”
เอียงหัวน้อยๆ ดูจริงใจไร้เดียงสา คาเมะก็เสไปเข้าครัวจริงๆ อย่างที่บอก กลัวใครไม่เชื่อเลยหยิบแก้วมากดน้ำร้อนเปิดตู้หาผงกาแฟ โอวัลติน น้ำตาล ครีมเทียม เทใส่กะเอาปริมาณพอเหมาะ
“อ่ะ”
นักร้องเสียงทองยื่นช้อนคันเล็กให้ คาเมะรับไปคนๆๆ เหมือนตีไข่จะลงกระทะทอด
“รู้นะว่าเมื่อกี้คุณคิดอะไร”
“รู้แล้วทำไม ใครบ้างไม่คิดล่ะเห็นอย่างนั้นน่ะ โอ่ย! ร้อน!”
คาเมะวางแก้วลงก่อนจะเผลอเขวี้ยงไปด้วยความโมโห ลิ้นแมวอย่างเขาเกลียดที่สุดก็น้ำร้อนๆ ลวกริมฝีปากบางให้เจ่อแดงเนี่ยแหล่ะ มือบางพัดรอบปากราวกับมันจะช่วยให้หายร้อนได้
“ตกลงคุณชอบร้อนหรือเย็นกันแน่เนี่ย”
“อากาศชอบอุ่นๆ ของกินชอบเย็นๆ ถามทำไม”
“ก็จะได้เอาใจถูก”
จินเดินไปเปิดตู้เย็นช่องบนหยิบเอาน้ำแข็งยูนิตก้อนเล็กสามสี่ก้อนมาหย่อนใส่แก้วกาแฟโอวัลตินของคาเมะให้
“ขอบคุณ”
จินยักไหล่รับหนึ่งทีถ้วน
คาเมะมองท่าทีนั้นอย่างหมั่นไส้ในหัวอกเล็กน้อย แต่ก็ยกแก้วขึ้นมาคนใหม่อีกรอบ รอจนน้ำเริ่มเย็นแล้วเขาก็ยกขึ้นจรดริมฝีปากใหม่ ไม่เย็นสะใจ แต่ก็...ดีกว่าร้อนๆ เมื่อกี้เยอะ
แสงสีขาววาดเป็นเส้นปรากฏตรงนอกหน้าต่างในระยะไกล คาเมะรีบวางแล้วแล้วเอานิ้มอุดหูก่อนจะนับเลขในใจ
หนึ่ง...สอง...สะ เปรี้ยง!
ไม่น่ากลัวสักนิด
ดื่มต่อ...หมดแก้ว คาเมะล้างแก้วแล้ววางคว่ำตรงเหนือซิงก์ จากนั้นก็เดินเท่ออกจากห้องครัวผ่านหน้าจินไป
เปรี้ยง!!!
คนทำเท่เมื่อครู่หันมาหาหลักยึดเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ ด้วยส่วนสูงที่แตกต่างกันพอสมควร ใบหน้าของคาเมะจึงซุกเอากับอกของจินพอดิบพอดี
อบอุ่น ปลอดภัย...
“กลัวฟ้าผ่าหรือ”
“ไม่ได้กลัว ตกใจเฉยๆ คุณก็รู้นี่ว่าเมื่อกี้มันไม่มีแสงมาเตือนก่อนน่ะ คนเป็นนักข่าวขี้กลัวไม่ได้หรอก”
คนกล้าแต่ขี้ตกใจยังไม่ถอนใบหน้าออกขณะแก้ตัวด้วยประโยคยาวเฟื้อยนั่น สองมือที่กำแน่นกับชายเสื้อของอีกฝ่ายก็ยังยึดไว้ไม่ปล่อย
“อืม...งั้นคนเป็นนักข่าว ต้องใจสู้ ไม่ขี้กลัว แล้วก็...เข้ากับคนง่ายด้วยสิ”
“ประมาณนั้น อ๊ะ” กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปคาเมะก็ผลักตัวเองออกจากที่อบอุ่นปลอดภัยนั่นแทบ ไม่ทัน แต่...คนเข้ากับคนง่ายยังไม่วายต่อปากต่อคำไม่ยอมแพ้
“ขอโทษ เพลิน นึกว่าแม่”
จินชะงักกับเหตุผลฟังไม่ค่อยเข้าท่านั้นไม่ถึงนาทีก็สวนกลับ
“เป็นพ่อไม่ได้หรือ ผม...เป็นแม่ให้คุณไม่ได้นะ” ประกอบประโยคยั่วเย้า จินเอาสองมือแปะที่หน้าอกตัวเองแสดงเพศของตน
คาเมะเพ่งมองคนเล่นมุขหน้าตาย สาบานวัดไหนเลยก็ได้ว่าไอ้ที่พูดเมื่อกี้จินไม่ได้แอบอมยิ้มที่มุมปากข้าง ไหนเลยสักนิด ไปเป็นตลกอีกอาชีพเลยไป๊
“คุณคาเมนาชิครับ โทรศัพท์ว่างแล้วครับ” กรรมการพักยกเดินเสยเครามาขวางศึก
คาเมะพึมพำคำฝากรบกับตลกบริโภคหวานเสร็จก็เดินออกไป เดินจนแน่ใจว่าพ้นสายตาใครบางคนก็ยกมือหนึ่งมาวัดองศาร้อนที่สองแก้ม
มือเดียวก็ไม่ไหวต้องใช้สองมือ เพื่อช่วยกันบีบไม่ให้แก้มมันฉีกออก
สองมือยังไม่พอ...ต้องเม้มริมฝีปากด้วยสิเอ้า
.....................................................................................................................................................
ใช่ ไม่ใช่ อาจจะใช่ ไม่หรอก รู้จักกันกี่วันเองเล่า
ไม่ม้าง...
กริ๊ก
“อ้า บอกอหรือครับ ผมคาเมะนะครับ”
“เอ้อ ว่าไงเรา ปลอดภัยดีรึเปล่า ติดต่อไม่ได้เลย เมื่อกี้โคคิมาบอกข่าวผมใจหายหมดนึกว่าคุณลอยไปกับน้ำแล้ว”
“ยังครับยัง ดวงผมแข็งออกบอกอ”
คาเมะหรี่เสียงการสนทนาของตน เมื่อบ้านทั้งหลับดับไฟลง พร้อมการเอนตัวลงนอนของคนเกือบทั้งหมด
เลยเวลาเข้าสู้เช้าของอีกวันมาแล้ว แต่ฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่องก็ยังไม่หยุด เพียงแต่บ้างก็หนัก บางก็ซาลงไป ฟ้าร้องสยองใจก็ลดราลงไปไม่น่ากลัวเหมือนเมื่อที่ผ่านมา
“ผมส่งเมลรายงานข่าวคร่าวๆ กับภาพที่ได้วันนี้ไปแล้วนะครับบอกอ”
“เออ ได้แล้วล่ะ นี่ก็เพิ่งเปลี่ยนพาดหัวหน้าหนึ่งไป”
“งั้นบอกอได้อ่านแล้วใช่มั้ยครับ เรื่องมีการลักลอบตัดไม้ที่นี่ ผมขอไปเจาะเรื่องนี้ต่อเลยนะครับ”
“อืม...ก็ได้ แต่คุณลุยเดี่ยวไหวนะ” บอกอพูดพลางหาวหวอดๆ
“ไหวครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมว่าจะลงพื้นที่ไปคุยกับพวกชาวบ้านก่อนเลย”
“อืม ก็ดี ได้เรื่องยังไงโทรรายงานผมทุกระยะนะคาเมะ”
“ครับ ว่าแต่...เสร็จงานนี้บอกออย่าลืมที่สัญญาไว้นะครับ”
“หือ สัญญาอะไร”
“เอ๋า ก็ที่ผมขอทำโต๊ะการเมืองไงล่ะครับ”
“เออๆ ไม่ลืมๆ แต่...”
“แต่อะไรอีกล่ะบอกอ เบี้ยวผมอีกคราวนี้ไม่ยอมแล้วจริงๆ นะครับ”
“เปล่า แค่จะบอกว่ากลับมาเมื่อไหร่มาช่วยฝึกเด็กฝึกงานที่จะมานั่งโต๊ะจเรแทนคุณด้วย”
“อ่า โอเคครับ เรื่องเทรนคนเนี่ยผมชอบอยู่แล้ว”
“เออๆ แค่นี้นะ เมียว่าแล้ว”
“ครับ เจ้านาย”
บราโว่...
คาเมะวางหูโทรศัพท์ไปด้วยความมาดหมาย วิ่งก้มศีรษะหลบราวผ้าเปียกไปยังกระเป๋าตัวเอง หยิบมือถือที่เหลือแบตเพียงขีดเดียวมาเปิดต่างไฟฉาย นั่งจดรายการที่ตั้งใจจะทำวันรุ่งขึ้นและต่อๆ ไปโดยไม่ปรากฏอาการง่วงงุ่นไปอีก...พักใหญ่
คาเมะไม่รู้ หรือไม่สนใจอยากจะรู้ ว่ามีใครอีกบ้างยังไม่หลับไม่นอน แต่กลิ่นกาแฟร้อน กับแสงไฟมือถือสีฟ้าอีกดวงภายในห้องหกคูณหกเมตร ก็รบกวนสมาธิเขาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
“คุณจิน แสงไฟแยงตาเอมินอนไม่หลับ”
นั่นล่ะ สุดท้ายแสงไฟของเขาก็สว่างอยู่ดวง เอ๊ย เครื่องเดียว
.....................................................................................................................................................
เจ็ดนาฬิกา ยี่สิบสามนาที
เลขดิจิตอลที่หน้าจอมือถือกระพริบแสงให้ดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดับสนิท คาเมะเอานิ้วชี้และกลางจิ้มหัวตาไล่ก้อนเหนอะๆ ออก บิดเกลียวสองรอบเป็นการจัดระเบียบร่างกายก่อนลุกเดินโซเซไปหาปลั๊กไฟ เขาเดินไล่หาไปถึงในครัวเห็นเจ้าพ่อกระติกน้ำร้อนก็เลิกคิ้วประหลาดใจ
“คุณกินกาแฟวันละกี่แก้วน่ะ”
“จะชาร์ตแบตหรือ มาเสียบอันนี้ก็ได้ ผมต้มน้ำสุกแล้ว”
“กินกาแฟมากเกินไปไม่ดีนะคุณ”
จินแย่งโทรศัพท์มือถือและแป้นชาร์ตมาต่อปลั๊กให้แทนคนที่มัวยืนละล้าละลัง
“เช้าหนึ่งแก้ว กลางคืนหนึ่ง ระหว่างวันเป็นชากับโอวัลติน ผมไม่ได้บริโภคคาเฟอีนเกินขนาดหรอกน่ะ”
“แต่ในชาก็มีนะ คาเฟอี- เฮ้ย...อย่าเขามาใกล้นักสิ!”
คาเมะปิดปากตัวเองถอยกรูดออกไปจนติดเคาท์เตอร์อีกข้าง เพียงแค่จินสืบเท้าร่นระยะเข้าใกล้เขาได้สามเซนติเมตร
“ก็ผมยังไม่ได้แปรงฟัน อายกลิ่นปากตัวเองเหมือนกันนะ”
เสียงพูดผ่านมือฟังอู้อี้ แต่จินก็พอจับความได้ แล้วพลันระเบิดเสียงหัวเราะก้องผนังห้องครัว
คาเมะแทบดิ้นเร่าๆ กับการที่ตัวเองกลายเป็นตัวตลก
“ขำอะไร้”
“คุณก็ไปแปรงฟันซะสิ มัวยืนอวดหุ่นอยู่ทำไมเล่า ไม่รู้หรือว่า...ผมชอบมอง”
คนพูดไล่มองจริงๆ ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า เล่นเอาทั้งชีวิตนักข่าวอย่างคาเมะ ไม่เค้ยไม่เคยมีครั้งไหนเสียเซลฟ์ปนขนลุกได้ปานนี้
“มอง... มองทำไม”
ถามไปเช่นคนใจดีสู้เสือ สายตาแค่นี้ คนผ่านอะไรมานักต่อนักอย่างคาเมะไม่คณนาร้อก...
“อ้าว ก็...ผมเป็นเกย์นี่”
เหอ...... หมอนี่มันต้องเล่นมุขหน้าตายอีกแหงม
“อ่า...งั้นผมต้องระวังตัวให้มากสิใช่มั้ย”
เหอะๆ พูดเป็นเล่นไปเสีย ถึงแม้ในใจหวั่นไหวไปกับหน้าตายๆ แล้วกว่าค่อน!
“ใช่... เพราะคุณยิ่งตรงสเป็กผมอยู่”
หน้ามันไม่ตายแล้วครับท่านผู้ชม เพราะดันทำตาปรอยชม้อยความในมาด้วย
“ไม่เล่นด้วยซะอย่างเว่ย!”
ไม่สงไม่สนมันแล้วกลิ่นปาก คาเมะตะโกนประกาศจุดยืนลั่นโดยใช้ขี้ฟันเป็นอาวุธ
จินระเบิดเสียงหัวเราะรอบสองแล้วเดินคนแก้วกาแฟจากไป ทิ้งความรู้สึกสับสนปนเปให้กับอีกคนไว้ได้เหลือคณานับ
.....................................................................................................................................................
คาเมะมองฟ้าหลังฝนนอกหน้าต่าง เขาจัดการกับความฟุ้งซ่านในใจที่พุ่งพรวดมามากมายไม่ถูก ถึงคราวศิราณีมากด้วยประสบการณ์ (จากคนอื่น) เจอทางตันเข้าจริงๆ และฟ้าใสๆ นั่น ช่วยอะไรไม่ได้เลย...
สิ่งเดียวที่ยอมรับกับตัวเองอย่างปฏิเสธไม่ได้เหมือนปากพูด
อาคานิชิ จิน ทำให้คนไร้รักอย่างเขาเกิดความหวังขึ้นมาวูบใหญ่
ใช่ หรือไม่ใช่...
ถึงเวลาทวนคำถามเดิมๆ ขึ้นมาใหม่ ถ้าถึงคราวตัวเอง จะหันหน้าให้ใครมาช่วยดี
ใครดี
“มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ”
คุณสึบาสะ
“คือเมื่อกี้ผมเพิ่งวิทยุไปขอเรือมาช่วยขนพวกเรากลับไปในเมืองน่ะครับ แต่เรื่อมันลำไม่ใหญ่เท่าไหร่ พวกกองถ่ายเขาคงไปกันก่อน คุณจะไปรอบหลัง เอ่อ...ได้มั้ยครับ”
“ผมยังไม่กลับหรอกครับ จะทำข่าวลักลอบตัดไม้ต่อ คุณสึบาสะ กรุณาแนะนำแหล่ะข่าวให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ”
เรื่องไหนทำได้ก็ทำก่อน เรื่องไหนยังคิดไม่ตกก็วางเอาไว้ คติประจำใจของตระกูลคาเมนาชิ
“นะครับ ผมไม่อยากเห็นท่อนซุงลอยมากับน้ำอีกแล้ว”
สึบาสะไม่มีสีหน้าลำบากใจมากมายเหมือนที่คาเมะกังวล ภายใต้หนวดเครายาวรุงรังนั่น มีรอยยิ้มพึงพอใจแฝงอยู่
“ได้ครับ ถ้าคุณจะทำจริงๆ”
“ขอบคุณมากครับ”
ฟ้าใส เรื่องงานขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ส่วนเรื่องอื่น...ขอฟ้าขอฝนคงไม่ช่วงมั้ง
คงต้องไปขอ... ไม่ขอโว้ย เสียฟอร์มพอดี ปล่อยมันเป็นไปอย่างนี้แหล่ะ
ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ จบ
.....................................................................................................................................................
จินขับรถพานางเอกสาวเอมิไปขึ้นเรือที่จอดรออยู่ที่ตีนเขาเพื่อเดินทางกลับใน รอบแรก คาเมะแอบยืนส่งอยู่ตรงหลังประตูบ้าน และออกจะเสียดายกระติกน้ำร้อนกับบรรดาเบเกอรี่ของเขาที่จากไปด้วยพอสมควร
รู้งี้ฉกกินให้อิ่มก่อนก็ดี แต่ไม่เอาหรอก หวานเลี่ยนแหงๆ
นึกสงสัยเหลือเกินว่า ไอ้น้ำตาลที่จินขยันบริโภคเข้าไปนั้น มันจะไม่ไปจุกอกตายเข้าสักวันหรือ แต่ก็คิดเอาเองว่าฮอร์โมนอินซูลินคงมีประสิทธิภาพดีกว่าคนอื่น จึงไม่มีปัญหา
ไม่รู้ว่า...ถ้าถึงบทรัก มันจะหวานเอียนเหมือนไอ้ที่ชอบกินเข้าไปรึเปล่า และอินซูลินของเขา จะมีประสิทธิภาพพอมั้ย
เว้ย...คิดอะไรลงไปน่ะ
คาเมะยืนระลึกถึงสภาพเพื่อนตัวเองแต่ละคนที่เคยมาปรึกษา ก็แสนอยากจะเอาหัวโหม่งกระเป๋าเป้ไปในบัดดล
ยูอิจิ ผู้ไม่เคยเท่าทันแฟนตัวเองเลยสักที
โคคิ คนที่หวั่นไหวกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายตลอดเวลา
จุนโนะ ที่ชอบเพ้อเจ้อเพ้อฝัน
ขอโทษนะเว่ย ที่เคยดูถูกพวกแกไป เข้าใจทุกความรู้สึกแล้วจริงๆ
คาเมะนั่งปัดความรู้สึกที่หาคำตอบไม่ได้ไปเก็บไว้อยู่ในลิ้นชักช่องที่สอง แล้วหยิบเอาเรื่องงานมากองสุมไว้ด้านบนแทน แถมขยันพกมันเข้าไปขบคิดขณะล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำด้วย
คิดเข้าไปงานน่ะ ปวดสมองไม่ปวดใจ
.....................................................................................................................................................
หลังการอาบน้ำและรับประทานข้าวกองถ่ายที่ทำทิ้งไว้ให้ผู้โดยสารรอบสอง คาเมะนั่งคุยกับสึบาสะเรื่องข่าวที่เขาจะสืบต่อ
“รับรองเลยครับว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้อ็อฟเรคอร์ด” คาเมะยืนยันที่จะไม่เปิดเผยชื่อและสถานะของแหล่งข่าวกับสึบาสะ รวมถึงจะไม่เอาข่าวใดไปลงโดยที่ไม่ได้รับการอนุญาต
ผู้ถูกสัมภาษณ์จ้องหน้าหาความซื่อสัตย์กับคาเมะ ก่อนที่จะยอมเอ่ยถึงเบาะแสเท่าที่ตัวเขารู้
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าบิ๊กเบื้องหลังเป็นใคร แต่คนที่เกี่ยวข้องด้วยเนี่ย...มีหลายฝ่ายเลยล่ะ”
คาเมะจดชื่อ ตำแหน่ง ของบุคคลที่เอ่ยออกมาจากปากสึบาสะ บ้างพอร้องอ๋อ และบ้างที่เขาต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
การจับเข่าคุยนานนับชั่วโมงครั้งนี้ไม่มีเลยที่บุคลิกเซอๆ จะหลุดออกมาจากเจ้าหน้าที่สึบาสะ ยิ่งเวลากล่าวถึงคนในหน่วยงานตัวเอง...สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งมีมากขึ้นเป็น เท่าตัว
“นั่นก็ส่วนที่ผมรู้ แต่เรื่องหลักฐานอะไร คุณต้องไปหาเอาเองแล้วล่ะ”
“เท่านี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากแล้วล่ะครับ ทุกที กว่าผมจะได้ข้อมูลขนาดนี้ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ”
หลังการพูดคุย สึบาสะทิ้งให้คาเมะนั่งทบทวนประเด็น วาดแผนภูมิความคิดของตัวเองไป ส่วนเขาก็ลุกออกมาดูแลคนอื่นๆ
เกือบเที่ยงที่เรือย้อนกลับมารับผู้โดยสารตกค้าง สึบาสะบอกให้ทุกคนเตรียมตัวขึ้นรถ ส่วนคาเมะก็เก็บข้าวของตามคำสั่ง
“ถ้าคุณอยากคุยกับชาวบ้าน คุณก็บอกให้เรือแวะที่ค่ายพักพิงของผู้ประสบภัยแล้วกันครับ มันเป็นทางผ่านก่อนถึงตัวเมือง”
“ขอบคุณมากครับ ถ้าผมไม่โดนเก็บไปซะก่อน คุณรออ่านข่าวของผมได้เลย”
คาเมะยกนิ้วโป้งให้สึบาสะแทนคำขอบคุณ
เขาแบกกระเป๋าเป้ที่ดูตุงๆ และมีน้ำหนักมากกว่าขามาขึ้นรถตู้คันที่ติดเครื่องรออยู่ เมื่อหันกลับไปมองตัวบ้านแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำ คาเมะเลือกใช้กล้องดิจิตอลอันเล็กของตัวเอง
แม้รู้ว่าแสงจ้ายามกลางวันจะทำให้ภาพที่ออกมาดูไม่สวยงามเท่าที่ควร แต่พอเขาจะกดชัตเตอร์ เมฆก็เคลื่อนลอยมาบังแสงอาทิตย์กรองให้แดดร่มกำลังดี เสียเวลาปรับแสงใหม่ไม่ถึงสิบวินาที คาเมะก็ได้ภาพสมใจมาเก็บไว้สามภาพ
โบกมือลาเจ้าของสถานที่ ขึ้นรถเก็บกล้องใส่กระเป๋าดังเดิม
มันจะหนักอะไรนักหนาเนี่ย กระเป๋าทำด้วยผ้ากันน้ำไม่ใช่หรือไง
สุดท้ายด้วยความสงสัยจึงรื้อของออกดูให้ประจักษ์กับตา
ถุงพลาสติกสีขาวมัดปมแน่นไม่บอกสัญชาติและที่มานอนอยู่ในส่วนลึกสุดของกระเป๋า คาเมะรวบรวมความกล้าสิบวินาทีก่อนจะแกะปมออกดู
คงไม่มีใครไวขนาดเอาระเบิดมายัดไว้ได้หรอกนะ...
ไม่ ใช่ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ ไม่ใช่ซากแมวตาย และไม่มีจดหมายขู่ฆ่า มีแต่บะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับสอง รสซุปไก่หนึ่ง อาหารกระป๋องอีกสาม และซองไมโลที่ละลายได้ในน้ำเย็นเกือบสิบซอง พร้อมเศษกระดาษเขียนว่า
- เดินทางไกล ต้องเตรียมพร้อมเรื่องกิน น้ำตาลคือพลังงาน
คาเมะไม่ต้องวิเคราะห์จากลายมือหาเบาะแส มีคนเดียวเท่านั้นแหล่ะที่ทำ
ทำหัวใจเขาถูกช็อตนะจังงัง สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง
คาเมะตัวไหลลงไปกับเบาะรถหุ้มหนัง อยากโทรถามเพื่อนที่เรียนหมดดูสักทีว่าความรักนอกจากทำคนตาบอดแล้วยังทำให้ ให้กระดูกแลเส้นเอ็นหายไปได้ด้วยใช่หรือไม่
อาคานิชิ นะอาคานิชิ
น้ำตาลคือพลังงาน เหอะ น้ำตาลทำให้พลังงานหมดต่างหาก
...........
...................
กริ๊ง กริ๊ง
“ฮัลโหล...สองโหล”
“เฮ้ย คาเมะ ฉันเองนะทัตสึยะ”
“เออ...ทำไมอีก ฉันไม่มีอารมณ์ฟังเรื่องแกจะลาออกจากงานดีหรือไม่แล้วนะโว้ย”
“เฮ่ย ไม่ใช่ งานฉันโอเคแล้ว ว่าแต่แกเป็นอะไรวะ ทำไมเสียงแย่งั้นล่ะ”
“อยากรู้ใช่มั้ย”
“เออ แกคอยฟังเรื่องของฉันตลอด ตัวแกมีปัญหาก็เล่าให้ฉันฟังบ้างสิวะ”
“เออ ดี ถ้าอยากรู้นะ คืนนี้แกลากเพื่อนให้ออนเอ็มให้หมดเลย ฉันจะเล่าทีเดียว”
“เฮ้ย ทำไมขนาดนั้นวะ”
“เออ ถ้าอยากรู้ก็ทำตามที่บอก ไม่งั้น...ฉันไม่เล่าเรื่องความรักของฉันให้ฟังนะเว่ย”
“เฮ้ย คาเมะ นี่แกมีความรักกับเขาบ้างแล้วหรือวะ เฮ้ย ใครหน้าไหนวะเนี่ย”
“หึๆ ถ้าอยากรู้ก็ทำตามที่บอก คืนนี้สี่ทุ่มมากันให้พร้อมเพรียงแล้วกัน”
“เฮ้ย คาเมะ เดี๋ยว”
ถึงเวลาศิราณีคนเก่ง จะต้องลงไปเป็นลูกศิษย์บทเรียนความรักกับบรรดาลูกค้าเก่า
คา เมะผูกปมถุงพลาสติกสีขาวและยัดใส่เข้าไปในเป้ตามเดิม ถือกอดไว้กับอกแน่นเพราะกลัวของภายในกระทบกระเทือน แหม ทั้งกล้องทั้งคอม ต้องรักษาหน่อย ไม่เกี่ยวกับบะหมี่คัพหรืออาหารกระป๋องอะไรเลยจริงๆ
.....................................................................................................................................................
“ขอกาแฟร้อน กับเอแคลร์ครับ”
“วันนี้ร้านเราทำเอแคลร์ไส้ช็อกโกแลตด้วยนะครับ ลองรับดูมั้ยครับ”
“งั้นเอาเป็น...อย่างละครึ่งแล้วกันครับ”
“โอเคครับ รอสักครู่นะครับ”
ระหว่างรอ จินก็เดินไปหยิบหนังสือพิมพ์มานั่งอ่านที่เคาท์เตอร์
เกือบเดือนแล้วที่เขามาติดตามข่าวสารบ้านเมืองที่ร้านกาแฟ จนชินตาพนักงานในร้าน ผู้ชายรูปร่างหน้าตาดี แต่โปรดการจิบกาแฟร้อนกับขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ แล้วก็..นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ขณะกินไปด้วยทุกครั้ง
“ได้แล้วครับ”
จินรับถ้วยกาแฟมาเติมน้ำตาล หยิบเอแคลร์มาจุ่มน้ำหวานในถ้วยแล้วเอาเข้าปากเป็นปกติ แต่ว่า...จินได้เรียนรู้ว่ากาแฟหวานๆ กับเอแคลร์ไส้ช็อกโกแลตไม่สู้ที่จะเข้ากันนัก
ลูกที่สองจินเปลี่ยนไปหยิบเอแคลร์รสเดิม แต่ก่อนที่มันจะจุ่มโดนน้ำกาแฟก็ถูกฉกไปโดยมือดีที่ไหนไม่รู้เสียก่อน
“กินแต่แบบนี้เดี๋ยวก็อ้วนตายหรอก”
คนไม่โปรดของหวานจึงเสียสละให้ตัวเองอ้วนแทน คาเมะดึงจานเอแคลร์ออกห่างจากเจ้าของเก่า
“กลับมาแล้วหรือ”
“ครบสามสิบสองด้วย”
ประสานสายตากันพอประมาณ คาเมะก็เสหันไปสั่งกาแฟปั่นด้วยท่าที่ไม่มีวันให้ใครจับได้ว่า...สั่น
“ผอมลงหรือเปล่า”
“ก็เสบียงมีน้อย”
จินเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของคาเมะก็ยิ้มบาง ความกลัวที่เคยจับได้ยามถูกเขาเย้าแหย่ที่บ้านพักป่าไม้คราวนั้นเหลือเพียงแต่ใยบางๆ
แต่ที่ฉายชัดแทนก็คือ แววตาท้าชน
กล้าๆ แบบนี้สิ ยิ่งถูกใจ
“วันหลังก็บอกกันก่อนสิจะได้กะถูก”
เมื่อมีประโยคนำ แววตาคมกล้ายิ่งออกประกายระยับ
“แล้วผมจะบอกคุณยังไงล่ะ เผื่อวันไหนผมไม่เข้าออฟฟิศก็ไม่ได้แวะมาที่นี่หรอกนะ”
/ ยุทธการอ่อยโดยอาจารย์จุนโนะสึเกะ
“แต่ ถ้าเป็นวันเสาร์ล่ะก็...จะมาประจำล่ะ”
/ วิธีทอดสะพานจากอาจารย์ยูอิจิ
“แต่ว่าถ้าคุณตามเอมิไปถ่ายละครที่ไหนไกลๆ จะทำไงW
/ กลเม็ดชักแม่น้ำแบบอาจารย์โคคิ
“แล้ว...”
“แลกเบอร์กันก็หมดเรื่อง”
คาเมะจิกหน้าตัวเองสุดฤทธิ์ไม่ยอมให้เผลอหลุดฉีกยิ้มแซงหน้าอีกคน ลงเล่นเกมกับคนหน้าตาย เขาไม่ยอมแพ้เสียฟอร์มไปก่อนหรอก...
“โธ่ ผมเป็นนักข่าวมีเบอร์คุณอยู่แล้วล่ะ คุณเหอะ มีเบอร์ผมรึเปล่า”
“ผมเป็นผู้จัดการดารา ไม่มีเบอร์นักข่าวไว้บ้างได้ยังไง คุณคิดว่าที่เอมิติดต่อคุณได้คราวนั้นเพราะเอาเบอร์มาจากไหนล่ะ”
แม้จินจะไม่ได้ทำหน้าตายอีกแล้ว แต่ท่าทียิ้มกริ่มจิบกาแฟร้อนสบายใจ ก็ทำให้คาเมะรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้แพ้เต็มทน จึงหยิบกินเอแคลร์หนึ่งชิ้นเรียกขวัญกำลังใจ
“แล้วก็ไม่รู้จักโทร”
/ ฮุคหมัดตรงแบบอาจารย์ทัตสึยะ
ขณะรอฟังผลหลังการใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดไปแล้ว คาเมะก็นับเลขรอในใจเบาๆ
หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...หะ-
“ก็กลัวว่าจะเป็นการรบกวน... ตกลงอนุญาตให้กวนได้ใช่มั้ย”
เหมือนคนถูกบังคับให้ยกธงขาว คาเมะตอบแบบอุบอิบอู้อี้กะให้ได้ยินก็ช่างไม่ได้ยินก็ช่าง แต่คนหูดีอย่างจิน ได้ยินเต็มๆ ทั้งประโยคนั่นแหล่ะ
“เล่นด้วยขนาดนี้ยังจะถามอีก”
เอแคลร์อีกสองลูกที่เหลือ ถูกกินแกล้มกาแฟร้อนและกาแฟปั่นกันคนละคำ
รสหวานนุ่มยังความติดใจให้แก่คนไม่พิศวาสรสหวานไปโดยปริยาย ส่วนคนนิยมบริโภคหวานมาแต่เดิมนั้น ก็เพิ่มดีกรีความหวานด้วยการเช็ดครีมที่เปื้อนอยู่ที่มุมปากของอีกคนให้
เวลานี้คาเมะนึกเจ็บใจความโง่ของตัวเอง
เพราะลืมถามเพื่อนไปว่าในสถานการณ์ประมาณนี้เขาควรวางหน้ายังไง
มันวางไม่ถูกจริงๆ นะเอ้า
============================= END ==========================
(แถมท้ายอีกนิด)
“ต่อไปจะทำข่าวอะไรอีกหรือ”
“ก็รอเขียนเรื่องลักลอบตัดไม้นี่ให้จบก่อน เสร็จแล้วก็รอหมายจากบอกออีกที”
“ทำข่าวนี่สิ”
“อะไรครับ”
“ชินกับเอมิแยกทางกันเด็ดขาดแล้ว ยังไม่มีคนเขียนเลยนะ”
“ไม่เอา นี่คุณ ผมจะได้ย้ายทำไปทำโต๊ะการเมืองแล้วนะ”
“งั้นข่าวนี้เป็นไง”
“อะไรหรือ”
“เอมิมีแฟนใหม่เป็นลูกนายกรัฐมนตรี”
“ปัดโธ่...”
“เขียนเองไปเลยไป”
สงสัยคาเมะต้องอธิบายให้จินฟังซะล่ะมั้งว่าข่าวบันเทิงกับข่าวการเมืองแตกต่างกันยังไง
...คบกับคนต่างวงการก็เงี้ย...เข้าใจไม่ตรงกัน
=== END จริงๆ ===