NotJK

Show me your affection_End

posted on 23 Jul 2008 00:59 by asuka-jan  in NotJK

 

 

Title: Show me your affection
Author: Asuka
Casts: Nakamaru x Ueda
Rate: G

 

Part End

 

 

เลทเป็นชั่วโมงแบบนี้ปรับเงินกี่หมื่นเยนดีวะ

 

ยูอิจิตื่นสายตามคำทำนาย เขามาถึงบริษัทเป็นคนสุดท้าย เพียงแต่สาเหตุไม่ใช่การนอนตาค้างหลับไม่ลงทั้งคืนอย่างที่จินประเมิน ทว่าฝันที่วนเวียนอยู่กับความทรงจำมันล่อลวงจนเขาคร้านจะลุกจากที่นอนเสียมากกว่า

 

ขอโทษที

เฮ้ย... ไม่ต้องทำหน้าสลดขนาดนั้นก็ได้ เจ้าพ่อพยากรณ์เดาะลิ้น แต่รีบเข้าห้องหน่อยก็ดี ที่รักนายดูอารมณ์ไม่ค่อยจอยเท่าไหร่

ทำไมหรือ ทัตจังเป็นอะไร

ไม่รู้ซิ มันก็เงียบๆ เป็นปกตินั่นแหละ แต่คาเมะของฉันเขาว่าเจ้านั่นอารมณ์ไม่ดีฉันก็ต้องว่าตามนั้น

 

ยูอิจิเดินตามจินเข้าไปในห้องประชุมด้วยอารามร้อนใจ เขามองหาทัตสึยะเป็นอย่างแรก หากสิ่งที่พบไม่ได้ยืนยันหรือคัดค้านคำให้การของจินเรื่องสภาวะอารมณ์ ที่เห็นๆ มีเพียงการที่เพื่อนสนิทของเขาดูตัวติดกับคาเมะอย่างน่าประหลาด ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้นานแล้วนับตั้งแต่จินกลับมาจากแอลเอและสถานการณ์ของวงคลี่คลาย

 

อ้าว ยูอิจิมาแล้ว งั้นพวกเราไปกัน

 

น้องเล็กของวงลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง แล้วคว้าเอาแขนคู่ปาท่องโก๋ของตนเดินเข้าห้องอัดไปก่อนใคร โดยมีจินวิ่งตามไปแทรกกลางสองควีนของวงเช่นคนไม่ยอมเป็นรอง

 

ไม่เหมือนบางคน...ที่ยกธงขาวกับการเข้าไปยืนเคียงข้างท่ามกลางใครต่อใครมากมาย

 

............

..................

 

เช้าวันนี้การทำงานโดยรวมก็เป็นไปด้วยดี การมาสายของยูอิจิทำให้สมาชิกคนอื่นมีเวลาวอร์มเสียงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์เพลงมากขึ้น เหนื่อยยากบ้างตรงโปรดิวเซอร์ต้องการให้มีลูกเล่นยิ๊บย่อยในเพลงมากมาย กว่าแต่ละท่อนจะผ่านไปจึงลำบากพอดู

 

โดยเฉพาะจินที่มีหน้าที่รับรองลูกเล่นเกือบทั้งหมดที่ผู้ควบคุมคิดได้ และโคคิที่ถูกเปลี่ยนเนื้อแร็พของตัวเองบางท่อนเพื่อให้ไหลลื่นกลมกลืนไปกับทำนองเพลง ซึ่งก็เลยทำให้เสียเวลาปลอบใจกันนิดๆ หน่อยๆ

 

...จนเกือบบ่ายแล้วตอนทุกเพลงถูกบันทึกลงรีลได้หมด...

 

ดีนะขนเพลงยากๆ มาไว้วันนี้ ถ้าให้อัดตั้งแต่เมื่อคืนฉันตาย แล้วดีนะเนี่ยที่มีคนเตรียมข้าวกล่องไว้รอ ไม่งั้นฉันตายเหมือนกัน โคคิบ่นเป็นหมีกินผึ้งขณะยัดข้าวปั้นและขิงดองเข้าปาก

 

ไม่มีใครสนใจคำโวยวายของแร๊พเปอร์หนุ่ม ค่าที่หิวกันจนไม่อยากแม้แต่จะเงยหน้าจากเบนโตะในมือ อย่างยิ่งจุนโนะที่ต้องทำเวลามากกว่าใครเพราะเหลืออีกแค่สิบห้านาทีก่อนจะต้องไปถึงสถานีวิทยุ ความจริงนักกายกรรมของกลุ่มคงอยากหาทางปิดปากคนขี้บ่นอยู่ไม่น้อย แต่กลัวว่าพูดอะไรไปแล้วแทนที่จะทำให้เร็วขึ้นจะกลายเป็นช้าลงไปอีก

 

ไปด้วยกันเลยมั้ยนากามารุ อุเอดะ จุนโนะเอ่ยชวนตามประสาคนห่วงค่าน้ำมันของบริษัท

อื้ม ไม่ดีกว่ายูอิจิตกลงแต่อีกคนปฏิเสธ

ทำไมล่ะ

ก็... ฉันว่าจะอยู่คุยเรื่องคอนเสิร์ตกับจินกับคาเมะต่อก่อนน่ะ สองคนนั้นว่าง

อืม งั้นพวกฉันไปก่อนนะ เร็วโคคิ

 

เอ่ยคำลาแบบไม่มีพิธีแล้วจุนโนะก็ลากโคคิออกไปอย่างเร่งรีบ

ทัตสึยะเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะและหันมาชวนยูอิจิคุยเป็นคำแรกของวัน

 

ตั้งแต่ทำงานด้วยกันคู่นี้ดูสนิทกันขึ้นมากเลยนะ

อืม... ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ต่อให้เป็นคัตตุนต่อไปอีกสิบปีก็อาจจะเข้าไม่ถึงจุนโนะล่ะมั้ง

เป็นคนลึกลับแบบแปลกๆ ดี

นั่นน่ะสิ

 

ห้องพักที่ดูกว้างขวางแคบไปถนัดตาในความรู้สึกของยูอิจิ เมื่อเขาสำนึกถึงคนข้างกายเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

 

เอ้อ ฉันไปหาคาเมะก่อนนะ

เอ๋

ก็คุยเรื่องคอนเสิร์ตไง

ฉันไปด้วยสิ

.............

มีอะไรจะคุยกับคาเมะหรือ

เปล่านี่...

 

งั้น...นายไปคุยก่อนก็แล้วกัน ฉันจะโทรศัพท์หาน้องสาวก่อน

ยูอิจิเดินหาสัญญาณโทรศัพท์โดยพยายามไม่มองว่าทัตสึยะกำลังทำหน้าแบบไหนลุกออกจากโซฟาไปเร็วหรือช้าเพียงใด เขาเข้าใจเกี่ยวกับคำพูดของจินและความเห็นของคาเมะเมื่อเช้านี้แล้ว...

 

ทัตสึยะมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจอยู่ภายใต้การวางตัวแบบปกติ และถ้ามันเป็นเรื่องของเขา...ของพวกเขา สิ่งที่ควรทำคือการไม่เพิ่มความอึดอัดใจให้อีกฝ่าย ไม่ใช่หรือ

 

คุยเสร็จแล้วก็ตามมานะ

อืม...

 

....................................................................................................

 

ตารางเวลาดูจะเลทจะรวนไปเสียหมด

 

ยูอิจิและทัตสึยะไปถึงสถานีวิทยุโดยเผื่อเวลาราวครึ่งชั่วโมงสำหรับการดูสคริปต์และเลือกเพลง แต่กลายเป็นว่าพวกเขาต้องรอนานกว่านั้นเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าที่แผงควบคุม ทั้งสองได้แต่นั่งฆ่าเวลาด้วยการปลอบจุนโนะกับโคคิที่มีอาการหงุดหงิดระหว่างนั่งรอเช็คว่าเสียงที่อัดกันไปแล้วนั้นใช้ได้หรือไม่

 

เอาน่า ยิ้มๆ หน่อย ช่างภาพยังอยู่เพียบเลย พี่ใหญ่ผู้ยกนาฬิกาขึ้นดูบ่อยที่สุดออกปาก แล้วจึงแตะไหล่เพื่อนร่วมงานของตัวไปเต๊ะท่าถ่ายรูปกับหูฟังและไมค์ในสตูดิโอเล่นๆ

 

รีบหรือ ทัตสึยะถามเสียงเบา

นิดหน่อย ต้องไปรับน้องสาวน่ะ

แต่น่าจะอีกนานเหมือนกัน...

ก็หวังว่าจะไม่ล่ะน้า คนพูดถอนใจ ไม่งั้นคงต้องไปก่อน

 

สุดท้ายภายในครึ่งชั่วโมงระบบไฟฟ้าก็กลับมาใช้ได้เหมือนเก่า แต่เทปของจุนโนะและโคคิต้องอัดใหม่ในครึ่งช่วงหลัง โปรดิวเซอร์ของสถานีจึงเลื่อนคิวของยูอิจิและทัตสึยะไปเป็นวันรุ่งขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ พอบทสรุปเป็นเช่นนั้น คนมีธุระก็ทำท่าโล่งใจในขณะที่อีกคนทำแก้มป่องสลับทางซ้ายทีขวาทีแบบเซ็งๆ

 

นายไปรับน้องเป็นเพื่อนฉันได้มั้ย

อื้ม ว่าจะถามอยู่ว่าทำไมวันนี้ต้องไปรับน้องสาว

 

เมื่อเห็นว่าทัตสึยะไม่มีทีท่าปฏิเสธยูอิจิก็รีบดึงมือแล้วเดินกึ่งวิ่งออกไปที่ถนนหน้าตึก เร่งฝีเท้าตัวเอง...พอให้อีกฝ่ายไม่ทันนึกว่าฝ่ามือบางของตัวถูกฉวยจับเอาไว้...

 

น้องฉันปวดท้องมาก เลยบอกเอาไว้ว่าเลิกงานแล้วจะไปรับ พาไปหาหมอ

และอาจมีสิทธิ์ถูกกอบกุมไปตลอดทาง

 

ที่โทรคุยกันเมื่อกลางวันน่ะหรือ

ใช่...อ้ะ แท็กซี่!”

 

เก๋งโตโยต้าป้ายทะเบียนสีเขียวจอดเลียบฟุตบาทอย่างรวดเร็ว

 

ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ ยูอิจิถามพลางเปิดประตูรถด้านหลัง

ทัตสึยะตอบด้วยการทำมุมปากแบบที่ไม่รู้ว่ายิ้มหรืออะไร เขาเลิกคิ้ว แล้วพยักหน้าช้าๆ

ถามเป็นมารยาทดีนี่ จากนั้นก็ปลดมือตัวเองออกจากพันธนาการ ก้าวเท้าขึ้นรถเข้าไปนั่งชิดประตูด้านใน

 

เอริโกะหรือยูริโกะนะ

เอ่อ... คนเล็ก

งั้นช่วยไปส่งที่ม.วาเซดะด้วยครับ

 

เมื่อรู้ที่หมายแล้วคนขับรถก็ออกตัวแรงพร้อมปาดเลนส์ขวาเพื่อยูเทิร์น เหวี่ยงเอาผู้โดยสารทั้งสองเอนซ้ายกันไปหลายองศา ทัตสึยะทำตาโตและหลุดเสียงหัวเราะแผ่วเบาด้วยประหลาดใจในตัวโซเฟอร์สุดซิ่ง ส่วนยูอิจิก็มีอาการไม่ต่างกัน ทว่าเขายังมีอารมณ์แห่งความงุนงงมหาศาลผสมอยู่ด้วย

 

ใช่เพราะป้ายห้ามขับเร็วเกิน 60 ไมล์ต่อชั่วโมงที่ปักไว้ตรงเกาะกลางถนน

แต่เพราะคนข้างๆ ดูไร้เค้าของคนที่มีเรื่องรบกวนจิตใจอย่างที่เห็นตลอดเช้าหรือกระทั่งตอนเที่ยง หากดูสบายอกสบายใจ...ครึ้มอกครึ้มใจ พิกล

 

................................................................................

 

พี่ชาย... ยูริโกะอยู่นี่ค่ะ

เลิกสี่โมงไม่ใช่หรือ พี่มารอตั้งนาน

 

ยูอิจิบ่นใส่น้องสาวที่เดินตัวงอมาหา ใบหน้าซีดๆ ทำให้เขารีบรับหนังสือตั้งใหญ่และกระเป๋าถือใบเล็กของคนป่วยมาถือเอาไว้

 

อ้ะ อุเอดะซังมาด้วยหรือคะ

ไม่มาก็ไม่เห็นสิน่ะ ผู้เป็นพี่ชายแย่งตอบ เป็นไงบ้างเรา อาการแย่ขนาดนี้ยังมัวเถลไถลอีก

หือ... ว่าเอาๆ ดูซะก่อนสิว่าหนังสืออะไร

 

สาวน้อยผิวแทนตามแฟชั่นในชุดเสื้อแขนกุดกับมินิสเกิร์ตสุดเฉี่ยวสะบัดหน้าใส่พี่ชายของตัว และผละไปโบกมือเรียกรถ โบกไปโบกมาก็หันมาโบกให้เพื่อนๆ ที่หยุดยืนซุบซุบดูดาราอยู่ใกล้ๆ เป็นของแถมด้วย ส่วนตัวพี่ชายที่ถูกเมินก็พยายามแย่งความสนใจคืนด้วยการทำตัวประหม่าเป็นจุดเด่น

 

ทัตสึยะมองภาพสองพี่น้องก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นึกถึงที่ยูอิจิเคยเล่าว่าน้องสาวคนสุดท้องเฮี้ยวเพียงใดก็รู้สึกจริงตามนั้น เพียงแต่เขาออกประทับใจในความร่าเริงและความสนิทสนมระหว่างพี่น้องอย่างที่ไม่เคยได้ยินตรงๆ มากกว่า

 

ขึ้นรถค่ะทุกคน

 

ยูริโกะหันมายิ้มแจ่มใสแล้วกระโดดเข้ารถตรงที่นั่งข้างคนขับไปก่อน ทิ้งพี่ชายคนเดียวให้ต้องอ้าปากค้างเพราะรู้สึกบกพร่องต่อหน้าที่พี่ชายคนดีอยู่ที่เบาะหลัง

 

แม้จะไม่ลำพังก็ตาม

 

...........

...................

 

น้องสาวนายน่ารักนะ ขนาดปวดท้องแทบแย่ยังอุตส่าห์แวะไปหอสมุดยืมหนังสือมาให้ก่อน

ทัตสึยะเอ่ยกับยูอิจิที่ยืนกรอกประวัติคนไข้ให้น้องสาว พลางเปิดหนังสือ ภัยธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียบนตักดูคร่าวๆ

ใช้เรียนหรือ

 

ก็... อยากหาอ่านเพิ่มเติมน่ะ พอดีบ่นกับน้องไว้ว่าอ่านจากคอมพ์มันปวดตา ไม่นึกว่าจะได้ยินเหมือนกัน

 

คนตอบเมื่อเสร็จธุระกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแล้ว ก็ละจากเคาท์เตอร์ไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ห้องตรวจมากที่สุด แต่ไม่นานก็ลุกกลับมายังที่นั่งข้างๆ เพื่อน

 

ทำไมไม่เข้าไป ทัตสึยะเอ่ยถามเพราะคิดว่าโดยทั่วไปญาติมักเข้าไปฟังการตรวจกับคนไข้เสมอ

ไม่ล่ะ... ยูริโกะไม่ชอบให้คนเยอะๆ อัดกันในห้องแคบๆ เข้าไปก็โดนไล่

 

ทัตสึยะพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะก้มหน้าเพลิดเพลินกับตัวหนังสือในมือต่อ แม้ส่วนที่กำลังสนใจจะเป็นแค่หน้าสารบัญก็ตาม

 

ทัตจัง

หืม

ขอบใจนะ ที่มาเป็นเพื่อน

เรื่องเล็กน่ะ ผู้เสมือนคนคงแก่เรียนไหวไหล่เบาๆ แล้วก็จัดแจงแบ่งหนังสือที่ตัวเองเปิดดูไปแล้วคืนให้เจ้าของไปอ่านฆ่าเวลาบ้าง

 

ทว่ายูอิจิเทความสนใจไปให้ยูริโกะในห้องตรวจมากกว่า เขาไม่ชวยคุยอะไรอีกจนการตรวจเสร็จสิ้นเลยไปถึงการรับยาและจ่ายเงิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ละเลยเพื่อนผู้มีน้ำใจเสียทีเดียว หากเพียงเลือกใช้สายตาและการกระทำในการสื่อความหมายแทนถ้อยคำเท่านั้น

 

เช่นการเปิดประตูรถแท็กซี่โดยไม่ยอมเข้าไปก่อนเหมือนตอนขามา

 

อา... ฉันว่าแยกกันตรงนี้เลยก็ดีนะ

ทัตสึยะเอ่ยเมื่อสำนึกถึงเวลาที่ล่วงเลย และระยะทางจากคลินิกถึงคอนโดที่อยู่คนละทิศ

 

อุเอดะซังไปกินข้าวเย็นที่บ้านด้วยกันก่อนเถอะค่ะ วันนี้พ่อบอกว่าจะกลับมาเร็ว แม่คงทำอาหารไว้เยอะชนิดเลี้ยงคนได้ทั้งซอยแหงๆ

นะคะๆ ยูริโกะเซ้าซี้ด้วยแววตาที่เป็นประกายผิดจากกริยาขดตัว

 

แต่พี่...

 

ไปเถอะค่า... เมื่อกี้คุยกับคุณแม่แล้วว่าอุเอดะซังอยู่ด้วย ป่านนี้ตั้งโต๊ะเผื่อแล้วมั้ง

 

ยูอิจิที่ยังคงความเป็นใบ้ยิ้มสนับสนุนคำพูดน้องสาว ทำให้ทัตสึยะใช้เวลาไม่เกินห้าวินาทีในการโคลงศีรษะแล้วเข้ารถไปด้วยความยินดี

พลางคำนวณเวลาพักผ่อนในค่ำคืนนี้ของตนเองในใจ

 

แล้วจะขับรถไปส่งนะ ยูอิจิเอ่ยเสียงเบาพอให้ได้ยินเพียงเบาะหลัง

ไม่เป็นไรหรอกฉันกลับเองได้

ก็เผื่อดึกมากไง

อะไรขนาดนั้น...

 

ขนาดนั้นแน่ๆ

 

........................................................................................................

 

ทัตสึยะเงยหน้าดูนาฬิกาข้างฝาบ้านอีกครั้งก็เจอเข็มสั้นกับเข็มยาวแทบเรียงตัวซ้อนกันที่เลขสิบสอง เวลาผ่านไปรวดเร็วด้วยบรรยากาศอบอุ่นแห่งบ้านนากามารุที่ตัวเขาไม่ได้สัมผัสมานาน รู้ตัวอีกทีก็โดนเชื้อเชิญให้นอนค้างที่นั่นไปเสียแล้ว

 

ถ้านายอยากกลับฉันไปส่งได้นะ ยูอิจิพูดหลังจากทั้งสองขึ้นมาอยู่บนห้องนอนส่วนตัว

 

แปลกที่ความครื้นเครงจากเบื้องล่างไม่ได้ติดตามมาด้วย หรืออาจเพราะความขัดเขินของเจ้าของห้องเองที่ส่งผลกับแขกไปเต็มๆ

 

จึงได้ยืนงงๆ กันอยู่กลางห้องทั้งคู่ ท่ามกลางความเงียบสงบของห้องที่สะอาดสะอ้านเรียบร้อยราวห้องตัวอย่าง

 

วางแผนไว้หรือเปล่า ทัตสึยะพูดเสียงเบา

หา

พูดเล่นน่ะ

ฉันเปล่า...

แต่ยูอิจิตอบอย่างจริงจัง ถึงจะดีใจก็เถอะ

 

ความชัดถ้อยชัดคำได้สร้างภาวะชะงักงันขั้นเด็ดขาดให้กับคนทั้งคู่ จนในที่สุดคนเป็นแขกก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเตียง ...พลางตบหัวเข่าตัวเองเล่น

 

ก็อยากกลับนะ แต่มันแปลกๆ เพราะไม่ได้ปฏิเสธตั้งแต่ทีแรก

อ้อ...หรือ

เอายังไงดีล่ะ

อ่า... อย่าถามกันเลย จะฐานะไหนฉันก็ต้องชวนนายค้างอยู่แล้ว

 

พูดออกไปยูอิจิก็ต้องรีบหักความรู้สึกผิด เขาไม่อยากสร้างความอึดอัดใจให้อีกฝ่ายก็จริง แต่ความอ้อมค้อมก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมีในความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่เช่นกัน

 

แต่จริงๆ ถ้านายไม่อยากนอนค้างก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ

มันก็... ที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ แค่รู้สึกว่าบ้านตัวเองสะดวกกว่า

อื้ม......

นายมีแปรงสีฟันหรือเปล่า

มีมั้ง เดี๋ยวนะหาก่อน

 

ทัตสึยะเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา เพราะเดาได้ว่าลองอีกฝ่ายบอกว่าจะหานั่นแปลว่าต่อให้ตัวเองไม่มีก็ต้องทำให้มีจนได้ แล้วเขาคงไม่มีข้ออ้างเกี่ยวกับความไม่สะดวกอีก

 

เพื่อนกัน จะนอนค้าง ยืมเสื้อผ้า ใช้ยาสระผม สบู่ ...ไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมานั่งอิดออด

 

นายจะนอนไหน ระหว่างเตียงกับฟูกที่ยูอิจิเพิ่งขนมาปู

ฟูก

 

ทัตสึยะส่งเสียงตอบจากห้องน้ำ ซึ่งก็ไม่ผิดจากการคาดเดาของคนถาม เพื่อนของเขาไม่ชอบเตียง ถ้าเลือกแล้วโซฟายังเป็นตัวเลือกที่ดีเสียกว่า แต่เขายังถามเพราะรู้สึกแปลกหากตนเองจะต้องนอนมองอีกฝ่ายจากมุมสูง หรือเสี่ยงที่จะเชื้อเชิญให้เบียดกันบนพื้นที่สามคูณหก

 

ไหนจะกลัวว่าดูน่าเกลียดในโอกาสอันน่าฉวย แล้วเขายังหวั่นว่าหัวใจจะวายไปเองอีกอย่าง

 

................................

 

เสียงในอกดังรัวเป็นกลอง...

 

แสงจากไฟภายนอกสาดเข้ามาให้เห็นเค้าหน้าของคนที่นอนหลับตาอยู่กลางห้อง ใจหนึ่งยูอิจิอยากชวนคุยอะไรสักอย่างเพื่อยืนยันความเชื่อว่าอีกฝ่ายยังไม่หลับจริงๆ แต่เขาก็มองเพลินจนลืมความคิดนั้นไป

 

รสชาติของกลีบซากุระที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมตลอดเวลา แปลกที่ตอนนี้เขาพอใจเพียงการชื่นชมอยู่ตรงนี้

ยูอิจิส่ายหน้าให้กับความมักน้อยของตนเอง และทอดรอยยิ้มที่ไม่มีใครเห็นให้เพื่อนที่พลิกตัวไปเหมือนคนไม่นอนสบาย

 

ยู เสียงงัวเงียดังขึ้นในความมืด

หืม?

 

ทัตสึยะงึมงำในลำคอก่อนจะตะแคงหันหลังให้และตวัดผ้าห่มขึ้นคลุมโปงปิดหน้า... นาทีนี้ยูอิจิไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้ เขาถูกกล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยความไม่พอใจเสียแล้ว

สิ่งที่พอจะทำจึงมีแต่ข่มหนังตาตัวเองและข่มหัวใจ ในเมื่อทำได้มาตลอดก็ต้องทำได้ต่อไป

 

เพียงแต่ให้แน่ใจกับตัวเองเท่านั้นว่ามันไม่ใช่ความขี้ขลาด ทุกอย่างต้องไม่กลับไปที่ศูนย์

 

เพราะความรู้สึกของเขานั้นเองที่ไม่มีหนทางให้หวนกลับ

 

..................................................................................................

 

แค่นั้นเองหรือวะ

จินที่หลบออกมาคุยนอกระเบียงย้อนถามเสียงสูงขึ้นจมูก

 

ไม่ได้เรื่อง!” ต่อด้วยถ้อยคำหยามเหยียดดังก้องกังวานเครื่องมือสื่อสารจนคนปลายสายต้องทำหน้านิ่ว

 

ทำไมวะ ฉันไม่ใช่นาย แล้วทัตสึยะก็ไม่ใช่คาเมะ อย่าใช้มาตรฐานของนายมาด่าฉันหน่อยเลย

ไม่ใช่... ฉันไม่ได้หมายถึงการกระทำ ฉันหมายถึงความมุ่งมั่น นี่ต่างหากข้อต่างสำคัญระหว่างสถานะคนรู้ใจกับคนรัก รู้บ้างมั้ยเนี่ย

 

ความมุ่งมั่นของฉันก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจะมาตัดสินเหมือนกัน

นายรักคาเมะในแบบของนาย ฉันรักทัตจังในแบบของฉัน แล้วฉันก็โทรมาหาคาเมะไม่ใช่นายรู้เอาไว้

 

งั้นเสียใจด้วย คาเมะยังไม่ตื่น

 

รู้ตั้งแต่นายมารับสายแล้วน่ะ กลับไปกล่อมกันต่อได้แล้วไป ขอโทษที่รบกวน ยูอิจิตัดสายโทรศัพท์หลังจากสบถใส่เพื่อนด้วยความหงุดหงิด 

 

ทั้งที่เขาอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอมาเจอเสียงกวนประสาทแทนเสียงอ้อนน่ารักๆ ของน้องชายยิ่งทำให้เขาปีศาจแทบจะงอกขึ้นจากหัว ตั้งแต่ตื่นมาและเจอสภาพที่ไม่สู้ดีของเพื่อนสนิท ที่นอนชื้นเหงื่อและอาการบ่นหนาวบ่นร้อน เล่นเอาเขานึกอยากจะโดดงานดีเจดูสักครั้ง ทว่าเพราะมันไม่ใช่นิสัยของเขาทั้งคู่ ยูอิจิจึงทำได้แต่หาพารามาเตรียมไว้เผื่ออีกฝ่ายถามถึง

 

อ้าว ทัตจัง

ฉัน...อาบน้ำเสร็จแล้ว ลงไปรอข้างล่างก่อนแล้วกันนะ

 

หลังจากเจ้าของท่าทีมึนพิษไข้ลับไปจากประตูห้อง ยูอิจิก็เพิ่งรู้ว่าความขุ่นมัวของตัวเองนั้นไม่ใช่เล่นๆ พูดความในใจออกไปได้เต็มปากขนาดนั้น ซ้ำมีเปอร์เซ็นต์เกินครึ่งร้อยที่เจ้าตัวจะได้ยิน

 

แต่มือยังไม่เย็น เสียงก็ไม่ติดอ่าง...

 

นึกอยากให้ไอ้คนกวนประสาทเมื่อครู่ยังอยู่ในสายขึ้นมาทันที

 

ยูอิจิยิ้มให้ตัวเองก่อนหยิบเอาผ้าเช็ดตัวใช้แล้วที่พาดอยู่กับเตียงเดินเข้าห้องน้ำไป ตรวจดูปุ่มน้ำอุ่นพบว่าไม่ถูกใช้ก็อยากจะเพิ่มปีกสีดำขึ้นมาที่หลังอีกสักคู่ ขนาดเขาไม่ใช่คนตีโพยตีพายยังชักอยากจะพาลใส่คนที่คิดว่าร่างกายตัวเองประกอบขึ้นมาจากเหล็กไหลดูเหมือนกัน

 

แต่กับคนแบบทัตสึยะ การโวยวายย้อนหลังก็ไม่ต่างอะไรจากพวกงี่เง่า

แล้วเขาก็ไม่ใช่คนแบบนั้น

 

ไม่มีนิสัยจู้จี้เจ้ากี้เจ้าการ พอๆ กับที่อีกฝ่ายขี้รำคาญและขี้เบื่อ

 

................

.........................

 

วันนี้จะไปยิมจริงดิ

อื้ม ไม่ได้ไปเกือบอาทิตย์แล้ว พอหยุดก็หวัดกินเลยเนี่ย

แล้วนี่จะไม่ยิ่งหนักขึ้นหรือ น่าจะรอให้หายก่อนนะ

ไม่เอาอ่ะ อยากต่อยมวย...

 

น้ำเสียงงอแงแบบไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยๆ มีขึ้นพร้อมการชกลม จนยูอิจิต้องตั้งสมาธิกับสัญญาณจราจร ไม่มัวแต่มองการให้จังหวะ ‘push push’ของริมฝีปากอิ่มเพลินจนเกินไป

 

งั้นวันนี้จะเข้าบริษัทหรือเปล่า

อื้ม ตอนเย็นๆ นักชกรุ่นไลท์เวทให้คำตอบพร้อมเช็คตารางเวลาตัวเองในสมุดนัด ...สักสี่ห้าโมงมั้ง

 

เฮ้ย! ลืมเลย

อะไรหรือ

ลืมให้อาหารปลาน่ะสิ

อ๋อ ฉันให้ไปแล้วล่ะ ดูพวกมันหิวๆ

 

เจ้านายปลาทองในโหลอาศัยจังหวะไฟแดงหันไปยิ้มขอบคุณ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบด้วยการยกมุมปากขึ้นนิดหน่อย มาถึงตอนนี้ยูอิจิก็นึกขึ้นได้ นอกเหนือจากตอนถ่ายรูปลงนิตยสารแล้วเคยมีบ้างมั้ยในยามที่อยู่ด้วยกัน ทัตสึยะจะยิ้มแบบที่เรียกว่ายิ้มหวานเหมือนตอนที่อยู่กับไอ้เพลย์บอยเจ้าเสน่ห์ อาคานิชิ จิน

 

ไม่อยากอิจฉาแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบ ความมุ่งมั่นอันเริ่มทำให้เกิดความโลภมันชักก่อผลเป็นดาบสองคมมากขึ้นทุกที

 

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือร้ายมากกว่า

 

แล้วตอนเย็นจะให้ไปรับหรือเปล่าล่ะ

ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเข้าไปเอง

อืม ถ้าไข้ขึ้นก็โทรมาแล้วกันนะ นอกจากอาร์วันแล้ววันนี้ฉันว่างตลอด

 

และความว่างนี่เองทำให้ยูอิจิฟุ้งซ่าน หลังจบงานดีเจแล้วเขาก็ใช้เวลาช่วงสายไปกับการอ่านหนังสือที่น้องสาวยืมมาให้ แต่ผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าก็ขยับไปได้ไม่กี่บท จนผิดหวังกับตัวเองและรู้สึกละอายใจต่อบิดา จะโทษสิ่งแวดล้อมอันวุ่นวายของสถานที่ก็ไม่ได้ ในเมื่อเขาตัดสินใจฝังตัวอยู่ที่บริษัทแทนการกลับบ้านเพราะห่วงคนไม่ค่อยสบายแถวยิมใกล้ๆ นี่เอง

 

เขาจึงต้องยอมรับสภาพนั่งเพ่งกสิณกับตำราเล่มหนาต่อไป โดยพยายามไม่นำพาต่อการมาถึงของจุนโนะและโคคิในช่วงบ่าย กับบทสนทนาเสียงดังๆ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวของคนทั้งสอง รวมถึงเครื่องมือสื่อสารที่นำออกมาใช้ต่างที่ทับกระดาษและที่คั่นหนังสือด้วย

 

เรียนหนักรักเหนื่อยหรือยูอิจิ สัมผัสที่ไหล่เรียกให้ยูอิจิเงยหน้าขึ้น

อ้าวน้องสุดท้องของวงกำลังยิ้มสวยเสียจนพี่ใหญ่ต้องมองหาภัยร้ายที่มาอาจมีตามมาภายหลัง

ไอ้จินอยู่ไหนล่ะ

ไม่รู้ซิ คาเมะยักไหล่ โคคิเมลไปบอกว่าอยู่ที่นี่กันแล้วก็เลยมาเลย ไม่ได้สนใจคนอื่น

คำอธิบายของคนเพิ่งมาทำเอาพี่ชายใจดีปิดหนังสือและกลั้นยิ้มขัน

 

งอนกันอีกแล้วหรือ

พูดเหมือนฉันเป็นคนไม่มีเหตุผลเลยนะ คาเมะนั่งเอนกับพนักโซฟาหันมาทางคู่สนทนาแม้ปลายคางจะชี้ไปอีกด้านให้รู้ว่าอารมณ์กำลังไม่ปกติ

 

ก็รู้ว่ามีเหตุผลไง ถึงได้งงว่าทำไมไม่รอมาด้วยกัน

ก็ถ้ารอเขาฉันก็ไม่ได้คุยกับยูอิจิน่ะสิ... ไง ไม่อยากคุยกับฉันหรือ

หืม...

 

เรื่องทัตจังนะ

 

คาเมะชี้นิ้วสั่งห้ามทั้งจุนโนะและโคคิที่ทำท่าอยากร่วมแจมในการประชุมลับ ก่อนจะเดินนำไปหาสถานที่แห่งใหม่ ห้องไหนที่ไม่ได้ใช้การและเงียบพอ

 

พอที่จะยุติความฟุ้งซ่านของนักเรียนที่ยังคงมีมือขวาเป็นที่วางมือถือ

 

.......................

.................................

 

จิน นายมาก็ดีแล้ว

ไอ้ยู ไม่ต้องมาพูดมากเลย เอาคาเมะของฉันไปไว้ที่ไหน อย่าคิดว่าเป็นนายแล้วฉันจะไม่ว่านะเว้ย

 

หางพายุซัดใส่ยูอิจิทันทีที่โผล่หน้ากลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น หากเหยื่อวาตภัยรายล่าสุดกลับไม่ได้ให้ความสนใจ ยูอิจิเดินผ่านตาพายุไปหยิบเอกสารและแผนผังเวทีคอนเสิร์ตขึ้นมาดู ก่อนจะพยักหน้าเรียกสมาชิกวงคนอื่นๆ ให้เดินตามไป

 

ไหนๆ ก็มากันเกือบครบแล้ว เริ่มคุยเลยแล้วกันนะ

ยู อิ จิ!” แม้บางคนจะแสดงชัดว่าไม่อยู่ในอารมณ์ที่ดีพอ

 

คาเมะก็อยู่นั่นไงเล่า... แต่ไปงอนง้อกันทีหลัง เรื่องงานก่อน เข้าใจมั้ย

 

ว่าแล้วยูอิจิก็เริ่มเปิดวางกระดาษให้แผ่กระจายเต็มโต๊ะห้องประชุม โดยพยายามไม่สนใจการเล่นแง่ของคาเมะที่พยายามให้โคคิหรือจุนโนะมานั่งประกบตัวเอง รวมถึงเสียงขู่แง่งๆ ของสุนัขหัวเน่าบางตัว

 

พวกนายดูลิสต์เพลงนะ โอเคกันหรือเปล่า...ถ้าฉันจะปรับเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย

 

.....................................................................................

 

แสงดาวยิ่งพราวอากาศยิ่งเย็นเยียบ หลายครั้งในที่ประชุมทัตสึยะพยายามกลั้นไอเพราะไม่อยากแพร่เชื้อไวรัสให้คนอื่นๆ แต่พอทำอย่างนั้นก็เหมือนมีใครมาแกล้งตอกลิ่มให้ทรมาน คนป่วยใช้นิ้วคลึงขมับตัวเองแรงๆ เพื่อกดไม่ให้ความปวดสำแดงฤทธิ์มากนัก หากระยะทางที่เคยใกล้จากประตูทางออกถึงที่จอดรถก็ทำให้เขานึกอยากยึดพื้นซีเมนต์ขัดเป็นเรือนนอนเสียหลายหน

 

ถ้าไม่ติดว่าอาจจะได้ปอดบวมไปเป็นโรคแทรกซ้อนเพิ่มภาระอีกหนึ่ง

 

ไหนเมื่อบ่ายบอกว่าหายแล้วไง... ยังดี ตัวไม่ร้อนเท่าเมื่อเช้า

 

ยูอิจิวัดไข้ด้วยฝ่ามือแล้วหันไปยัดกระเป๋าใบใหญ่กับนวมใส่เบาะหลัง ก่อนจะรื้อหายาแก้ไข้ที่มีติดรถไว้ให้อีกฝ่ายพร้อมขวดน้ำดื่ม

 

ก็ตอนกลางวันมันไม่เป็นไรเลยนี่ ใครจะไปรู้ว่าตอนเย็นจะเป็นอีกล่ะ

 

ทัตสึยะคลานเข้ารถและคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการโยนแว่นสายตาไปไว้บนคอนโซลรถแบบส่งๆ ...ให้เพื่อนสนิทต้องเป็นธุระตามเก็บเจ้าเดลต้ากรอบน้ำตาลแดงเข้ากล่องด้วยรู้ใจคนถนอมของ

 

หลับไปเลยก็ได้นะ ถ้าถึงแล้วจะปลุก

เหอะ ไม่หลับหรอก

คนป่วยตอบอย่างมั่นใจ แม้ว่าไม่คิดจะเปิดเปลือกตาตัวเองอีกเลยจนถึงที่หมายก็ตาม

 

ถ้าแอร์เย็นไปก็บอกแล้วกัน

 

ยูอิจิทิ้งท้ายก่อนหันไปเริ่มต้นทำหน้าที่สารถีเต็มความสามารถ

 

....................

..........................

 

ฤทธิ์ยาแก้ไข้พึ่งพิงได้มากพอควร ทัตสึยะไม่ต้องคอยบีบขมับหรือทุบศีรษะตัวเองอีกแล้ว แม้ยังต้องอาศัยมือคลำทางขณะเดินอยู่เพราะไม่อยากลืมตา ซึ่งยูอิจิก็ให้ความร่วมมือในการบอกทิศเป็นอย่างดีถึงจะกลั้วด้วยเสียงหัวเราะแผ่วเบาเป็นระยะ

 

ลิฟต์เปิดแล้ว ก้าวเลย

 

หลังจากการรูดการ์ดแบบมั่วๆ จนเข้าห้องสำเร็จ เจ้าของบ้านก็แทบจะร่อนไปหาโซฟาได้โดยความคุ้นชิน ส่วนแขกประจำแยกไปแขวนนวมที่ราวไม้ จากนั้นจึงจัดแจงเอาชุดวอร์มชุ่มเหงื่อลงตะกร้าผ้าซักให้เป็นที่เรียบร้อย

 

นายแน่ใจนะว่าโอเคแล้ว

อืม... เสียงอู้อี้ดังผ่านหมอนอิง

งั้นลุกขึ้นมาแปรงฟันหน่อยสิจะได้หลับยาว พรุ่งนี้งานหนักมากนะ ทั้งถ่ายรูป อัดการ์ตูนคัตตุน แล้วตอนเย็นต้องไปโปรโมทซิงเกิลอีก

 

ตารางงานแน่นเอี้ยดที่ยูอิจิบรรจงสาธยายเล่นเอาคนที่กำลังจะลุกแทบทรุดตัวลงไปใหม่

อยากต่อยมวย... ขอเวลาว่างไปต่อยมวย...

ใช่ว่าคนซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าวงจะไม่รู้ แต่พอได้ยินซ้ำๆ อีกครั้งก็รู้สึกหมดแรงล่วงหน้าได้เหมือนกัน

 

นายคงต้องชกหุ่นตอนลองชุดช่วงสายแล้วล่ะ

 

คราวนี้คนป่วยถึงกับกลิ้งตัวลงมาที่พื้น ก่อนจะลุกขึ้นมากระโดดหย็องแหย็งคล้ายจะปลุกกำลังวังชาตัวเองให้จงได้

ยูอิจิเฝ้ามองกิริยาหักโหมนั้นโดยไม่ห้าม จนเมื่อเห็นสเตปเท้าดูเซๆ คล้ายหมัดเมาจึงค่อยแตะไหล่เพื่อนเหมือนให้จังหวะพัก

 

ใจเย็นนะ นายยังไม่ต้องฟิตร่างกายตอนนี้หรอก ไปอาบน้ำนอนดีกว่า แล้วพรุ่งนี้เช้าตื่นสักหกโมง ฉันบอกคุณผู้จัดการให้เอารถบริษัทมารับที่นี่แล้ว

หืม? จริงดิ นายไปคุยมาเมื่อไหร่

เมื่อเย็น ก่อนนายมาน่ะ เดี๋ยวฉันปลุกนาฬิกาให้นายเลยนะ ยูอิจิไม่รอให้ผู้เป็นเจ้าของอนุญาต เขาถือวิสาสะหยิบเอามือถือในเสื้อนอกมากดตั้งเวลาเอง ...ฉันไปล่ะ

 

เฮ้ย เดี๋ยวสิ

มีอะไรหรือ นี่ห้าทุ่มแล้วนะ รีบนอนดีกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไม่ไหวเอา

 

ก็ที่มันดึกขนาดนี้ไม่ใช่เพราะนายหรือไง... รื้อลิสต์เพลงใหม่หมดแบบนั้น

ทัตสึยะย้อนเสียงตึง ซึ่งค่อนข้างผิดหูคนฟังเพราะน้อยครั้งเหลือเกินที่ทัตสึยะจะพูดจาในแนวที่ใกล้เคียงกับคำว่า ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

 

แต่ทุกคนก็พอใจนี่ นายยังว่าดีกว่าเลย... ไม่ใช่หรือ

 

ทัตสึยะไม่เถียง เพราะเถียงไม่ได้ในเมื่อความจริงมันเป็นเช่นนั้น แม้ว่าความพอใจของหัวหน้าวงอย่างเขาจะเกิดมาจากไม่อยากขัดความสนุกของเพื่อนรวมทีม ที่ช่วยกันออกความเห็นเกี่ยวกับลิสต์เพลงใหม่พร้อมวิธีเชื่อมแต่ละเพลงกันอย่างสนุกสนาน...

ทำราวกับเห็นเป็นเกมที่พร้อมจะเล่นได้ใหม่อย่างไม่มีวันเบื่อ

 

อืม ฉันก็แค่แปลกใจที่นายเป็นคนเสนอ... ถ้าเป็นจินก็ว่าไปอย่าง ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเนี่ย

ยูอิจิฟังแล้วหัวเราะ

นายเดาผิดแล้วล่ะ... คาเมะต่างหากที่เป็นตัวตั้งตัวตี

หืม คาเมะหรือ

 

คนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับทำหน้างง แต่แน่ล่ะ ยูอิจิไม่เคยพูดไม่จริงโดยเฉพาะกับเขา ทัตสึยะจึงได้แต่ยืนนิ่งพิเคราะห์หาสาเหตุเอาเองโดยไม่คิดถามใคร ด้วยมั่นใจว่าตัวเองก็รู้ใจน้องน้อยของวงพอประมาณ

ทว่าพี่ใหญ่ผู้รู้แจ้งเห็นจริงกลับรีบเฉลยเสียก่อน...

 

คาเมะไม่อยากให้คอนเสิร์ตคราวนี้มีขาตั้งไมค์เยอะๆ แบบคอนฯ คราวที่แล้ว เลยตัดเพลงจังหวะกลางๆ ออกไป เหลือแต่เพลงเต้นหรือไม่ก็เพลงช้าไปเลย ทีนี้เพลงลิปส์ที่บังคับใช้ขาตั้งมันก็จะเด่นขึ้นมา นอกนั้นก็จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงคอรัสอย่างเพลงช็อตหรือเอฟเฟกชั่นด้วยน่ะ

 

อ่า... เหตุผลเยอะดี แต่ทำไมเพิ่งมาคิดกันได้...

อันนี้ก็ไม่รู้สิ

อืม... แล้วงัดเทนงูจากคอนสปริงมาเล่นใหม่... จำอวดกันดีจริงๆ ดีนะอุปกรณ์ยังอยู่

 

ทัตสึยะนึกถึงภาพการโต้เถียงในห้องประชุม ที่สุดท้ายก็เดือดร้อนพนักงานมากมายให้ต้องเข้ามาตอบคำถามว่าจำพวกหน้ากากจมูกยาวและใบไม้พลาสติกที่ใช้เมื่อสองปีก่อนยังถูกเก็บเอาไว้หรือไม่

 

ก็คิดกันไว้ว่าจะเป็นคอนที่สนุกสนานไม่ใช่หรือ

สนุกแน่ล่ะ บรรยากาศผิดกับปีที่แล้วลิบลับแบบนี้ ในสภาพที่ทุกคนร่าเริง ไม่ใช่เคร่งเครียดเหมือนต้องพานาวาฝ่ามรสุมเช่นช่วงต้นปี 2007 เลยมีอารมณ์จะมาแสดงตลกแบบไม่ห่วงหน้าตา

 

แต่ความจริงแล้วฉันออกจะเสียดายเพลง ยูเอ็นนะ

เพลงอันน่ะหรือ? เพลงนี้ไม่ได้อยู่ในลิสต์ตั้งแต่ต้นแล้วนี่

 

ย้อนถามไปแล้วผู้มีสติไม่สู้สมบูรณ์ก็เพิ่งเอะใจกับวิธีเรียกชื่อเพลงของอีกฝ่าย และในวินาทีที่กำลังจะปลอบใจว่าตนคิดมากไปเอง แววตาวาววับที่เล็ดออกมาจากเปลือกตาหรุบต่ำของคู่สนทนาหนึ่งเดียวในห้อง ก็ทำให้เขาเริ่มสัมผัสถึงบรรยากาศที่แตกต่าง

 

อย่างกะทันหันไม่ทันรู้ตัว...

บรรยากาศที่เตือนว่าเวลาห้าทุ่มสิบห้าออกจะดึกเกินไปจริงๆ เสียแล้วสำหรับค่ำนี้

 

นั่นแหละ... ฉันเสียดายยิ่งกว่าเอฟเฟกชั่นซะอีกนะ

 

ความเงียบที่คนพูดจงใจให้เกิด ดูไม่ได้ปราณีคนเม็ดเลือดขาวอ่อนแอ ถึงจะสายไปบ้างแต่ทัตสึยะอยากเลือกปฏิเสธการกินยาแก้ไข้ครอบจักรวาลเมื่อก่อนหน้านี้นิดหน่อย

 

เริ่มมึนแล้วล่ะสิ ยาของฉันผสมมียาแก้แพ้ผสมอยู่ด้วย...สลากเขียนไว้ว่ามันจะทำให้ง่วง ถึงจะคนละเหตุผลกับที่อีกฝ่ายคาดเดาสิ้นเชิง

 

ยังไงอย่าลืมแปรงฟันนะ

 

ทำไมหรือ

คำถามจากคนตาลอยๆ ยั้งให้ขาที่กำลังจะก้าวพ้นประตูต้องหันกลับมาใหม่

เอ้า ก็ไม่อยากให้นายฟันผุฉลองเบญจเพสน่ะสิ

 

ไม่ๆ... ฉันหมายถึงทำไมนายถึงเสียดายเพลงเอฟเฟกชั่นน้อยกว่า

 

อาจเพราะฤทธิ์ยาทำให้คนเสพเริ่มย่ามใจกับการพลาดหนที่สอง จึงปล่อยให้ความสงสัยเป็นนายของคำพูดแทนการยั้งคิด ที่ค้านเหยงๆ อยู่อีกใจว่าถ้าปวดหัวจนไม่มีอารมณ์อยากต่อความยาวสาวความยืดกับใครเลยก็น่าจะดี

 

และเมื่อเวลาผ่านไปนานพอให้ความสงสัยเป็นฝ่ายแพ้ คนป่วยก็ชักอยากจะดื้อปูฟูกนอนโดยไม่สนใจการชำระร่างกาย อย่างที่ถูกย้ำเตือนหลายรอบ

 

เพราะฉันคาดหวังจะได้คำตอบก่อนเริ่มทัวร์น่ะสิ

 

ถ้าเพียงจะนึกออกว่าปกติเก็บฟูกนอนไว้ตรงไหน

 

หา

ฉันคาดหวังจะได้คำตอบก่อนเริ่มทัวร์...ทัตสึยะ

 

ผู้พูดย้ำพร้อมการสืบเท้าเข้ามาใกล้ ทั้งที่เพิ่มเสียงให้ดังมากขึ้นแต่ก็ยังจะลดระยะห่างเพื่อให้มั่นใจว่าข้อความเข้าไปสู่การรับรู้ของผู้ฟัง

 

หรือในทางตรงข้าม ก็อย่างที่คาเมะพูดกับนายนั่นละ... ฉันไม่มีทางและไม่มีวันเร่งรัดอะไร เมื่อไหร่ที่นายพร้อมก็เมื่อนั้น ไม่ว่าฉันจะคาดหวังเอาไว้ยังไง...คนตัดสินใจก็คือนาย ฉันจะไม่ร้องเพลงนั้นเพื่อกดดันอะไรนายอีก

 

บทเพลงที่ทวงถามถึงความรู้สึก ความรัก

บทเพลงที่สะกิดให้จดจำรอยจูบระหว่างเพื่อน

 

ฉันจะรอ...นะ

 

เข็มวินาทีค่อยๆ เดินไปอย่างเชื่องช้า หรือการทำงานของระบบประสาทมีประสิทธิภาพเกินไปก็สุดรู้ หากคนทั้งสองแน่ชัด ระบบไหลเวียนโลหิตของเขาทั้งคู่ทำงานได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งสารคาเฟอีนแม้เพียงมิลลิกรัม

 

ประจักษ์ทั้งเสียงหัวใจที่แข่งกันเต้นและเลือดฝาดที่ซับอยู่บนใบหน้า

 

อื้ม...

 

ไม่ว่าแค่รับรู้หรือยอมรับ

 

ฮ่ะๆ พูดดูดีเนอะ จริงๆ แล้วฉันน่ะ... ถึงไม่ได้คำตอบเร็วๆ นี้แต่ในฐานะเพื่อนฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านายคิดอะไรอยู่บ้าง

 

เอาเถอะๆ ก่อนที่รถของฉันจะกลายเป็นฟักทอง อย่าพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียวเลยแล้วกัน

 

ยูอิจิก้มหัวต่ำเป็นเชิงขอความกรุณาและอำลาเจ้าของบ้าน ก่อนจะผลุนผลันออกไป อย่างคงรอยยิ้มที่บอกได้เพียงความเป็นคนเปี่ยมอารมณ์ขันไว้เกลื่อนหน้า

 

ไม่มีใครจะรู้ดีเท่าเจ้าของรอยยิ้ม ว่ามันมีขึ้นเพื่อเยาะในความกลับไปกลับมาของตัวเองเท่านั้น

ที่เดี๋ยวก็เยือกเย็นอีกเดี๋ยวก็เร่งร้อน แกว่งไกววางใจไม่ได้สักครั้ง

 

แสงสลัวจากดาวไลท์รุ่นประหยัดไฟของทางเดินภายในอาคารสว่างเรืองเป็นแสงสีส้ม ให้ความอบอุ่นไปพร้อมกับความพร่ามัว ยูอิจินึกสนุกผ่อนคลายความเครียดของตนด้วยการเล่นเกมคนตาบอด เขากำลังจะเอาชนะได้ทีเดียว ถ้าเพียงจะไม่มีเสียงริงโทนสายพิเศษดังขึ้นขัดจังหวะก้าวเดินสุดท้ายก่อนออกไปที่ประตูลานจอดรถพอดี

 

มีอะไรหรือวินาทีเดียวเท่านั้นในหัวของเขาพลันแล่นคิดถึงสาเหตุนับสิบประการของคนปลายสาย

 

ยูอิจิ... ฉัน

 

เสียงพูดที่ได้ยินถูกเว้นวรรคด้วยเสียงถอนหายใจ อารมณ์และสีหน้าที่ยูอิจิพอคาดเดาได้ ทำให้เขานึกรู้ถึงธุระของอีกฝ่ายที่ทำให้ถึงกับต้องโทรมา

 

ว่าคงไม่ใช่เรื่องไหน

 

จะราตรีสวัสดิ์ฉันหรือเปล่า ขอบใจนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้ นอกเสียจากเรื่องที่เขาต้องการพูดถึงแต่ขลาดจะฟังมากที่สุด

 

ยูอิจิ

เอาไว้พูดกันตอนที่นายอยากพูดเถอะทัตจัง

ยูอิจิ

 

ภายหลังการเรียกชื่อถึงสองครั้ง เวลาและความเงียบก็ถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง

เปลืองชนิดผลาญลมหายใจของคนที่กลั้นใจรอฟังจนจะหมดสิ้นความอดทนอยู่รอมร่อ

อะไร ทัตสึยะ เพื่อนรักที่สุดของเขาจะพูดอะไร

 

ฉันไม่รู้ว่าระหว่างเราจะเป็นได้มากกว่านี้หรือเปล่า

 

สภาพของคนจมน้ำเป็นอย่างไรยูอิจิกำลังได้เรียนรู้

 

ฉันไม่อยากให้ความหวังนาย...ไม่แม้แต่นิดเดียว

ทัตจัง

แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายผิดหวังด้วยปลายสายไม่รอแม้เพียงให้เขาได้แปลความ ฉันไม่อึดอัด อยู่กับนายได้เรื่อยๆ แต่มันจะก้าวไปเป็นความรักได้หรือเปล่า... ฉันไม่รู้

 

ช่างเถอะทัตจัง ไม่ต้องรีบคิด ฉันรอได้

 

จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใช่มั้ย

 

แน่นอน ถ้านายไม่อยากเปลี่ยน มันก็จะไม่มีวันเปลี่ยน

 

ยังไงฉันก็ไม่เสียเพื่อน ถูกมั้ย

 

นายก็รู้อยู่แล้ว...

 

มันขึ้นอยู่กับน้ำใจของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ยูอิจิร่ำร้อง ความใกล้ชิดที่เขาได้รับมาตลอดหลายปี ความผูกพันที่เขาเชื่อว่ามีค่ากับอีกคนไม่น้อยเช่นกัน ได้แต่หวังว่าจะทำให้เขาไม่สูญเสียสิ่งที่เคยมี แม้ว่าจะไม่ได้ในสิ่งที่รอ

 

ใช่ ก็เพราะรู้นี่แหละ เลยใจเต้นแรงชะมัด

 

อะไรนะ

 

สิ่งที่ฉันไม่รู้มันชวนปวดหัว แต่สิ่งที่ฉันรู้มันก็เผลอทำให้ใจเต้น ฉันไม่อยากจะพูดให้นายมีความหวังขึ้นมาหรอกนะ แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ถ้าฉันจะไม่บอกอะไรนายเลย

 

เสียงถอนหายใจของทั้งคู่ดังขึ้นไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไหร่... สำหรับทัตสึยะยังเต็มไปด้วยความอัดอั้นแถมทวีความหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมกับความจริงที่ไม่ได้อยากจะเปิดเผย หากสำหรับยูอิจิ...

 

นายพลาดแล้วล่ะทัตจัง นายให้ความหวังฉันมาเต็มๆ กลับเป็นความลิงโลดที่ทำให้รู้สึกเกรงใจอีกฝ่ายขึ้นมาทีเดียว

 

วางสายแล้วนะ

อื้ม... ฝันดี

 

พรที่มอบให้อีกคนไปโดยอัตโนมัติ ยูอิจิแน่ใจว่ามันต้องย้อนกลับมาที่ตัวเขาเองอย่างไม่ต้องสงสัย...  ต่อให้เป็นคนที่รัก แต่เขาไม่คิดว่าค่ำคืนนี้จะมีใครเป็นเจ้าของความฝันที่ดีที่สุดเกินหน้าเขาไปได้

 

จะผิดหรือไม่ถ้าเขานึกอยากจะตั้งไมค์เปิดมินิคอนเสิร์ตเพลงรักแบบร้องเองประสานเองอยู่ตรงนี้สักห้านาทีสิบนาที

 

รัก... Affection...

ดอกรักคงไม่เติบโตถ้าไม่ถูก กระทบจากหัวใจรักอีกดวง

 

ทีละนิด ค่อยเป็นค่อยไป

ความมุ่งมั่นที่สายลมร้อนแรงอื่นใดจะไม่มีวันมองเห็น แต่สายลมอ่อนโยนเช่นคนที่เขาฝากหัวใจ...จะทราบซึ้งและใยดี

 

..................................................................................

 

ความเป็นเพื่อนนี่มันดีจังเลยนะ

 

แล้วยังไง ความเป็นพี่น้องมันไม่ดีหรือ

 

คู่รักอคาเมะแจกค้อนให้พี่ใหญ่ของวงไปคนละหนึ่ง กับถ้อยคำยอกย้อนที่น่าหมั่นไส้ของคนมีความสุขจนกล้าแผลงฤทธิ์ใส่คนอื่น

 

จะพี่น้องหรือจะเพื่อนมันก็ดี... แต่ควบตำแหน่งคนรักได้สักทีจะดีมาก... คืบหน้าแค่นี้อย่ามายืดได้มั้ยวะมันน่าถีบ

จินยกขาประหนึ่งพร้อมเอาจริงได้ทุกเมื่อ แต่คนถูกขู่ก็ไม่ได้กลัวแต่อย่างใดยังคงเชิดหน้ายิ้มพรายอย่างอารมณ์ดีเช่นเดิม

 

แต่ที่ทัตจังบอกว่าจะรับพิจารณาตรงๆ แบบนี้มันก็น่าตื่นเต้นแล้วนะจินคาเมะให้ความเห็นเชิงบวก

ใช่ น่าตื่นเต้นมากมาก... สิบปีถึงจะรับพิจารณา กว่าจะรับรักก็คงอีกสิบปีนั่นแหละแต่จินขวางลำด้วยทัศนะติดลบ

 

เขาเรียกว่าช้าแต่ชัวร์ รู้จักมั้ย

ชัวร์จริงไม่ว่า แต่กลัวชัวร์มั่วมากกว่าว่ะ

 

โห เฮ้ยยูอิจิถลกแขนเสื้อตัวเองทำทีท้าต่อย คาเมะผู้รักสันติก็รีบเข้าไปขวางรับมุก

 

เพราะเกรงใจน้องเล็กนักเลงโตจึงเอียงคอชี้นิ้วเหมือนเป็นการฝากแค้น ซึ่งจินก็หัวเราะลั่นเป็นสัญญาณรับฝากและพร้อมรอการเอาคืน

 

พอๆๆ เลิกแหย่ยูอิจิได้แล้วจิน รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะไป คาเมะตีหลังคนรักไล่ให้ไปรับชุดจากสต๊าฟเพื่อเตรียมการถ่ายแบบ ส่วนตัวเองก็วุ่นวายส่งเมลเพื่อเร่งคนที่เหลือ...

 

ไม่โทรหาทัตจังหน่อยหรือยู

โทรแล้ว ป่านนี้ใกล้ถึงแล้วมั้ง

 

คำตอบพร้อมนัยน์ตาระยับทำให้คาเมะยิ้มล้ออย่างอดไม่ได้ แล้วก็หัวเราะคิกเมื่อบุคคลที่สามผู้ถูกพาดพิงปรากฏตัวขึ้นทันควันอย่างแทบไม่ทันขาดคำยิ่งกว่าคนตายยาก

 

ทัตสึยะหอบกระเป๋าใบใหญ่เดินมาอย่างเนือยๆ แต่เจ้าของท่าทีร่าเริงดีดผึงขึ้นนั่งหลังตรงอย่างกระปรี้กระเปร่า

 

กินอะไรมาหรือยัง โดยไม่ลุกจากที่มั่น ยูอิจิส่งเสียงที่ข่มความระรื่นสุดกำลังทักทายคนมาใหม่

 

เจ้าของก้าวเดินสั้นๆ ตอบด้วยการพยักหน้าพร้อมหาวหวอดๆ ความง่วงงุ่นที่แสดงออกส่งผลให้อีกฝ่ายต้องกุลีกุจอไปหาน้ำเย็นมาเสิร์ฟ

ไม่เอาๆ แต่คำปฏิเสธอย่างไม่ใยดีส่งผลถึงเสียงหัวเราะสะใจจากมุมหนึ่งของคอกแต่งตัว

 

ยูอิจิได้แต่สะสมแต้มบัญชีแค้น หากไม่สามารถแสดงออกอะไรได้เนื่องจากเกรงใจผู้เป็น เพื่อน ที่ยังไม่ได้ควบตำแหน่งอื่น

 

............................................................................

 

ในช่วงเวลาดึกดื่น ถนนเส้นเล็กหน้าสตูดิโอรายการมิวสิคสเตชั่นยังคงมีรถราวิ่งขวักไขว่ แต่มีเพียงจำนวนน้อยที่เป็นรถรับจ้างไม่ประจำทาง ที่สำคัญคือทั้งหมดล้วนโดยสารลูกค้ารายอื่นมาแล้วจนไม่เหลือถึงคนที่รออยู่

ยูอิจิและทัตสึยะ สมาชิกวงคัตตุนคู่สุดท้ายที่ยังตกค้างรอแล้วรอเล่าจนเริ่มนึกอยากจะนั่งยองๆ ลงกับพื้นเพราะเบื่อเกินกว่าจะยืนอยู่เฉยๆ

 

ฉันจะโทรหาทีมงานนะ ว่ายังมีรถบริษัทเหลืออยู่มั้ย ถ้าไงติดไปลงแถวหน้าตึกเจวันคงมีรถให้ขึ้นเยอะกว่านี้

 

ยูอิจิหยิบมือถือของตนขึ้นมาต่อสายถึงผู้จัดการวง หากข่าวร้ายที่ว่าไม่มีใครสักคนเหลืออยู่บริเวณนั้นทำให้เขาได้แต่เก็บเครื่องมือสื่อสารเข้ากระเป๋าไปอย่างเซ็งๆ

 

ขึ้นรถไฟกัน

หา

 

ความจริงอากาศเย็นสบายกลางเดือนพฤษภาฯ เอื้อให้น่าสามารถทำใจเย็นรอคอยต่อไปได้เรื่อยๆ แต่เพราะความเหนื่อยล้าจากตารางงานที่แน่นเอี๊ยดจนเรียกว่าแทบไม่ได้หยุดหายใจ ทำให้ทั้งสองโหยหาการล้มตัวนอนเกินกว่าจะมาทนขาแข็งอย่างไร้จุดจบ

 

ไปขึ้นรถไฟกัน ดึกแล้วคงคนไม่เยอะ

ไม่เยอะสิยิ่งแย่ ฉันมีแต่แว่นไม่มีหมวก

 

แต่สุดท้ายคนไม่มากเรื่องอย่างทัตสึยะก็ต้องตามยูอิจิไปเมื่อฝ่ายนั้นยืนยันว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด และเมื่อได้เดินยืดเส้นยืดสายเพื่อหาสถานีใกล้ๆ ทั้งคู่ก็พบว่าทำให้รู้สึกดีมากกว่าจ่อมเจ่าอยู่ที่เดิมเป็นนักเป็นหนา

 

...............

........................

 

หลังจากการเดินทางหลายทอดจนเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างจากการทำงาน สองเพื่อนซี้ก็ขึ้นมาถึงห้องและยืดเอาพื้นที่คนละหนึ่งผืนเสื่อรองรับร่างกายของตน จนผ่านไปชั่วครู่ ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านก็ลุกขึ้นมาเปิดไฟเปิดแอร์รวมถึงจัดแจงชาร์ตแบตโทรศัพท์

 

นายจะกินอะไรก่อนกินยาหน่อยมั้ย

 

ทัตสึยะส่ายหน้าแล้วรวบรวมพลังใจหอบร่างตัวเองไปอาบน้ำ ส่วนคนที่รอก็หาทางไม่ให้ตัวหลับด้วยการกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวีที่เงียบเสียงไปเรื่อย

คนป่วยใช้เวลาในห้องน้ำไม่นาน แต่ก็เดินออกมาพร้อมผมที่เปียกชุ่ม ทัตสึยะให้ผ้าขนหนูเช็ดเอาอย่างลวกๆ ก่อนจะพาดบ่าไว้เพื่อกันหยดน้ำไม่ใช้ซึมลงถึงไหล่

 

ความเย็นชื้นทำให้เขารู้สึกโล่งหัว... ซึ่งตรงข้ามกับความกังวลของยูอิจิ

 

นายน่าจะเป่าผมให้แห้งนะ ยิ่งไม่สบายอยู่

ช่างเถอะ... เจ้าของบ้านยักไหล่อย่างไม่สนใจ ก่อนจะกรอกยาแก้ไข้ลงคอไปสองเม็ด

 

ช่างไม่ได้สิ

ช่างได้...

ไม่ได้นะ

ได้สิ นายเป็นอะไรกับฉันล่ะถึงมีสิทธิ์มาสั่ง

อ้าว...

 

ทัตสึยะไม่ยิ้มและไม่ได้ทำหน้าดุ แต่การจ้องตรงแสดงให้รู้ว่าจะเอาคำตอบมากกว่าจะย้อนประชดเฉยๆ

และเพราะแบบนั้นคำตอบที่ไม่ได้ยากเย็นแต่แทงใจดำเกินไปจึงยากเกินจะเอ่ย ทั้งจุกด้วยความจริง และตกใจด้วยความไม่คาดฝัน

 

พูดอย่างงี้...นายต่อยฉันสักหมัดดีกว่า...

 

ยูอิจิทำหน้าจริงจังเวอร์ๆ ชนิดที่ถ้าใครมาเห็นก็คงนึกขำ เพียงแต่เจ้าตัว...ไม่ได้ตลกไปด้วยเท่าไร

 

แล้วที่พูดนี่ไม่จริงหรือ อีกฝ่ายก็เช่นกันแต่ดีที่แววตาอ่อนแสงลง

 

ฉันก็แค่เป็นห่วง

ฉันรู้...

ทัตสึยะรับน้ำใจเพื่อนสนิทด้วยการขยี้ศีรษะด้วยผ้าขนหนูแรงๆ สองสามครั้ง ก่อนจะลุกไปวางพาดมันไว้กับเก้าอี้ต่างราวตากผ้า

 

ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะฉัน... เข้าใจฉันไม่ได้มีปัญหากับความหวังดีแกมจู้จี้ของนาย ชิน... รับได้ นายคงรู้ แต่...ผู้พูดเว้นไปราวกับยังหาถ้อยคำถูกใจไม่เจอ

 

แต่อย่าทำให้ฉันรู้สึกคิดผิดที่บอกความจริงให้นายรับทราบ

 

หา

ยูอิจิงงงัน เขากำลังถูกเล่นงานจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใจเจ้าของท่าทีนิ่งเฉยตลอดทั้งวันถึงได้เปลี่ยนไปเอาดื้อๆ

...เขาทำอะไรผิด

 

ฉันไม่ชอบตกเป็นหัวข้อการสนทนาของใคร ไม่ชอบให้ใครจับผิด อย่าทำให้ฉันต้องตกที่นั่งแบบนั้น

ฉันทำแบบนั้นด้วยหรือ

 

ผู้ถูกต่อว่าทวนถามตัวเอง เพราะเขาออกจะแน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม ความพิเศษใดๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ว่าการหยิบของให้ การดูแลเรื่องเสื้อผ้าทรงผม การถามไถ่เรื่องอาหารการกิน หรือกระทั่งการแยกกลับบ้านด้วยกันสองต่อสอง...

ทุกสิ่งทุกอย่างถูกอ้างได้ด้วยคำว่า เพื่อนสนิทอยู่แล้ว

 

ถ้าจะมีอะไรให้ใครสงสัย ควรจะเป็นการทำตัวติดกันของคาเมะดะ... ที่จู่ๆ ก็ไปนั่งเบียดกันในรายการจนใครก็ล้อว่าเป็นแฝดมากกว่า

 

ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจหรือทัตจัง

ว่าไง ตกลงฉันทำอะไรผิด คนรอฟังใจร้อน หากก็ถามเสียงเบาเพราะเกรงจะโดนข้อหาจอมเซ้าซี้เพิ่มเติม

 

แล้วก็เป็นเช่นนั้น คนขี้รำคาญทำหน้าเหมือนจะย้อนว่า ยังจะถาม หากเมื่อจะอ้าปากอธิบายให้แจ่มแจ้งจริงๆ ก็กลับพูดต่อไม่ได้ คล้ายว่าไม่อาจเรียบเรียงเหตุผลหรือยกตัวอย่างที่ตรงและมีน้ำหนักพอ จนสุดท้ายทัตสึยะผู้หงุดหงิดในตัวเองก็หุบปากฉับและเบือนหน้าหนีด้วยความไม่ได้ดั่งใจ

 

ไม่ผิดๆ ฉันแค่บอกเอาไว้ก่อน

อ้าว

เข้าใจหรือเปล่า

เอ่อ เข้าใจ...

 

ยูอิจิตอบรับทั้งที่อยากจะส่ายหน้าไปด้วย จากนั้นเขาก็ได้แต่ยืนเซ่อมองการปูที่นอนของเพื่อนโดยไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือเหมือนปกติ

 

แล้วยังไง จะนอนนี่หรือ เจ้าของบ้านเงยหน้าถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงธรรมดา แต่คนที่ขวัญและปัญญายังไม่กลับเข้าร่างก็ได้กระเจิงไปอีกระรอก ยูอิจิยิ้มแหยแล้วเดินเป็นหุ่นยนต์ออกจากห้องไป โดยมีมือเกาศีรษะไว้หลังจากจะเอื้อมไปดับสวิตช์ไฟแล้วเปลี่ยนใจกะทันหัน

 

ทว่างับประตูยังไม่ทันสนิทก็ได้สะดุ้งจนตัวโยนต่อเนื่อง เมื่ออยู่ดีๆ บานประตูก็เกิดแรงต้าน

 

มีอะไรหรือ

ฉันพาลเองแหละ

 

หืม... ยูอิจิทำเสียงในลำคอสั้นๆ

ความขัดแย้งในตัวฉันน่ะ ฉันอารมณ์เสียที่เห็นนาย นาย.... คนพูดจิ๊ปาก นายทำท่าเหมือนคนสมหวัง

นายก็เลยไม่ชอบใจ...

ประมาณนั้น

ฉันไม่ได้ตั้งใจ...

ก็รู้ไง ถึงได้บอกว่านายไม่ผิด

 

กับคนอื่นที่วิจารณ์ว่าอุเอดะ ทัตสึยะเป็นคนอารมณ์ศิลปินทำอะไรไม่มีเหตุผล ยูอิจิคนนี้รู้ดีที่สุด เพื่อนของเขาเป็นคนมีเหตุผลและยุติธรรมมาก มากแม้จะมีเปลือกของฟอร์ม หรือศักดิ์ศรีห่อหุ้ม

ทัตสึยะลงให้เขาไม่ใช่เพราะความเป็นเพื่อน แต่เพราะความอ่อนโยนที่มีใจยุติธรรมเป็นที่ตั้งต่างหาก

 

อีกสองอาทิตย์มีวันหยุดยาว เราไปด้วยกันนะ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ดีใจ

อะไรนะ

วันหยุดยาวตอนปลายเดือนไง ที่ว่างสามสี่วันน่ะ ไปเที่ยวกัน

ไปไหน

อ่า ยังไม่รู้เลย เดี๋ยวดูอีกที แต่ไปนะ

 

ยูอิจิเปลี่ยนท่ายืนจากเคารพธงชาติเป็นตามสบายพัก ส่วนทัตสึยะ ก็เอนตัวพิงกรอบประตูและเอามือปิดปากหาว

 

ฉันขี้เกียจ อยากซ้อมมวย

มวยซ้อมที่ไหนก็ได้... นายก็เอานวมไป เดี๋ยวฉันถือหมอนแทนเป้าล่อเอง

บ้าสิ นี่จะค้างคืนหรือ

อ้าว ก็ค้างสิ ไปนะ

ก็ได้... แต่ชวนคนอื่นไปด้วยดีมั้ย

หา... คนอื่นหรือ จินคาเมะเห็นว่าจะไปแอลเอกันนี่

ก็ จุนโนะกับโคคิไง

อ้า... หรือ งั้น...เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันลองชวนดู

อืม...

แต่ แต่ไป...กันสองคนไม่ได้หรือ

ทำไม

ก็อยากไปสองคน...ทุกทีก็ไปสองคน

..........

ไม่ได้หรือ

อืมๆ

จริงนะ!” ยูอิจิยิ้มกว้างตาโตและแทบจะกระโดด แต่พอเจอสายตาพิฆาตก็ค่อยๆ ลดดีกรีความเบิกบานจนเหลือระดับยิ้มมุมปากและกระพริบตาอ่อยๆ

 

กลับไปได้แล้วไป เสียงไล่อู้อี้จากการกลั้นหาว

อื้ม พรุ่งนี้เจอกัน

ต้องบอกว่าเช้านี้มากกว่า

 

ยูอิจิยกนาฬิกาขึ้นมาดูแล้วหัวเราะแหะๆ นึกโล่งอกที่พรุ่งนี้มีงานเช้ากันทั้งคู่ มิฉะนั้นได้โดนตำหนิเอาแน่ๆ ว่าแก่ป่านนี้แล้วยังจัดการเวลาพักผ่อนไม่ได้...

อย่างไรก็ดีน้ำใจที่เจ้าบ้านมอบให้ด้วยการยืนส่งจนกว่าตัวเขาจะเข้าลิฟต์ไปนั้น ก็ทำให้ไม่นึกอยากจะกดเลขชั้นเพื่อลงไปข้างล่างเท่าไหร่

 

นึกถึงคำพูดเมื่อตอนพักกลางวันที่ (คนแบบ) จินบอกไว้ผ่านหู

ความเป็นพี่น้องของอคาเมะไม่เคยมีจริง พ้นจากสถานะคนรักไปก็เหลือแต่การเป็นเพื่อนร่วมงานเท่านั้น

แตกต่างจากเขาและทัตสึยะ คำว่าเพื่อนมีทั้งข้อดีข้อเสีย...

 

...ถ้าอดทนกับข้อเสียไหวที่เหลือคือใช้ประโยชน์จากข้อดีให้คุ้มค่า...

 

Show me your affection ยากนักก็ตั้งหน้าตั้งตา Show you my affection ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

 

ตราบใดที่ฤดูใบไม้ผลิยังวนกลับมารสชาติของกลีบซากุระคงจะได้ชื่นชม กิ่งก้านสาขาในปัจจุบันเขียวชอุ่มเต็มที่แล้ว ไม่นานดอกตูมคงแย้มบานเป็นสีชมพูแซมสดสวย

สะพรั่ง...อวดสายตาใครต่อใคร

 

 

............................. End # Show me your affection........................

 

 

 

-[un]-cover

 

 

ถามจริงๆ นะทัตจัง นายไม่ชอบยูอิจิจริงๆ หรือ

โทรมาหาฉันแต่เช้าไม่เกรงใจเพื่อคำถามนี้หรือคาเมะ

แล้วนายจะไม่ตอบให้ฉันหายข้องใจหน่อยหรือไง... สัญญาไม่เอาไปบอกใครจริงๆ นะ

ปิดแฮนด์ฟรีก่อนจะสัญญาดีกว่ามั้ง...

รู้ทัน

ลำพังนายฉันก็ไม่ระแวงหรอก แต่เด็กดีอย่างนายชอบดีแตก... เพราะเจ้านั่น

ไหนนายเคยบอกให้ฉันไว้ใจจินไง แล้วทำไมพูดงี้เล่า

ก็ฉันกับนายคนละคนกันนี่ จินมันกลัวนาย แต่มันไม่กลัวฉัน

ฉันเพิ่งรู้ว่านายชอบให้คนกลัวด้วย

ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย

ไม่เอาอ่ะ บอกมาเหอะทัตจัง นะๆๆ ไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนหรือ

.............

น่า...นะ

ฉันไม่รู้...

ไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ หรือไม่รู้จะบอกยังไง

...นายมัน

อะไรเล่า

...ฉันก็ดูอยู่ไง

ดูใจอ่ะหรือ

คาเมะ!”

ถ้านายโกรธฉันไม่ว่า แต่ถ้านายอายล่ะก็เตรียมใจแพ้เลยทัตจัง

ฉันไม่ได้อาย

โทรศัพท์แบบนี้ฉันไม่เห็นหน้านาย ยกประโยชน์ให้ก็ได้

.........

โอเค ฉันวายสายแล้ว ตอนเที่ยงเจอกันนะ

อืม

ทัตจัง

อะไร

ฉันรักทัตจังนะ

ประสาทหรือเปล่า

เปล่า... บอกรักกับคนที่ไม่ได้คิดอะไรนี่มันพูดง่ายดีเนอะ

คาเมะ!”

 

 

......................End........................

 

[maybe] continue in next album

 

 

 

Talk

 

โฮกกกกกกกกกมัน จบแว้ววววววววว

ปรบมือให้ตัวเอง

มีคนบอกว่าที่แจนแต่งเรื่องนี้ยากเพราะแจนเรียลลิสติกเกินไปและตั้งกรอบเอาไว้มากมายเกินไป

ก็คงอย่างนั้น 55+

แต่มองหน้าเอ้แล้วไม่สามารถแต่งเอ้ให้เป็นเอ้อย่างอื่นนอกจากแบบที่เห็นจริงๆ นี่นา...

อาจจะแปลกแตกต่างจากสายตาท่านอื่นๆ นะคะ แต่เอ้ในสายตาแจนเป็นแบบนี้แหละ

 

อีกอย่าง เทปเซนไดสเปเชี่ยลมันทำให้อยากทวงเอ้คืนจากพี่ยูสุดๆ

ใครได้ดูก็คงจะพบว่าพี่แกไม่แมนอย่างแรง แบบนี้จะไปรุกใครเขา

แต่พอเห็นเอ้ โดยเฉพาะตอนนี้...

 

มันก็แบบ ไม่ไหวแล้ววววว น่ารักอ้ะ!!

 

แต่เอ้ก็คือเอ้ และยูก็คือยู ไอ้คนที่โดดก็ไม่กล้าโดด ปฏิเสธเขาตั้งแต่ทีแรกก็ไม่ทำ (จนผ่านมา 50 นาที)

จะเอาความรักจากเอ้ก็รอไปอีกสัก 50 ปี (เยอะไป) อีกสัก 50...สัปดาห์แล้วกัน (เกือบปี)

5555+

 

ขอบคุณคนอ่านทุกคนนะคะ ทั้งที่แอบอัพแต่ก็มีเข้ามาคอมเมนท์ให้ด้วย

สำหรับตอนจบหากไม่เป็นที่ถูกใจ ก็ขออภัยด้วยค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการติดตามนะคะ ^^ จุ๊บๆ -3-