Parody-Fiction

 

 

 

ณ ตีนภูผาเทียนซาน แห่งมณฑลหูเป่ย

 

ยามสายของโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญซึ่งเป็นที่รวมของบรรดาผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น จอมยุทธ์ผู้เก่งกล้า พ่อค้าหน้าเลือด ประชาชนคนธรรมดา วันนี้ก็ยังคงคลาคล่ำไปด้วยหมู่คนสัญจรราวกับสีลมตรอกสองในคืนวันเสาร์

 

นายท่านจะสั่งอะไรขอรับ เสี่ยวเอ้อแห่งโรงเตี๊ยมเทียนซานเม้าเท่นถามจอมยุทธ์สองคนที่เดินองอาจเข้ามาในร้าน

 

เอาเหล้าอย่างดีมาสองไห แล้วก็กับแกล้มที่แพงที่สุดมา 5 อย่าง

 

เจ้าจินยี่ จอมยุทธ์หน้าหยก (หยกขาวมิใช่หยกเขียว) สั่งเสร็จแล้วก็เข้าไปนั่งลงกับโต๊ะเล็กๆ ชั้นสองที่อยู่ติดริมหน้าต่าง ทำให้ลูกครึ่งปีศาจเต่าเก้าหางจางเสี่ยวเมะผู้ที่เดินทางมาด้วยกันนั้น ต้องตามไปนั่งทั้งที่ไม่ชอบใจในโลเกชั่นเท่าใดนัก

 

จะปีนบันไดขึ้นมาทำไมสูงๆ จางเสี่ยวเมะปัดหางทั้งเก้าออกก่อนจะกระแทกก้นลงนั่งอย่างไม่สบอารมณ์

 

ธรรมชาติในครึ่งฝั่งปีศาจ จางเสี่ยวเมะไม่ชอบการขึ้นที่สูงทุกระดับ หากแต่เมื่อเปลี่ยนเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงแล้วไซร้ มันจึงจะโปรดปรานราวกับได้พบผักบุ้งก้านอวบลอยตุ๊บป่องๆ มาตามกระแสธารนั่นแล

 

และทั้งๆ ที่คนที่เดินมาด้วยกันก็รู้อยู่แก่ใจ กลับมักพามันขึ้นที่สูงบ่อยครั้งราวกับจะแกล้งกัน นิสัยไม่ดียิ่งนัก!

 

เจ้าจินยี่รับน้ำชาจากเสี่ยวเอ้อที่รินมาให้แล้วพลันดื่มเข้าโฮกใหญ่ ก่อนจะเปรยตาใส่ครึ่งคนครึ่งปีศาจที่เอาแต่บ่นมุบมิบๆ โดยมิพูดอันใด บรรยากาศแสนอภิรมย์เช่นนี้เขาไม่ปรารถนาที่จะต่อความยาวสาวความยืด เพื่อให้น้ำชาชั้นดีจืดเจื่อนไปเพราะการทะเลาะเบาะแว้ง ทว่า...การได้มองใบหน้าบูดบึ้งของเจ้าครึ่งคนครึ่งปีศาจตนนี้ก็ทำให้น้ำชารสเข้มข้นขึ้นอย่างไม่เลวทีเดียว ฮ่า...

 

แก้มขาวกับปากสีชาดรูปกระจับ มันน่าดึงยืดให้แสดงอารมณ์งอง้ำคว่ำบาตรไม่ออกเสียจริง ...คงจะสนุก!

 

ถ้าเพียงแค่จางเสี่ยวเมะจะไม่ใช้หางทั้งเก้าฟาดมาไม่นับเวลาตกเป็นผู้ถูกแกล้ง เจ้าจินยี่คงไม่ละเว้นเรื่องน่าสนุกของตัวเองไปหรอก

 

ผ่านไปเศษหนึ่งส่วนสิบสองชั่วยามหรือราวๆ ก้านธูปเผาไหม้ไปได้หนึ่งในสี่ส่วน อาหารรสเลิศก็ทยอยเข้ามาพร้อมเหล้าอย่างดีสองไห ทั้งสองหนุ่มลงมือกินกับแกล้มเหล้ากันไปโดยไม่มีบทสนทนาต่อกันอีก จนกระทั่ง...อาหารห้าจานและเหล้านารีเขียวเกือบเกลี้ยงไปเสียสิ้น เสียงดังจากอีกฟากฝั่งของร้านก็ลอยลิ่วเข้ามาใส่ใบหูสามเหลี่ยมมุมแหลม (บอกยี่ห้อปีศาจ) ของจางเสี่ยวเมะ จนลูกครึ่งปีศาจเต่าผู้ผดุงคุณธรรมต้องลุกขึ้นยืนเพราะทนฟังต่อไปอีกไม่ไหว

 

มันน่าโมโหนัก!

 

พวกโต๊ะนั้นกล่าววาจาสามหาวยิ่งนัก ข้าต้องจัดการสั่งสอนพวกมัน

 

ยังไม่ชินกับการล้อเลียนอีกหรือไงเต่าน้อย

 

เจ้า! ข้าบอกว่าอย่าเรียกข้าเช่นนั้นไง แล้วไอ้ที่ข้าทนไม่ได้นั่นก็เพราะเจ้าพวกนั้นพูดจาลวนลามแม่นางชุดขาวนั่นต่างหาก ไม่เกี่ยวกับที่ว่าข้าเป็นไอ้ตัวหางยาว

 

คำโวยวายของจางเสี่ยวเมะทำให้คนทั้งร้านเงยหน้าขึ้นจากอาหารของตัวเอง ครึ่งหนึ่งมองไปที่หางยาวเก้าแฉกที่ว่า แลอีกครึ่งมองไปที่กลุ่มชายสามหาวที่เจ้าของหางกล่าวถึง

 

ตกลงพวกนั้นเรียกเจ้าว่าไอ้ตัวหางยาวงั้นรึเจ้าจินยี่ถามเสียงกลั้วหัวเราะ

 

จางเสี่ยวเมะที่รู้ตัวว่าเสียท่าคนขี้แกล้งเข้าเต็มเปา ก็ยิ่งทวีความโกรธจนใช้พลังฝ่ามือสะท้านพิภพฟาดโต๊ะตัวเองเข้าจนแหลกทะลุพื้น

 

เจ้า! ข้าบอกแล้วว่าข้าโมโหเพราะเจ้าพวกนั้นชีกอต่างหาก

 

ข้าชื่อเจ้าจินยี่ ไม่ใช่เจ้าเฉยๆ หรือถ้าเรียกยาก เรียกเฮียจินสั้นๆ ก็ได้

จอมยุทธ์หนุ่มลงท้ายเสียงสูงอย่างยั่วเย้า มือยังโบกกระบี่ที่หยิบขึ้นทันก่อนร่วงไปพร้อมโต๊ะอย่างเบิกบาน

 

ช้าก่อนๆ อย่าเพิ่งโมโหใส่ข้า พวกอันธพาลนั่นจะทำมิดีมิร้ายแม่นางคนนั้นแล้วนะ

 

จางเสี่ยวเมะไม่มีเวลาดีดลูกคิดคาดโทษเฮียจิน เขาสาวเท้าไปยังโต๊ะของชายอันธพาลรวดเร็วดั่งพายุฟาด แล้วหยิบลูกตุ้มคู่สีทองที่ผูกไว้กับสะโพกบนขึ้นชี้หน้าหนึ่งในอันธพาลเป็นสารท้ารบ

 

เจ้า ช่างต่ำช้านัก รังแกได้กระทั่งสตรีที่บอบบางเช่นนี้ หากวันนี้ข้าไม่ได้สั่งสอนพวกเจ้าทั้งสองคน อย่าเรียกข้าเป็นคน

 

ใครเขาเรียกตัวอย่างเจ้าเป็นคนกัน

 

หนึ่งในสามของกลุ่มอันธพาลเอ่ยอย่างมิกลัวชะตาขาด ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยร่อยรอยแห่งการต่อสู้นับหมื่นนับพันครั้งทำให้ผู้ชมเหตุการณ์เริ่มถอยห่าง เหลือแต่ลูกครึ่งปีศาจใจกล้าเท่านั้นที่เดินตรงเข้าไปมินึกหวั่นพรั่นพรึง แม้นใครหน้าไหนขลาดคร้าม จางเสี่ยวเมะจะองอาจในทุกกรณี (ถ้ามีแหล่งน้ำ)

 

วาจาเต่าถุยเช่นนี้ หากข้ามิสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้างคงมิได้ เตรียมรับมือ!”

 

ทันใดนั้นเอง ปีศาจจางก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้น โดยมิมีผู้ใดคาดคิดมันก็เริ่มออกวิ่งหมุนเป็นวงกลม นอกเสียจากผู้ที่มาด้วยกันอย่างจอมยุทธ์เจ้าจินยี่แล้ว ทุกคนต่างตกตะลึงด้วยมิคาดฝันว่าปีศาจเต่าจะมีพลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเช่นนี้ ดั่งวายุกำลังแรงที่จะพัดพาให้บ้านเรือนแลโรงเตี๊ยมวอดวายได้ทั้งหลัง หากแต่ผู้ที่ตกอยู่กลางวงล้อมแห่งพายุทั้งสามหาได้ยกมือไม้ขึ้นมาปัดป้องอันใดไม่ กลับยืนนิ่งทระนง ซ้ำยังมีผู้หนึ่งสามารถหยิบอาวุธที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาต่อสู้ได้อีกด้วย

 

เต่าน้อย ระวัง

 

สายไปเสียแล้ว สายวายุของปีศาจครึ่งคนครึ่งเต่าถูกตัดขาดอย่างรวดเร็ว! รุนแรง! ด้วยใบพัดคมกริบของบุรุษที่มีลักษณะเหมือนบัณฑิตหนุ่ม ร่างของเจ้าปีศาจกระเด็นไปไกล กระแทกกับระเบียงไม้และร่วงลงพื้นดินชั้นล่าง ดีที่หางทั้งเก้าอันเปรียบดั่งฟองน้ำรองรับไว้ได้ทำให้ไม่กะทบกระเทือนมากอย่างที่เจ้าจินยี่นึกหวั่น

 

ฝีมือร้ายกาจนัก จางเสี่ยวเมะกัดฟันอย่างเจ็บแค้น

 

ฮ่ะๆๆ เป็นอย่างไรเล่า จะลุกขึ้นมาสู้อีกหรือไม่ ลำพังแค่พัดตวัดครั้งเดียวของฉายเฉี่ยวโนะเพื่อนข้า เจ้าก็รับมือไม่ไหวเสียแล้ว

 

ชายคนสุดท้ายในกลุ่มอันธพาลกล่าววาจาเยาะเย้ยพลางตบบั้นท้ายล้อเลียนครึ่งปีศาจเต่าจากระเบียงชั้นสอง ผู้คนทั้งแขกโรงเตี๊ยมและบรรดาเสี่ยวเอ้อต่างออกมามุงดูกันแน่นขนัด ยังความอับอายให้แก่จางเสี่ยวเมะซึ่งทะนงในวิชากงล้อวายุเบิกธรณีของตนเป็นที่ยิ่ง ดังนั้น ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของกลุ่มจีนมุง จางเสี่ยวเมะจึงไม่รอช้าที่จะกระทำสิ่งใดเป็นการแก้หน้าให้ตนเอง

 

เมื่อครู่ข้าประมาทพวกเจ้า แต่ไม่มีอีกหนแน่ อย่างไรเจ้าทั้งสามลงมาประลองกับข้าข้างล่างนี่ เพื่อมิให้เป็นการรบกวนผู้อื่น เจ้ากล้าหรือไม่

 

ชะช้า... อย่างพวกเรามีรึจะไม่กล้า เกรงแต่ว่าเจ้าจะแพ้หมดรูปแล้วมิรู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่หางเส้นใดน่ะสิ

 

ว่าแล้วเหล่าอันธพาลก็ระเบิดเสียงหัวเราะไม่กลัวสะเทือนฟ้าดิน ก่อนบุรุษมาดบัณฑิตจะใช้วิชาตัวเบาเหินลงมาสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล และหัวเราะต่อเนื่องรอเพื่อนอีกสองที่เลือกกลับหลังไปลงบันได

 

ส่วนจอมยุทธ์หน้าหยกเจ้าจินยี่ เดินอ้อยอิ่งตามยอดกิ่งไผ่ใบหลิว ที่โน้มตัวลงมาพาดกับแนวระเบียงเสมือนเป็นสะพานโค้งให้มาเชียร์คู่หูของตนใกล้ๆ

 

เมื่อทุกคนประจันหน้า บัดนั้น พสุธาวายุก็แปรปรวนทันใด

ลมหนาวจากทิศประจิม ฝนฟ้าคะนองจากอาคเนย์ พลันบรรจบกันจนทำให้ม่านฝนมาบดบังมิให้ผู้ดูสามารถมองเห็นการต่อสู้ที่รวดเร็วรุนแรงนี้ได้ เห็นแต่ก็เพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มสีว่อนไปมาราวแมลงบิน และยินเสียงกระทบกันของโลหะเป็นจังหวะ...

 

ไกลออกไป ค่อยๆ ไกลออกไป

 

สำหรับผู้ชม ไม่มีใครรู้แล้วว่าจุดสิ้นสุดของการประลองใครเป็นผู้ปราชัย แล้วผู้ใดได้ชัยชนะ

เพียงแต่คาดเดากันไปต่างๆ นานา ก่อนจำต้องสลายตัวกันตามแต่ที่มาของแต่ละคน

 

ทิ้งไว้เพียง...หญิงสาวผู้ที่มิอาจทราบนามของบุรุษที่พิทักษ์ศักดิ์ศรีแห่งสตรีของตน

และ...เจ้าของโรงเตี๊ยมที่น้ำตาหลั่งรินเนื่องจากโดนชักดาบค่าอาหารถึงสองโต๊ะ แล้วยังต้องเก็บกู้ซากปรักหักพังจากการต่อสู้อันดุเดือดของเหล่าจอมยุทธ์ผู้กล้า

 

.........................................................................

 

เหนื่อยเป็นบ้า ทำไมเจ้าต้องซัดข้าซะแรงด้วยหา เจ้าเฉี่ยวโนะ!”

 

เสี่ยวเมะ นอกจากพัดตัดวายุในคราแรกข้าก็มิได้ลงมืออันใดอีกเลยนะ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบความรุนแรง หากจะหาความ จงโทษที่เฉวินยูฉวินหรือตงหว่านคิมิดีกว่ารึ

 

ท่ามกลางเสียงเหนื่อยหอบของคนทั้งสี่และครึ่งปีศาจอีกหนึ่งตน ก็มีเสียงซัดสาดของธารน้ำตกเล็กๆ อันเป็นตัวนำเส้นทางเดินดังคลอเป็นเสียงประกอบอยู่

ณ ตีนเขาเทียนซาน ป่าเขาซึ่งตามตำนานกล่าวขานไว้ว่าเป็นสถานที่ที่แปลกหาใดเปรียบ ภายในวันเดียว สำหรับผู้ที่เดินทางขึ้นไปนั้นอาจจะได้เจอถึงสี่ฤดู แล้วยังเส้นทางที่เต็มไปด้วยกับดักและอุปวรรคนานัปการอีก แต่ตอนนี้ความหวั่นเกรงที่เคยมีก่อนหน้ากลับเลือนหายไปเสียสิ้น เมื่อเทียบกันกับความระทึกใจของ ฉาก ต่อสู้ เหมือนสักครู่...

 

การปะทะของเหล่าอันธพาลทั้งสาม และจอมยุทธ์คู่ปีศาจอีกหนึ่ง ผู้ใดในหล้าจะรู้ว่ามันถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างแนบเนียนที่สุด

 

ข้าเปล่าเสียหน่อย เพียงแค่ที่ต้องฝังเข็มทำให้ร่างกายตัวเองร้อนจี๋วิ่งวนสลับกับเจ้าหว่านคิที่กินยาเนื้อเย็น เพื่อสร้างลมพายุพัดศอกตามที่เจ้าต้องการ ข้าก็ไม่มีเวลาจะไปลอบกัดใครหรอกนะบุรุษเจ้าของนามเฉวินยูฉวินรีบกล่าวปกป้องตัวเอง

 

อันผู้ที่ได้รับบทให้สร้างความปั่นป่วนแก่ชั้นบรรยากาศจนเกิดลมพายุฝน ตกเป็นของคนที่มีคุณสมบัติสร้างอุณหภูมิในร่างกายให้แปรเปลี่ยนทันใด ในบรรดาผู้ร่วมเดินทางทั้งห้า มีแค่สองคนเท่านั้นที่จะบันดาลความร้อนหนาวได้ตามใจนึก นั่นก็คือ เฉวินยูฉวิน และตงหว่านคิ สองขุนพลคนสำคัญของศาสตร์แพทย์แห่งพรรคมาร!

 

ฮึ เจ้าอย่าทำเป็นพูดดี ที่พลาดเอ่ยนามของข้าให้คนอื่นได้ยิน ข้ายังไม่ชำระความกับเจ้าเลยจอมยุทธ์หน้าอ่อนในคราบบัณฑิตหนุ่มเริ่มเท้าความเสียงกราดเกรี้ยว

 

รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูคล้ายกับจอหงวนในเมืองหลวง อันที่จริงนิสัยก็ไม่ต่างนัก มีคำพูดที่เต็มไปด้วยความสุขุมนุ่มลึก ความใฝ่รู้ใฝ่ถามในสรรพสิ่งรอบตัว หากแต่ชาติกำเนิดเป็นเพียงเด็กก้นครัวในหอนางโลม ดังนั้นจึงมีบ้างที่อารมณ์แบบนักเลงโตจะผุดขึ้นมาเป็นครั้งคราว

 

ไม่มีใครเขาจำได้เสียหน่อย อย่าว่าแต่ชื่อแซ่ของเจ้าเลย ข้าว่าหน้าของเจ้าผู้คนคงลืมภายในพริบตา

 

เจ้า! หว่านคิ อย่าได้เอ่ยวาจาลบหลู่ใบหน้าอันผ่องแผ้วราวเทพบุตรของข้าเป็นอันขาด ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถึงข้าจะไม่ชอบใช้กำลัง แต่วันนี้เจ้ากับข้าคงต้องวัดฝีมือกันสักที ว่าระหว่างยาพิษเน่าๆ ของเจ้า กับพัดพิฆาตโลกันตร์ของข้า ใครจะอยู่ใครจะไป

 

...ยิ่งบวกกับความมั่นใจในฝีมือที่มีติดตัว จึงไม่เคยรอช้ากับการปะทะที่รออยู่...

 

ฮะฮ้า งั้นข้าเป็นกรรมการแล้วกัน นานๆ ทีจะเห็นเจ้าของขึ้นนะเฉี่ยวโนะ เต็มที่ล่ะหว่านคิ ยังไงเราก็สายวิชาเดียวกัน ถ้าเจ้าแพ้ข้าก็พ่ายไปด้วย

 

เมื่อการประลองไม่พึงประสงค์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง บรรดาเหล่าบุคคลบนสังเวียนพร้อมใจกันส่งเสียงคำรามขู่และต่อสู้กันด้วยวาจาต่อไป พร้อมกับการหยิบฉวยอาวุธประจำกายเข้ากระชับมือ ด้านผู้ที่อาสาเป็นกรรมการ ก็มิได้น้อยหน้า แม้มิได้เป็นคู่กรณี แต่เลือดในกายของนักต่อสู้ก็ร้อนระอุมิแพ้ผู้ใด บิดข้อมือเตรียมพร้อมที่จะใช้เข็มยาวสั้นนับร้อยนับพันเล่มที่ซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

 

พวกเดียวกันแท้ๆ จักมาฆ่าฟันกันเช่นนั้นหรือ

จางเสี่ยวเมะทนดูการทะเลาะวิวาทของเหล่าผู้ร่วมเดินทางมิได้อีกต่อไป

 

จินยี่ เจ้ารีบไปห้ามพวกนั้นสิ

 

ครึ่งปีศาจรุ่นเยาว์วิ่งไปหาผู้ที่อาวุโสกว่า เขย่าแขนให้เลิกผิวปากและวักน้ำเล่น เพื่อไปสนใจคนทั้งสามทางด้านหลังที่กำลังจะตีกันอยู่รอมร่อ หากแต่จอมยุทธ์หนุ่มหาได้สนใจไม่ แม้แต่จะหันมามองหน้าเจ้าปีศาจที่ยืนค้ำอยู่

 

เจ้าจินยี่ เจ้านี่ยังไง เหตุใดจึงไม่ไปห้ามพวกนั้น

 

เจ้าก็ไปห้ามเองสิ มิรู้หรือไร พวกนั้นเชื่อฟังเจ้ายิ่งกว่าข้าเสียอีก เจ้าของใบหน้าผุดผาดดังหยกเนื้อดียังเพ่งความสนใจไปที่ความเย็นชุ่มฉ่ำเบื้องหน้าแต่เพียงเท่านั้น ราวกับกำลังเจรจากับมิตรสหายที่พรากจากกันไปนาน

 

หากข้าคนเดียวหยุดเจ้าพวกนั้นได้ข้าก็ไม่ยุ่งกับเจ้าหรอก ก็รู้กันอยู่ว่าเจ้ามันคนไร้น้ำใจ!”

 

แล้วก็ขี้ขลาด!!”

 

พึ่งไม่เคยได้

 

แถมยัง—“

 

เจ้าตะโกนมากมันเสียพลังงานมิรู้รึ ที่อุตส่าห์ขโมยเขากินเมื่อสักครู่จะเสียเปล่าหมดนะ

 

เจ้าจินยี่หมดความสนใจผู้ที่เซ้าซี้ตน แล้วหันตัวเดินต่อไปยังทิศทางเดียวกับดวงตะวันสีส้มที่กำลังทอแสง ซึ่งเป็นทิศตรงข้ามกับทางขึ้นภูผาเทียนซานอันเป็นจุดมุ่งหมาย จางเสี่ยวเมะมองตามอย่างไม่เข้าใจ เพราะก่อนหน้าที่จะไป ก่อเรื่อง ที่โรงเตี๊ยมชายเขานั่น เจ้าจินยี่พูดเองว่าต้องกินเสียให้อิ่ม เพื่อเดินทางแบบไม่หยุดพักทั้งคืน แล้วจึงนอนพักได้ในตอนรุ่งสางบนไหล่เขา

 

แล้วนี่จะเดินไปไหน แถมยังเมินเฉยต่อการวิวาทของกลุ่มคนที่เหลือ

 

เจ้าลงไปแช่ตัวในน้ำเสียเต่าน้อย จะได้ไม่เป็นบ้าเพราะความร้อนอย่างเจ้าพวกนั้น

 

แล้วเจ้าจะไปไหน พลันส่งเสียงถาม ลูกครึ่งปีศาจสัมผัสได้ถึงกระไอความร้อนที่แผ่ซ่านมาจากหุบเขา ผิวที่ไวต่อสิ่งสัมผัสทุกชนิด ร้องเตือนให้รู้ถึงความร้อนที่ไม่ธรรมดา อย่างยิ่งในยามพลบค่ำ...ของเหมันต์ฤดู

 

ไปหาภาชนะ

 

หา

 

ไม่เพียงจางเสี่ยวเมะเท่านั้นที่แสดงความแปลกใจ แม้แต่ผู้ที่คล้ายจะสาละวนเพียงการต่อสู้ทั้งสามคนยังหยุดชะงัก มิใช่สงสัยในคำตอบ แต่เป็นเพราะการที่ผู้นำทางเดินแยกตัวออกไป ย่อมทำให้คนที่ไม่คุ้นชินเส้นทางล้วนตระหนกกับภาวะ มิรู้จะทำเช่นไรต่อ กันถ้วนหน้า

 

ถ้าเลิกทะเลาะกันแล้วก็ตามข้ามา บนเขานั่น มีน้ำมากมายพอให้ชำระร่างกาย แต่ไม่อาจดื่มกิน เราต้องช่วยกันแบกน้ำขึ้นไป

 

เจ้ารู้ได้อย่างไร ตงหว่านคิผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษถาม

พิษอะไร เฉวินยูฉวินก็สงสัย

เหตุใดถึงสัมผัสได้แต่ดื่มกินไม่ได้เล่า ฉายเฉี่ยวโนะยิ่งอยากรู้

 

แต่เจ้าจินยี่เพียงแต่ยิ้มที่มุมปาก หากนั่นก็ทำให้ทุกคนรู้ถึงสิ่งที่ไม่ต้องเอ่ย ...ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ข้า เจ้าจินยี่...ไม่รู้

จอมยุทธ์หน้าตางดงาม เกลี้ยงเกลา หากแต่มีอะไรมากมายแฝงอยู่ในความอ่อนวัยที่เห็น ยิ่งกว่าตู้ชั้นที่รวบรวมตำราวิทยานานาแขนงของทุกสำนักรวมกัน ถามมาเจ้าจินยี่ตอบได้ แต่ไร้ซึ่งคำอธิบาย...ถ้าไม่เชื่อก็ต้องรอดูด้วยตาต่อไป

 

แล้วมิค่อยจะผิดจากที่พูด ดังนั้น ถึงแม้ทั้งสี่จะไม่ได้คำตอบใดเพิ่มเติม แต่สองขาก็ก้าวตามคนที่เหมือนจะเป็นผู้นำการเดินทางไปโดยพร้อมเพรียง

 

ไม่นานนักทุกคนพร้อมด้วยลูกครึ่งปีศาจเต่าก็มาพร้อมหน้ากันที่กลุ่มไผ่กอใหญ่ จินยี่ตวัดสายตาไปยังเฉี่ยวโนะก่อนจะถอยออกมาให้เจ้าของพัดคมวาดลวดลายตัดลำปล้องอวบหนาของต้นไผ่ให้ทลายลงมาหลายข้อในเวลาสั้นๆ คนทั้งห้าหอบกระบอกไม่ไผ่ไม่ต่ำกว่าสิบกระบอกกลับไปที่ลำธาร แล้วจึงเอาไม้ไผ่รองน้ำจนเต็มทั้งหมด ไม่มีใครคัดค้านอะไรในช่วงการทำงานง่ายๆ นั้น ทว่าเมื่อคิดถึงน้ำหนักที่จะต้องแบกไปตลอดการเดินทางก็มิมีผู้ใดเต็มใจจะรับผิดชอบมันนัก

 

มีแต่ผู้ที่ออกคำสั่งเท่านั้นที่ปลดเชือกที่เอวมาผูกมัดกระบอกไม้ไผ่สามลำกับกระบี่เล่มยาวของตน ก่อนจะแบกขึ้นพาดไหล่แล้วเดินต่อไปไม่รอผู้อื่น

 

เมื่อมีคนหนึ่งนำ ย่อมมีคนทำตาม อีกสี่ผู้เดินทางจึงสรรหาวิธีการของตนเองเพื่อแบกสัมภาระอันใหม่นี้ให้ได้ เว้ยแต่จางเสี่ยวเมะที่เสียเวลาเล็กน้อยไปกับการลงไปแช่ตัวในน้ำอีกครั้ง จึงได้เดินตามกลุ่มไปเป็นคนหลังสุด

แต่ไม่มีปัญหาใด เมื่อครึ่งคนครึ่งเต่าอย่างมันเคลื่อนที่ได้ไวกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่านัก จินยี่ผู้เดินนำจึงไม่ชะลอฝีเท้าของตนลง เพียงแต่เอียงมองด้านข้างเมื่อเต่าน้อยเดินตามมาจนทันได้กระทบไหล่

 

ต้องเดินอีกไกลหรือไม่

 

หางอวบจากการได้ดูดซึมน้ำไว้มากตีซ้ายตีขวารับการก้าวย่างของเจ้าเต่าปีศาจ ความชุ่มชื้นที่เจ้าตัวโปรดปรานทำให้น้ำเสียงร่าเริงราวกับทารกตัวเล็กๆ เจ้าจินยี่ส่ายหน้าให้กับความแปรปรวนของคนเคียงข้าง เมื่อสักครู่ยังต่อว่ากันซะเสียหาย อีกอึดใจกลับมาชวนคุยเสียงใส

 

หากเป็นปีศาจเต็มตัวมิใช่ครึ่งมนุษย์เช่นนี้ เจ้าจินยี่นึกไม่ออกเลยว่าเต่าเก้าหางตัวใดจะมีความน่าเอ็นดูอย่างที่เจ้าเต่าน้อยตนนี้มีบ้าง

 

ไกลเท่าใดคงไม่สำคัญว่าเมื่อไหร่จะเช้ากระมัง

 

อ้าว แล้วไหล่เขาที่เจ้าว่าเล่า หากถึงก่อนเช้าจะนอนเสียเลยไม่ได้หรือ

 

เจ้าจินยี่เพียงยิ้มกับต้นไม้ใบหญ้า หาได้ต่อความกับเจ้าเต่าอีก แต่จางเสี่ยวเมะก็มิได้สนใจ ด้วยกำลังเพลินเพลินกับแมกไม้แลความร่มรื่นของป่าเขาเช่นกัน

 

...........................................................................................

 

 

 

 

หยั่งเชิง... ถ้าไม่เวิร์กมันจะหายไปภายในเวลาไม่นาน