เดชคัมภีร์เทวดา (ได้อีก)
posted on 18 Nov 2007 21:57 by asuka-jan in Parody-Fiction
ณ ตีนภูผาเทียนซาน แห่งมณฑลหูเป่ย
ยามสายของโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญซึ่งเป็นที่รวมของบรรดาผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น จอมยุทธ์ผู้เก่งกล้า พ่อค้าหน้าเลือด ประชาชนคนธรรมดา วันนี้ก็ยังคงคลาคล่ำไปด้วยหมู่คนสัญจรราวกับสีลมตรอกสองในคืนวันเสาร์
“นายท่านจะสั่งอะไรขอรับ” เสี่ยวเอ้อแห่งโรงเตี๊ยมเทียนซานเม้าเท่นถามจอมยุทธ์สองคนที่เดินองอาจเข้ามาในร้าน
“เอาเหล้าอย่างดีมาสองไห แล้วก็กับแกล้มที่แพงที่สุดมา 5 อย่าง”
เจ้าจินยี่ จอมยุทธ์หน้าหยก (หยกขาวมิใช่หยกเขียว) สั่งเสร็จแล้วก็เข้าไปนั่งลงกับโต๊ะเล็กๆ ชั้นสองที่อยู่ติดริมหน้าต่าง ทำให้ลูกครึ่งปีศาจเต่าเก้าหางจางเสี่ยวเมะผู้ที่เดินทางมาด้วยกันนั้น ต้องตามไปนั่งทั้งที่ไม่ชอบใจในโลเกชั่นเท่าใดนัก
“จะปีนบันไดขึ้นมาทำไมสูงๆ” จางเสี่ยวเมะปัดหางทั้งเก้าออกก่อนจะกระแทกก้นลงนั่งอย่างไม่สบอารมณ์
ธรรมชาติในครึ่งฝั่งปีศาจ จางเสี่ยวเมะไม่ชอบการขึ้นที่สูงทุกระดับ หากแต่เมื่อเปลี่ยนเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงแล้วไซร้ มันจึงจะโปรดปรานราวกับได้พบผักบุ้งก้านอวบลอยตุ๊บป่องๆ มาตามกระแสธารนั่นแล
และทั้งๆ ที่คนที่เดินมาด้วยกันก็รู้อยู่แก่ใจ กลับมักพามันขึ้นที่สูงบ่อยครั้งราวกับจะแกล้งกัน นิสัยไม่ดียิ่งนัก!
เจ้าจินยี่รับน้ำชาจากเสี่ยวเอ้อที่รินมาให้แล้วพลันดื่มเข้าโฮกใหญ่ ก่อนจะเปรยตาใส่ครึ่งคนครึ่งปีศาจที่เอาแต่บ่นมุบมิบๆ โดยมิพูดอันใด บรรยากาศแสนอภิรมย์เช่นนี้เขาไม่ปรารถนาที่จะต่อความยาวสาวความยืด เพื่อให้น้ำชาชั้นดีจืดเจื่อนไปเพราะการทะเลาะเบาะแว้ง ทว่า...การได้มองใบหน้าบูดบึ้งของเจ้าครึ่งคนครึ่งปีศาจตนนี้ก็ทำให้น้ำชารสเข้มข้นขึ้นอย่างไม่เลวทีเดียว ฮ่า...
แก้มขาวกับปากสีชาดรูปกระจับ มันน่าดึงยืดให้แสดงอารมณ์งอง้ำคว่ำบาตรไม่ออกเสียจริง ...คงจะสนุก!
ถ้าเพียงแค่จางเสี่ยวเมะจะไม่ใช้หางทั้งเก้าฟาดมาไม่นับเวลาตกเป็นผู้ถูกแกล้ง เจ้าจินยี่คงไม่ละเว้นเรื่องน่าสนุกของตัวเองไปหรอก
ผ่านไปเศษหนึ่งส่วนสิบสองชั่วยามหรือราวๆ ก้านธูปเผาไหม้ไปได้หนึ่งในสี่ส่วน อาหารรสเลิศก็ทยอยเข้ามาพร้อมเหล้าอย่างดีสองไห ทั้งสองหนุ่มลงมือกินกับแกล้มเหล้ากันไปโดยไม่มีบทสนทนาต่อกันอีก จนกระทั่ง...อาหารห้าจานและเหล้านารีเขียวเกือบเกลี้ยงไปเสียสิ้น เสียงดังจากอีกฟากฝั่งของร้านก็ลอยลิ่วเข้ามาใส่ใบหูสามเหลี่ยมมุมแหลม (บอกยี่ห้อปีศาจ) ของจางเสี่ยวเมะ จนลูกครึ่งปีศาจเต่าผู้ผดุงคุณธรรมต้องลุกขึ้นยืนเพราะทนฟังต่อไปอีกไม่ไหว
มันน่าโมโหนัก!
“พวกโต๊ะนั้นกล่าววาจาสามหาวยิ่งนัก ข้าต้องจัดการสั่งสอนพวกมัน”
“ยังไม่ชินกับการล้อเลียนอีกหรือไงเต่าน้อย”
“เจ้า! ข้าบอกว่าอย่าเรียกข้าเช่นนั้นไง แล้วไอ้ที่ข้าทนไม่ได้นั่นก็เพราะเจ้าพวกนั้นพูดจาลวนลามแม่นางชุดขาวนั่นต่างหาก ไม่เกี่ยวกับที่ว่าข้าเป็นไอ้ตัวหางยาว”
คำโวยวายของจางเสี่ยวเมะทำให้คนทั้งร้านเงยหน้าขึ้นจากอาหารของตัวเอง ครึ่งหนึ่งมองไปที่หางยาวเก้าแฉกที่ว่า แลอีกครึ่งมองไปที่กลุ่มชายสามหาวที่เจ้าของหางกล่าวถึง
“ตกลงพวกนั้นเรียกเจ้าว่าไอ้ตัวหางยาวงั้นรึ” เจ้าจินยี่ถามเสียงกลั้วหัวเราะ
จางเสี่ยวเมะที่รู้ตัวว่าเสียท่าคนขี้แกล้งเข้าเต็มเปา ก็ยิ่งทวีความโกรธจนใช้พลังฝ่ามือสะท้านพิภพฟาดโต๊ะตัวเองเข้าจนแหลกทะลุพื้น
“เจ้า! ข้าบอกแล้วว่าข้าโมโหเพราะเจ้าพวกนั้นชีกอต่างหาก”
“ข้าชื่อเจ้าจินยี่ ไม่ใช่เจ้าเฉยๆ หรือถ้าเรียกยาก เรียกเฮียจินสั้นๆ ก็ได้”
จอมยุทธ์หนุ่มลงท้ายเสียงสูงอย่างยั่วเย้า มือยังโบกกระบี่ที่หยิบขึ้นทันก่อนร่วงไปพร้อมโต๊ะอย่างเบิกบาน
“ช้าก่อนๆ อย่าเพิ่งโมโหใส่ข้า พวกอันธพาลนั่นจะทำมิดีมิร้ายแม่นางคนนั้นแล้วนะ”
จางเสี่ยวเมะไม่มีเวลาดีดลูกคิดคาดโทษเฮียจิน เขาสาวเท้าไปยังโต๊ะของชายอันธพาลรวดเร็วดั่งพายุฟาด แล้วหยิบลูกตุ้มคู่สีทองที่ผูกไว้กับสะโพกบนขึ้นชี้หน้าหนึ่งในอันธพาลเป็นสารท้ารบ
“เจ้า ช่างต่ำช้านัก รังแกได้กระทั่งสตรีที่บอบบางเช่นนี้ หากวันนี้ข้าไม่ได้สั่งสอนพวกเจ้าทั้งสองคน อย่าเรียกข้าเป็นคน”
“ใครเขาเรียกตัวอย่างเจ้าเป็นคนกัน”
หนึ่งในสามของกลุ่มอันธพาลเอ่ยอย่างมิกลัวชะตาขาด ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยร่อยรอยแห่งการต่อสู้นับหมื่นนับพันครั้งทำให้ผู้ชมเหตุการณ์เริ่มถอยห่าง เหลือแต่ลูกครึ่งปีศาจใจกล้าเท่านั้นที่เดินตรงเข้าไปมินึกหวั่นพรั่นพรึง แม้นใครหน้าไหนขลาดคร้าม จางเสี่ยวเมะจะองอาจในทุกกรณี (ถ้ามีแหล่งน้ำ)
“วาจาเต่าถุยเช่นนี้ หากข้ามิสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้างคงมิได้ เตรียมรับมือ!”
ทันใดนั้นเอง ปีศาจจางก็ยกขาข้างหนึ่งขึ้น โดยมิมีผู้ใดคาดคิดมันก็เริ่มออกวิ่งหมุนเป็นวงกลม นอกเสียจากผู้ที่มาด้วยกันอย่างจอมยุทธ์เจ้าจินยี่แล้ว ทุกคนต่างตกตะลึงด้วยมิคาดฝันว่าปีศาจเต่าจะมีพลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเช่นนี้ ดั่งวายุกำลังแรงที่จะพัดพาให้บ้านเรือนแลโรงเตี๊ยมวอดวายได้ทั้งหลัง หากแต่ผู้ที่ตกอยู่กลางวงล้อมแห่งพายุทั้งสามหาได้ยกมือไม้ขึ้นมาปัดป้องอันใดไม่ กลับยืนนิ่งทระนง ซ้ำยังมีผู้หนึ่งสามารถหยิบอาวุธที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาต่อสู้ได้อีกด้วย
“เต่าน้อย ระวัง”
สายไปเสียแล้ว สายวายุของปีศาจครึ่งคนครึ่งเต่าถูกตัดขาดอย่างรวดเร็ว! รุนแรง! ด้วยใบพัดคมกริบของบุรุษที่มีลักษณะเหมือนบัณฑิตหนุ่ม ร่างของเจ้าปีศาจกระเด็นไปไกล กระแทกกับระเบียงไม้และร่วงลงพื้นดินชั้นล่าง ดีที่หางทั้งเก้าอันเปรียบดั่งฟองน้ำรองรับไว้ได้ทำให้ไม่กะทบกระเทือนมากอย่างที่เจ้าจินยี่นึกหวั่น
“ฝีมือร้ายกาจนัก” จางเสี่ยวเมะกัดฟันอย่างเจ็บแค้น
“ฮ่ะๆๆ เป็นอย่างไรเล่า จะลุกขึ้นมาสู้อีกหรือไม่ ลำพังแค่พัดตวัดครั้งเดียวของฉายเฉี่ยวโนะเพื่อนข้า เจ้าก็รับมือไม่ไหวเสียแล้ว”
ชายคนสุดท้ายในกลุ่มอันธพาลกล่าววาจาเยาะเย้ยพลางตบบั้นท้ายล้อเลียนครึ่งปีศาจเต่าจากระเบียงชั้นสอง ผู้คนทั้งแขกโรงเตี๊ยมและบรรดาเสี่ยวเอ้อต่างออกมามุงดูกันแน่นขนัด ยังความอับอายให้แก่จางเสี่ยวเมะซึ่งทะนงในวิชากงล้อวายุเบิกธรณีของตนเป็นที่ยิ่ง ดังนั้น ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของกลุ่มจีนมุง จางเสี่ยวเมะจึงไม่รอช้าที่จะกระทำสิ่งใดเป็นการแก้หน้าให้ตนเอง
“เมื่อครู่ข้าประมาทพวกเจ้า แต่ไม่มีอีกหนแน่ อย่างไรเจ้าทั้งสามลงมาประลองกับข้าข้างล่างนี่ เพื่อมิให้เป็นการรบกวนผู้อื่น เจ้ากล้าหรือไม่”
“ชะช้า... อย่างพวกเรามีรึจะไม่กล้า เกรงแต่ว่าเจ้าจะแพ้หมดรูปแล้วมิรู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่หางเส้นใดน่ะสิ”
ว่าแล้วเหล่าอันธพาลก็ระเบิดเสียงหัวเราะไม่กลัวสะเทือนฟ้าดิน ก่อนบุรุษมาดบัณฑิตจะใช้วิชาตัวเบาเหินลงมาสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล และหัวเราะต่อเนื่องรอเพื่อนอีกสองที่เลือกกลับหลังไปลงบันได
ส่วนจอมยุทธ์หน้าหยกเจ้าจินยี่ เดินอ้อยอิ่งตามยอดกิ่งไผ่ใบหลิว ที่โน้มตัวลงมาพาดกับแนวระเบียงเสมือนเป็นสะพานโค้งให้มาเชียร์คู่หูของตนใกล้ๆ
เมื่อทุกคนประจันหน้า บัดนั้น พสุธาวายุก็แปรปรวนทันใด
ลมหนาวจากทิศประจิม ฝนฟ้าคะนองจากอาคเนย์ พลันบรรจบกันจนทำให้ม่านฝนมาบดบังมิให้ผู้ดูสามารถมองเห็นการต่อสู้ที่รวดเร็วรุนแรงนี้ได้ เห็นแต่ก็เพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มสีว่อนไปมาราวแมลงบิน และยินเสียงกระทบกันของโลหะเป็นจังหวะ...
ไกลออกไป ค่อยๆ ไกลออกไป
สำหรับผู้ชม ไม่มีใครรู้แล้วว่าจุดสิ้นสุดของการประลองใครเป็นผู้ปราชัย แล้วผู้ใดได้ชัยชนะ
เพียงแต่คาดเดากันไปต่างๆ นานา ก่อนจำต้องสลายตัวกันตามแต่ที่มาของแต่ละคน
ทิ้งไว้เพียง...หญิงสาวผู้ที่มิอาจทราบนามของบุรุษที่พิทักษ์ศักดิ์ศรีแห่งสตรีของตน
และ...เจ้าของโรงเตี๊ยมที่น้ำตาหลั่งรินเนื่องจากโดนชักดาบค่าอาหารถึงสองโต๊ะ แล้วยังต้องเก็บกู้ซากปรักหักพังจากการต่อสู้อันดุเดือดของเหล่าจอมยุทธ์ผู้กล้า
.........................................................................
“เหนื่อยเป็นบ้า ทำไมเจ้าต้องซัดข้าซะแรงด้วยหา เจ้าเฉี่ยวโนะ!”
“เสี่ยวเมะ นอกจากพัดตัดวายุในคราแรกข้าก็มิได้ลงมืออันใดอีกเลยนะ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบความรุนแรง หากจะหาความ จงโทษที่เฉวินยูฉวินหรือตงหว่านคิมิดีกว่ารึ”
ท่ามกลางเสียงเหนื่อยหอบของคนทั้งสี่และครึ่งปีศาจอีกหนึ่งตน ก็มีเสียงซัดสาดของธารน้ำตกเล็กๆ อันเป็นตัวนำเส้นทางเดินดังคลอเป็นเสียงประกอบอยู่
ณ ตีนเขาเทียนซาน ป่าเขาซึ่งตามตำนานกล่าวขานไว้ว่าเป็นสถานที่ที่แปลกหาใดเปรียบ ภายในวันเดียว สำหรับผู้ที่เดินทางขึ้นไปนั้นอาจจะได้เจอถึงสี่ฤดู แล้วยังเส้นทางที่เต็มไปด้วยกับดักและอุปวรรคนานัปการอีก แต่ตอนนี้ความหวั่นเกรงที่เคยมีก่อนหน้ากลับเลือนหายไปเสียสิ้น เมื่อเทียบกันกับความระทึกใจของ “ฉาก” ต่อสู้ เหมือนสักครู่...
การปะทะของเหล่าอันธพาลทั้งสาม และจอมยุทธ์คู่ปีศาจอีกหนึ่ง ผู้ใดในหล้าจะรู้ว่ามันถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างแนบเนียนที่สุด
“ข้าเปล่าเสียหน่อย เพียงแค่ที่ต้อง ’ฝังเข็ม’ ทำให้ร่างกายตัวเองร้อนจี๋วิ่งวนสลับกับเจ้าหว่านคิที่กินยาเนื้อเย็น เพื่อสร้างลมพายุพัดศอกตามที่เจ้าต้องการ ข้าก็ไม่มีเวลาจะไปลอบกัดใครหรอกนะ” บุรุษเจ้าของนามเฉวินยูฉวินรีบกล่าวปกป้องตัวเอง
อันผู้ที่ได้รับบทให้สร้างความปั่นป่วนแก่ชั้นบรรยากาศจนเกิดลมพายุฝน ตกเป็นของคนที่มีคุณสมบัติสร้างอุณหภูมิในร่างกายให้แปรเปลี่ยนทันใด ในบรรดาผู้ร่วมเดินทางทั้งห้า มีแค่สองคนเท่านั้นที่จะบันดาลความร้อนหนาวได้ตามใจนึก นั่นก็คือ เฉวินยูฉวิน และตงหว่านคิ สองขุนพลคนสำคัญของศาสตร์แพทย์แห่งพรรคมาร!
“ฮึ เจ้าอย่าทำเป็นพูดดี ที่พลาดเอ่ยนามของข้าให้คนอื่นได้ยิน ข้ายังไม่ชำระความกับเจ้าเลย” จอมยุทธ์หน้าอ่อนในคราบบัณฑิตหนุ่มเริ่มเท้าความเสียงกราดเกรี้ยว
รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูคล้ายกับจอหงวนในเมืองหลวง อันที่จริงนิสัยก็ไม่ต่างนัก มีคำพูดที่เต็มไปด้วยความสุขุมนุ่มลึก ความใฝ่รู้ใฝ่ถามในสรรพสิ่งรอบตัว หากแต่ชาติกำเนิดเป็นเพียงเด็กก้นครัวในหอนางโลม ดังนั้นจึงมีบ้างที่อารมณ์แบบนักเลงโตจะผุดขึ้นมาเป็นครั้งคราว
“ไม่มีใครเขาจำได้เสียหน่อย อย่าว่าแต่ชื่อแซ่ของเจ้าเลย ข้าว่าหน้าของเจ้าผู้คนคงลืมภายในพริบตา”
“เจ้า! หว่านคิ อย่าได้เอ่ยวาจาลบหลู่ใบหน้าอันผ่องแผ้วราวเทพบุตรของข้าเป็นอันขาด ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถึงข้าจะไม่ชอบใช้กำลัง แต่วันนี้เจ้ากับข้าคงต้องวัดฝีมือกันสักที ว่าระหว่างยาพิษเน่าๆ ของเจ้า กับพัดพิฆาตโลกันตร์ของข้า ใครจะอยู่ใครจะไป”
...ยิ่งบวกกับความมั่นใจในฝีมือที่มีติดตัว จึงไม่เคยรอช้ากับการปะทะที่รออยู่...
“ฮะฮ้า งั้นข้าเป็นกรรมการแล้วกัน นานๆ ทีจะเห็นเจ้าของขึ้นนะเฉี่ยวโนะ เต็มที่ล่ะหว่านคิ ยังไงเราก็สายวิชาเดียวกัน ถ้าเจ้าแพ้ข้าก็พ่ายไปด้วย”
เมื่อการประลองไม่พึงประสงค์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง บรรดาเหล่าบุคคลบนสังเวียนพร้อมใจกันส่งเสียงคำรามขู่และต่อสู้กันด้วยวาจาต่อไป พร้อมกับการหยิบฉวยอาวุธประจำกายเข้ากระชับมือ ด้านผู้ที่อาสาเป็นกรรมการ ก็มิได้น้อยหน้า แม้มิได้เป็นคู่กรณี แต่เลือดในกายของนักต่อสู้ก็ร้อนระอุมิแพ้ผู้ใด บิดข้อมือเตรียมพร้อมที่จะใช้เข็มยาวสั้นนับร้อยนับพันเล่มที่ซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
พวกเดียวกันแท้ๆ จักมาฆ่าฟันกันเช่นนั้นหรือ
จางเสี่ยวเมะทนดูการทะเลาะวิวาทของเหล่าผู้ร่วมเดินทางมิได้อีกต่อไป
“จินยี่ เจ้ารีบไปห้ามพวกนั้นสิ”
ครึ่งปีศาจรุ่นเยาว์วิ่งไปหาผู้ที่อาวุโสกว่า เขย่าแขนให้เลิกผิวปากและวักน้ำเล่น เพื่อไปสนใจคนทั้งสามทางด้านหลังที่กำลังจะตีกันอยู่รอมร่อ หากแต่จอมยุทธ์หนุ่มหาได้สนใจไม่ แม้แต่จะหันมามองหน้าเจ้าปีศาจที่ยืนค้ำอยู่
“เจ้าจินยี่ เจ้านี่ยังไง เหตุใดจึงไม่ไปห้ามพวกนั้น”
“เจ้าก็ไปห้ามเองสิ มิรู้หรือไร พวกนั้นเชื่อฟังเจ้ายิ่งกว่าข้าเสียอีก” เจ้าของใบหน้าผุดผาดดังหยกเนื้อดียังเพ่งความสนใจไปที่ความเย็นชุ่มฉ่ำเบื้องหน้าแต่เพียงเท่านั้น ราวกับกำลังเจรจากับมิตรสหายที่พรากจากกันไปนาน
“หากข้าคนเดียวหยุดเจ้าพวกนั้นได้ข้าก็ไม่ยุ่งกับเจ้าหรอก ก็รู้กันอยู่ว่าเจ้ามันคนไร้น้ำใจ!”
“แล้วก็ขี้ขลาด!!”
“พึ่งไม่เคยได้”
“แถมยัง—“
“เจ้าตะโกนมากมันเสียพลังงานมิรู้รึ ที่อุตส่าห์ขโมยเขากินเมื่อสักครู่จะเสียเปล่าหมดนะ”
เจ้าจินยี่หมดความสนใจผู้ที่เซ้าซี้ตน แล้วหันตัวเดินต่อไปยังทิศทางเดียวกับดวงตะวันสีส้มที่กำลังทอแสง ซึ่งเป็นทิศตรงข้ามกับทางขึ้นภูผาเทียนซานอันเป็นจุดมุ่งหมาย จางเสี่ยวเมะมองตามอย่างไม่เข้าใจ เพราะก่อนหน้าที่จะไป “ก่อเรื่อง” ที่โรงเตี๊ยมชายเขานั่น เจ้าจินยี่พูดเองว่าต้องกินเสียให้อิ่ม เพื่อเดินทางแบบไม่หยุดพักทั้งคืน แล้วจึงนอนพักได้ในตอนรุ่งสางบนไหล่เขา
แล้วนี่จะเดินไปไหน แถมยังเมินเฉยต่อการวิวาทของกลุ่มคนที่เหลือ
“เจ้าลงไปแช่ตัวในน้ำเสียเต่าน้อย จะได้ไม่เป็นบ้าเพราะความร้อนอย่างเจ้าพวกนั้น”
“แล้วเจ้าจะไปไหน” พลันส่งเสียงถาม ลูกครึ่งปีศาจสัมผัสได้ถึงกระไอความร้อนที่แผ่ซ่านมาจากหุบเขา ผิวที่ไวต่อสิ่งสัมผัสทุกชนิด ร้องเตือนให้รู้ถึงความร้อนที่ไม่ธรรมดา อย่างยิ่งในยามพลบค่ำ...ของเหมันต์ฤดู
“ไปหาภาชนะ”
“หา”
ไม่เพียงจางเสี่ยวเมะเท่านั้นที่แสดงความแปลกใจ แม้แต่ผู้ที่คล้ายจะสาละวนเพียงการต่อสู้ทั้งสามคนยังหยุดชะงัก มิใช่สงสัยในคำตอบ แต่เป็นเพราะการที่ผู้นำทางเดินแยกตัวออกไป ย่อมทำให้คนที่ไม่คุ้นชินเส้นทางล้วนตระหนกกับภาวะ “มิรู้จะทำเช่นไรต่อ” กันถ้วนหน้า
“ถ้าเลิกทะเลาะกันแล้วก็ตามข้ามา บนเขานั่น มีน้ำมากมายพอให้ชำระร่างกาย แต่ไม่อาจดื่มกิน เราต้องช่วยกันแบกน้ำขึ้นไป”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” ตงหว่านคิผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษถาม
“พิษอะไร” เฉวินยูฉวินก็สงสัย
“เหตุใดถึงสัมผัสได้แต่ดื่มกินไม่ได้เล่า” ฉายเฉี่ยวโนะยิ่งอยากรู้
แต่เจ้าจินยี่เพียงแต่ยิ้มที่มุมปาก หากนั่นก็ทำให้ทุกคนรู้ถึงสิ่งที่ไม่ต้องเอ่ย ...ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ข้า เจ้าจินยี่...ไม่รู้
จอมยุทธ์หน้าตางดงาม เกลี้ยงเกลา หากแต่มีอะไรมากมายแฝงอยู่ในความอ่อนวัยที่เห็น ยิ่งกว่าตู้ชั้นที่รวบรวมตำราวิทยานานาแขนงของทุกสำนักรวมกัน ถามมาเจ้าจินยี่ตอบได้ แต่ไร้ซึ่งคำอธิบาย...ถ้าไม่เชื่อก็ต้องรอดูด้วยตาต่อไป
แล้วมิค่อยจะผิดจากที่พูด ดังนั้น ถึงแม้ทั้งสี่จะไม่ได้คำตอบใดเพิ่มเติม แต่สองขาก็ก้าวตามคนที่เหมือนจะเป็นผู้นำการเดินทางไปโดยพร้อมเพรียง
ไม่นานนักทุกคนพร้อมด้วยลูกครึ่งปีศาจเต่าก็มาพร้อมหน้ากันที่กลุ่มไผ่กอใหญ่ จินยี่ตวัดสายตาไปยังเฉี่ยวโนะก่อนจะถอยออกมาให้เจ้าของพัดคมวาดลวดลายตัดลำปล้องอวบหนาของต้นไผ่ให้ทลายลงมาหลายข้อในเวลาสั้นๆ คนทั้งห้าหอบกระบอกไม่ไผ่ไม่ต่ำกว่าสิบกระบอกกลับไปที่ลำธาร แล้วจึงเอาไม้ไผ่รองน้ำจนเต็มทั้งหมด ไม่มีใครคัดค้านอะไรในช่วงการทำงานง่ายๆ นั้น ทว่าเมื่อคิดถึงน้ำหนักที่จะต้องแบกไปตลอดการเดินทางก็มิมีผู้ใดเต็มใจจะรับผิดชอบมันนัก
มีแต่ผู้ที่ออกคำสั่งเท่านั้นที่ปลดเชือกที่เอวมาผูกมัดกระบอกไม้ไผ่สามลำกับกระบี่เล่มยาวของตน ก่อนจะแบกขึ้นพาดไหล่แล้วเดินต่อไปไม่รอผู้อื่น
เมื่อมีคนหนึ่งนำ ย่อมมีคนทำตาม อีกสี่ผู้เดินทางจึงสรรหาวิธีการของตนเองเพื่อแบกสัมภาระอันใหม่นี้ให้ได้ เว้ยแต่จางเสี่ยวเมะที่เสียเวลาเล็กน้อยไปกับการลงไปแช่ตัวในน้ำอีกครั้ง จึงได้เดินตามกลุ่มไปเป็นคนหลังสุด
แต่ไม่มีปัญหาใด เมื่อครึ่งคนครึ่งเต่าอย่างมันเคลื่อนที่ได้ไวกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่านัก จินยี่ผู้เดินนำจึงไม่ชะลอฝีเท้าของตนลง เพียงแต่เอียงมองด้านข้างเมื่อเต่าน้อยเดินตามมาจนทันได้กระทบไหล่
“ต้องเดินอีกไกลหรือไม่”
หางอวบจากการได้ดูดซึมน้ำไว้มากตีซ้ายตีขวารับการก้าวย่างของเจ้าเต่าปีศาจ ความชุ่มชื้นที่เจ้าตัวโปรดปรานทำให้น้ำเสียงร่าเริงราวกับทารกตัวเล็กๆ เจ้าจินยี่ส่ายหน้าให้กับความแปรปรวนของคนเคียงข้าง เมื่อสักครู่ยังต่อว่ากันซะเสียหาย อีกอึดใจกลับมาชวนคุยเสียงใส
หากเป็นปีศาจเต็มตัวมิใช่ครึ่งมนุษย์เช่นนี้ เจ้าจินยี่นึกไม่ออกเลยว่าเต่าเก้าหางตัวใดจะมีความน่าเอ็นดูอย่างที่เจ้าเต่าน้อยตนนี้มีบ้าง
“ไกลเท่าใดคงไม่สำคัญว่าเมื่อไหร่จะเช้ากระมัง”
“อ้าว แล้วไหล่เขาที่เจ้าว่าเล่า หากถึงก่อนเช้าจะนอนเสียเลยไม่ได้หรือ”
เจ้าจินยี่เพียงยิ้มกับต้นไม้ใบหญ้า หาได้ต่อความกับเจ้าเต่าอีก แต่จางเสี่ยวเมะก็มิได้สนใจ ด้วยกำลังเพลินเพลินกับแมกไม้แลความร่มรื่นของป่าเขาเช่นกัน
...........................................................................................
หยั่งเชิง... ถ้าไม่เวิร์กมันจะหายไปภายในเวลาไม่นาน